ยามวิกาล แสงจันทร์สาดส่อง
ไป๋จื่อก้าวมาหยุดยืนอยู่เบื้องหน้าถ้ำอีกแห่ง
สองข้างปากถ้ำมีต้นสนเก่าแก่ชูชัน โขดหินรูปร่างแปลกตาตั้งตระหง่านกลางม่านหมอก โต๊ะหินและม้านั่งหินวางกระจัดกระจาย ยิ่งเพิ่มบรรยากาศสงบวิเวกให้สถานที่แห่งนี้
ไป๋จื่อยื่นนิ่งอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนจะเอ่ยเสียงเบา "ท่านอาจารย์!"
อึดใจต่อมา เสียงจากในถ้ำก็ตอบรับ
"อืม... เข้ามาสิ!"
ไป๋จื่อก้าวเท้าเดินเข้าไป
ภายในถ้ำมืดมิดจนมองไม่เห็นแม้แต่นิ้วมือตัวเอง แต่ทันทีที่นางก้าวผ่านปากถ้ำ รอบด้านกลับสว่างวาบขึ้นมา
ตะเกียงไร้น้ำมันไร้ไส้ทอแสงดุจเปลวเทียน เผยให้เห็นโต๊ะหิน เตียงหิน เตาหลอมเหล็ก และหม้อยาไหดินเผาวางระเกะระกะ กลิ่นสมุนไพรฉุนกึกเตะจมูก
ไป๋จื่อเดินไปหยุดตรงลานว่างกลางถ้ำ แล้วค่อยๆ คุกเข่าลง
เบื้องหน้านางไม่ไกลนัก มีโพรงหินอีกลูกหนึ่ง สตรีวัยกลางคนในชุดนักพรตนั่งขัดสมาธิอยู่ตรงนั้น ผมสองข้างขมับขาวโพลน ใบหน้าเต็มไปด้วยรอยเหี่ยวย่น สองตาหลุบต่ำ ท่าทางดูน่าเกรงขาม
ไป๋จื่อเหลือบมองแวบหนึ่ง ก่อนจะก้มหน้าลง
"ท่านอาจารย์ เป็ไปตามที่ท่านคาดการณ์ไว้ อวี๋เย่กลืน... มุกัลงไปแล้ว เขาคงทนรับพลังของมันไม่ไหว ตอนนี้เริ่มมีอาการพิษกำเริบ ศิษย์ถือวิสาสะใช้โสมป่าช่วยถอนพิษยืดอายุขัยให้เขาก่อน"
นักพรตหญิงยังคงนิ่งเฉย ราวกับไม่ได้ยิน
ไป๋จื่อรายงานต่อ "ศิษย์ไปตรวจสอบที่เกิดเหตุมาแล้ว คนหมู่บ้านสกุลอวี๋ตายไปสามสิบกว่าชีวิต เื่นี้เป็เพราะศิษย์พี่เฉินฉี่สมรู้ร่วมคิดกับคนของเขาเป่ยฉีจนเกิดโศกนาฏกรรม ซ้ำยังลงมือสังหารกู่มู่ปิดปากด้วย"
"เวลานี้พยานถูกปิดปากหมดสิ้น ศิษย์พี่คงกลัวท่านอาจารย์ลงโทษจึงไม่ยอมกลับสำนัก ศิษย์เลยใช้เื่นี้เป็ข้ออ้างรั้งตัวอวี๋เย่ไว้ที่นี่ เด็กนั่นหัวอ่อนเชื่อฟังดี แต่ทึ่มทื่อไร้เดียงสา เกรงว่าจะเอามาใช้ประโยชน์อันใดไม่ได้เ้าค่ะ"
จู่ๆ นักพรตหญิงก็เอ่ยขึ้นด้วยน้ำเสียงราบเรียบ "ไป๋จื่อเอ๋ย เ้าติดตามอาจารย์มาได้กี่ปีแล้ว?"
ไป๋จื่อตอบกลับทันที "ศิษย์พบท่านอาจารย์ตอนอายุหกขวบ นับถึงตอนนี้ก็สิบสี่ปีแล้วเ้าค่ะ"
นักพรตหญิงพยักหน้าเงียบๆ
ไป๋จื่อกล่าวอย่างนอบน้อม "ด้วยความเมตตาและอบรมสั่งสอนของท่านอาจารย์ ศิษย์เบิกรากิญญาก่อกำเนิดได้ตอนสิบขวบ ปีที่แล้วก็บรรลุระดับกลั่นปราณขั้นที่สาม แม้จะยังเทียบศิษย์พี่ที่อยู่ขั้นที่สี่ไม่ได้ แต่ศิษย์จะตั้งใจฝึกฝนให้หนัก จะไม่ทำให้ท่านอาจารย์ผิดหวังเด็ดขาด!"
นักพรตหญิงลืมตาขึ้น น้ำเสียงแฝงความรำลึก "ปีนั้น อาจารย์ผ่านมาทางหมู่บ้านสกุลไป๋ เจอเ้าที่หน้าหมู่บ้าน ตอนนั้นเ้ายังเป็แค่เด็กหญิงตัวเล็กๆ ฉลาดเฉลียว น่าเอ็นดู ครอบครัวเ้าเองก็ปรารถนาให้เ้าฝึกมรรคา อาจารย์จึงพาเ้าขึ้นเขาเสวียนฮวงมาด้วย"
พูดถึงตรงนี้ น้ำเสียงของนางก็ดูหดหู่ลง "เด็กน้อยในวันนั้น เติบโตเป็ยอดฝีมือระดับกลั่นปราณขั้นที่สามแล้ว แต่อาจารย์นี่สิ แก่ชราลงทุกวัน เกรงว่าคงเหลือเวลาอีกไม่มาก"
ขอบตาของไป๋จื่อแดงเรื่อ นางรีบปลอบ "ท่านอาจารย์โปรดวางใจ ท่านต้องทะลวงระดับสร้างรากฐานได้สำเร็จรวดเดียวแน่เ้าค่ะ!"
แต่นักพรตหญิงกลับหน้าตึง ตวาดเสียงกร้าว "อาจารย์ยังไม่ตาย เ้าจะมาร้องไห้คร่ำครวญหาอะไร!"
ไป๋จื่อรีบหมอบราบกับพื้น ไม่กล้าปริปาก
"อาจารย์เคยบอกแล้วไง เป็ผู้ฝึกตน ห้ามใจอ่อนเด็ดขาด ไม่งั้นจิตมรรคาจะไม่มั่นคง ถูกมารร้ายเข้าแทรกได้ง่าย เ้าลืมไปหมดแล้วรึ?"
หลังจากะเิอารมณ์ นางก็ถอนหายใจยาว แววตาเต็มไปด้วยความกังวล "เฮ้อ... การทะลวงระดับสร้างรากฐานครั้งนี้ จะสำเร็จหรือไม่ ก็ขึ้นอยู่กับว่าเ้าจะช่วยอาจารย์สกัดโอสถภายนอกได้สำเร็จหรือเปล่า ถ้าเ้ายังมัวแต่ลังเลใจอ่อนแบบนี้ จะให้อาจารย์วางใจได้ยังไง?"
ไป๋จื่อรีบตอบ "ศิษย์จะทุ่มเทสุดกำลังเ้าค่ะ!"
สีหน้าของนักพรตหญิงอ่อนลง นางสั่งความ "่นี้อาจารย์เอาแต่เก็บตัวหลอมยา สูญเสียพลังเวทไปไม่น้อย ต้องใช้เวลาพักฟื้นสักระยะ เอาล่ะ... อีกสามเดือน อาจารย์จะเปิดเตาหลอมอีกครั้ง เป็ตายรอดพินาศก็วัดกันคราวนี้ ส่วนเ้าต้องทำยังไง คงไม่ต้องให้อาจารย์สอนหรอกนะ?"
ไป๋จื่อรับคำ "ศิษย์เข้าใจแล้วเ้าค่ะ!"
นักพรตหญิงโบกมือไล่ด้วยความเหนื่อยล้า "ไปเถอะ!"
จังหวะที่ไป๋จื่อลุกขึ้นเตรียมจะถอยออกไป นางก็อดถามไม่ได้ "แล้วเื่ศิษย์พี่..."
นักพรตหญิงหลับตาลง ตัดบทด้วยความรำคาญ "อาจารย์รู้แล้ว!"
ไป๋จื่อไม่กล้าเซ้าซี้ ได้แต่ก้มหน้าเดินออกไปเงียบๆ
โสมป่า... รสชาติหมาไม่แดกจริงๆ!
ตื่นมาตอนเช้า อวี๋เย่คอแห้งผาก ในปากขมปี๋ ท้องร้อนผ่าว แถมยังคลื่นไส้ตงิดๆ ต้องวักน้ำในลำธารดื่มไปหลายอึก ถึงค่อยรู้สึกดีขึ้นมาหน่อย
พรานป่าอย่างพวกเขา นานๆ ทีถึงจะขุดเจอโสมป่าสักหัว ก็ต้องรีบเอาไปขายที่เมืองหลิงเจียว แลกกับมีดพราน หน้าไม้ เกลือ หรือไม่ก็เครื่องเหล็ก ไม่มีใครบ้าบิ่นพอจะเอามากินเล่นหรอก ยิ่งเอามายัดใส่ท้องประทังหิวแบบนี้ ยิ่งถือว่าเป็การผลาญของล้ำค่าชัดๆ
แต่พวกสำนักเต๋าบนเขาเซียนนี่มันคนละระดับกันเลย แค่กินผลไม้แห้งกับหน่อไม้ประทังหิวก็ว่าแปลกแล้ว นี่เล่นเอาโสมป่าล้ำค่ามากินแทนข้าว! เสียอย่างเดียว... รสชาติโคตรขม กลืนก็ยาก แถมยังไม่อยู่ท้องอีกต่างหาก
อวี๋เย่ลูบท้องปอยๆ เดินวนไปวนมาในถ้ำ แต่พอกวาดสายตาไปรอบๆ เขาก็ค่อยๆ หยุดชะงัก
ตรงที่เขานอน มีไม้เท้าไม้ไผ่ท่อนหนึ่งหล่นอยู่
อวี๋เย่เดินเข้าไปหยิบมันขึ้นมา
ไม้เท้าท่อนนี้ยาวประมาณห้าหกฉื่อ ขนาดเท่าหัวแม่มือ สีเหลืองกระดำกระด่าง มีคราบเปื้อนประปราย ดูยังไงก็เป็แค่ไม้ไผ่ธรรมดา ไม่มีอะไรพิเศษสักนิด
นี่คือไม้เท้าของฉิวปั๋วที่ทำหล่นหายไปในป่า จู่ๆ ก็ได้คืนมาแบบนี้ ควรจะขอบคุณคุณหนูไป๋ดีไหมนะ?
หึ! ถ้าไม่ใช่เพราะนางแอบสะกดรอยตามแล้วลอบกัด มีหรือพรานป่าอย่างข้าจะกลายมาเป็นักโทษของเขาเสวียนฮวง!
แต่ฟังจากที่นางพูด ไม้เท้านี้ทำมาจาก 'ไผ่ทองคำ' ของวิเศษเฉพาะถิ่นแดนใต้ของต้าเจ๋อ แข็งแกร่งดุจเหล็กกล้า แต่เบาหวิวเหมือนไม้ผุ แถมนางยังบอกอีกว่า รู้เบื้องลึกเื้ัของฉิวปั๋วด้วย
ส่วนนางจะโกหกหรือไม่ วันหน้าเดี๋ยวก็รู้เอง
ติง! ติง!
เขาลองยกไม้เท้าขึ้นมาใช้นิ้วดีดเบาๆ เสียงดังกังวานใสแจ๋ว พอแกว่งดู ก็เบาหวิว กรีดอากาศดัง ฟวับ! ฟวับ!
ครืด...
อวี๋เย่ยังมัวแต่กวัดแกว่งไม้เท้าเล่น เสียงกลไกเปิดปิดประตูหินก็ดังขึ้นจากด้านหลัง
เป็กู่ยวี่นั่นเอง ในมือถือกล่องไม้ไผ่มาด้วย
"อ้าว หายหน้าไปตั้งสองวัน คราวนี้เอาของอร่อยอะไรมาให้ข้าล่ะ?"
อวี๋เย่วางไม้เท้าลง แล้วเดินเข้าไปหา
แต่คราวนี้กู่ยวี่ไม่มีรอยยิ้มร่าเริงเหมือนเคย เขาเปิดกล่องในมือออกเงียบๆ
อวี๋เย่ชะโงกหน้าดูด้วยความประหลาดใจ "โสมป่า อึ้งคี้ แปะตุ๊ก... นี่มัน..."
ในกล่องมีสมุนไพรกองเล็กๆ บางอย่างเขาก็รู้จัก บางอย่างก็ไม่เคยเห็น
กู่ยวี่พยักหน้า ชี้แจงเรียบๆ "หวงจิง ฉยงฮวา อวิ๋นจือ ตี้อิง ล้วนเป็สมุนไพรล้ำค่าสำหรับบำรุงปราณบำรุงธาตุ กินซะสิ!"
"ข้าไม่ได้เจ็บไม่ได้ป่วย จะกินยาพวกนี้ไปทำไม?"
อวี๋เย่โวยวาย ถอยกรูดไปก้าวหนึ่ง มองกู่ยวี่ั้แ่หัวจรดเท้าด้วยความคลางแคลงใจ "กู่ยวี่ เ้าเป็อะไรไปเนี่ย?"
ั้แ่โผล่หน้ามา กู่ยวี่ก็ไม่ยิ้มเลยสักนิด แถมตอนนี้ยังตีหน้าขรึม พูดเสียงเย็น "ศิษย์พี่ไป๋จื่อสั่งมาว่า แผลภายนอกของเ้าหายดีแล้ว แต่อาการาเ็ภายในยังไม่หายขาด ต้องรีบใช้ยาบำรุงขนานเอกมารักษา ถ้าเ้าไม่ยอมกิน หรือกินเหลือแม้แต่รากเดียว ข้านี่แหละจะโดนลงโทษ!"
"เ้าว่าไงนะ?"
อวี๋เย่แทบไม่อยากเชื่อหู
เมื่อคืนที่ไป๋จื่อคว้าข้อมือข้า ที่แท้ก็เพื่อตรวจดูอาการาเ็งั้นรึ! นางรู้เื่พิษัเจียวในตัวข้าด้วยเหรอ? แต่มันเป็ยาบำรุง ไม่ใช่ยาถอนพิษสักหน่อย แล้วถึงจะให้กิน ก็ควรเอาไปต้มน้ำ ไม่ใช่ให้มาเคี้ยวสดๆ แบบนี้สิ! แล้วทำไมต้องคาดโทษกู่ยวี่ด้วย เื่นี้ไม่เห็นจะเกี่ยวกับเขาสักนิด
กู่ยวี่ทิ้งตัวลงนั่งแหมะกับพื้น วางกล่องไม้ไผ่ไว้ตรงหน้า ปากยื่นปากยาวอย่างน้อยอกน้อยใจ "ศิษย์พี่บอกว่า ข้าต้องบังคับให้เ้ากินยาให้ตรงเวลา ถึงจะยอมยกโทษเื่ที่ข้าแหกกฎห้ามแพร่งพราย แล้วก็ให้ข้าอยู่เป็เพื่อนเ้า ขอแค่เ้าอารมณ์ดีก็พอ!"
"อ้อ..." อวี๋เย่เอียงคอคิดด้วยความสงสัย "ไอ้กฎห้ามแพร่งพรายที่ว่านี่ มันคืออะไร?"
กู่ยวี่บ่นอุบ "เ้าเป็คนนอก ข้าไม่ควรเอาเื่ในสำนักไปเล่าให้เ้าฟัง ไม่งั้นก็ถือว่าผิดกฎสำนักน่ะสิ ใครใช้ให้ข้าปากเปราะชอบพูดมากเล่า!"
"มิน่าล่ะ ถึงหายหัวไปตั้งสองวัน ที่แท้ก็เป็แบบนี้นี่เอง!" อวี๋เย่ถึงบางอ้อทันที "งั้นก็แปลว่า ถ้าข้ายอมกินยา เ้าก็จะรอดตัว ไม่ต้องโดนทำโทษเื่กฎสำนักบ้าบอนั่นใช่ไหม?"
กู่ยวี่พยักหน้าเงียบๆ
"โธ่เอ๊ย! เ้าอุตส่าห์แหกกฎเพื่อข้า ข้าจะปล่อยให้เ้าลำบากได้ยังไง!"
อวี๋เย่เป็พวกใจนักเลงพอตัว เขาตลบชายเสื้อนักพรตนั่งลงข้างๆ เอื้อมมือไปหยิบหวงจิงชิ้นหนึ่งยัดเข้าปาก เคี้ยวตุ้ยๆ พลางวิจารณ์ "อืม... อันนี้อร่อยกว่าโสมป่าเยอะเลย เอามั่งไหม? ช่างเถอะ ข้าเหมาหมดเลยดีกว่า"
ไม่นาน กล่องไม้ไผ่ก็ว่างเปล่า
แต่อวี๋เย่กลับไม่ได้ทำหน้าสบายใจเหมือนเมื่อกี้อีกแล้ว เขาวิ่งกระหืดกระหอบไปที่แอ่งน้ำ วักน้ำในลำธารกรอกปากไปหลายอึกใหญ่ ก่อนจะอ้าปากโก่งคออาเจียนลมออกมา ผ่านไปพักใหญ่กว่าจะกลับมาหายใจได้ทั่วท้อง
เขาเอามือลูบท้อง เดินกลับมาหากู่ยวี่แล้วพูดขึ้น "แล้วข้าจะอารมณ์ดีได้ยังไงล่ะเนี่ย... เอาเงี้ย สอนวิชาบำเพ็ญเพียรให้ข้าหน่อยเป็ไง?"
ในที่สุดรอยยิ้มก็ปรากฏบนใบหน้าของกู่ยวี่ "วิชาเต๋าห้ามถ่ายทอดให้คนนอก ข้าจะกล้าแอบสอนเ้าได้ยังไง แต่ว่านะ..."
เขาลุกพรวดขึ้น ลากอวี๋เย่ไปที่ปากถ้ำ แล้วบุ้ยใบ้ลงไปข้างล่าง "วิชาตัวเบากับวิชาป้องกันตัวที่พวกศิษย์พี่กำลังฝึกกันอยู่ ล้วนเป็วิชาพื้นฐานของสำนักเต๋า ถ้าเ้าเฝ้าดูทุกวัน แล้วดันจับเคล็ดวิชาได้สักกระบวนท่าสองกระบวนท่า นั่นก็ถือเป็วาสนาของเ้าเอง พวกศิษย์พี่ศิษย์พี่หญิงก็คงเอาผิดอะไรไม่ได้หรอก"
มองลอดช่องปากถ้ำลงไป ก็เห็นศิษย์เขาเสวียนฮวงหลายคนกำลังฝึกวิชากันอยู่จริงๆ บางคนะโโลดเต้นหลบหลีกด้วยท่วงท่าปราดเปรียว บางคนก็ออกหมัดเตะขากวาดอากาศดัง ขวับ! ขวับ! ดูทะมัดทะแมง
อวี๋เย่มองดูด้วยความตื่นเต้น คันไม้คันมืออยากจะลองบ้าง
กู่ยวี่ชี้ชวนให้ดู "นั่นคือวิชาตัวเบา เป็เคล็ดวิชาโบราณของสำนักเต๋า ถ้าฝึกจนเชี่ยวชาญ ต่อให้ต้องปีนเขาข้ามห้วยก็เหมือนเดินบนทางราบ ยิ่งถ้าวิ่งบนพื้นราบนะ เร็วยิ่งกว่าม้าฝีเท้าดีซะอีก! แล้วถ้าอัดพลังเวทเสริมเข้าไปด้วย จะยิ่งร้ายกาจกว่านี้หลายเท่าเลยล่ะ!"
"พลังเวทคืออะไร?"
"ก็คือการเปลี่ยนไอิญญาฟ้าดินให้กลายเป็ปราณแท้ในตันเถียน แล้วใช้เคล็ดปากเปล่าหรือมุทราเวทขับเคลื่อนออกมา จะใช้ควบคุมภูตผี บังคับกระบี่บิน ทำได้สารพัดอย่างเลยล่ะ!"
"แล้วเ้าฝึกพลังเวทได้หรือยัง? ทำให้ดูหน่อยสิ!"
"แหม นั่นมันต้องเป็ยอดฝีมือระดับกลั่นปราณที่บรรลุถึงขั้นก่อกำเนิดถึงจะทำได้ต่างหาก!"
"ยอดฝีมือระดับกลั่นปราณขั้นก่อกำเนิดคืออะไร?"
"ก็คือคนที่ดึงปราณเข้าสู่ร่างกายได้สำเร็จไงล่ะ ระดับนี้ยังแบ่งย่อยออกเป็เก้าขั้น ยอดฝีมือขั้นที่ห้า สามารถบังคับกระบี่บิน ตัดหัวคนจากระยะไกลได้ง่ายเหมือนล้วงของออกจากกระเป๋าเลยล่ะ ส่วนยอดฝีมือขั้นกายาถึงจะทะลวงจุดชีพจร ดึงดูดพลังฟ้าดินได้บ้าง แต่ก็ยังดึงปราณเข้าสู่ร่างกายไม่ได้ ใช้พลังเวทไม่ได้ เลยทำแบบนั้นไม่ได้หรอก"
"แล้วไป๋จื่อกับเฉินฉี่ ฝึกถึงขั้นไหนแล้ว?"
"เอ่อ... น่าจะขั้นสามหรือขั้นสี่มั้ง ข้าก็ไม่ค่อยแน่ใจเหมือนกัน!"
"นั่นคือวิชาป้องกันตัวใช่ไหม?"
"อืม วิชาป้องกันตัว แบ่งออกเป็วิชากระบี่กับวิชาหมัดมวย ทั้งหมดสืบทอดมาจากเขาเสวียนฮวง เ้าดูศิษย์พี่คนนั้นสิ วิชากระบี่ที่เขาใช้อยู่ เรียกว่าเพลงกระบี่เสวียนฮวง ส่วนที่ศิษย์พี่หญิงคนนั้นใช้อยู่ คือเพลงกระบี่หงกูที่ท่านอาจารย์คิดค้นขึ้น สองวิชานี้ อันหนึ่งหยินอันหนึ่งหยาง อันหนึ่งแข็งกร้าวอันหนึ่งอ่อนช้อย..."
"หงกู?"
"ชู่ว! นั่นชื่อท่านอาจารย์ ห้ามลบหลู่เด็ดขาด!"
"อ้อ... งั้นเล่าเื่วิชาหมัดมวยให้ฟังหน่อย"
"วิชาหมัดมวย อาศัยท่วงท่าของเสือดาว ดึงพลังจากเส้นเอ็นและกระดูกออกมา เป็เคล็ดวิชาสำหรับเคี่ยวกรำร่างกาย"
"เ้าลองร่ายรำวิชากระบี่กับวิชาหมัดให้ดูตรงนี้หน่อยสิ ข้าจะได้มองเห็นชัดๆ ถือโอกาสขอคำชี้แนะสักกระบวนท่าสองกระบวนท่า เป็ไง?"
"ไม่ได้ๆ ข้ามีธุระต้องไปทำ ไว้ตอนบ่ายค่อยมาอยู่เป็เพื่อนใหม่ละกัน!"
พอพูดถึงเคล็ดวิชาต่างๆ ของเขาเสวียนฮวง กู่ยวี่ก็จ้อไม่หยุดราวกับท่องตำรา แต่พอขอให้ทำให้ดูจริงๆ กลับส่ายหน้าปฏิเสธรัวๆ หาข้ออ้างแล้วหันหลังวิ่งเตลิดออกจากถ้ำไปทันที
อวี๋เย่ก็ไม่ได้ใส่ใจ เขายังคงเกาะปากถ้ำดูพวกศิษย์ฝึกวิชาตัวเบา วิชากระบี่ และวิชาหมัดมวยต่อไป ผ่านไปราวครึ่งชั่วยาม เหล่าศิษย์เขาเสวียนฮวงก็แยกย้ายกันไป เขาจึงเดินวนไปวนมาในถ้ำ ลองเตะต่อยวาดลวดลายไปเรื่อยเปื่อย
วิชาหมัดมวย ถ้าแค่เลียนแบบท่าทางให้คล้ายคลึง ก็ไม่ได้ยากเย็นอะไรนัก
แต่สิ่งที่ทำให้เขาสนใจจริงๆ คือวิชาตัวเบากับเพลงกระบี่เสวียนฮวง
วิชาตัวเบาดูเหมือนจะง่าย แต่จริงๆ แล้วซับซ้อนลึกซึ้งมาก พอลองทำตามดูทีไร ถ้าไม่สะดุดขาตัวเอง ก็เซถลาเกือบหัวทิ่มพื้นไปหลายรอบ
ส่วนเพลงกระบี่เสวียนฮวงยิ่งแล้วใหญ่ เขามืดแปดด้าน ไม่รู้จะเริ่มตรงไหนเลย
อืม... จะใจร้อนไม่ได้เด็ดขาด และจะถอดใจง่ายๆ ก็ไม่ได้เหมือนกัน
อวี๋เย่หยิบไม้เท้าไม้ไผ่ขึ้นมา ลองฝึกกระบวนท่ากระบี่ต่อ จากนั้นก็สลับไปเตะต่อย แล้วก็ะโโลดเต้นไปมา วุ่นวายอยู่คนเดียวอย่างสนุกสนาน
ตกบ่าย กู่ยวี่ก็กลับมาจริงๆ เขาเอาผลไม้แห้งกองโตกับขวดกระเบื้องใบเล็กๆ มาด้วย ผลไม้แห้งแน่นอนว่าเอาไว้กินประทังหิว ส่วนยาในขวดเป็ยาสรรพคุณเสริมสร้างรากฐานบำรุงพลังวัตร
อวี๋เย่ไม่ถามให้มากความ กรอกยาเข้าปากไปสองเม็ดรวด
กู่ยวี่มองด้วยสายตาอิจฉาตาร้อน เขาเล่าว่ายาพวกนี้ล้ำค่ามาก ขนาดศิษย์เขาเสวียนฮวงเองยังแทบไม่มีโอกาสได้เห็นเลย
แต่อวี๋เย่กลับไม่ยี่หระ เขาอ้อนวอนขอให้กู่ยวี่ช่วยชี้แนะวิชาตัวเบา วิชากระบี่ และวิชาหมัดมวยให้หน่อย กู่ยวี่ยังคงส่ายหน้าปฏิเสธ อ้างว่าตัวเองเป็แค่ศิษย์สายนอก ถึงจะได้เรียนสารพัดวิชา แต่ก็ยังไม่ถึงขั้นบรรลุแก่นแท้ อวี๋เย่มีหรือจะยอมปล่อยไปง่ายๆ เลยฉวยโอกาสซักไซ้ไล่เลียงนู่นนี่ไม่หยุด
"ศิษย์สายนอกคืออะไร?"
"คนที่ท่านอาจารย์ถ่ายทอดวิชาให้ด้วยตัวเอง เรียกว่าศิษย์สายใน ส่วนคนที่เรียนวิชาผ่านศิษย์พี่ศิษย์พี่หญิงอีกที เรียกว่าศิษย์สายนอก"
"แล้วทู่หน่าปรับลมหายใจล่ะคืออะไร?"
"ทู่หน่า ก็คือการหายใจเข้าออก ปล่อยลมปราณเก่าสูดรับปราณใหม่ ไม่ว่าจะเดิน ยืน นั่ง หรือนอน ก็สามารถทำทู่หน่าปรับลมหายใจได้ทั้งนั้น ส่วนเคล็ดลับความวิเศษของมัน ห้ามแพร่งพรายให้คนนอกรู้เด็ดขาด"
อวี๋เย่รู้ดีว่าเขาเสวียนฮวงมีกฎระเบียบหยุมหยิมเยอะแยะ เลยไม่อยากเซ้าซี้ให้กู่ยวี่ต้องลำบากใจ ทั้งสองจึงนั่งกินผลไม้แห้งไป พลางคุยเื่สัพเพเหระในอดีตกันอย่างออกรส
"ข้ารู้ว่าเ้าชื่ออวี๋เย่ แต่ไม่รู้เลยว่ามาจากไหน... หุบเขาซิงหยวนรึ? คุ้นหูแฮะ ห่างจากเขาเสวียนฮวงตั้งเป็พันลี้เลยนี่! เ้าเป็พรานป่าเหรอ วันหลังสอนข้าล่าสัตว์บ้างสิ ข้าจะได้ล่ากวางไปฝากพ่อแม่บ้าง"
กู่ยวี่จ้อไม่หยุด "บ้านข้าอยู่ไหนน่ะเหรอ? ตีนเขาเสวียนฮวงนี่แหละ ข้าคอยส่งผักสดกับข้าวสารขึ้นมาบนเขาทุกปี จนสนิทกับพวกศิษย์พี่ เลยได้ฝากตัวเป็ศิษย์... บนเขามีคนเยอะไหม? ไม่เยอะหรอก แค่ยี่สิบสามสิบคนเอง"
"เล่าเื่หมู่บ้านสกุลอวี๋ให้ฟังหน่อยสิ..." กู่ยวี่ชะงักเมื่อเห็นสีหน้าของอีกฝ่าย "อ้าว ทำไมทำหน้าเครียดแบบนั้นล่ะ ช่างเถอะๆ เอาเป็ว่าฟังเื่ของข้าต่อดีกว่า..."
กู่ยวี่โตมาในป่าเขาั้แ่เด็ก ไม่เคยออกไปเปิดหูเปิดตาที่ไหน ยิ่งพอฝากตัวเป็ศิษย์เขาเสวียนฮวง ก็ยิ่งตัดขาดจากโลกภายนอก คนที่รู้จักก็มีแค่พวกศิษย์พี่ศิษย์พี่หญิง แถมยังไม่มีใครยอมลดตัวลงมาคุยเล่นเป็เพื่อนเขาเลย พออวี๋เย่โผล่มาบนเขา เขาเลยดีใจเนื้อเต้นเป็ธรรมดา
เื่บาดหมางระหว่างอวี๋เย่ เฉินฉี่ และไป๋จื่อ กู่ยวี่ไม่รู้เื่เลยสักนิด และไม่คิดจะใส่ใจด้วย เขาแค่อยากใช้ชีวิตสนุกๆ ไปวันๆ ก็พอ
ทุกวันเขาจะเอายาสมุนไพรกับโอสถมาส่งให้ พออวี๋เย่กินเสร็จ เขาก็จะนั่งดูอวี๋เย่ลองผิดลองถูกฝึกลอกเลียนวิชาตัวเบากับวิชาป้องกันตัว บางทีทั้งคู่ก็นั่งจับเข่าคุยเื่สัพเพเหระกันจนเพลิน...