บทที่ 67
เช้าวันใหม่ ณ บ้านน้อยแสนสุขเอกเปิดฝาเครื่องเกมที่ครอบตัวเองออกตามปกติเหมือนทุกครั้ง แล้วก็จัดแจงธุระส่วนตัวเรียบร้อยจากนั้นก็ลงไปรับประทานอาหารเช้าด้วยใจที่เบิกบาน เขารู้สึกว่าสิ่งที่เขาได้ทำในนามของเคออสที่เมืองยารอนนั้นเท่มาก อย่างกับจอมยุทธยอดฝีมือเร้นกาย คอยช่วยเหลือผู้คนอยู่ในมุมมืดอย่างไรอย่างนั้น ในทางกลับกันเรื่องต่างๆที่เขาได้ช่วยกิลด์วินด์สตอร์ม รวมทั้งจัดการกับเพลเยอร์ของกิลด์บลูมูนนั้น จะต้องทำให้ชื่อเสียงของเพลเยอร์ลึกลับอันดับหนึ่งกลายเป็นที่สนใจอย่างมาก และศัตรูของเขาก็ต้องเพิ่มมากขึ้นอีกอย่างแน่นอน แต่นั่นไม่ใช่เรื่องที่น่ากังวลเพราะตัวเขาสามารถปลอมตัวได้อย่างแนบเนียน มีเพียงสิ่งหนึ่งที่ค้างคาใจชายหนุ่มอยู่เท่านั้น ซึ่งก็คือตัวตนของเพลเยอร์สาวอันดับต้นของกิลด์แองเจิ้ลไนท์นั่นเอง‘วี ทำไมเราสองคนจะต้องกลับมาเจอกันอีกด้วยนะ’ ชายหนุ่มคิดในใจอย่างตัดพ้อ เมื่อนึกถึงหญิงสาวผู้มีอดีตบางอย่างเกี่ยวข้องกับตน แต่เมื่อเอกเดินมาถึงห้องครัวตัวเขาที่กำลังคิดเกี่ยวกับหญิงสาวอยู่ก็ต้องชะงักไป เมื่อเขาเห็นแม่กำลังนั่งร้องไห้อยู่ที่โต๊ะอาหาร“แม่แอนครับเกิดอะไรขึ้น! แม่ร้องไห้ทำไม?” เอกรีบวิ่งเข้าไปหา และถามไถ่อารียาผู้เป็นมารดาทันที“พี่ชายของแม่ คุณลุงที่ส่งเครื่องเกมมาให้ลูก...เขาเสียแล้ว” แม้ว่าอารียาจะไม่ได้ร้องไห้ฟูมฟาย แต่น้ำตา และท่าทางสะอึกสะอื้นของเธอก็ทำให้บุตรชายรู้ได้ว่าแม่ของตนเสียใจกับเรื่องนี้มากเพียงใด“ถ้าอย่างนั้นวันนี้แม่แอนก็พักผ่อนอยู่บ้านก็แล้วกัน เดี๋ยวผมจะไปดูร้านให้เอง” สำหรับเอกแล้วเขารู้ดีว่าไม่จำเป็นต้องปลอบให้แม่ตัวเองต้องหักห้ามน้ำตา และความเสียใจ การปล่อยให้เธอร้องไห้ระบายออกมาเป็นสิ่งที่ดีกว่า ซึ่งมันก็เหมือนกับตอนที่พ่อของเขาเสียชีวิตเมื่อ 9 ปีก่อน“เอก ลูกไม่ต้องไปหรอก แม่โทรบอกเด็กที่ร้านให้จัดการกันเองไปแล้ว เราสองคนจะไปกรุงเทพฯสักสามวัน ยังไงก็ช่วยจองไฟลท์ที่เร็วที่สุดให้หน่อยนะลูก แต่จองเฉพาะขาไปก่อนแล้วกันเผื่อมีอะไรเปลี่ยนแปลง” เจ้าของร้านกาแฟบอกกล่าวการตัดสินใจของเธอแก่ลูกชาย เพื่อให้เขาช่วยจัดการธุระให้“...ได้ครับ” เอกตอบรับแล้วไปจัดการจองตั๋วเครื่องบินในเว็บไซต์ตามที่แม่บอก แต่ในใจเขาก็อดนับถือผู้เป็นมารดาไม่ได้ แม้ว่าเธอจะยังเสียใจมากอยู่ แต่เรื่องวางแผนการเดินทางก็ถูกคิดเตรียมไว้หมดแล้ว สมกับเป็นคนที่สามารถสร้างกิจการคาเฟ่ที่มีชื่อเสียงระดับประเทศขึ้นมาได้ ตอนบ่าย ณ วัดแห่งหนึ่ง ใกล้กับสนามบินดอนเมือง กรุงเทพมหานคร ผู้คนในชุดสีดำเกือบร้อยคนเดินไปมาอยู่ในวัด พวกเขาส่วนใหญ่ไม่ใช่แขกแต่เป็นคนของฝ่ายเจ้าภาพ พนักงานบริษัทจำนวนมากเหล่านี้กำลังช่วยกันจัดสถานที่ สำหรับต้อนรับแขกที่จะมาในงานศพของเจ้านายของตนในวันนี้ เวลาในช่วงบ่ายวันแรกของงานศพแบบนี้ ส่วนใหญ่ก็จะมีเพียงแต่กลุ่มญาติสนิทของผู้วายชนม์ที่จะมาร่วมช่วยกันจัดงานเท่านั้น แต่สำหรับการจากไปของเจ้าของบริษัทยักษ์ใหญ่ที่มีบทบาทสำคัญในระดับประเทศอย่าง นายอาทิตย์ พิทักษ์ตระกูล แขกสำคัญที่มาในวันแรกนี้ก็คงจะมีไม่น้อยเลยทีเดียว“นี่หนูๆ มาช่วยกวาดพื้นหน้าศาลาหน่อยสิ เดี๋ยวแขกก็จะมากันแล้ว” ชายชราในเสื้อเชิ้ตสีขาวที่ต้องใช้ไม้เท้าช่วยพยุง เข้ามาเรียกหญิงสาวสวมเสื้อยืดสีดำที่กำลังจัดเก้าอี้รับแขกอยู่ใกล้ๆ“ว้าย! คุณท่านออกเองมาทำไมคะ แค่ให้คนข้างในมาบอกดิฉันก็ได้” หญิงสาวตกใจที่เห็นชายชราเดินกะย่องกะแย่งมาหาเธอ โดยที่ไม่มีคนคอยพยุง“ฉันเป็นเจ้าภาพก็ต้องดูแลความเรียบร้อยให้ดีสิ เอาล่ะเดี๋ยวฉันจะนั่งตรงนี้นะ หนูรีบกวาดหน่อยก็แล้วกัน” ชายชราหน้าตาใจดีสั่งงานหญิงสาวแล้วนั่งลงตรงเก้าอี้แขกด้านนอกที่อยู่ในเต็นท์ผ้าใบ แม้ว่าอากาศตอนบ่ายในฤดูร้อนของกรุงเทพฯจะร้อนอบอ้าวแต่เขาก็ไม่บ่นสักคำ“ได้ค่ะ เดี๋ยวดิฉันจะรีบกวาดให้” หญิงสาวรีบตอบรับแล้วเข้าไปกวาดพื้นตามคำสั่งทันที สักครู่รถตู้สีดำสุดหรูเข้ามาจอดที่หน้าศาลาบำเพ็ญกุศลแห่งนี้ คนกลุ่มหนึ่งเดินลงมาพร้อมกับพวงหรีดดอกไม้สดขนาดใหญ่ ผู้ที่นำหน้ามานั้นเป็นชายหนุ่มอายุยี่สิบต้นๆในชุดสูทสีดำ ใบหน้าของเขาแสดงออกชัดเจนว่ากำลังอารมณ์ไม่ดี และท่าทางการเดินล้วงกระเป๋าก็เหมือนพวกจิ๊กโก๋หน้าปากซอย“นี่แกไปบอกพวกนั้นสิว่าฉันเอาพวงหรีดมาแล้ว ให้ออกมาต้อนรับฉันด้วยอย่าให้รอนาน” ชายหนุ่มผมม่วงชี้ตั้งแหลมหันไปบอกบอดี้การ์ดข้างกาย“เอิ่ม...นายน้อยครับ เราเป็นแขกต้องเข้าไปแสดงความเสียใจกับเจ้าภาพนะครับ แล้วตอนนี้พวกเขาคงยุ่งอยู่กับการเตรียมงานที่ด้านใน พวกเราเข้าไปแสดงน้ำใจก่อนจะดีกว่า” ชายชราในชุดสูทที่ยืนอยู่อีกข้างหนึ่งบอกกล่าวผู้เป็นนาย“เฮ้อ! เอาตามนั้นก็ได้ ไปๆๆ ยุ่งยากจริงๆ” ชายหนุ่มบ่นด้วยความรำคาญแล้วจึงเดินนำเข้าไปในศาลา การกระทำทุกอย่างของคณะแขกผู้มาเยือนกลุ่มนี้ อยู่ในสายตาของคนมากมายรอบข้างแทบทั้งสิ้น ทุกคนต่างก็รู้สึกรังเกียจอยู่ในใจ แต่ก็ไม่มีใครอยากมีเรื่องกับแขกในวันนี้จึงได้แต่อดทน และทำเป็นไม่สนใจ อีกส่วนหนึ่งก็เป็นเพราะเจ้าภาพชราที่นั่งอยู่ใต้เต็นท์ยังไม่ได้แสดงอาการใดๆออกมาด้วยซ้ำ“หึ! ไม่นึกเลยนะครับคุณท่าน ว่าทายาทเจ้าของธุรกิจใหญ่จะเป็นคนแบบนี้ เห็นทีพวกเราต้องพิจารณาการร่วมธุรกิจกับพวกเขาใหม่เสียแล้ว” ชายวัยกลางคนในชุดสูทสีดำเดินเข้ามาแล้วกล่าวกับชายชราผู้เป็นเจ้านาย“เรื่องนี้ที่จริงอาทิตย์ก็ต้องการจะปฏิเสธอยู่แล้วล่ะ เพียงแต่ต้องเข้าโรงพยาบาลเสียก่อน แล้วก็ที่พวกนั้นต้องการร่วมธุรกิจด้านเกมออนไลน์กับเราทั้งที่พวกนั้นก็ไม่ได้ทำธุรกิจเกี่ยวกับไอทีมาก่อน ฉันสงสัยว่าเรื่องทายาทของพิทักษ์ตระกูลที่ยังหลงเหลืออยู่จะถูกพวกนั้นรู้เข้าเสียแล้ว” ชายชราหัวล้านกล่าวด้วยน้ำเสียงจริงจังขึ้น เมื่อกล่าวถึงทายาทตระกูล“เอ๋? ถ้าอย่างนั้นคุณหนูจะไม่เป็นอันตรายเหรอครับ ยิ่งพวกนั้นเป็นมาเฟียใหญ่ในธุรกิจมืดด้วย ผมว่าเราควร...ไม่ใช่สิ คุณท่านคิดว่าพวกนั้นรู้เรื่องคุณหนูได้ยังไงครับ ทั้งที่คนที่รู้เรื่องนี้มีแค่ห้าคน หรือว่าจะมีเกลือเป็นหนอน!” ชายวัยกลางคนเป็นกังวลมาก เมื่อความลับสำคัญอาจถูกผู้ไม่หวังดีล่วงรู้“ไม่มีใครทรยศหรอก ยังมีวิธีการสืบข้อมูลเชิงลึกมากมายที่พวกนั้นสามารถทำได้ เพราะมีทั้งเงิน และอำนาจจึงไม่ใช่ปัญหาเลยสักนิด อีกอย่างหากพวกนั้นรู้ตัวตนของหลานสาวฉันแล้ว การหาทางเข้าหาเธอน่าจะง่ายกว่า แต่นี่พวกมันยังไม่รู้ว่าเธอคือใครด้วยซ้ำ” ชายชราบอกกล่าวข้อมูลที่ตนมีให้แก่ลูกน้องคนสนิทได้รับรู้ หลังจากชายหนุ่มหัวม่วงออกจากงานศพไปด้วยความหงุดหงิดที่ไม่ได้พบเจอกับเจ้าภาพใหญ่ บรรยากาศภายในงานก็กลับมาสงบราบรื่นตามปกติ เพราะโดยปกติไม่มีใครกล้ามาเสียมารยาทกับครอบครัวพิทักษ์ตระกูล และบริษัทในเครือเอสคอร์ทกรุ๊ป ธุรกิจยักษ์ใหญ่อันดับต้นๆของอาเซียนอยู่แล้ว เมื่อเวลาเย็นมาถึง แม้จะเป็นวันแรกงานสวดบำเพ็ญกุศล แต่แขกที่มาในวันนี้ก็มีเป็นจำนวนมาก ด้วยนักธุรกิจมากมายต่างก็ให้ความสำคัญกับซีอีโอผู้ล่วงลับเป็นอย่างมาก และคนก็มากมายเกินกว่าที่คนตัวเล็กๆไร้ชื่อเสียงอย่างนายเอกภพ เจนกิตติชัยจะได้รับความสนใจ ทั้งเอก และแอนสองแม่ลูกนั่งอยู่ที่ท้ายแถวของเต็นท์สุดท้าย อากาศยามเย็นไม่ได้ร้อนมากรวมทั้งมีเงาอาคารบดบัง และน้ำท่าอย่างดีบริการจากเจ้าภาพ ทำให้พวกเขาไม่ได้มีปัญหาอะไรที่จะนั่งอยู่ตรงนี้ อีกอย่างพวกเขามาเพื่อเคารพผู้วายชนม์เป็นครั้งสุดท้ายด้วยใจจริง จึงไม่จำเป็นต้องเรื่องมากอะไร แต่...“แม่แอนครับ ไหนว่าคุณลุงเป็นพี่ชายแม่ แล้วทำไมเราไม่เข้าไปทักทายญาติๆสักหน่อย?” เอกที่สงสัยในความสัมพันธ์ของครอบครัวฝ่ายแม่มาตั้งแต่เด็กกล่าวถาม“ไม่มีใครรู้ว่าพวกเราจะมาหรอก ตอนงานเลิกคืนนี้ค่อยเข้าไปหาพวกเขาจะดีกว่า” อารียาบอกกับลูกชายด้วยสีหน้าที่เป็นกังวล