“นายช่างใหญ่ขอรับเกิดปัญหาที่เตาหมายเลขสิบเก้า รบกวนท่านช่วยตรวจสอบด้วยขอรับ ...”
“ท่านผู้ตรวจการขอรับผู้นำตระกูลจางจากเมืองอัญมนีสามสีขอเข้าพบเพื่อทำเรื่องย้ายถิ่นฐานมาประจำที่เขตย่อย47 ขอรับ ....”
“คุณชายเทียนคงขอรับสารเชิญจากสำนักนพเก้า ฉบับที่ 10 ขอเชิญท่านไปร่วมต้อนรับศิษย์ใหม่ประจำเดือนขอรับ...”
“คุณชายคุณชาย ........ บลา ๆๆๆ ...”
ตั้งแต่เทียนคงได้รับการรับรองเป็นนักเล่นแร่แปรธาตุระดับสองอย่างเป็นทางการเมื่อสามเดือนก่อน แน่นอนว่าชื่อเสียงที่เคยมีอยู่แล้วเล็กน้อยก็เพิ่มพูนขึ้นอย่างมาก จนไม่ว่าใครก็รู้จักชายหนุ่มไร้แซ่ที่ชื่อเทียนคงยิ่งชาวเมืองประกายเงินที่อาศัยอยู่รอบ ๆโรงหลอมอาวุธด้วยแล้วความนับถือต่อชายหนุ่มอายุน้อยผู้นี้ก็มากขึ้นเป็นทวีคูณเพราะไม่เพียงเป็นผู้ช่วยชีวิตยังเป็นผู้ที่ทำให้ชีวิตความเป็นอยู่ของพวกเขาดีขึ้นอย่างหลังมือเป็นหน้ามือ
เมื่อได้รับการนับถือจากชาวเมืองเป็นจำนวนมากจนเรียกได้ว่ามากกว่าตัวเจ้าเมืองประกายเงินอย่างหวังต้าเจิงเสียด้วยซ้ำไปเพื่อไม่ให้เรื่องนี้เสียประโยชน์หรือผ่านไปเฉย ๆเซียนอินได้ปรึกษากับบิดาของนางหวังต้าเจิงแต่งตั้งให้เทียนคงรับตำแหน่งผู้ตรวจการของเมืองประกายเงินซึ่งเป็นรองเพียงแค่เจ้าเมืองหวังต้าเจิง และรองเจ้าเมืองหวังเซียนอินสองคนเท่านั้น
การแต่งตั้งนี้เป็นการแต่งตั้งโดยตรงจากเจ้าเมือง โดยไม่ต้องผ่านการทดสอบและสำเร็จการศึกษาแต่ถึงจะเป็นการแต่งตั้งโดยตรง ก็จำเป็นจะต้องผ่านมติเห็นชอบจากราชการที่ประจำการอยู่ที่เมืองด้วย
ซึ่งผลการลงความเห็นเป็นเอกฉันท์โดยไม่มีราชการคนใดโต้แย้งแม้แต่คนเดียวแม้ในใจของราชการบางคนจะเกิดความริษยาอยู่ข้างในและไม่ยอมรับก็ตามแต่ใครจะกล้าแย้งล่ะ ในเมื่อชายหนุ่มคนนี้มากความสามารถขนาดนั้นคุณประโยชน์ที่เขาสร้างให้บ้านเมืองก็มากพอ และหาข้อบกพร่องไม่ได้เลยนอกจากการที่เขาเป็นเด็กกำพร้าไร้ซึ่งต้นตระกูลซึ่งก็ไม่สามารถนำข้อนี้มาเป็นประเด็นโต้แย้งได้อย่างแน่นอน
ดังนั้นแล้วนอกจากตำแหน่งนายช่างใหญ่แห่งโรงหลอมอาวุธรับหน้าที่ดูแลการทำงานของโรงหลอมอาวุธแล้วเทียนคงจึงต้องรับหน้าที่ในการจัดการงานต่าง ๆของเมืองประกายเงินด้วย ซึ่งมันก็สร้างความปวดหัวให้กับเทียนคงไม่น้อยและกินเวลาชีวิตประจำวันของเขาไปหลายส่วน จนไม่มีเวลาดูแลโครงการลับของเขาด้วยตัวเอง
แต่ก็ยังโชคดีที่แอนดรอยด์ของเขาอย่างเอวันและลูกน้องรุ่นบีสามารถดำเนินโครงการต่อไปได้อย่างยอดเยี่ยมแม้จะไม่ได้รับการแนะนำจากเทียนคงอยู่บ่อย ๆเช่นเคยก็ตามโดยที่เทียนคงในตอนนี้ยังไม่รู้ตัว ว่าการที่แอนดรอยด์ของเขาสามารถดำเนินการต่างๆได้อย่างที่ใจเขาต้องการนั้น มันมาจากสิ่งที่มีติดตัวเขามาตั้งแต่เกิด
ส่วนเซียนอินก็วุ่นวายไม่น้อยไปกว่าเทียนคง แถมยังดูจะวุ่นมากกว่าเทียนคงเสียอีกทั้งสองคนจึงไม่ค่อยมีเวลาได้พูดคุยและใช้เวลาร่วมกันเหมือนแต่ก่อนแต่แม้จะไม่ได้เจอหน้ากันโดยตรง ก็เหมือนจะไม่เป็นไร เพราะเทียนคงได้สร้างอุปกรณ์พิเศษให้เซียนอินโดยเฉพาะเป็นอุปกรณ์ฉายภาพโฮโลแกรมเสมือนจริง ที่แทบแยกไม่ออกว่าเป็นภาพเสมือนโดยมันเป็นอุปกรณ์ขนาดเล็ก ติดตั้งเข้าไปในข้อมือของเซียนอินและจะฉายภาพเทียนคงในมุมสูงเมื่อเทียนคงเปิดการใช้งานร่วมด้วยเซียนอินและเทียนคงจึงสามารถเห็นภาพปัจจุบันของกันและกันได้ตามต้องการ
ด้านวิคทอเรียและสองพี่ชายได้รับข้อมูลลับจากเทียนคงเรื่องที่ทัพสัตว์อสูรถูกนำโดยมนุษย์สายเลือดอสูรแล้วและแน่นอนว่าจากภาพที่เทียนคงเปิดให้เธอและเขาดู ก็สามารถระบุตัวตนของคนที่นำทัพเหล่านั้นได้ทันทีว่าเป็นใครมาจากไหนของเผ่า อย่างเช่นมนุษย์อสูรวานรที่เทียนคงได้เห็นกับตาตอนนั้นคือหนึ่งในนักรบของเผ่า โดยอยู่ใต้สังกัดของผู้อาวุโส 7ที่เป็นหนึ่งในแกนนำของฝั่งที่ต้องการยกเลิกสัญญาระหว่างเผ่าพันธุ์
ซึ่งก็ไม่แปลกอะไรที่จะเห็นฝั่งที่ต้องการยกเลิกสัญญา เป็นคนนำทัพสัตว์อสูรนี้แต่เพราะว่าผู้ที่นำทัพสัตว์อสูรมาไม่ได้มีแค่นักรบฝั่งที่ต้องการยกเลิกสัญญาเท่านั้นแต่มีนักรบจากฝั่งที่ไม่ต้องการยกเลิกสัญญาด้วย นี่มันหมายความว่าอย่างไรกันจากสิ่งที่เห็น ทำให้วิคทอเรียและสองพี่ชาย คิดไปในทางเดียวกันว่าท่านเจ้าของพวกเขาได้ตัดสินใจเด็ดขาดแล้ว ว่าจะทำการยกเลิกสัญญา ดังนั้นแล้วนี่จึงเป็นการออกคำสั่งให้นำทัพมาของท่านเจ้าโดยตรงนักรบเหล่านั้นจึงต้องมาแม้จะไม่เต็มใจมาก็ตาม
เรื่องการนำทัพมาครั้งนี้ของมนุษย์สายเลือดอสูรเป็นเพียงหนึ่งในเรื่องที่วิคทอเรียและสองพี่น้องไม่เข้าใจยังมีอีกหลายเรื่องที่กำลังอยู่ระหว่างการหาคำตอบจากเทียนคงเพราะพวกเขาเองไม่มีความสามารถมากพอ ที่จะหาได้ด้วยตัวเองลำพังแค่อาศัยอยู่ที่เขตโรงหลอมอาวุธนี้โดยไม่ให้ผู้คนจับได้ก็ยากเกินพอแล้ว
สามเดือนที่ผ่านมาจากวันแรกที่ทัพสัตว์อสูรบุกโจมตีฉับพลัน ก็มีการบุกมาอย่างต่อเนื่อง เดือนละสองถึงสามครั้ง แม้จะไม่สามารถสร้างความเสียหายอย่างหนักได้เหมือนครั้งแรกแต่ด้วยความต่อเนื่อง เมื่อรวมความเสียหายเข้าด้วยกันแล้ว มันก็ไม่น้อย จนไม่สามารถชะล่าใจได้เลยแม้แต่น้อย
สังกัดใหม่ๆถูกก่อตั้งขึ้นมาหลายสังกัด เพื่อให้ง่ายต่อการจัดการ และเป็นการกระจายอำนาจไม่ให้เจ้าเมืองมีกองกำลังทหารมากเกินไปเพราะใครเล่าจะรู้ได้ว่า คนเมื่อมีอำนาจมากพอ จะไม่คิดขึ้นครองอำนาจที่มากกว่าเดิม
แม้จะอยู่ในช่วงเวลาที่ยากลำบากแต่ก็ใช่ว่าทุกคน ทุกตระกูลจะเดือดร้อนเพราะการโจมตีของสัตว์อสูร เพราะมีผู้เสียผลประโยชน์ย่อมต้องมีผู้ได้และหนึ่งในตระกูลที่ได้ผลประโยชน์ ก็คือตระกูลที่ทำการค้าเกี่ยวกับอาวุธและชุดเกราะ
ซึ่งเดิมทีตระกูลเหล่านี้ก็ถือได้ว่าเป็นตระกูลระดับกลางค่อนไปทางสูงเสียส่วนใหญ่อยู่แล้วพอได้รับผลประโยชน์มากขึ้นแบบนี้ หลายตระกูล ก็สามารถขยับขยายกลายเป็นตระกูลใหญ่ได้อย่างเต็มตัวเช่นตระกูลหลิวแห่งเมืองเพชฌฆาตอสูร ที่ดูจะได้รับผลประโยชน์ในครั้งนี้มากกว่าตระกูลการค้าอาวุธอื่นๆ เพราะพวกเขาเพิ่งได้รับชัยชนะในการประลองอาวุธไป
แน่นอนว่าลูกค้าส่วนใหญ่ย่อมต้องเลือกซื้ออาวุธจากช่างอันดับหนึ่งอยู่แล้ว จึงไม่แปลกที่ตระกูลหลิวจะสามารถทำกำไรจากวิกฤตในครั้งนี้ได้อย่างเป็นกอบเป็นกำแซงหน้าคู่แข่งอย่างตระกูลเกาไปไกลโข จนตอนนี้ไม่สามารถเรียกตระกูลเกาว่าเป็นคู่แข่งได้อีกแล้วสร้างความโกรธแค้นชิงชังให้กับผู้คนตระกูลเกาอย่างมาก และสิ่งที่ตามมาก็คือการวางแผนชั่วของคนที่ไม่สามารถยินดีให้กับผู้คนได้
กลุ่มผู้ที่ได้รับผลประโยชน์น้อยกว่าและมีความริษยาอยู่ในใจ ได้รวมตัวกันลับ ๆ โดยมีจุดประสงค์ร่วมกัน คือการทำลายชื่อเสียงของตระกูลหลิวพวกเขาสร้างข่าวเท็จเกี่ยวกับอาวุธของตระกูลหลิว โดยเริ่มจากเรื่องอาวุธที่ไม่ได้มาตรฐานและทำให้ผู้ใช้ถึงกับพลาดท่าเสียชีวิตในการต่อสู้กับสัตว์อสูร
ข่าวลือพวกนี้เริ่มหนาหูขึ้นเรื่อยๆ จนกระทั่งวันหนึ่ง มีบันทึกของเพทาย ที่สามารถบันทึกเหตุการณ์ที่นักรบระดับเชี่ยวชาญขั้นหนึ่งคนหนึ่งได้ใช้ดาบที่ตีขึ้นจากตระกูลหลิว ต่อสู้กับสัตว์อสูรที่มีพลังระดับเทียบเท่ากัน แต่เขาได้พลาดท่าบาดเจ็บหนักจากดาบที่หักสะบัดลงจากการปะทะกับกรงเล็บของสัตว์อสูร
ทั้งๆที่ดาบที่ใช้เป็นถึงอาวุธระดับสี่ แม้ขั้นจะต่ำแต่เมื่อระดับอาวุธกับระดับพลังของสัตว์อสูรเท่ากันแล้วจึงเป็นไปไม่ได้เลยที่สัตว์อสูรจะสามารถหักดาบเล่มนี้ได้ ดังนั้นแล้ว สิ่งที่ทำให้ดาบหักจึงเป็นผลจากการตีอาวุธที่ผิดพลาดเท่านั้น และนั่นคือสิ่งที่คนทั่วไปคิด ที่ผู้อยู่เบื้องหลังจงใจทำให้มันเป็นแบบนั้นและดูเหมือนว่าพวกเขาจะทำสำเร็จในครั้งนี้
ภาพดาบหักในมือของนักรบคนนั้นกระจายไปอย่างรวดเร็วและเกิดผลกระทบกับการค้าของตระกูลหลิวในที่สุด สร้างความปวดหัวให้กับหัวหน้าตระกูลหลิวอย่างมากและด้วยการค้าที่เติบโตอย่างรวดเร็ว ทำให้เขาใช้จ่ายเงินทุนของตระกูลไปกว่า 7 ใน10 ส่วน และกู้ยืมอาอีกหลายส่วน เพื่อกักตุนทรัพยากรในการตีอาวุธ ให้เพียงพอต่อยอดการสั่งจองอาวุธ
แต่พอเกิดเรื่องที่ว่านี้ขึ้นยอดสั่งจองถูกยกเลิกไปกว่าครึ่งแม้กระทั่งอาวุธที่ตีเสร็จแล้วยังไม่วายถูกยกเลิกไปด้วย แม้จะได้ค่ามัดจำสินค้าแต่นั่นมันก็ไม่ได้เสี้ยวของต้นทุนที่ลงไปเลยสักนิด ทำให้ตอนนี้ตระกูลหลิวต้องเผชิญกับวิกฤตต่อการล้มละลายทางการค้าหากไม่สามารถชำระหนิ้สินที่กู้ยืมมาได้ทันกำหนด
เมื่อผู้นำตระกูลไม่สามารถแก้ปัญหานี้ได้ความเชื่อมั่นต่อผู้นำของคนในตระกูลก็ระส่ำระส่ายบางส่วนถึงกับขอตัดขาดความสัมพันธ์ เพื่อชิงหนีหายนะที่กำลังจะเกิดขึ้นในอนาคต และเมื่อมีคนเริ่มย่อมมีคนตาม จากตระกูลขนาดใหญ่ที่เพิ่งจะเป็นได้ไม่ถึงเดือน กลับกลายเป็นตระกูลขนาดกลางเหมือนเดิมและอีกไม่กี่วันหลังจากนั้น ก็ไม่สามารถคงสถานะตระกูลระดับกลางได้อีกต่อไปจนกลายเป็นตระกูลขนาดเล็กในที่สุด
“ท่านพี่ข้าว่าเราต้องขอความช่วยเหลือจากสหายคนนั้นของพี่แล้วล่ะ” หลิวซี เอ่ยปากด้วยสีหน้าหมองหม่นโดยมีชายวัยกลางคนคนเดิมยืนอยู่ด้านข้างไม่ไกลนัก
“.......”หลิวเย่อิ๋ง ไม่ตอบคำใด ๆ โดยนั่งอยู่ในห้องทำงานของตัวเอง ด้วยสภาพดูแทบไม่ได้ ใบหน้าซูบโทรมผิวพรรณหมองคล้ำ จากการอดหลับอดนอนและทำงานไม่หยุด
“ท่านพี่.... หากเราไม่ทำอะไรสักอย่าง ตระกูลเราล่มสลาย ......” เห็นพี่สาวไม่ตอบคำหลิวซีก็ยิ่งกระวนกระวายใจ แล้วพยายามพูดหว่านล้อมอีกครั้ง แต่เขายังพูดไม่ทันจบเสียงเคาะประตูก็ดังขึ้น แล้วตามด้วยเสียงบ่าวรับใช้นางหนึ่งว่า “เรียนคุณหนู ...คะ คุณชายเฉิน มาขอพบคุณหนูอีกแล้วเจ้าค่ะ”
“บอกเขาว่าข้าไม่ขาย” เย่อิ๋งพูดตอบด้วยน้ำเสียงแหบแห้ง
“คือว่า.... คุณชายเฉินบอกว่าเขายินดีจะให้ราคามากขึ้นจากครั้งก่อน สะ สิบเท่าเจ้าค่ะ” หลิวซีที่ฟังอยู่ด้วยตาโตด้วยความตกใจ รีบหันหน้าไปหาพี่สาวด้วยความตื่นเต้น เพราะแค่ราคาเดิมที่เสนอให้มาครั้งก่อนก็มากพอจะช่วยค่าใช้จ่ายของตระกูลไปหลายเดือนแล้ว หากได้สิบเท่าแล้วล่ะก็ คงจะสามารถฟื้นฟูการค้าได้มาในระดับหนึ่งเลยหลิวซีจึงรอคอยคำตอบของพี่สาวด้วยความคาดหวังว่านางจะเห็นตระกูลสำคัญกว่าดาบเล่มหนึ่ง
แต่สิ่งที่ได้ยินมันไม่เป็นอย่างที่หวัง เพราะเย่อิ๋งตอบออกไปคำเดียวโดยไม่เสียเวลาคิดเลยสักนิดว่า
“ข้าเคยบอกเจ้าแล้วไม่ใช่หรือว่าไม่ว่าใครจะเสนอสิ่งใด ข้าก็ไม่ขาย” สาวรับใช้หน้าซีดในทันใด เพราะนางมีหรือจะไม่ทราบสถานการณ์ของตระกูลหลิวจึงเอ่ยปากออกไปโดยไม่ทันคิด เมื่อเห็นว่าเย่อิ๋งไม่พอใจจึงรีบขออภัยแล้วออกจากห้องไป
“ท่านพี่ท่านเป็นบ้าไปแล้วหรือไง ข้าขอให้พี่ขอความช่วยเหลือจากเขา พี่ก็ไม่ทำตอนนี้โอกาสในการฟื้นฟูตระกูลก็มาแล้ว ท่านก็ยังไม่คิดรับไว้อีก นี่ท่านไม่เห็นพวกเราอยู่ในสายตาเลยงั้นหรือ...”
“....”เย่อิ๋งยังคงไม่ตอบคำน้องชาย แล้วก้มหน้าก้มตาตรวจสอบเอกสารตรงหน้าต่อไป
“บัดซบ.... ข้าไม่สนด้วยแล้ว หากตระกูลหลิวล่มสลาย ก็รู้ไว้ด้วยว่ามันเป็นเพราะทะ ..... วูบบบบบบ... เพี๊ยะ .... อ๊ากกกกกก”
หลิวซีโวยวายต่อไม่หยุดเมื่อพี่สาวไม่สนใจเขาเลยสักนิด ถึงกับสบถคำหยาบคายและหมายจะด่าทอเย่อิ๋งแต่แล้วสายลมวูบหนึ่งก็พัดผ่านเข้ามาในห้อง ตามมาด้วยเสียงฝ่ามือกระทบใบหน้าที่ทำให้หลิวซีกระเด็นไปไกลหลายเมตร แม้จะมีชายวัยกลางคนผู้ติดตามหลิวซีรับไว้แล้วก็ตาม
“นี่ตระกูลของข้าตกต่ำจนผลิตลูกหลานเลวทรามแบบนี้ออกมาได้แล้วงั้นหรือช่างน่าผิดหวังเสียจริง ...”
“จะเจ้าเป็นใคร บังอาจนัก กล้าบุกเข้ามาในเรือนของตระกูลข้าเลยงั้น ... อุ๊ปปปปปอื้มมม ...” หลิวซีที่เดือดดาลจากการถูกตบหน้าจนเลือดกบปาก ชี้นิ้วไปที่บุคคลผู้มาใหม่นี้แล้วกำลังจะต่อว่า โดยไม่ได้สังเกตุเลยสักนิดว่าผู้มาเยือนนี้เป็นใคร แต่ก็ยังดีที่ได้ผู้ติดตามปิดปากไว้ได้ก่อนที่จะพูดอะไรไปมากกว่านี้ ก่อนที่ผู้ติดตามจะรีบพูดแทรกขึ้นมาว่า “คารวะ อาวุโสสามโปรดท่านอย่าถือสาคุณชายเลย เขายังเด็กอยู่ อาจจะวู่วามไปบ้าง โปรดท่านให้อภัยคุณชายด้วย"
“เหอะ... ยังเด็กงั้นหรือ โตเป็นควายขนาดนี้แล้ว ... วูบบบบบบ เพี๊ยะ ๆ ... โครมมมมม”
“อึกกกก... อ้ากกกกกกก” หลิวซีกับผู้ติดตามโดนตบไปอีกคนละหนึ่งที จนลอยออกไปนอกหน้าต่าง จากนั้นเสียงของชายชราก็ตามไปว่า
“ไปบอก หงชิง ด้วยว่าให้อบรมลูกหลานให้มันดีกว่านี้หน่อย ... แล้วก็ไสหัวไปได้แล้ว”ผู้ติดตามวัยกลางคนไม่รีรอสิ่งใดอีกรีบคารวะเพื่อกล่าวลา แล้วแบกหลิวซีที่หมดสติจากฝ่ามือที่สองนี้จากไปอย่างรวดเร็ว
“ท่านอาสาม.... ฮือออออ ท่านอา .... ขะ ข้าควรจะทำอย่างไรดี”
เมื่อเหลือแต่เพียงอาวุโสสามเย่อิ๋ง ก็ปลดปล่อยอารมณ์ที่เก็บซ่อนไว้ออกมาจนหมด โผเข้ากอดชายชราแน่นแล้วร่ำไห้ออกมาอย่างหนัก....