หลวงจีนที่เฝ้าประตูเดินเข้ามายังกุฏิเจ้าอาวาส เขาเคาะประตูไม้ 3 ครั้ง แล้วรอให้คนภายในห้องตอบกลับมา
“ใคร” เสียงของเจ้าอาวาสดังขึ้น
“ผมเสี่ยวถังครับ มีหลวงจีนรูปหนึ่งมาขอพบท่าน บอกว่าจะมาช่วยท่านแก้ปัญหาเรื่องนางมารปิงโหย่วครับ” หลวงจีนที่เฝ้าประตูกล่าว
“ลักษณะเขาเป็นยังไง” เจ้าอาวาสถาม
“เป็นหลวงจีนที่ดูสง่า บรรยากาศรอบตัวสงบอย่างแปลกประหลาด ไม่น่าจะใช้คนของพวกตะวันดับปลอมตัวมาแน่ ๆ ครับ เพราะบรรยากาศที่แผ่ออกมา ไม่มีทางที่คนพวกนั้นจะมีคนที่มีบรรยากาศแบบบรรพชิตอย่างนี้” เสี่ยวถังกล่าว
“เชิญเขาไปที่โถงรับรอง เดี๋ยวฉันจะตามไป” เจ้าอาวาสกล่าว
“ครับ” หลังรับคำสั่งจากเจ้าอาวาสแล้ว เสี่ยวถังก็กลับไปที่ประตูทางเข้า เพื่อนำทางหลวงจีนรูปดังกล่าวไปยังโถงรับรองทันที ถึงจะบอกว่าเป็นโถงรับรอง แต่มันก็คือสถานที่ ๆ เจ้าอาวาสกับพระรูปอื่น ๆ ใช้สวดมนต์กันประจำนั่นเอง สถานที่นี้จึงไม่มีเก้าอี้เหมือนสถานที่รับรองของฆราวาสทั่วไป
“ไต้ซือ ท่านรออยู่ที่นี่ก่อน อีกสักครู่ท่านเจ้าอาวาสจะมาพบกับท่าน” เสี่ยวถังกล่าว เขาปูอาสนะให้และเชิญแขกนั่งลง
“อาตมาไม่ขอรบกวนท่านมากกว่านี้ ท่านมีงานสิ่งใดต้องทำ ก็เชิญท่านทำกิจของท่านเถิด” หลวงจีนตอบรับคำเชิญและนั่งลง
“เช่นนั้นผมขอลาท่านตรงนี้ อีกสักครู่จะมีพระรูปอื่นมาอยู่กับท่าน หากท่านต้องการสิ่งใดสามารถบอกกล่าวกับพวกเขาได้” เสี่ยวถังกล่าวลาก่อนจะกลับไปประจำที่หน้าประตูวัดเหมือนเดิม
ไม่นานก็มีพระหนุ่ม 4 รูปมาที่โถงรับรองแห่งนี้ คนหนึ่งนำน้ำชามาถวายให้ เมื่อพวกเขาเห็นหลวงจีนที่นั่งอยู่ครั้งแรก พวกเขาไม่อยากเชื่อสายตาตัวเอง เพราะหลวงจีนที่พวกเขาได้รับคำสั่งให้มารับรอง กำลังนั่งอยู่บนดอกบัวที่ส่งกลิ่นหอมเย็นสบายไปทั่วโถงรับรองนี้
“ผู้มีอายุ เราขอเตือนพวกท่าน อย่าได้หลงไหลกับกลิ่น รูป เสียง สัมผัสทั้งหลายที่ปรุงแต่งนี้ เมื่อพยายามไขว่คว้ามากเพียงใดกลับยิ่งห่างไกล เมื่อปล่อยวางกลับได้มา เราขอเตือนพวกท่าน เวลาของแต่ละคนแม้มีไม่เท่ากัน แต่ผู้ใดเห็นสมมติบัญญัติคือความว่าง ละความเป็นตัวตนได้ เมื่อนั้นท่านจึงจักพบทางที่ท่านแสวงหา” หลวงจีนยังคำหลับตาอยู่ในท่านั่งสมาธิบนดอกบัว
“ท่านผู้เจริญ พวกเราทราบแล้ว” พระหนุ่มทั้ง 4 รูปเหมือนเห็นบางสิ่งที่พวกเขาเสาะแสวงหา จึงได้นั่งขัดสมาธิแล้วประนมมือขึ้น จากนั้นการถามตอบปัญหาธรรมจึงเริ่มต้นขึ้น
เจ้าอาวาสเดินออกมาจากุฏิ แล้วเดินไปยังโถงรับรอง แต่เมื่อเข้าใกล้โถงรับรอง กลับได้กลิ่นหอมเย็นสบายอย่างแปลกประหลาด ยิ่งเดินเข้าไปใกล้โถงรับรองมากเท่าไหร่ กลิ่นหอมนี้ดูเหมือนจะยิ่งชัดเจนขึ้นเรื่อย ๆ เมื่อเจ้าอาวาสมาถึง กลับพบพระร่วม 20 รูปกำลังนั่งสมาธิกันอยู่ด้านหนึ่ง ส่วนอีกด้านเป็นพระรูปหนึ่งกำลังนั่งสมาธิบนดอกบัว
เจ้าอาวาสไม่กล้าที่จะรบกวนการปฏิบัติธรรมของพระที่อยู่ที่นี่ จึงคิดจะจากไป แต่เมื่อท่านหันหลังเตรียมจะเดินกลับกุฏิ
“ท่านเจ้าอาวาส เมื่อมาแล้วขอเชิญท่านนั่งลงก่อน จะได้คุยธุระกันเสียที ตอนนี้พวกเขากำลังเข้าสู่สภาวะธรรมที่ไม่รับรู้ซึ่งปัจจัยภายนอก ท่านอย่าได้กังวล” หลวงจีนที่นั่งขัดสมาธิกล่าว ก่อนจะผายมือมาที่ด้านหน้าของตน ซึ่งมีอาสนะว่างอยู่ เจ้าอาวาสจึงเดินเข้ามานั่งลงตรงที่นั่งที่ยังว่างอยู่
“ท่านผู้เจริญ เราขอเข้าเรื่องเลย ท่านมีวิธีแก้ปัญหาเกี่ยวกับนางมารปิงโหย่วรึไม่ นางทำพระสึกมาหลายรูปแล้ว เราคิดหนทางแก้ไขไม่ออกจริง ๆ” เจ้าอาวาสกล่าว
“อาวุโส ด้วยเหตุนี้เรา ไท่ซื่อคงถึงได้มาที่นี่ ด้วยเล็งเห็นผลที่เกิดจากเหตุที่ท่านกล่าวมา” ไท่ซื่อคงตอบกลับ
“เช่นนั้นท่านจักทำอย่างไรกับนางมารปิงโหย่ว” เจ้าอาวาสถาม
“เราจะเป็นผู้เฝ้านางเอง” ไท่ซื่อคงกล่าว สีหน้าของเจ้าอาวาสไม่สู้ดีนัก
“อย่าดีกว่าท่าน เรากลัวว่าท่าน........” เจ้าอาวาสจะพูดก็ดูจะเป็นการดูถูกซึ่งหน้าเกินไป ท่านจึงไม่ได้กล่าวต่อ
“เช่นนั้นท่านลองยื่นมือมาสัมผัสเราดู” ไท่ซื่อคงกล่าวพร้อมกับยื่นมือออกมาข้างหน้า เจ้าอาวาสไม่เข้าใจเจตนาของพระที่อยู่เบื้องหน้าตน จึงได้ลองยื่นมือไปสัมผัสดู แต่สิ่งที่พบคือมือของท่านเจ้าอาวาสทะลุผ่านร่างของไท่ซื่อคงไป
“นะ....นี่มัน....” เจ้าอาวาสไม่อยากจะเชื่อ ร่างที่ท่านเห็นตรงหน้าชัดเจนขนาดนี้ ไม่สามารถสัมผัสได้
“เราดับรูป เวทนา สัญญา สังขาร วิญญาณ คือขันธ์ 5 เราดับแล้วซึ่งธาตุทั้ง 5 คือ ปฐวี(ดิน) อาโป(น้ำ) วาโย(ลม) เตโช(ไฟ) วิญญาโณ(วิญญาณ) คงเหลือเพียงมโนธาตุคือความนึกคิดและเจตนาที่ต้องกระทำให้สำเร็จ เราเห็นกาลข้างหน้าถึงปัญหาของพวกท่าน เราจึงยังคงมโนธาตุไว้เพื่อช่วยแก้ปัญหานี้ให้กับพวกท่าน” ไท่ซื่อคงกล่าว
“เช่นนั้นคงต้องขอรับความกรุณาจากท่านแล้ว” ท่านเจ้าอาวาสกล่าว ก่อนที่จะเชิญไท่ซื่อคงไปยังเจดี 7 ชั้นที่ถูกเรียกว่าเจดีย์สำนึกตนหรืออีกชื่อคือเจดีย์กำราบมาร ซึ่งที่นี่ถูกสร้างมากว่า 3 พันปี สมัยที่ยังมีเหล่าผู้ฝึกยุทธระดับราชันย์ทรราชขึ้นไป ทำให้มีอักขระลมปราณปรากฎให้เห็นทั่วเจดีย์นี้ แม้ในเส้าหลินจะมีตำราเกี่ยวกับอักขระลมปราณหลงเหลืออยู่บ้าง แต่พวกเขากลับไม่เข้าใจถึงวิธีการใช้มันแม้แต่น้อย
“อักขระเหล่านี้มีอายุมานานมาก ค่ายกลที่ใช้ถือว่ามีระดับสูง เพียงแต่พวกท่านไม่รู้วิธีเสริมพลังค่ายกลให้กลับมาแข็งแกร่งดังเดิมเท่านั้น” ไท่ซื่อคงกล่าว
“ท่านมีวิธีฟื้นฟูรึ” เจ้าอาวาสถาม
“ล่วงเกินท่านแล้ว” ไท่ซื่อคงใช้นิ้วชี้จี้ไปที่กลางหน้าผากของเจ้าอาวาส ฉับพลันวิธีใช้ลมปราณเพื่อฟื้นฟูค่ายกลของเจดีย์นี้ก็เข้ามาอยู่ในหัวของเจ้าอาวาส
“เป็นเช่นนี้นี่เอง หากแต่พลังของเส้าหลินตอนนี้มีไม่พอที่จะฟื้นฟูค่ายกลให้กลับมาแข็งแกร่งดังเดิมได้ในทันที อาจต้องใช้เวลานานหลายปีทีเดียว” เจ้าอาวาสกล่าว
“ท่านกังวลเรื่องพรรคตะวันดับจะมาชิงตัวนางมารปิงโหย่วใช่หรือไม่” ไท่ซื่อคงถาม
“ใช่แล้ว เราจึงต้องส่งคนมาเฝ้า เพราะค่ายกลของเจดีย์นี้เหมือนเชือกที่ขึงขวางทางก็เท่านั้น ไม่อาจป้องกันได้แม้กระทั่งศิษย์ในวัดเองก็สามารถฝ่าเข้าไปได้” เจ้าอาวาสกล่าว
ไท่ซื่อคงเดินเอามือไปทาบกับตัวเจดีย์ (เจดีย์ทรงจีนนะครับ มี 7 ชั้น) ก่อนจะเกิดการสั่นของอักขระลมปราณทั่วทั้งเจดีย์อย่างรุนแรง
“กาลเวลาเป็นเพียงสิ่งสมมติ วัฏจักรหมุนเคลื่อนไร้จุดจบ เจดีย์นี้เฉกเช่นกัน คืนสู่วันคืนอันรุ่งเรือง” สิ้นคำของไท่ซื่อคง เจดีย์เก่าแก่ที่มีการชำรุด กลับกลายเป็นเจดีย์ที่สวยงาม ตัวยอดที่เป็นสีดำ กลับกลายเป็นทองคำ หลังคากระเบื้องที่คิดว่าเป็นสีดำ กลับกลายเป็นสีเขียวมรกต ตัวผนังสีแดงซีด กลับคืนเป็นสีแดงชาด อักขระที่จางลงกลับเด่นชัด เปล่งแสงสีทองสว่างจ้าออกมา ตัวเจดีย์ราวกับมีม่านพลังปกคลุม จากสัมผัสของเจ้าอาวาสสามารถบอกได้เลยว่าแม้เจ้าตำหนักเทพทั้งหมดมาร่วมมือกันก็ไม่อาจทำลายเจดีย์นี้ลงได้
“ขอขอบคุณในความกรุณาของท่านที่ช่วยฟื้นฟูเจดีย์สำนึกตนนี้” เจ้าอาวาสคำนับไท่ซื่อคงอย่างนอบน้อม
“เมื่อท่านวางใจแล้ว เราขอเข้าไปทำธุระข้างในเจดีย์นี้ ไม่ทราบว่าท่านจะอนุญาตหรือไม่” ไท่ซื่อคงถาม
“แน่นอน ๆ เชิญท่านตามสบาย เราขอลากลับกุฏิก่อน หวังว่าเมื่อท่านเสร็จธุระแล้ว ท่านจะกรุณามาสนทนาธรรมกับเราสักครา” เจ้าอาวาสกล่าวจบก็เดินจากไป ส่วนไท่ซื่อคงเดินทะลุเข้าไปในเจดีย์สำนึกตน
แต่เดิมเจดีย์นี้จะขังเหล่ามารร้ายของยุทธภพเอาไว้ แต่เพราะช่วงพันปีนี้เส้าหลินแทบจะไม่ยุ่งเกี่ยวกับเรื่องในยุทธภพ ทำให้เจดีย์นี้ถูกปล่อยว่าง จนนางมารปิงโหย่วถูกจับมาขังที่นี่ ภายในเจดีย์แบ่งเป็น 7 ชั้น ยิ่งสูงม่านพลังก็ยิ่งแข็งแกร่ง ซึ่งนางมารปิงโหย่วที่สูญเสียเส้นชีพจรลมปราณ ไม่ต่างอะไรกับคนธรรมดา แต่นางกลับถูกกักไว้ในชั้นที่ 7 เพราะเป็นชั้นที่มีม่านพลังแข็งแกร่งที่สุด ถึงกระนั้นก่อนหน้านี้ม่านพลังไม่สามารถต้านทานผู้บุกรุกที่มีระดับเกินปราณนภาได้ แต่ตอนนี้กลับสามารถต้านทานได้แม้กระทั่งระดับราชันย์จักรพรรดิเลยทีเดียว
นางมารปิงโหย่วที่อยู่ในเจดีย์กำลังอารมณ์ดี เพราะเมื่อเช้าเธอเพิ่งได้ร่วมรักกับหลวงจีนหนุ่มไปถึง 2 ยก เธอกำลังนอนรอว่าหลวงจีนเฒ่าหัวโล้นนั่นจะส่งใครมาอีก ตอนที่เจดีย์สั่นเมื่อครู่เธอตกใจอยู่บ้าง แต่หลังจากนั้นก็ไม่เกิดอะไรขึ้น เธอจึงไม่ได้คิดอะไร
“สีกาพอใจกับความสุขในรสกามเพียงชั่วครั้งชั่วคราวเท่านั้นหรือ” เสียงของคนผู้หนึ่งดังขึ้น เธอจึงรีบลุกขึ้นจากเตียง สิ่งที่เธอเห็นคือพระหนุ่มรูปงาม อายุน่าจะอยู่ประมาณ 23-25 ปี
“หนุ่มน้อย ไม่กลัวฉันเหรอ หรืออยากมีความสุขกับฉันเหมือนคนอื่น ๆ ก่อนหน้านี้” ปิงโหย่วรีบเดินเข้าไป ก่อนจะกระโดดเพื่อหมายจะใช้น้ำหนักตัวทำให้พระหนุ่มรูปนี้ล้มหงายท้องและถูกเธอขืนใจเหมือนรูปก่อน ๆ หากแต่เธอคิดผิด
เธอกลับทะลุร่างของพระหนุ่มและหน้ากระแทกลงกับพื้น ก่อนจะหันกลับไปมองพระหนุ่มเมื่อกี้ แต่สิ่งที่เธอเห็นคือ พระหนุ่มยังยืนอยู่ที่เดิม เขาหันมามองเธอด้วยสายตาสงบ ไม่ได้มีอาการตื่นตกใจแม้แต่น้อย
“ท่านเป็นผีที่อยู่ในเจดีย์นี้เหรอ ทำไมฉันอยู่มาตั้งนานไม่เคยเจอ หรือเพราะเจดีย์สั่นอย่างรุนแรงเมื่อกี้ท่านถึงหลุดออกจากผนึก ว่าแล้วว่าไอ้เจดีย์เก่า ๆ แบบนี้มันต้องมีประวัติ พวกหลวงจีนหัวโล้นพวกนั้นเชื่อไม่ได้จริง ๆ ไหนบอกว่าที่นี่ไม่มีผีไง” ปิงโหย่วบนไม่หยุด
“เราไม่ใช่ผี กายเราเป็นกายละเอียด สีกาถึงแตะต้องตัวเราไม่ได้” พระหนุ่มกล่าว
“งั้นทำยังไงถึงจะสัมผัสนายได้” ปิงโหย่วถามขึ้น
“การละเครื่องรัดตรึงคือกิเลสเท่านั้น สีกาจึงจะสัมผัสเราได้” พระหนุ่มตอบ
“ต้องทำยังไง” ปิงโหย่วถามขึ้น เธอไม่เคยรู้หรอกว่ากิเลสคืออะไร จึงไม่รู้ว่าสิ่งที่พระหนุ่มพูดนั้นเป็นไปไม่ได้สำหรับเธอในตอนนี้ ที่จะทำได้
“นั่งลงก่อน” พระหนุ่มผายมือไปยังพื้น นางมารปิงโหย่วทำตามอย่างว่าง่าย เธอคิดเพียงอย่างเดียวว่าหากเธอสามารถจับต้องตัวพระหนุ่มได้เมื่อไหร่ เธอจะเอาคืนที่ทำให้เธอล้มหน้าจูบพื้นเมื่อครู่แน่ โดยการบดริมฝีปากของพระหนุ่มรูปนี้เสีย
“หลับตาลง จากนั้นฟังที่เราจะพูด แล้วพิจารณาให้ดี” พระหนุ่มกล่าว นางมารปิงโหย่วหลับตาลง พระหนุ่มใช้นิ้วชี้สัมผัสที่หน้าผากของปิงโหย่ว ทำให้เธอลืมตาขึ้นมาทันที แต่สิ่งที่เธอพบกลับเป็นความมืดที่มองไม่เห็นแม้กระทั่งมือตัวเอง เธอคิดว่าเธอโดนพระหนุ่มหลอกเข้าซะแล้ว คิดได้ดังนั้นเธอจึงโกรธมาก
“หลวงจีนเหม็น กล้าหลอกฉันงั้นเหรอ” นางมารปิงโหย่วดูไม่พอใจอย่างมาก เธอหันไปรอบ ๆ เจอแต่ความมืดมิด ฉับพลันโดยรอบก็ปรากฎแสงสว่างขึ้น ทำให้เธอรู้ว่าเธอมาอยู่ในห้องนอนที่ไหนไม่อาจทราบได้ เพียงแต่มันดูคุ้นตาอย่างมาก ใช่แล้วมันคือบ้านของเธอสมัยที่ยังอยู่กับพ่อแม่ละพี่ชายที่เธอรัก ด้านหน้าของเธอเป็นเตียงคู่ บนเตียงมีชายหนุ่มคนหนึ่งนอนอยู่ เขายื่นมือออกมาเหมือนเชื้อเชิญให้เธอเข้ามาหา เมื่อเธอเห็นแบบนั้นน้ำตาก็ไหลออกมา
“พี่ชาย” นางมารปิงโหย่วพูดขึ้น แม้จะเป็นคำสั้น ๆ แต่แฝงไปด้วยความรู้สึกที่อัดแน่น
____________________________________
วันนี้จัดไปเท่านี้ก่อนนะครับ ^^