ข้าคือราชันย์สัตว์ป่า (我是百獸之王)

    บทที่ 6 โพรงปริศนา

            ‘ชิงชิงน้อยเด็กดี ปีใหม่นี้พี่ส่งขนมมาให้เจ้า ยังมีผ้าอีกหลายพับปีใหม่แล้วชิงชิงน้อยต้องแต่งตัวให้งดงามหน่อย อย่าเอาแต่เที่ยวเล่นในป่าจากพี่ลี่หยางของเจ้า’ ชิงชิงอ่านจดหมายในมือด้วยรอยยิ้ม

            กาลเวลาผ่านมาถึงสองปีแล้วจากการบังเอิญเจอกันในวันนั้นนับแต่นั้นแม้ไม่ได้เจอหน้ากันอีกเลยแต่พี่ลี่หยางก็ขยันส่งของขวัญเล็ก ๆ น้อย ๆพร้อมจดหมายมาให้นางอยู่เสมอ

            “คนเก็บสมุนไพรของลูกคนนี้ส่งของมาให้พวกเราบ่อยเกินไปหรือไม่?” คนที่เอ่ยปากถามขึ้นมาคือท่านพ่อที่แสนดีของชิงชิงมือหยาบกร้านจากการทำงานหยิบผ้าเนื้อดีออกมาดูทีละชิ้นดูให้แน่ใจว่าชิ้นไหนเหมาะลูกสาว

            พี่ลี่หยางส่งผ้ามาให้หีบใหญ่ตั้งแต่ครั้งแรกที่ ‘คนส่งของ’ เอาขนมมาส่งให้ชิงชิงนับจากนั้นของที่ส่งมาให้ก็ไม่ได้มีสำหรับคนเดียวอีกเลยชิงชิงเดาว่าเขาคงรู้แล้วว่าที่บ้านนางมีกันกี่คนจากนั้นจึงส่งของมาให้ทุกคนอย่างเหมาะสม

            ก่อนหน้านี้ชิงชิงเคยปฏิเสธน้ำใจของพี่ลี่หยางไปหลายครั้งผ่านทางจดหมายแต่พี่ชายที่บังเอิญเจอกันคนนี้ก็ทำเป็นมองไม่เห็นทุกครั้งยังคงดื้อดึงส่งของขวัญมาให้นางอย่างสม่ำเสมอความใจดีของเขาทำให้ชิงชิงรู้สึกสนิทใจมากขึ้น วาสนาทำให้คนพบพานก็จริงอยู่แต่การรักษาความสัมพันธ์เป็นเรื่องที่พวกเขาต้องทำด้วยตัวเอง ‘เมื่อได้รับมาก็ควรจะคืนกลับไป’นี่เป็นหลักการฟ้าดิน พี่ลี่หยางส่งของขวัญมาให้ชิงชิงเองก็ส่งหนังสัตว์สวย ๆ กลับไปให้พี่ลี่หยางเช่นกัน

            ตอนนี้เจ้าเสี่ยวหูโตขึ้นแล้วมันสูงเท่าเอวเด็กสิบขวบอย่างชิงชิง ฝีมือการออกล่าสัตว์ของมันจัดอยู่ในระดับดีมากเสี่ยวหู่สามารถวิ่งได้เร็วชนิดที่มองตามแทบไม่ทันพอเข้าป่ามันยิ่งเป็นเหมือนปลาได้น้ำวิ่งไปทางโน้นทีทางนี้ทีก็สามารถคาบสัตว์มาให้ชิงชิงได้แล้ว แถมเหยื่อผู้โชคร้ายมีแผลแค่เพียงตรงหลอดลมเท่านั้นดังนั้นหนังของสัตว์เหล่านี้จึงสมบูรณ์มากเมื่อรวมกับฝีมือการฟอกหนังของท่านพ่อแล้วบ้านของชิงชิงจึงมีรายได้จากการขายหนังสัตว์เพิ่มมาอีกอย่างกลายสภาพเป็นบ้านที่มีฐานะดีที่สุดในหมู่บ้าน

            “แม่จัดการห่อหนังจิ้งจอกแดงเอาไว้ให้แล้ว ลูกจะส่งอะไรไปเพิ่มอีกหรือเปล่า”ไป๋ฮวารับหน้าที่ดูแลรับรองแขกรวมถึงจัดเตรียมของให้เขาเอากลับไปด้วยถามขึ้นมาบ้าง

            “หลายวันก่อนเสี่ยวหู่ล่าลูกกวางมาได้ ข้าเห็นท่านพ่อฟอกหนังเสร็จแล้วเราส่งอันนั้นให้พี่ลี่หยางด้วยเถอะท่านแม่ หนังลูกกวางเอาไปทำกระเป๋าได้” ท่านแม่พยักหน้าพูดว่าก็ดีคำหนึ่งแล้วเดินออกไปจัดการชิงชิงพับจดหมายที่พึ่งเขียนอย่างประณีต ยัดมันใส่ซองเรียบร้อยก็เดินออกไปด้านนอก

            “ข้าฝากของพวกนี้ให้พี่ลี่หยางด้วยนะเจ้าคะท่านลุง” คนที่มาส่งของเป็นชายสูงอายุชื่อคำเดียวว่าหยวนครั้งแรกที่มาถึงเขานอบน้อมต่อชิงชิงเหมือนเห็นนางเป็นบรรพบุรุษยังดีที่ผ่านไปสองปีนางก็สามารถละลายพฤติกรรมเขาจนสนิทสนมกันขึ้นมาได้บ้าง

            “ข้าน้อยจะส่งให้ถึงมือนายท่านขอรับคุณหนูชิงชิง” สำหรับชายสูงวัยที่เป็นคนสนิทของท่านเจ้าสำนักงานพวกนี้จัดเป็นงานไร้สาระในสายตาของคนอื่น แต่หยวนรู้ว่านายท่านให้ความสำคัญกับคุณหนูชิงชิงคนนี้มากเขาจึงไม่กล้าละเลยตลอดสองปีนี้นายท่านเก็บตัวปรุงยามาตลอดกระนั้นก็ยังสละเวลาสั่งให้ส่งของมาถึงที่นี่ทุกครั้งที่ได้รับคำสั่งหยวนเลยมาด้วยตัวเองทุกครั้ง

            ส่งท่านลุงหยวนกลับไปแล้วบ้านของชิงชิงจึงกลับมาสงบอีกครั้ง ช่วงปีใหม่ของแคว้นอู๋อากาศค่อนข้างหนาวพื้นที่โดยรอบจึงยังคงมีน้ำแข็งปกคลุม ตอนนี้ที่บ้านมีแค่พวกนางสามคนพ่อแม่ลูกเจ้าเสี่ยวหู่เข้าป่าไปตั้งแต่เมื่อวานจนวันนี้มันก็ยังไม่กลับมาไม่รู้ว่าไปเที่ยวเล่นอยู่ตรงไหนแล้ว พอโตขึ้นเสี่ยวหู่ก็ไม่ต้องรอเนื้อจากเจ้าของอย่างนางอีกมันวิ่งเข้าป่าไปจัดการปากท้องของตัวเองทุกครั้งที่หิวอย่างไรมันก็รู้จักเอาตัวรอดชิงชิงจึงไม่ต้องห่วงอะไร

            “ชิงชิงอย่ายืนอยู่ข้างนอกนาน ๆ เข้าบ้านมาเลือกผ้าเถอะ” ท่านแม่เปิดประตูออกมาเรียกชิงชิงด้วยเสียงที่เข้มงวดแน่นอนว่านางก็ไม่กล้าชักช้า หาไม่อาจจะต้องหูยานไปอีกสามวันเด็กน้อยวิ่งซอยเท้าเข้าบ้านอย่างรวดเร็ว

            “เอาผืนที่ไม่สะดุดตาก็พอเจ้าคะ ใส่สวยเกินไปเข้าป่าก็ขาดหมด” ชิงชิงรู้ว่านางเป็นลิงทโมนโจนไพร ใส่เสื้อผ้าสวยงามเกินไปก็ไร้ประโยชน์ถูกกิ่งไม้เกี่ยวเขาหน่อยก็ขาดหมดแล้ว

            “เป็นผู้หญิงแทนที่จะหัดทำกับข้าวเย็บปักถักร้อยวันวันลูกเอาแต่วิ่งเข้าป่าเห็นหัวไม่เห็นหางอีกไม่กี่ปีเมื่อโตขึ้นคิดบ้างหรือไม่ว่าจะทำยังไงกับชีวิตวันหน้าคงไม่มีใครกล้ามาขอลูกแล้ว...” เด็กน้อยแอบถอนหายใจอย่างไร้เสียงไม่เข้าใจสักนิดว่าท่านแม่ที่อายุแค่ยี่สิบกว่า ๆ ทำไมถึงได้ขี้บ่นนัก

            สองคนพ่อลูกปิดปากเงียบไม่กล้าส่งเสียงใครจะโง่เอาเรือไปขวางทางน้ำเชี่ยวกันละ ปล่อยให้ท่านแม่บ่นให้พอก่อนเถอะจากนั้นค่อยว่ากันอีกที...

             

            เช้าวันต่อมาชิงชิงตื่นขึ้นมาพร้อมกับการโอบกอดขนสัตว์นุ่มนิ่มเอาไว้เจ้าเสือตัวยุ่งนี่กลับมาตั้งแต่เมื่อไหร่ไม่รู้ เด็กน้อยเดินเตาะแตะไปเปิดประตูโชคดีที่เมื่อคืนนางไม่ได้ลงกลอนไม่อย่างนั้นเสี่ยวหู่ต้องเข้ามาไม่ได้แล้วนอนหนาวอยู่ข้างนอกแน่ชิงชิงขอแยกห้องกับพ่อแม่ตั้งแต่อายุได้แค่ห้าขวบ เหตุผลง่ายมากท่านแม่ตื่นโคตรเช้าและตัวนางก็รู้สึกตัวเร็ว ถ้าไม่อยากต้องสะดุ้งตื่นขึ้นมาก็มีแต่ต้องแยกห้องนอนเท่านั้น

            เจ้าเสือน้อยเห็นเจ้านายอย่างนางเดินออกไปล้างหน้าล้างตาตัวมันจึงงัวเงียเดินตามออกไปเช่นกันรอจนนางจัดการตัวเองเสร็จมันถึงปฏิบัติการแสดงความต้องการของตัวเอง

            “มีอะไรเสี่ยวหู่” ชิงชิงถูกเจ้าเสือแรงเยอะดึงชายเสื้อจนหน้าเกือบทิ่มพอทรงตัวได้ก็หันมาถามเจ้าเด็กดื้อ

            เสี่ยวหู่ไม่ได้ตอบอะไรมันเดินไปทางประตูใหญ่ของบ้านแล้วหันกลับมามองนางเหมือนอยากให้ตามออกไปเพราะอยู่ด้วยกันมานานชิงชิงจึงรู้ทันทีว่าเข้าป่าครั้งนี้เสี่ยวหู่คงไปเจออะไรที่น่าสนใจแน่แล้ว

            “ท่านพ่อข้าเข้าป่านะเจ้าคะ” เด็กหญิงเลือกวิ่งไปบอกคนที่ตามใจนางมากที่สุดแล้วทำตัวเลือดเย็นทิ้งให้ท่านพ่อไปบอกกับท่านแม่ทีหลังนี่เป็นระบบป้องกันตัวอัตโนมัติที่นางทำจนชินแล้วทำไงได้ก็เข้าทางท่านพ่อมันง่ายกว่านี่นาจากนั้นก็หยิบอุปกรณ์เดินป่าให้พร้อมแล้ววิ่งออกจากบ้านไปทันที

            หลายปีมานี้เพื่อทำแผนที่ผืนใหญ่ชิงชิงกับเสี่ยวหู่เข้าป่ากันแทบทุกวัน ยกเว้นก็แค่วันที่อากาศไม่อำนวยจริง ๆเท่านั้นด้วยความพยายามระดับนี้แผนที่ในมือนางจึงสามารถบอกรายละเอียดสภาพโดยรอยของป่าได้อย่างละเอียดในระยะสี่ลี้(ประมาณ 2 กิโลเมตร)จากนั้นลึกเข้าไปอีกประมาณหกลี้ (ประมาณ 3 กิโลเมตร)ก็เป็นแผนที่คร่าว ๆ

            ทั้งที่เข้าป่าบ่อยพอๆ กับบ้านแบบนี้กระนั้นชิงชิงก็ยังไม่เคยเจอเจ้าสัตว์ประหลาดแบบที่ท่านพ่อเคยบอกแม้แต่ตัวเดียวไม่รู้ว่าต้องเข้าป่าไปลึกขนาดไหนถึงจะเจออะไรอย่างที่ว่านั้นความปลอดภัยเป็นเรื่องดีก็จริงอยู่ แต่ในชีวิตที่สองนี้ชิงชิงอยากได้ความท้าทายใหม่ ๆ มากกว่า

            พูดก็พูดเถอะชาติที่แล้วต้องเรียนหนังสืออยู่ยี่สิบกว่าปี เรียนจบยังต้องทำงานต่อในทันทีอีกการเป็นดุจดารานั้นเรียกว่าก้มหน้าเจอหนังสือ พอเงยหน้าขึ้นมาก็เจอกับกองเอกสารชีวิตที่น่าเบื่อแบบนั้นแค่ครั้งเดียวก็เกินพอแล้วเมื่อได้มาเป็นชิงชิงในตอนนี้บวกกับความแฟนตาซีของโลกใหม่อย่างไรก็ต้องใช้ให้คุ้มค่าหน่อย

            “อีกไกลไหมเสี่ยวหู่?” ขณะที่เท้าก็เดินตามเจ้าเสือน้อยมือคอยปัดป้องต้นไม้ใบหญ้า ชิงชิงก็ใช้สายตาตัวเองจดจำสิ่งรอบตัวไปด้วยตอนนี้นางเดินเข้ามาไกลและลึกกว่าทุกครั้งที่เคยมาถ้าเจ้าเสืออ้วนนี่ไม่แสดงท่าทางตื่นเต้นขนาดนั้น ชิงชิงคงไม่ยอมมาไกลขนาดนี้

            เสี่ยวหู่รับรู้ความกังวลของผู้เป็นนายมันหันหลังย้อนกลับไปเดินเคียงข้างนางอย่างรู้ความ ‘นายท่านอดทนหน่อย อีกนิดเดียวก็ถึงแล้ว’

            ป่าด้านหน้าทึบขึ้นเรื่อยๆ สองสหายต่างสายพันธุ์ยังคงเดินต่ออย่างไม่ลดละดูจากท้องฟ้าชิงชิงก็รู้แล้วว่าวันนี้นางอาจกลับถึงบ้านตอนมืดค่ำและน่าจะต้องฟังท่านแม่เทศนาไปอีกหลายวัน ทั้งที่ตัดใจกลับตอนนี้ยังทันแต่ไม่รู้อะไรดลใจให้นางยังคงเดินต่อไปข้างหน้า

            เวลาผ่านไปนานแค่ไหนไม่อาจรู้เพราะเงยหน้าขึ้นมองก็ไม่เห็นท้องฟ้าอีกแล้ว ต้นไม้ในป่าลึกสูงยิ่งกว่าตึกสามชั้นใบไม้ที่ปกคลุมซ้อนกันจนแสงแทบส่องไม่ถึงพื้นล่างเด็กหญิงมองไปรอบตัวอย่างอดระแวงไม่ได้ทั้งทั้งที่หมู่บ้านติงชุนยังหนาวเย็นขนาดนั้น ห่างออกมาไม่ไกลเท่าไหร่อย่างป่านี้เหล่าไม้สูงอายุก็ยังสามารถผลิใบเขียวชอุ่มอย่างน่ามหัศจรรย์ยิ่งกว่านั้นไม่รู้ว่าคิดไปเองหรือไม่ ชิงชิงรับรู้ได้ถึงความรู้สึกแปลก ๆบางอย่าง เหมือนมีอะไรไหลเวียนอยู่รอบตัว และกำลังพยายามจะบีบอัดนางให้แบนยิ่งเดิน ความรู้สึกนี้ยิ่งชัดเจน...

            จนเมื่อมาถึงจุดหนึ่งเสี่ยวหู่เหมือนทนความตื่นเต้นไม่ไหว เจ้าเสือน้อยจึงออกวิ่งนำหน้านางไปหลายก้าวกระโดดโลดเต้นวนอยู่ที่ต้นไม้ใหญ่ต้นหนึ่งเห็นท่าทางแบบนั้นของมันชิงชิงจะไม่ตื่นเต้นตามก็แปลกสองขาเล็กสั้นวิ่งตามไปในทางเดียวกัน

            ต้นไม้ที่ว่าใหญ่ขนาดไหนนะเหรอ? ก็ใหญ่มากกว่าสิบคนโอบแถมสูงกว่าต้นอื่นในบริเวณเดียวกันอยู่โข ไม่รู้ว่าด้วยความสูงใหญ่ขนาดนี้เจ้าต้นนี้จะมีอายุประมาณเท่าไหร่ อย่างน้อยก็คงต้องรุ่นทวดได้ที่สำคัญยิ่งกว่านั้นคือโคนของต้นไม้ยังมีโพรงไม่เล็กไม่ใหญ่อยู่ด้วย...

            ที่โคนของทวดต้นไม้มีโพรงขนาดไม่เล็กไม่ใหญ่เป็นโพรงที่เด็กอย่างชิงชิงสามารถลอดได้สบายแบบที่มีพื้นที่เหลืออีกกว้างแต่หากให้ท่านพ่อมาลอดลงไปคงต้องใช้ความพยายามมากพอสมควร

            พอเห็นนางเดินเข้ามาใกล้แล้วเจ้าเสี่ยวหู่ก็ไม่รอช้ามันยกเท้าขึ้นตบที่โพรงสองครั้งอย่างกระตือรือร้นจากนั้นก็ประเดิมด้วยการกระโดดลงไปอย่างห้าวหาญ ยังไม่ทันให้ชิงชิงเอ่ยปากห้ามเจ้าเสือตัวดีก็หายไปจากสายตาแล้ว

            “เสี่ยวหู่ เจ้าเด็กนี่ ใจกล้าจริง ๆ” เห็นมันโดดลงไปแบบนั้นแล้วชิงชิงก็เหนื่อยใจเจ้าเสือนี่เหมือนนางจนไม่รู้จะเหมือนยังไงโดยเฉพาะนิสัยอยากรู้อยากเห็นกับใจกล้าไม่กลัวตายนี่ เรียกว่าถอดแบบกันมาเลย

            เด็กหญิงชะโงกหน้ามองลงไปในโพรงอยู่หลายครั้งกระทั่งได้ยินเสียงคำรามเบา ๆ ของเสี่ยวหู่ ชิงชิงก็สูดลมหายใจเข้าหลายทีแล้วโดดตามลงไป

            โพรงของทวดต้นไม้ไม่ต่างอะไรกับสไลเดอร์ชิงชิงเลื่อนไถลลงมาด้วยความสูงประมาณเดียวกับโดดลงจากชั้นหนึ่ง ก้นน้อย ๆไถลงมาอย่างปลอดภัยจนเท้ากลับมาแตะพื้นอีกครั้ง เพียงยืนได้อย่างมั่นคงเสือสีทองที่แสนดื้อรั้นของนางก็หมอบรออยู่ก่อนแล้ว

            “ฮึ ยังดีที่รู้จักรอเจ้านายนะเจ้าตัวแสบ” พอโดนตำหนิเสือน้อยของนางก็เริ่มทำการเล่นละครแสดงท่าทีหงอยเหมือนหมาเหงาออกมา ทำตัวไม่สมกับเป็นลูกเสือนักล่าเลยสักนิดยิ่งเห็นแบบนั้นชิงชิงก็อดจะตบลงไปที่หัวของมันเบา ๆ ไม่ได้

            “ไม่ต้องมาเล่นละคร ดูแกสิ ไม่มีความเป็นเสือเอาซะเลย” พูดแค่นั้นชิงชิงก็ไม่สนใจมันอีกนางกวาดตาไปมาเพื่อสำรวจรอบด้านด้วยความอยากรู้อยากเห็น

            โพรงจากโคนต้นไม้นำชิงชิงลงมาสู่ถ้ำใต้ดินขนาดใหญ่รอบด้านล้วนเป็นดินที่แข็งตัวให้ความรู้สึกแน่นหนาด้านบนนอกจากดินแล้วยังมีรากฝอยของต้นไม้ระโยงระยางไปมาอีกด้วยนอกจากนี้พอลงมาใต้ดินแล้ว นางยิ่งรับรู้ได้ถึงมวลอากาศที่ไหลเวียนอยู่โดนรอบมันหนาแน่นยิ่งกว่าตอนแรกที่เข้าเขตป่าทึบ ขณะเดียวกันก็ให้ความรู้สึกปลอดภัยกว่าตอนที่อยู่ข้างนอกนั้นมีบางครั้งที่ชิงชิงหายใจไม่สะดวกเอาเสียเลย

            นางใช้มือปัดรากไม้ก่อนจะเดินไปด้านหน้าเพื่อสำรวจโดยรอบจนมาถึงที่มุมหนึ่งเมื่อสัมผัสกำแพงแล้วให้ความรู้สึกแตกต่างจากบริเวณอื่นพอลองเคาะดูเบา ๆ ก็ยิ่งมั่นใจมากว่าตรงจุดนี้กลวงแน่นอนด้านในต้องมีช่องหรืออะไรบางอย่างแน่ ฟังจากเสียงดูเหมือนจะเป็นช่องที่ใหญ่มากด้วย

            แน่นอนว่าเด็กขี้สงสัยคนหนึ่งย่อมไม่ปล่อยปริศนาทิ้งไว้โดยไม่ทำให้กระจ่างอยู่แล้วชิงชิงล้วงมือเข้าไปในย่ามควานหาอุปกรณ์เพียงครู่ก็กำเชือกออกมาเส้นหนึ่งเชือกนี้โดยปกติแล้วนางเอาไว้วางกับดักขนาดกลาง ดังนั้นมันหนาพอสมควรหลังจากก้มมองพื้นอยู่นานในที่สุดนางก็สามารถเลือกก้อนหินพอดีมือออกได้มือน้อยจัดการผูกมันเอาไว้กับปลายด้านหนึ่งของเชือกพอเหวี่ยงดูน้ำหนักแล้วเห็นว่าใช้ได้ก็ไม่รอช้าใช้แรงที่มีจัดการทุบกำแพงอย่างบ้าคลั่ง เอาละความแฟนตาซี...แม่มาแล้ว

            กำแพงดินแตกออกจากแรงกระทบของหินจากหนึ่งหลุมเป็นสองหลุม เพิ่มและขยายรอยร้าวออกไปเรื่อย ๆจนในที่สุดก็ทลายลงกับพื้นเผยให้เห็นสิ่งที่ใหญ่กว่าช่องที่นางคาดการณ์เอาไว้

            หลังจากกำแพงดินทะลายแล้วสิ่งที่ปรากฏสู่สายตาของชิงชิงไม่ใช่ช่องซ่อนสมบัติลึกลับแต่เป็นคือห้องดินขนาดใหญ่! ทำไมถึงเรียกว่าห้องน่ะเหรอ?ก็เพราะมันมีทุกสิ่งที่ทำให้เรียกว่าห้องไง! ตั้งแต่โต๊ะ ตู้ เตียงเครื่องเรือนไปจนถึงของประดับตกแต่งอย่างแจกันหยก เครื่องลายครามราคาสูงของพวกนี้วางเอาไว้อย่างมั่นคงในห้องดินแห่งนี้เด็กน้อยไม่รอช้าเดินเข้าไปดูด้านในทันที

            หลังเดินสำรวจไปหนึ่งรอบชิงชิงก็สามารถบอกได้เลยว่าที่นี่ไม่มีคนเข้ามานานมากแล้วทุกอย่างมีฝุ่นจับเกาะแน่นหนาจนจะเคลือบเป็นเนื้อเดียวแม้จะเก่าเก็บจนเกินบรรยายแต่เพียงดูด้วยตาก็รู้ว่าราคาของพวกมันไม่ได้เก่าเก็บไปด้วยทุกอย่างเป็นของเนื้อดีทั้งหมด ต้องเคยมีใครมาอาศัยอยู่ที่นี่แน่และคนคนนั้นต้องเป็นคนที่รวยมากด้วย คนรวยที่ลึกลับ...สุดยอดชะมัด

            เดิมชิงชิงคิดว่าหลังจากสำรวจจนพอใจแล้วนางจะวิ่งกลับบ้านให้ไวที่สุดแบบที่ต่อให้ขาดใจตายกลางทางก็ยังต้องคลานไปถึงบ้านให้ได้ทั้งหมดก็เพื่อไม่ให้ท่านแม่จุดธูปด่านางสามวันสามคืนไม่จบ

            เพียงแต่มันเป็นได้แค่ความคิดเท่านั้นในตอนที่นางจะกลับออกไปจากการบุกรุกที่ของคนอื่นนั้น เจ้าเสือตัวแสบกลับไปลากเอาหีบเก่ามาจากตรงไหนก็ไม่รู้แม้นางจะเป็นเด็กขี้สงสัย แต่การเปิดดูของของคนอื่นก็ออกจะเกินไปอยู่บ้างชิงชิงจึงปฏิเสธอย่างหนักแน่นแล้วทำท่าจะเดินออกไปคิดไม่ถึงว่าเสี่ยวหู่จะใช้ปากคาบชายเสื้อของนางเอาไว้พอหันไปดึงออกมันก็แสดงอาการประท้วงออกมาด้วยการนั่งลงไม่รู้ว่านางเลี้ยงเจ้าเสือนี่ดีเกินไปหรือไม่นางถึงไม่สามารถดึงชายเสื้อออกจากปากมันได้แม้จะออกแรงแค่ไหนก็ตามใช้แรงไม่ได้ชิงชิงจึงเปลี่ยนมาใช้ปากแทน

            “ปล่อยข้าเดี๋ยวนี้เลยเสี่ยวหู่ เย็นแล้วเจ้าเห็นหรือไม่ขามาใช้เวลาไปค่อนวัน หากเราไม่รีบกลับกันตั้งแต่ตอนนี้ท่านพ่อกับท่านแม่จะเป็นห่วง”เด็กหญิงอ้าปากเจรจากับเจ้าเสือตัวดีอย่างใจเย็นแต่ไม่ได้ปฏิกิริยาตอบรับใดกลับมา

            “เสี่ยวหู่ เจ้าอยากนอนฟังท่านแม่สั่งสอนสามวันไม่จบไม่สิ้นหรือยังไง”เจ้าเสือสีทองน่าตายของนางมีปฏิกิริยาตอบโต้กลับมาหลังจากประโยคนี้มันเปลี่ยนจากนั่งเป็นนอน...

            “เสี่ยวหู่เจ้าเลิกดื้อด้านเสียที!!” ชิงชิงที่ถูกดึงให้ลงมานั่งยองด้วยเริ่มขึ้นเสียงใส่เจ้าเสือดื้อจากนั้นไม่ว่านางจะด่าจะบ่นอย่างไรมันก็ไม่ขยับอีกเลยแถมยังปรายตามองนางที่พูดไม่หยุดอย่างดูแคลนอีกด้วย เหมือนกับจะพูดว่า ‘ท่านคิดว่าข้าพามาที่นี่ทำไม พาท่านมาเดินเล่น?’

            สุดท้ายเมื่อไม่สามารถเปลี่ยนใจเจ้าเสือเอาแต่ใจตัวนี้ได้ชิงชิงจึงต้องยอมรับปากจะเปิดหีบที่มันลากมาออกดู “ก็ได้ ๆ เจ้าค่ะท่านเสี่ยวหู่บ่าวยอมเปิดแล้วเจ้าค่ะ ปล่อยสิเจ้าคะ” เจ้าเสือตัวดีมองนางอย่างระวังรอบหนึ่งก่อนจะยอมคายเสื้อออกจากปากกระนั้นมันก็ยังทำตัวเป็นตำรวจกันผู้ร้ายหนี อ้อมไปดักทางออกไว้อยู่ดี

            ชิงชิงมองค้อนเสี่ยวหู่อย่างรำคาญใจก็บอกว่ายอมเปิดแล้วไง คิดว่านางจะวิ่งหนีออกไปเหรอ? เป็นสหายกันมาห้าปีนี่เสียเปล่าจริง ๆแค่ไว้ใจกันสักนิดก็ไม่มี!!

            …..

            อ่านจบตอนแล้วอย่าลืมคอมเมนต์นะคะ

            หอมราตรีกาล