อิงเทานิ่งงันในทันทีเขาเพิ่งนึกขึ้นได้ว่าจวนเจ้าเมืองมีกฎที่หนักแน่นดั่งภูผากระทั่งเข้มงวดกว่าตระกูลฟ่านเสียอีก แม่ทัพเยี่ยก็ยึดหลักคำสั่งโดยไม่ไว้หน้าผู้ใดส่วนผู้คนเหล่านี้ก็เป็นทหารที่ถูกฝึกโดยแม่ทัพเยี่ย
“เจ้าไปคนเดียวเถิด หลังจากเสร็จสิ้นพิธีบูชาฟ้าค่อยมาหาข้า”ฟ่านเสวี่ยหลีโบกมือให้อิงเทาแล้วเดินออกไปด้านข้างอย่างไม่ใส่ใจ
อิงเทามองฟ่านเสวี่ยหลีอย่างรู้สึกผิดและเผยสีหน้าซาบซึ้งจากนั้นจึงเดินเข้าไปในจวนเจ้าเมือง
เขารู้ว่าด้วยสถานะปัจจุบันของฟ่านเสวี่ยหลีแม้แต่เว่ยเจ่าที่เป็นนักปรุงยาระดับกลางยังปฏิบัติด้วยอย่างเท่าเทียม แต่ฟ่านเสวี่ยหลีกลับมีน้ำใจเช่นนี้จึงทำให้เขารู้สึกซาบซึ้งอย่างยิ่ง
ฟ่านเสวี่ยหลีหาได้สนใจสิ่งเหล่านี้ ความสนใจของเขาอยู่ที่ใบหน้าหญิงสาวชุดสีเขียวคนหนึ่งที่อยู่ตรงมุมโถงประลอง
หญิงสาวชุดเขียวคนนั้นร่างกายอ่อนเยาว์ดูยังไม่เติบโตเต็มที่ราวกับดอกไม้ที่ยังไม่บานสะพรั่ง ชวนให้รู้สึกน่าหวงแหนแต่สิ่งสำคัญที่สุดคือนางมีบุคลิกที่น่าหลงใหลเห็นได้ชัดว่าเป็นบุคลิกและสายเลือดอันเป็นเอกลักษณ์ของนักปรุงยา
และหญิงสาวชุดเขียวผู้นี้ก็เป็นจุดสนใจของผู้ฝึกยุทธ์ทุกคนในโถงประลอง
ชาติก่อนฟ่านเสวี่ยหลีเป็นถึงปรมาจารย์ปรุงยาและมีสถานะที่ไม่ธรรมดาเขาไม่จำเป็นต้องลงมือทำเรื่องส่วนใหญ่ด้วยตัวเองเนื่องจากเขามีผู้ช่วยปรุงยาหลายคนคอยรับใช้อยู่ข้างกายเขาซึ่งผู้ช่วยปรุงยาเหล่านั้นล้วนมีสายเลือดนักปรุงยาอันเป็นเอกลักษณ์และมีความฉับไวต่อการปรุงยาเป็นพิเศษ ซึ่งเป็นประโยชน์อย่างมากต่อการปรุงยา
และหญิงสาวที่อยู่ตรงหน้าก็ทำให้ฟ่านเสวี่ยหลีรู้สึกคุ้นเคย
เขาเดินเข้าไปหาหญิงสาวคนนั้นอย่างอดใจไม่ได้
“เจ้าบดบังแสงแดดข้าแล้ว...”
แต่หญิงสาวกลับพูดอย่างแผ่วเบาต่อคุณชายวัยหนุ่มตรงหน้าที่หวังจะทักทายนางด้วยน้ำเสียงที่แฝงด้วยความหนักแน่น
นางเกิดในตระกูลเนี่ย บรรพบุรุษเป็นถึงตระกูลนักปรุงยา เพียงแต่กำลังสิ้นสุดลงที่รุ่นนางนางกำลังแบกรับภาระทั้งหมดของตระกูล แต่สายเลือดนักปรุงยาในตัวกลับไม่เคยตื่นขึ้นแม้แต่จำแนกฤทธิ์ของสมุนไพรยังทำไม่ได้ ไม่มีแม้กระทั่งคุณสมบัติของผู้ช่วยปรุงยา!
นางรู้สึกสิ้นหวังจนหัวใจแทบสลาย แต่ก็ยังยืนหยัดด้วยความอุตสาหะอันหนักแน่น
นางเดินสวนคุณชายวัยหนุ่มที่นางปฏิเสธและเดินไปยังจุดที่มีแสงแดดอบอุ่น พยายามทำให้ร่างกายของตนอยู่ใกล้แสงแดดมากที่สุดในหัวนึกถึงความทรงจำตอนอาบแดดอันอบอุ่นไม่หยุด พร้อมกับแสดงตราตะวันอุ่น หนึ่งในหัตถ์ของนักปรุงยา
แม้ไม่มีพรสวรรค์ด้านการแยกแยะยา แต่กลับมีความจำเป็นเลิศนางสามารถจดจำความรู้ด้านการปรุงยาทั้งหมดที่เคยอ่านได้
นางหวงแหนเวลาดุจสมบัติ
แต่ทันใดนั้นนางกลับได้ยินเสียงอันอ่อนโยนดังขึ้น “ผิดแล้วร่างกายของเจ้าไม่เหมาะกับแดดจ้า หากเป็นเช่นนี้ สายเลือดนักปรุงยาในตัวเจ้าจะไม่มีวันตื่นขึ้น”
เมื่อหญิงสาวได้ยินเสียงนี้ก็ตกใจ เมื่อเงยหน้าขึ้นก็เห็นชายหนุ่มที่มีบุคลิกดุจเซียนอยู่ตรงหน้าระยะห้าก้าวเขาพูดอย่างแผ่วเบาราวกับกำลังพูดคุยเรื่องธรรมดาในครอบครัว
แต่มันกลับกระทบเข้าหัวใจนางโดยตรง!
เรื่องนี้มีเพียงคนในตระกูลเท่านั้นที่รู้ชายหนุ่มตรงหน้ารู้ได้อย่างไร อีกทั้งนางยังไม่เคยได้ยินใครบอกว่าตนไม่เหมาะกับแดดจ้า!
สิ่งนี้ทำให้นางสับสน
“เจ้ารู้ได้อย่างไร” นางถามอย่างลำบากใจและตัวสั่นอย่างอดใจไม่ได้
“หากใช้ตราตะวันอุ่นอีกครั้ง เกรงว่าเส้นลมปราณในตัวเจ้าจะพังทลาย”ชายหนุ่มตรงหน้าจ้องมองร่างกายของนาง ทันใดนั้นน้ำเสียงก็เย็นชาลง “เจ้ารู้จักตราตะวันอุ่นแต่เหตุใดถึงไม่รู้เรื่องนี้”
แน่นอนว่าชายหนุ่มผู้นี้ก็คือฟ่านเสวี่ยหลีเขากำลังมองดูลมปราณในตัวอีกฝ่ายอย่างละเอียดด้วยสีหน้าเสียดายเขามองออกว่าหญิงสาวผู้นี้มีกายหยินราตรีเยือกเย็นที่พบเจอได้ยากหากบ่มเพาะเช่นนี้ต่อไปจะเป็นการเสียของและสิ้นเปลืองพรสวรรค์
“อะไรนะ ข้าไม่เหมาะกับการฝึกตราตะวันอุ่นงั้นหรือ”หญิงสาวตกตะลึงอย่างสมบูรณ์ ตราตะวันอุ่นเป็นสิ่งที่พบเจอได้ยากนักปรุงยาธรรมดาทั่วไปไม่มีทางรู้จัก แต่คุณชายตรงหน้ากลับมองออกในคราเดียวหรือว่าเขาจะเข้าใจจริงๆ
ประหนึ่งอยู่ท่ามกลางทะเลทรายและได้พบเจอทุ่งขจีที่ค้นหามาหลายร้อยปีนางเผยสีหน้ามีชีวิตชีวาขึ้นมาในทันที
ในขณะเดียวกัน เมื่อองครักษ์หญิงที่อยู่ห่างออกไปหลายคนมองเห็นสิ่งนี้ก็ถึงกับตกตะลึง
ปกติแม่นางเนี่ยจะบ่มเพาะอย่างจดจ่อและไม่ชอบพูดคุยกับคนนอกนางปฏิเสธชายหนุ่มที่เข้ามาชวนคุยไปตั้งไม่รู้กี่คนแต่คาดไม่ถึงว่าตอนนี้นางไม่เพียงจะพูดคุยกับชายหนุ่มคนนั้นอย่างถูกคออีกทั้งยังเผยสีหน้าประทับใจที่พบเห็นได้ยากอีกด้วย
พวกนางพลันระแวงขึ้นมา
ถึงแม้พวกนางจะไม่รู้ว่าฟ่านเสวี่ยหลีเป็นใคร แต่เมื่อครู่เห็นเขาอยู่ด้วยกันกับอิงเทาคุณชายรองตระกูลอิงซึ่งอิงเทาเลื่องชื่อด้านความเสเพล แล้วเพื่อนของชายเสเพลจะเป็นคนดีได้อย่างไร
พวกนางเดินเข้าไปหาฟ่านเสวี่ยหลีทันทีเนื่องจากคุณชายใหญ่อิงเหวยกำลังตามจีบคุณหนูของพวกนาง หากอิงเหวยเห็นคุณหนูอยู่ใกล้ชายอื่นเขาจะต้องพาลโกรธแน่นอน
ขณะที่องครักษ์หญิงกำลังเดินไปหาคุณหนู คนอื่นๆโดยรอบก็ตะลึงงันไปแล้ว เพราะแม่หญิงเนี่ยเป็นจุดสนใจของพวกเขามาโดยตลอด
พวกเขาพูดคุยกันอย่างอดไม่ได้ “เจ้านั่นเป็นใครกัน”
“ข้าไม่เคยเห็นมาก่อนเลย เจ้าหมอนั่นคุยอะไรกับแม่นางเนี่ยกันแน่ถึงได้คุยกันอย่างถูกคอเช่นนั้น”
“ข้านึกออกแล้ว เมื่อครู่เจ้าหมอนั่นมาพร้อมกับอิงเทาสุดท้ายอิงเทาได้เข้าไปในจวนเจ้าเมือง ส่วนเขาถูกกันไว้ด้านนอก”
ผู้คนเผยสีหน้ารังเกียจเล็กน้อยออกมาอย่างอดไม่ได่มีข่าวลือมานานแล้วว่าอิงเทาจะถูกขับไล่ออกจากจวนเจ้าเมือง และอิงเทายังทิ้งชายผู้นี้ไว้ตรงนี้เกรงว่าสถานะของเขาคงไม่เท่าไร
ไม่แน่ว่าชายผู้นี้อาจอาศัยชื่อของคุณชายรองสกุลอิงและคำพูดสวยหรู จึงสามารถเข้าใกล้แม่นางเนี่ย!
“หากคุณชายใหญ่ตระกูลอิงมาเห็น เกรงว่าเขาได้เจอดีแน่! ไม่รู้ว่าเจ้าจิ้งจอกแอบอ้างบารมีเสือผู้นี้จะตายอย่างไร...”
ขณะที่พวกเขากำลังสนทนากันอย่างหนาหู แต่จู่ๆ เสียงกลับเงียบลงทันทีเนื่องจากพวกเขาเห็นอิงเหวยกำลังเดินมาทางนี้ด้วยใบหน้าอันเย็นชาเห็นได้ชัดว่าเขาเห็นเหตุการณ์นี้แล้ว
“ดูเหมือนกำลังจะเกิดเรื่องสนุกแล้ว” พวกเขาต่างแสดงสีหน้ามีความสุขบนความทุกข์ผู้อื่น
ไม่มีใครรู้ว่าภายในใจของแม่นางเนี่ยยุ่งเหยิงเพียงใดเมื่ออยู่ต่อหน้าฟ่านเสวี่ยหลี นางมีคำพูดนับหมื่นพันที่ไม่รู้จะเริ่มพูดจากจุดใด
นางพยายามมานานหลายปี แต่กลับไม่เคยพบหนทาง ความเจ็บปวดของความสิ้นหวังนี้ทำให้นางต้องดิ้นรนจนแทบหายใจไม่ออกในแต่ละวันคืนนับครั้งไม่ถ้วนหลังจากที่นางผ่านความอึดอัดใจมาครั้งแล้วครั้งเล่า ในที่สุดก็พบแสงแห่งความหวังอันริบหรี่ที่ทำให้นางพูดไม่ออก
ผ่านไปสักพัก นางถึงสามารถจัดการกับอารมณ์ภายในใจได้ แต่ขณะที่นางจะถามฟ่านเสวี่ยหลีถึงความสงสัยภายในใจทันใดนั้นกลับมีคนเดินมาตรงหน้าตน
เขาคืออิงเหวยที่มาพร้อมท่าทางหยิ่งทะนงและบ้าอำนาจแต่ใบหน้าของเขากลับประดับด้วยรอยยิ้มอันอ่อนโยน
เขาเดินไปยืนข้างแม่หญิงเนี่ยแล้วพูดอย่างแผ่วเบาว่า “ชิวอวี่ข้ามีเรื่องอยากคุยกับเจ้า” เขาไม่เห็นฟ่านเสวี่ยหลีอยู่ในสายตาแม้แต่น้อย
เมื่อครู่นี้ที่ฟ่านเสวี่ยหลีเข้าใกล้เนี่ยชิวอวี่ มีองครักษ์ลับรีบไปแจ้งเขาเขาจึงแอบออกมาจากพิธีบูชาฟ้าแล้วรีบมาตรงนี้
เขาไม่ยอมให้ผู้ใดเข้ามายุ่งกับคนของตน