งานเฉลิมฉลองเริ่มขึ้นอย่างอบอุ่น มีหลี่ซื่อหมิน และฮองเฮาจ่างซุนนั่งเป็ประธาน สนมเหวยกุ้ยเฟย , หยางซูเฟย และ ฉินเต๋อเฟย อยู่ด้านหลัง เบื้องหน้าด้านขวามือ มีเชื้อพระวงศ์ อาทิเช่น องค์ชายรองหลี่ไท่ , องค์ชายห้าหลี่เค่อ , องค์ชายหกหลี่จื้อ , องค์หญิงฉางเล่อ และสุดท้ายองค์หญิงที่หลี่ซื่อหมินเอ็นดูที่สุด องค์หญิงเกาหยาง
ด้านซ้ายมือ มี จ่างซุน อู๋จี้ อัครเสนาบดี, ไท่ฟู่เว่ยเจิง มหาราชครู , หลี่จิ้ง เหยาซื่อ ขุนศึกไร้พ่าย อีกทั้งยังมีเ้ากรมทั้ง 6 กรม และขุนนางน้อยใหญ่ลดหลั่นกันไป
เสียงดนตรีบรรเลงขับกล่อมผู้คนในงาน นางรำระบำโยกย้ายไปตามเสียงเพลง เอวพลิ้วไหวดั่งคลื่นน้ำ ดึงดูดสายตาหนุ่มน้อยผู้ไม่เจนโลกีย์อย่างหลี่เค่อ สุราจอกแล้วจอกเล่าเพื่อหวังดับกระหายจากคอที่แห้งผาก
“ แป๊ะ แป๊ะ แป๊ะ ..!!! ”
เสียงปรบมือเรียกความสนใจจากแเื่ในงาน หลี่ซื่อหมินพยักหน้าส่งสัญญาณ ให้นำอาหารเข้ามาในงาน
นางกำนัลห้องเครื่อง เดินเรียงรายยกอาหารแต่ละอย่าง ทยอยวางไว้บนโต๊ะแเื่ ทั้งสองฝั่ง ผู้ได้พบเห็นอาหารในงานเลี้ยงต่างประหลาดใจกันถ้วนหน้า นั่งพิจารณาอาหารทั้ง 12 อย่าง อย่างใคร่รู้ แต่ละคนต่างอมยิ้มเหมือนได้พบเจอคนรักเก่า
“ ในฤดูหนาวเช่นนี้ ฝ่าาทรงหาผักสดได้จากที่ไหน พ่ะย่ะค่ะ ”
จ่างซุน อู๋จี้ เป็ผู้แรกที่เอ่ยถาม หลี่ซื่อหมินรู้สึกเบิกบานใจยิ่งหนัก ที่ตนได้เห็นใบหน้าฉงนสงสัย ของเหล่าขุนนางทั้งหลาย โดยเฉพาะตาเฒ่าปากกล้าอย่าง เว่ยเจิง เพราะในยามประชุมขุนนาง คนพวกนี้ไล่ต้อนเขาโดยไม่ลดลาวาศอก
“ หึ หึ หึ ”
หลี่ซื่อหมิน เชิดหน้าหัวเราะในลำคออย่างพึงพอใจ
“ ผักสดทั้งหลายนั้น เจิ้น ได้มาจากฮองเฮา พระนางคิดค้นวิธีปลูกผักนอกฤดูเพื่อหวังเป็ประโยชน์ ต่อไพร่ฟ้าประชาราษฏร์ ”
หลี่ซื่อหมิน ยกผลประโยชน์ให้ฮองเฮาของตนหน้าด้าน ๆ เพราะอย่างไรผู้คิดค้นก็เป็บุตรของตน มารดาแอบอ้างผลงานของบุตร ถือว่าเป็การแสดงความกตัญญูอย่างหนึ่ง ฮองเฮาจ่างซุนหันขวับไปหาพระสวามีของตนทันทีทันใด สิ้นคำหลี่ซื่อหมิน ฮองเฮายังไม่ทรงเอ่ยอันใด หลี่ไท่เ้าอ้วนตุ๊ต๊ะรีบประจบสอพลอ โดยหารู้ไม่ว่ามีสายตาไม่พอใจมองมาที่ฮองเฮา แต่ก็เพียงชั่วครู่ก็จางหายไป
“ เพราะพระบารมีของเสด็จพ่อ และสติปัญญาอันล้ำเลิศของเสด็จแม่ ต้าถังจึงร่มเย็นเป็สุข ”
หลี่ไท่ไม่ปล่อยโอกาสทำคะแนนของตนหลุดลอยไป
“ ลูก และ เหล่าขุนนาง ขอดื่มคารวะ ท่านทั้งสองพระองค์ หนึ่งจอก มา มา มา ”
ว่าแล้วหลี่ไท่ จัดแจงแต่งตั้งตนเองเป็ผู้นำทัพยกจอกสุรา ดื่มถวายพระพร แด่่ฝ่าา และฮองเฮา ขุนนางทั้งหลายต่างไม่อิดออดที่จะเข้าร่วมทัพสุราครั้งนี้
“ ฮ่า ฮ่า ฮ่า ”
หลี่ซื่อหมินหัวเราะพอพระทัย ั้แ่เกิดเื่ของรัชทายาท เขาก็หัวเราะน้อยลง จนเสียงหัวเราะค่อย ๆ เลือนหายไปจากชีวิตของเขา
“ เชิญ เชิญ เชิญ ”
หลี่ซื่อหมินผายมือออกทั้งสองข้าง เชื้อเชิญให้ผู้ร่วมงาน ดื่มด่ำกับอาหารเลิศรสในค่ำคืนนี้
“ ไอ้หยา .!!! ”
ตาเฒ่าเว่ยเจิงอุทานเสียงหลง เมื่อได้ชิมผัดหมี่จักรพรรดิ์เข้าไปหนึ่งคำ ยิ่งกินยิ่งอร่อย ตะเกี่ยบในมือคีบจานนั้นที จานนี้ที หัวคิ้วของตาเฒ่าชนกัน อดสงสัยไม่ได้ ทำไมอาหารมื้อนี้อร่อยเป็พิเศษ ขุนนางและเชื้อพระวงศ์ ต่างก้มหน้าก้มตา หาสาเหตุที่อาหารมื้อนี้มีความอร่อยที่แปลกกว่าวันอื่น ๆ
“ เรียนฝ่าา อาหารมื้อนี้มีความอร่อยเป็พิเศษ พระองค์พอจะบอกที่มาของความอร่อย ให้หม่อนฉันได้ทราบได้หรือไม่ พ่ะย่ะค่ะ ? ”
ผู้เฒ่าเว่ยเจิงรีบลุกขึ้น กล่าวต่อหน้าธารกำนัลด้วยความสงสัย แเื่ก็เช่นกันดวงตาเป็ประกายใคร่รู้ ใจจดใจจ่อ รอคอยคำตอบจากฝ่าา
“ หึ หึ หึ ”
หลี่ชื่อหมินอิ่มเอมกับความสำเร็จอีกครั้ง ที่ได้เห็นหน้าตาฉงนสงสัยของผู้มาร่วมงาน เอิดอาดเหมือนตนอยู่เหนือเหล่าขุนนางทั้งหลาย นี้ซินะความรู้สึกของเ้าเวหาที่มองลงมายังนกกระจิ๊บนกกระจอกทั้งหลาย หลี่ซื่อหมินพยักหน้าให้อู๋กงกง
ขันทีนำถุงเล็ก ๆ ยื่นให้แขกทุกคนในงาน เมื่อเว่ยเจิงได้รับถุงผ้า ไม่รีรอรีบเปิดออกดูทันที ด้านในบรรจุผงบางอย่างมีผลึกเป็สีขาวบริสุทธิ์ ละเอียดอ่อนเล็กกว่าเม็ดทราย เขาสูดดมแต่ไม่ได้กลิ่น มือเหี่ยวย้นหยิบผงสีขาวขึ้นมาชิม ลิ้นััได้ถึงความเค็มแต่ไม่มีรสขมปน
ดวงตาเบิกโพลง หันไปมองหลี่ซื่อหมิน ด้วยความประหลาดใจ
“ เกลือป่นบริสุทธิ์ ..!!! ”
เสียงอุทานของตาเฒ่าเว่ยเจิง ทำให้ทุกคนตกอยู่ในภวังค์ ดั่งเวลาหยุดหมุนไปชั่วขณะ ความเงียบเข้ามาปกคลุมทั้งตำหนัก แม้เข็มตกกระทบพื้นในยามนี้ยังได้ยินเสียง เว่ยเจิง เหล่าขุนนาง และเชื้อพระวงศ์หลุดจากภวังค์ รีบออกมายืนออกันหน้าโต๊ะหลี่ซื่อหมิน
หลี่ซื่อหมินพยักหน้าเพื่อยืนยันว่า ที่ทุกคนถืออยู่นั้นคือเกลือป่นบริสุทธิ์จริง
“ เกลือป่นที่ทุกๆ คนถืออยู่นั้น เจิ้นได้มาจากปราชญ์ลึกลับผู้หนึ่ง ท่านให้เจิ้นมาและจะถ่ายทอดวิธีทำเกลือบริสุทธิ์ให้แก่ต้าถังในเร็ววัน ”
ดั่งสายวัชิระฟาดลงกลางใจของเหล่าแเื่ หลี่ไท่ไม่ปล่อยโอกาสทำคะแนนอีกครั้ง
“ เพราะพระบารมีของเสด็จพ่อ ทำให้ท่านได้พบปราชญ์ลึกลับ ต่อไปต้าถังจะไม่มีใครเป็โรคเพราะเกลืออีกแล้ว ”
ลูก และ เหล่าขุนนางขอคารวะเสด็จพ่อ หนึ่งจอก หลี่ไท่ยังคงทำเอาหน้า ในสายตาของสามขุนนางใหญ่ มองออกถึงเจตนาที่แฝงอยู่
หลี่ซื่อหมินพระราชทานเกลือ และ ผักสด เป็ของขวัญปีใหม่ให้แก่แขกผู้มางานทุกๆ คน
ก่อนงานจะเลิก ทั้งหมดได้ออกไปชมดอกไม้ไฟ หน้าตำหนักหานหยวน
ณ ยามนี้ น่านฟ้าเหนือตำหนักหานหยวน ดั่งผืนผ้าใบผืนใหญ่ ระบายด้วยหมึกดำทมิฬ เมื่อดอกไม้ไฟถูกจุด เสียงหวีดหวิวแหวกอากาศ ประกายไฟเป็ทางยาวคล้ายดาวตก ทะยานสู่ท้องฟ้า ก่อนจะะเิเป็วงกว้างคล้ายดาวกระจาย แต่งแต้มสีสันสวยงาม ชวนให้ผู้พบเห็นรื่นรมณ์
ในมุม ๆ หนึ่ง ของพระราชวังหลวง ตำหนักตงกง ก็มีงานเลี้ยงสังสรรค์เช่นกัน เป็งานเลี้ยงเล็ก ๆ ที่มีผู้ร่วมงานเพียงสองคน บนโต๊ะอาหารวันนี้ มีอาหารมงคล 12 อย่างเช่นกัน ฮองเฮาทรงพระราชทานมาให้
วันนี้ช่างต่างจากนั้น ในวันเหมายันต์มาเยือน วันที่เ้าของร่างจากไปอย่างเดียวดาย ไร้ผู้พบเห็น แต่มาวันนี้ วันที่ฤดูเหมันต์กำลังจะจากลา มันได้พกพาความเงียบเหงาและเดียวดายจากไปด้วย
หลี่เฉิงเฉียน นั่ง ดื่มเหล้าซ่า กับขันทีเกาอย่างมีความสุข ทั้งยังไม่ลืมเผื่อแผ่ องครักษ์หน้าประตูตำหนักอีกชุดใหญ่ ทั้งสุราอาหาร เขาเอาถุงเงินใบหนึ่งให้ขันทีเกา
“ นี้เป็แต๊ะเอีย สำหรับเ้า ”
ขันทีเกาเห็นถุงเงิน ก็ปฏิเสธทันควัน แต่หลี่เฉิงเฉียนก็ยังคงยืนกรานที่จะให้เขา พร้อมกับอธิบายถึงเหตุผลที่ให้
“ นี่คือน้ำใจเล็ก ๆ น้อย ๆ จากข้า เงินนี้สามารถช่วยครอบครัวเ้าให้สบายได้ เ้าจะได้ไม่ต้องเป็ห่วงมารดาที่แก่ชรา น้องสาว และน้องชายของเ้า ”
ขันทีเกาได้ฟังให้น้ำตารื้น ก้มลงกราบหน้าผากติดพื้น หลี่เฉิงเฉียนรีบพยุงขันทีเกาขึ้นทันที
“ เ้าก็เปรียบเสมือนสหายของข้าผู้หนึ่ง เราต่างร่วมทุกข์ร่วมสุขมาด้วยกัน ”
หลี่เฉิงเฉียน ตบไหล่ขันทีเกาเบา ๆ
วิถีชีวิตของแต่ละคนยังคงเดินตามครรลองของตน ปีเก่าผันผ่านไป ต้อนรับศักราชใหม่ที่เข้ามา เื่ราวของหลี่เฉิงเฉียนต่อจากนี้จะเป็อย่างไร ตัวเขาก็ไม่อาจจะกำหนดได้ อาจารย์สอนวิทยาศาสตร์ที่เชื่อในหลักเหตุและผลอย่างเขา ยังคงเชื่อว่าที่เขาต้องมาอยู่ที่นี้ เพราะมีเหตุบางอย่างที่เขาต้องมา เพียงแต่เหตุนั้นเขาต้องเป็คนหาคำตอบให้กับตัวเอง.