Demonlord online ราชาอสูรสะท้านโลก

    ภาคทวีปมืด:ราชันย์ครองฟ้าผู้มาเยือน

       เสียงระเบิดจากการต่อสู้ภายในเมืองแกรนด์วาสเริ่มดังขึ้นเรื่อยๆตามจุดต่างๆคล้ายกองศึกผู้บุกรุกทั้งแปดกำลังเผชิญหน้ากับเหลาเสนาธิการของเมืองแกรนด์วาสจนเกิดเป็นการต่อสู้ที่เริ่มดุเดือดขึ้นทุกขณะ

      “จะสู้ใช่ไหม?  บูรพาที่ยืนประจันหน้ากับอีฟเอ่ยถามด้วยสายตาแข็งเกล้าน้ำเสียงเย็นเฉียบ

      บูรพาในชุดเกราะสีทองทั่วร่างค่อยๆอาบไปด้วยคลื่นพลังสีดำแดงอย่างน่าสะพึงอากาศทั่วบริเวณค่อยๆหนักอึ่งแผ่รังอสูรและรังสีมารจิตชั่วร้ายออกมาปกคลุ่มไปทั่วบริเวณ

      เหล่าผู้เล่นไม่เกี่ยวข้องต่างหนีตายกันกระเจิดกระเจิงทำให้ทั้งเมืองมีแต่เสียงระเบิดเสียงคมดาบและเสียงโวยวาย

       “แล้วเห็นว่าฉันไม่อยากสู้หรือเปล่า? อีฟตอบแบบยิ้มๆ ใบหน้าหวานผสมกลับร้อยยิ้มยียวนเจ้าเล่ห์กลับทำให้หญิงสาวดูทรงเสน่ห์อย่างน่าพิลึก

      หอกสีดำแดงเลือดทั่วร่างของหญิงสาวค่อยๆอาบไปด้วยพลังธาตุไฟสีแดงสดแผ่ไอความร้อนออกมาในอากาศจนอากาศโดยรอบถูกเผาไหม้ส่งเสียงเกรียวกราวลั่นไปมา

      “งั้นก็ทำให้ฉันสนุกหน่อยแล้วกัน” 

      ฟุ้บ!...

      บูรพาพูดดีดเท้าพุ่งทะยานร่างเข้าหาอีฟดาบในมือขวาอาบคลื่นพลังสีดำแดงแทงออกปราดหมายจะเสียบให้ทะลุร่างหญิงสาวเบื้องหน้า

      ระยะห่างถูกร่นลงในชั่วพริบตาเสี้ยววินาทีนั้นปลายดาบของบูรพาที่อาบคลื่นพลังอยู่ห่างใบหน้าของอีฟเพียงสองเซนติเมตร

      ฟุ้บ..

      ไวกว่าที่คิดอีฟเบียงตัวหลบได้แบบเฉียดฉิวพร้อมกันนั้นหอกในมือตวัดจากบนลงร่างอาบคลื่นพลังเพลิงสีแดงฉานฟันใส่ร่างของบูรพาที่กำลังพุ่งผ่านร่างของเธอไป

      เปรี้ยง!...

      ดาบคาตานะสีดำสนิทของบูรพาถูกยกขึ้นมาต้านรับคมหอกของอีฟไว้ได้ราวกับปฏิหาริย์จนเกิดเสียงนะเบิดดังสนั่นคล้ายกับฟ้าผ่าพร้อมกับคลื่นเพลิงสีแดงฉานพุ่งขึ้นฟ้าเป็นเสาร์เพลิงแสดงถึงพลังธาตุไฟที่แข็งแกร่งของหญิงสาว

      สิ่งปลูกสร้างอาคารร้านค้าบริเวณใกล้เคียงพังพินาศแทบจะทันทีจากคลื่นพลังที่หนักหน่วงการปะทะกันของบูรพาและอีฟเกิดขึ้นเพียงเสี้ยววินาทีเท่านั้นพื้นดินที่ทั้งสองยืนอยู่ถึงกับแตกร้าวยุบตัวลงไปกินรัศมีถึงเจ็ดเมตรท่ามกลางสายตาตกตลึงของผู้คนทั่วไป

      บูรพาหนุ่มตัวเตะกวาดใส่อีฟอย่างรวดเร็วพร้อมกันนั้นเองอีฟก็กระโดดถอยหลังหลบออกมาได้อย่างง่ายดาย

      “ชิ!  ร้ายเหมือนกันแหะยายนี่เห็นในโลกจริงจะยิมๆก็เถอะ” บูรพากล่าวออกมาพร้อมกับตั้งท่าเดินสืบเท้าวนไปมาสายตาจ้องมองหญิงสาวไม่วางวายทั่วร่างยังคงแผ่คลื่นสีดำน่าเกลียดออกมาไม่หยุด

      “อย่าคิดว่าผู้หญิงจะอ่อนแอเสมอไปสิ”  อีฟเอ่ยตอบด้วยร้อยยิ้มสองมือกระชับหอกแน่ “ผู้หญิงในบางครั้งก็แข็งเกร่งกว่าผู้ชายนะถ้าประมาทนายตายแน่”

      “หรอ! ฉันล่ะนึกว่าเธอจะมีดีแค่ตามเกาะแขนไอ้ศิไปวันๆ”  บูรพาตอบสองมือยกขึ้นเบะปากเชิดหน้า

      “แล้วนายล่ะ? ยังดีแต่หลบหลังผู้หญิงกับใต้ร่มเงาของพ่อตัวเองอยู่หรือเปล่า” อีฟกล่าวออกมาด้วยน้ำเสียงเย็นเฉียบสายตาแข็งกล้าพร้อมกับรอยยิ้มบนใบหน้า

      เมื่อบูรพาที่ได้ยินถึงกับตาเบิกกว้างก่อนจะหรี่ลงจ้องมองอีฟด้วยนัยน์ตาดุร้ายราวกับจะคว้านหัวใจของหญิงสาวออกมาฉีกเป็นชิ้นๆแต่ท่าทางแบบนั้นของบูรพาก็ต้องเอาอีฟสั่นสะท้านไปชั่วครู่

       ‘แปลกมาก! ปกติมันต้องเดือดดาลโวยวายแล้วซิแต่นี้ทำไมถึงกลับนิ่งสงบลึกล้ำ  ผิดจากที่เมื่อก่อนลิบลับเลยไอ้หมอนนี่ใช่อาโนคนเดิมแน่หรอ? สภาวะเยือกเย็นแบบนี้คล้ายกับใครบางคนไม่มีผิด’

      อีฟเริ่มมีสีหน้าซีดเผือดขึ้นเรื่อยรังสีฆ่าฟันจิตสังหารของบูรพาเพิ่มทวีคูณราวกับเป็นคนละคน อากาศโดยรอบกลับเย็นยะเยือกสะท้านอย่างพิศดาร

       บึ่มมมมม.....  เสียงระเบิดดังสนั่นจากทิศตะวันตก

       บูรพาถึงกลับต้องรีบหันไปมองตาเสียงระเบิดอย่างรวดเร็ว “อะไรนะ?หรือว่าป้อมเวทมนต์!!...”

      เปลวเพลิงสีส้มพุ่งสูงขึ้นเด่นสง่าท่ามกลางสายตาของทุกคนในเปลวเพลิงนั้นปรากฎเงาชายหนุ่มกำลังพุ่งทะยานออกมาพร้อมกับป้อมเวทมนต์ที่พังพินาศเศษผลึกธาตุหินเวทมนต์ค่อยๆร่วงลงจากป้อมหอคอยสูงห้าสิบเมตรแสงสว่างที่ป้อมเวทมนต์เคยเปล่งแสงออกมาดับวูบลงแสดงถึงการหยุดทำงานของมัน

       “ย๊ะ!...ฮูววว เสร็จไปหนึ่ง”  อดัมวิ่งพุ่งทะยานออกมาจากกองเพลิงบนยอดหอคอยพร้อมกับเสียงตะโกนลั่นสะท้านฟ้าลอยยิ้มมั่นใจชายหนุ่มในชุดนินจาสุดแสนจะหล่อเหล่าเอาการ

       เรานี่มันพระเอกชัดๆเลยเฟ่ยยย... อะหึ่ยเป็นไงอีฟเห็นความเท่ของฉันรึยัง....

      “อีต้าบ้าเอ่ยยย! เอาซะเด่นเชียวแล้วจะพุ่งออกมาโชว์ตัวทำไมมิทราบ”  อีฟที่ยืนมองดูเหตุการณ์สบถขึ้นมือซ้ายกุมขมับในการกระทำของชายหนุ่ม

    แต่ทว่าสิ่งนั้นย่อมไม่ถูกใจบูรพาถึงที่สุดสายตาของมันดุดันแค้นเคืองฟันกัดแน่น 

      “ไอ้ออเกลลลลล!...มึง” เสียงพูดเน้นเขี้ยวเน้นฟันแสดงถึงความเดือดดาลของบูรพาเป็นอย่างดีจากนั้นบูรพาก็รีบเปิดช่องสื่อสารเร่งด่วน

      “พวกแกมัวทำอะไรกันอยู่ไปคุ้มกันอาร์ติเฟคท์สิวะ!...” เสียงตวาดลั่นดังสนั่นพูดใส่ช่องสือสารอย่างเกรี้ยวกราด

      “มันช้าไปแล้วล่ะ!...”  อีฟกล่าวยิ้มๆอย่างภาคภูมิใจที่แผนไปได้ดวยดี

      “ถ้างั้นฉันจะเอาชีวิตเธอมาชดใช้” บูรพาตวาดลั่นชี้ดาบใส่หน้าหญิงสาว

    แต่ทว่าบูนพายังไม่ทันได้ทำอะไรต่อเสียงระเบิดดังสนั่นฟ้าสะเทือนดินพร้อมกับแสงสว่างวาบอาบไล้ไปทั่วพื้นฟ้าก็ปรากฎขึ้นอีกครั้งทางทิศเหนือ

       “บ้าเอ่ยพวกแกมากี่คนกันแน่วะ?  บูรพาตงาดออกมาอย่างหัวเสียถึงขีดสุดเมื่อเห็นป้อมเวทมนต์อีกแห่งถูกทำลาย

      แต่ทว่าอีฟกลับไม่มีท่าทีว่าจะตอบหรือพูดคุยกับบูรพาแต่อย่างใดเขาจ้องมองไปยังช่องสือสารที่มีการติดต่อเข้ามาพร้อมกับกดตอบรับการติดต่อ

       “ทุกคนถอย!...ถอยโดยด่วนหนึ่งในกลุ่มพวกมันมีคนที่เป็นเทพอสูร” เพิร์จตวาดสั่งลูกน้องดังลั่นผ่านช่องสือสารทั้งร้อนรนเร่งรีบแตกตื่นอย่างที่ไม่เคยมีมาก่อน

       “เทพอสูร?....สองเผ่าในคนเดียวเนี่ยนะ...!”  อีฟถึงกับหน้าซีดเผือดเมื่อได้ยินแบบนั้น

       “อย่าคิดว่าจะหนีรอดไปได้..!  

       เคร้ง เช้ง เช้ง

       บูรพาตวาดลั่นสืบเท้าตวาดดาบรุกไล่ใส่อีฟอย่างแยบยลและก้าวร้าว

       ซึ่งอีฟก็ทำได้เพียงสืบเท้าถอยร่นหนีไปสู้ไปอย่างยากลำบาก  

      คมดาบของบูรพาปะทะกับคมหอกของอีฟคราใดส่งคลื่นพลังแตกระเบิดกระจายไปทั่วบริเวณประกายไฟคลื่นความมืดสาดกระจายวูบวาบทำลายทำอย่างตามทางพินาศสิ้น

       “เห่ยย!...อย่าดึงคนไม่เกี่ยวข้องเข้าไปยุ่งกับการต่อสู้ไร้สาระของพวกเองสิวะ”  เสียงผู้คนมากมายต่างเริ่มทยอยด่าทอดังเป็นระยะๆ  

      แต่ว่าในกลุ่มเสียงด่าทอเหล่านั้นกลับมีเสียงหนึ่งดังลอยเข้าหูของหญิงสาวเป็นเสียงของชายหนุ่มที่ทุ้มหนักแน่นเสียงที่เธอได้ยินอยู่ทุกเมื่อเชื่อวัน

      “อีฟก้มหัวลง!.....”  สิ้นเสียงนั้นหญิงสาวไม่ลังเลที่จะทำตาม

      ยามกระทันหันอีฟหมุนตัวก้มลงต่ำเป็นจังหวะเดียวกับศรอัสนีบาตสีส้มรูปเสือพุ่งโจมตีใส่บูรพาอย่างบ้าคลั่ง

      “ไอ้!...ออลเกล แต่ทำไม! เมื่อกี้แกยัง?” 

       เปรี้ยงงงง ตูมมมม

       บูรพาเบิกตากว้างตวาดลั่นมือขวาเร่งพลังปราณพลังจิตฟันดาบใส่อากาศฟันส่งคลื่นพลังสีดำสนิทเข้าต้านทานพลังสายฟ้าของอดัมจนเกิดเสียงระเบิดดังสนั่นฝุ่นควันลอยฝุ้งไปทั่วบริเวณเศษดินลอยเคว้งคล้ายกับดาวตกเมื่อฝุ่นควันจางหายไปทิ้งไว้แต่เพียงความว่างเปล่า  บูรพาสะบัดหน้าหมุนตัวมองไปรอบด้านอย่างรวดเร็วพบเพียงผู้คนธรรมดาทั่วไปเท่านั้น

       “โธ่วววเว่ยยยย...”  เสียงร้องตะโกนของความคับแค้นใจของชายหนุ่มบูรพาดังก้องกังวาลไปทั่วบริเวณคล้ายกับสัตว์ร้ายที่บ้าคลั่งไม่มีผิด

       “ขอบใจนะ ว่าแต่นายเป็นอะไรหรือเปล่า” อีฟเอ่ยถามอดัมขณะที่ทั้งสองกำลังพุ่งทะยานไปตามซอกตึกสิ่งปลูกสร้างด้วยความเร็วสูงสุด

       “ไม่  ฉันปลอดภัยดี  แต่นี่มันเป็นกับดักฝั่งมันมีคนแบบศิลาเฝ้าเมืองอยู่มันเลยถึงไม่ระวังอะไรเลยแบบนี้ไง”  อดัมพูดขี้นด้วยสีหน้าตึงเครียด

       “คนแบบศิลา?

       “ใช่!....เป็นทั้งสัตว์อสูรเทพและก็มังกรแถมยังมีภูติประจำตัวเทพีแห่งอัสนีเสียอีก” อดัมตอบซึ่งอีฟที่ได้ยินแบบนั้นก็ถึงกับตาเบิกกว้างตลึงไปชั่วขณะก่อนที่จะเอ่ยถามต่อ

       “แล้วใครรับมือกับไอ้คนนั้นอยู่?

       “เพิร์จ  แต่ตอนนี้ถอยหนีออกมาได้แล้วล่ะแต่ว่า โซดา โดนจัดการไปแล้ว” 

        “ห่ะ!......ซ...โซดาเนี่ยนะโดนจัดการ” อีฟถึงกับพูดด้วยน้ำเสียงติดขัดด้วยความไม่ยากจะเชื่อหูของตัวเอง

        “อืม  พวกเราพลาดเองแหละหากพวกแปดมงกุฎมากันครบพวกเขาคงอัญเชิญยามาตะโนะ โอโรจิ ออกมาได้ถ้าแบบนั้นโซดาคงไม่แพ้หรอก”

       “พี่อดัม พี่อีฟ” เสียงหวานใสดังขึ้นพร้อมกับเทนกิและซูนะพุ่งพรวดตามหลังมาติดๆ  

       เมื่ออดัมและอีฟหันไปมองตามเสียงก็ถึงกับตกใจเมื่อเห็นเทนกิในสภาพแขนขวาขาดเลือดสีแดงสดไหลเป็นทาง

       “เทนกิเขาช่วยหนูไว้นะคะ” ซูนะพูดขึ้นพร้อมกับวิ่งประครองร่างของเทนกิไปพลาง

       ฟุ้บ!....ฟุ้บ....

       “พวกนายปลอดภัยซินะ” เพิร์จเอ่ยถามกับทุกคนทันทีเมื่อมาถึงพร้อมกับทั้งหมดพุ่งทะยานข้ามกำแพงเมืองออกไปอย่างรวดเร็ว

      “ไม่ต้องตามไป” เสียงหนึ่งดังขึ้นห้ามลูกน้องที่คิดจะตามพวกเพิร์จออกไป

       “คุณโนเทล แต่ว่าทำไมล่ะครับพวกนั้นมัน? ลูกน้องคนหนึ่งเอ่ยถามด้วยความไม่เข้าใจวินาทีต่อมาคนนับพันก็มารวมกระจุกกันอยู่ที่กำแพงเมืองทางด้านที่พวกเพิร์จหลบหนีออกไป

       “ช่างเถอะน่า ฮึฮึ!....น่าสนุกจริงๆ” โนเทลกล่าวขึ้นจากนั้นร่างของเขาก็ค่อยๆหายไปในสายลมราวกับอากาศธาตุอย่างพิศดารท่ามกล่างสายตาตกตลึงของลูกน้อง

        ณ.ใจกลางโลกโรโบรอส

       “บ้าเอ่ยพวกมันใช้วิธีบินมาหรือเนี่ย” เร็ดกล่าวขึ้นเมื่อเบื้องหน้าของพวกเขาคือฝูงกองบินของพวกฟันโอที่ลงถึงพื้นด้วยจำนวนทหารที่มากมายคนานับใจกลางเป็นทุ้งดอกทิวลิปหลากสีสันกว้างใหญ่สุดลูกหูลูกตาใจกลางทุ้งดอกทิวลิปปรากฎหอคอยสีทองคล้ายกับเจดีสูงถึงเจ็ดชั้นใหญ่ตระหง่า 

      ห่างออกมาเป็นป่าหนาทึบมีกลุ่มหมอกสีชมพูปกคลุมหนาตาบดบังการมองเห็นการรับรู้ได้เป็นอย่างดีคือพวกของเร็ดในชุดเกราะหนังซามูไร 

       “ไม่คิดว่ามันแปลกหรือไงระยะทางมาถึงที่นี่มันไม่ใช่ใกล้ๆแต่พวกนั้นกลับมาถึงใจกลางโลกได้เพียงแค่สามชั่วโมง” แบล็คเอ่ยขึ้นในขณะที่ทั้งหมดกำลังสุมหัวจับตามองคนของกิลด์จตุรศาตรา

       “สกิลไงล่ะ” เสียงหนึ่งดังขึ้นทางด้านหลังของพวกเขาทำเอาทั้งหมดต้องรีบหันควับกลับไปมองอย่างรวดเร็วสองมือเตรียมชักดาบข้างเอว

       “ศิลา!....แต่ว่าทำไม?” รีเจ็นซี่ในชุดเกราะสีน้ำตาลเข้มกล่าวแบบทึ่งๆด้วยความไม่เข้าใจ

       “สัมพาทีกับสดายุฉันใช้ทั้งสองบินสลับกันมานะ แต่ระหว่างทางก็ได้เห็นจอมเวทย์ของพวกนั้นใช้สกิลย่นระยะทางได้ทั้งกองทัพเล่นเอาอึ่งไปเลย” 

       “ท...ทั้งกองทัพเนี่ยนะ พลังเวทย์จะต้องเยอะขนาดไหน” เร็ดถึงกลับต้องเอ่ยถามอีกครั้งก่อนที่ฟ้าครามจะตอบขึ้น

       “ก็พวกเขาเป็นอสูรแล้วนี่คะไม่แปลกเลยที่จะมีพลังเวทย์เพิ่มขึ้น” 

       “ว่าแต่แล้วจะเอายังไงดีบุกไปทั้งแบบนี้คงไม่ดีแน่” บูลเลเบิ้ลหันมาถามกับศิลาในขณะที่ศิลากำลังซุบซิบอะไรบางอย่างกับฟ้าครามจากนั้นศิลาจึงหันมาพูดขึ้น

       “พวกนั้นมันย่นระยะทางได้ทั้งกองทัพใช่ไหมล่ะ งั้นเราก็สะกดมันทั้งกองทัพเลย” ศิลาพูดแบบยิ้มๆซึ่งทั้งหมดก็พยักหน้ารับทราบ  เพราะพวกเขารู้ดีว่าหากศิลาไม่มีแผนเขาก็คงจะไม่พูดออกมา

       “พี่ฟันโอ คุณบูรพาติดต่อมาเป็นไปตามที่พี่คิดเลยครับ” โอรีโอ้เดินเข้ามาหาฟันโอที่กำลังสั่งทหารจัดเตรียมทัพเช็คอาวุธ  

       ซึ่งบริเวณทั่วทั้งหอคอยทั้งสี่ทิศถูกโอบล้อมไปด้วยคนของกิลด์จตุรศาสตราอย่างหนาแน่นยืนเฝ้าตามจุดต่างๆชนิดที่มดสักตัวก็ยากที่จะรอดพ้นเข้าไป

       “อย่าแหกไปโอรีโอ้” ฟันโอหันมาพูดกับน้องชายด้วยน้ำเสียงแข็งกล้าสายตาดุดันก่อนจะพูดขึ้นต่อ 

       “อาจจะมีพวกมันซุ่มแอบอยู่แถวนี้ก็ได้” 

       “ข...ขอโทษครับผมแค่ดีใจเกินไปหน่อย”

       แฮก แฮก แฮก!

       ทว่ายังไม่ทันที่ใครจะได้ทำอะไรทหารคนหนึ่งก็วิ่งหน้าตาตื่นมาแต่ไกลด้วยท่าทางเหนื่อยหอบแตกตื่นก่อนจะพูดขึ้นอย่างร้อนรน

       “ท...ท...ทางด้านทวีปมืดหน่วยราดตะเวนของเราพบกับสัตว์อสูรประเภทนกครับจำนวนมากถึงสามร้อยตัวแถมยังเป็นระดับจักรพรรดิทั้งหมด” เมื่อได้ยินลูกน้องรายงานฟันโอถึงกับหน้าซีดแต่เขาก็กลับมาสงบเยือกเย็นได้ในเสี้ยววินาที

       “เนเน่ ช็อกโก้ มุ่งหน้าไปทางเขตติดต่อกับทวีปมืดเดี๋ยวนี้เลย” ฟันโอหันไปสั่งการน้องทั้งสองอย่างรวดเร็วพร้อมกับทั้งสองพุ่งหายไปราวกับสายลมจนพวกเร็ดที่แอบมองอยู่ยังร้องเห่ยออกมาในความเร็วของทั้งสอง

       “โถ่วววเวยย!...จะตีสามอยู่แล้วใกล้ได้เวลาที่หอคอยจะเปิดแล้วแท้ๆทำไมต้องมาอะไรตอนนี้!..หรอว่าพวกมันก็?” ฟันโอถึงกับเบิกตากว้างราวกับคิดอะไรได้

       “เนตรมาร”  ศิลาที่แอบมองอยู่ในราวป่าห่างออกไปสองร้อยเมตรที่เห็นท่าทางผิดสังเกตุจึงใช้เนตรมารตรวจสอบมองไปเบื้องหน้าห่างออกไป ไกลกว่านั้น ไกลกว่านั้นอีก และยังไกลออกไปกว่านั้น ทางด้านของทิศที่เป็นเขตทวีปมืด

        “!....ไม่จริง

       ศิลาถึงกลับสบถออกมาเมื่อภาพที่เขาเห็นคือเหล่าปักษาหลากสีบินเต็มท้องฟ้ายามราตรี 

      ปักษาเหล่านั้นมีใบหน้าคล้ายยักษ์ตัวคล้ายนกอินทรีมีมือเท้าคล้ายครุฑ มีหางคล้ายนกยูง

      “ปักษาวายุ...!  บ้าชะมัดสัตว์ในหิมพานต์เริ่มออกโรงเองแล้วซินะ” ศิลากล่าวขึ้นด้วยน้ำเสียงตึงเครียดเม็ดเหงื่อไหลเป็นสายแต่ทว่า

       “อะไร?  สายตาของเขามองหางออกไปถึงด้านหลังห่างไปอีกสิบกิโลเมตร

       “อะไรเหรอคะพี่ศิ” ฟ้าครามเอ่ยถามด้วยความสงสัยเพราะที่ผ่านมาศิลาไม่เคยแตกตื่นในอะไรมาก่อน

       สายตาของชายหนุ่มจ้องมองไปยังเหล่าปักษาอีกกลุ่มที่บินอยู่ด้านหลังของพวกปักษาวายุ ปักษาสีแดงเลือดนัยน์ตาดุร้าย

       “พญาครุฑ....!  เวรแท้แถมยัง..” ชายหนุ่มชะงักไปชั่วครู่ทำเอาคนรอบข้างเหงื่อแตกพลักรอบกลื่นน้ำลายลงคอ

       “ส...สดายุ! สัมพาที  มาเองเลย” ศิลาพูดพร้อมกับร้อยยิ้มที่แสดงออกถึงความดีใจและความหวาดหวั่น

       “เรียกข้าหรือครับนายท่าน”

       “มามี๋ มามี๋” 

      สดายุสัมพาที ทั้งสองเข้าใจว่าศิลาเรียกพวกมันจึงปรากฎตัวออกมา

      “มาหามี๋มา” ฟ้าครามอุ่มสดายุขึ้นมาทันทีเช่นเดียวกับศิลาที่หันมองพวกทันทั้งสองสลับไปมาก่อนจะทำอะไรบางอย่าง

      วิ่งงงง!

      วินาทีนั้นดวงใจภูติธาตุไฟและธาตุความมืดพลันปรากฎขึ้นในมือของศิลาส่องแสงสีแดงเพลิงผสมกลับแสงสีดำกระจ่างดาวระยิบระยับอย่างพิศดาร

       “สัมพาที สดายุ เอานี่ไปหลอมรวมเข้ากลับดวงใจภูติซะ” ศิลากล่าวด้วยสีหน้าจริงจังยืนดวงใจภูติธาตุไฟให้กลับสดายุและดวงใจธาตุความมืดให้กลับสัมพาทีจากนั้นเร็ดจึงกล่าวขึ้น

       “ศิลาพญาครุฑฉันเคยได้ยินชื่ออยู่นะแต่ปักษาวายุนี่คืออะไร”

       “อืม เป็นสัตว์ในเทวะตำนานบ่างก็ว่าเป็นสัตว์เทพบ่างก็ว่าเป็นสัตว์อสูรอาศัยอยู่ที่เขาจักรวาล กินลมเป็นอาหารชอบข่มเหงลังเกเรเทวดาไปทั่วเสียงร้องของปักษาวายุนั้นว่ากันว่าไพเราะเกินจะบรรยายผู้ใดที่ได้ยินถึงกับต้องชะงักหยุดฟังเสียงร้องนั้นอย่างไม่อาจต้านท่านต่อเสียงแสนหวานเสนาะหู” ชายหนุ่มถอนหายใจคราหนึ่งก่อนจะเล่าต่อ

       “มีคำกล่าวถึงเสียงแสนไพเราะของปักษาวายุไว้ว่า

        สดับคำช่ำชื่นจะยื่นแก้ว แล้วคลาดแคล้วคลับคล้ายเคลิ้มหายเสียง

        ทรงปักษาการเวกแฝงเมฆเมียง

        จึงหมายเสี่ยงวาสนาอุตาส่าห์คอย

        เหมือนบุปผาปาริกชาติชื่น

        สุดจะยื่นหยิบได้มีไม้สอย

        ด้วยเดชะกุศลให้หล่นลอย

        ลงมาหน่อยหนึ่งเถิดนะจะประครอง

        มิให้เคืองเปลื้องปลดยศศักดิ์

        สนอมรักร้อยปีไม่มีหมอง

        แม้นมั้งมีพี่จะจ้างพวกช่างทอง

        หล่อจำลองรูปว่างไว้ข้างเตียง” จากนั้นศิลาเห็นทุกคนเงียบอึ่งไปจึงกล่าวต่อ

      “เอาเถอะปักษาวายุยังพอไหว หากแต่พญาครุฑสัมพาทีกับสดายุนี่ซิ สิ่งเดียวที่จะเอาชนะพญาปักษาสดายุได้มีแต่แหวนของพระอิศวรที่อยู่กับนาง

    สีดาสะด้วย ส่วนพญาสัมพาทีนั้นรักน้องชายมากหากสดายุถูกรุมสัมพาทีจะต้องแจ่นเข้าช่วยอย่างแน่นอนหากปะทะกันเราควรใช้ข้อนี้ให้เป็นประโยชน์”

       

    คล้ายกับเรื่องDemonlord online ราชาอสูรสะท้านโลก ที่คุณอ่าน