บทที่44
ตามรอยรั่วหลาน
ศาสตราจารย์โหลวเฮิงลี่ศึกษาเรื่องการระเบิดพลังเวทในช่วงสงครามเหยากวงซึ่งเป็นหัวข้อวิจัยที่ไม่อาจทำได้อย่างอิสระในซิงกวนหรือโทโคโยะ เขาจึงตัดสินใจย้ายมาที่ปามุกและไม่ได้กลับบ้านเกิดมาหลายปี
“อินรั่วหลานเป็นนักเรียนระดับหัวกะทิของสถาบันหลานซานข้าเคยเห็นหน้านางเพียงผ่านๆ ระหว่างไปศึกษางานที่นั่น นางอยู่ในขบวนต้อนรับเป็นเด็กผู้หญิงหน้าตาดี แต่ข้าไม่ได้จำนางได้เพราะอย่างนั้น...ระหว่างที่ข้าออกมาเดินข้างนอกในช่วงพักระหว่างการบรรยายข้าได้เห็นนางกำลังฝึกสอนรุ่นน้อง และสิ่งที่ออกจากปากนางจะต้องเป็นคำพูดที่หยาบโลนที่สุดเท่าที่หูคู่นี้ของข้าเคยได้ยินสตรี...ไม่สิ เคยได้ยินผู้ใดเอ่ย และขอร้อง อย่าให้ข้าต้องยกตัวอย่างเลย”ชายมีอายุหัวเราะ แต่แล้วสีหน้าก็หม่นลง“หลานซานเป็นสถาบันฝึกอบรมและศึกษาเวทมนตร์ใหญ่ที่สุดในซิงกวนนักเรียนที่นั่นล้วนคัดมาอย่างดี แต่ต้องยอมรับว่าบางส่วนเป็นคนผ่าเหล่า ข้าจึงไม่ได้คิดอะไรมากหลังจากนั้นแต่ได้ยินมาจากอาจารย์ที่นั่นในภายหลังว่า ระหว่างการฝึกครั้งหนึ่งในช่วงที่กำลังท่องบทสาบานที่จะจงรักภักดีต่อซิงกวน... ข้าว่าเด็กๆที่เรียนในโรงเรียนรัฐของซิงกวนล้วนเคยท่องกันทั้งหมด ระหว่างนั้น นางเริ่มแสดงท่าทางผิดปกติระหว่างที่ครูฝึกกำลังจะเข้าไปดูนั่นเอง นางก็วิ่งออกไป”
“ผิดปกติ...?” คุเรไนขมวดคิ้ว
“เห็นว่าพลังเวทของนางผิดปกตินางดูทรมาน” โหลวเฮิงลี่ถอนหายใจ “หลังจากนั้นก็อย่างที่ทุกคนรู้นางวิ่งหายไปและพลังเวทระเบิด ค่ายฝึกถูกระเบิดหายไปด้วยครึ่งหนึ่งโชคยังดีที่คนส่วนมากไปรวมที่ลานตรงกลาง ไม่ใช่จุดที่นางวิ่งไปแต่ยังมีผู้เสียชีวิตจากเหตุการณ์นั้น 12 คน”
“12 คน...”
เพราะอย่างนี้รั่วหลานถึงกลายเป็นอาชญากร?ไม่สิ แล้วนี่มันเกี่ยวกับการขายชาติยังไง?มองหน้าด้านข้างของคุเรไนก็รู้ว่าเขาสงสัยเหมือนกัน
“ทางหลานซานบันทึกไว้ว่าเวทมนตร์ตีกลับจนระเบิดแต่สถาบันนั่นคงทำไปเพื่อรักษาหน้าตา แค่เขียนเพื่อให้มีคำอธิบายต่อครอบครัวผู้เสียชีวิต”
“สภาพอารมณ์ของเจ้าตัวในตอนนั้นล่ะขอรับ?”คุเรไนถามต่อ
“จากคำบอกเล่าของเพื่อนนาง คาดว่าสาเหตุที่นางเกิดอาการผิดปกติคงเพราะอารมณ์ไม่เสถียรด้วยส่วนหนึ่งเห็นว่าก่อนหน้านั้นไม่กี่ชั่วโมง นางทะเลาะกับคนที่สนิทมากๆ คนหนึ่ง”
คนรักของเธอ... ฮวาหนิงหลง
“แล้วมีอีกเรื่องหนึ่ง...”เขาสูดหายใจลึก ปล่อยพยางค์สุดท้ายให้ค้างอยู่ในอากาศอย่างนั้นเรานั่งรอคำพูดของเขา แต่ในที่สุดศาสตราจารย์กล่าวเพียง “...เปล่า ไม่มีอะไร”
“บอกมาเถอะขอรับอาจารย์ ไม่มีเรื่องใดที่กระทบกระเทือนจิตใจจนถึงขั้นที่พวกเราไม่อาจรับได้หรอกขอรับ”คุเรไนพูด แต่อีกฝ่ายส่ายหน้าท่าเดียว
“เปล่า.ขอโทษที มัน...ไม่เกี่ยวอะไร นอกเรื่องเฉยๆ ลืมๆ มันไปด้วยเถอะ”เขาถอนหายใจยาว “อินรั่วหลานควบคุมพลังเวทได้ดีเป็นเลิศแม้นางจะอยู่ในภาวะอารมณ์ฉุนเฉียวตลอดไม่เคยคิดเลยว่าพอได้ข่าวนางอีกครั้งจะเป็นตอนที่นางเสียชีวิตไปแล้ว ข้าใจหายจริงๆและขอแสดงความเสียใจกับเจ้าด้วย” ประโยคหลังหันมาพูดกับฉัน
“...” คุเรไนขมวดคิ้ว ยกมือแตะคางมองอาจารย์สลับกับหนังสือเล่มบางบนโต๊ะ
แต่ฉันติดใจอยู่เรื่องหนึ่ง
ทะเลาะกับหนิงหลงเรื่องอะไรที่รุนแรงถึงขั้นกระทบจิตใจของรั่วหลานขนาดนั้น?ตัวต่อครบแล้วแต่ยังหาวิธีประกอบมันเข้าด้วยกันไม่ได้
พอเราออกมาจากห้องศาสตราจารย์และเดินไปตามทางเดินโอ่โถงของมหาวิทยาลัยคุเรไนมองหน้าต่างบานสูงที่แสงสาดส่องเข้ามากระทบพื้นหินอ่อน ก่อนจะพูดขึ้นว่า
“ไม่ว่าเรียวกับแม่นางรั่วหลานจะทะเลาะกันเรื่องอะไรข้ายังเชื่อว่าเรียวไม่ใช่คนไม่ดี...แต่... เฮ้อ ข้าไม่ได้เจอเขามานานแท้จริงก็ไม่รู้ว่าเกิดอะไรขึ้น”
“ทำไมถึงเชื่อมั่นในตัวเขาขนาดนั้นล่ะคะ?”
“แล้วแม่นางไม่เชื่อรึ?”
เสียงส้นรองเท้าพวกเรากระทบพื้นหินดังเป็นจังหวะ
“อยากจะเชื่อค่ะ”
“นั่นล่ะ หาคำตอบของตัวเองนั่นล่ะดี”เขาถอนหายใจยิ้มๆ “เอายังไงต่อดี ข้าว่าถ้าเราอยากรู้จักทั้งเรียวและรั่วหลานควรไปตามหาครอบครัวของเรียวที่รู้จักทั้งคู่ตอนเด็ก บางทีอาจมีเบาะแสหรือไม่เราก็ลองตามหาคนรู้จักคนอื่นๆ ของเขาที่นี่ซึ่งแน่นอนว่าคนรู้จักจำนวนนับนิ้วได้ของเขานั้น ข้าคนนี้เองก็รู้จัก”
“หมายถึงคุณคนที่ร้านปลาเหรอคะ?” ฉันลังเลว่าฮัมซาสะกดยังไงเลยไม่ได้เขียนชื่อเขา
“ใช่ ไปหาเขากันเถอะเผื่อจะเจอศิษย์เก่าอีก”
ฮัมซาไม่ได้ให้ข้อมูลอะไรมากนักเพราะสำหรับเขาแล้วหนิงหลงเป็นเพียงเด็กชายคนหนึ่งที่ติดสอยห้อยตามเพื่อนมากินข้าวและนั่งฟังคนอื่นเงียบๆโดยไม่พูดอะไร ระหว่างชื่อของหนิงหลงถูกโยนไปมาแถวนั้น อยู่ดีๆ ก็มีคนหน้าตาแบบคนซิงกวนเดินมาทักเขาสวมเสื้อเชิ้ตขาวแขนยาวและกางเกงสีฟ้าอมเทา สวมรองเท้าบูตยาวถึงเข่า
“พวกท่านถามหาหนิงหลงอยู่หรือ?”เขาถามด้วยท่าทางระแวดระวัง มองพวกเราที่ยังใส่ชุดตามแบบซิงกวนขึ้นๆ ลงๆ
“ใช่ ท่านรู้จักเขาหรือ?”
“ขึ้นอยู่กับว่าข้ากำลังพูดอยู่กับใคร”
“ใจเย็น ข้าไม่อยากเห็นลูกค้าประจำกับลูกค้าเก่าของตัวเองทะเลาะกัน”ฮัมซาเลิกคิ้วข้างหนึ่ง
ชายกางเกงฟ้าได้ฟังก็หันกลับมามองคุเรไนที่กำลังยิ้ม
“ข้าชื่อคามิอาสึมะ คุเรไน เคยเรียนกับหนิงหลงที่นี่”
“ข้าเวินเค่อเฉียง รู้จักกับเขาตอนอยู่หลานซานปัจจุบันข้าทำงานที่นี่” อีกฝ่ายจับมือคุเรไน “ท่านเป็นคนโทโคโยะจริงรึ?สีตาท่านออกจะพิเศษ”
“ใช่”คุเรไนตอบแค่นั้นก็เปลี่ยนเรื่องคุยออกจากตัวเอง “ท่านกล่าวว่ารู้จักเขาสมัยอยู่หลานซาน”
อีกฝ่ายพยักหน้าและเหลือบมองฉัน“นางยังไม่ได้แนะนำตัว”
ฉันยกพัดขึ้นแนะนำตัวว่าชื่อเหมยฟาง
“แม่นางเป็นอะไรกับรั่วหลาน?”อีกฝ่ายหรี่ตา “นี่รึสาเหตุที่พวกท่านถามถึงฮวาหนิงหลง? ล่าสุดที่ได้ข่าวเขาอยู่ที่ซิงกวน พวกท่านทั้งสองมาตามหาอะไรกันถึงที่นี่?”
“เรื่องมันยาวมาก” คุเรไนเกริ่น ฉันคิดว่าควรช่วยเขาสักหน่อยจึงแต่งเรื่องขึ้นว่า
“กำลังพยายามรับมือการเสียชีวิตของรั่วหลานอยู่ค่ะ”
“อ้อ...ข้าเสียใจด้วยเรื่องมันผ่านมานาน...แต่สำหรับครอบครัวแล้วคงไม่นานถึงเพียงนั้น”เวินเค่อเฉียงถอนหายใจยาว “นั่งก่อนไหม?”
พวกเรานั่งลงที่โต๊ะ ฮัมซายกชาร้อนมาให้และพึมพำว่าไม่ต้องจ่าย
“ฮวาหนิงหลงที่ข้ารู้จัก...เป็นคนจริงจังจนเหมือนว่าถ้าทำอะไรพลาดนิดเดียวเขาจะไม่พอใจแต่ความจริงเขาคงไม่ได้เป็นเช่นนั้น มีเรื่องทีไรก็ตามเก็บกวาดให้ทุกคนเสมอข้าออกจะแปลกใจที่เขามีความสัมพันธ์พิเศษกับคนอย่างอินรั่วหลาน”
“ที่ว่าเป็นคนพูดจาหยาบคาย?”
“นางเป็นตัวสร้างเรื่องมีเวทมนตร์อ่านความรู้สึกของผู้อื่นและใช้มันในการปั่นหัวคนอื่นให้เข้าทางตัวเองการพูดคำหยาบโลนนั่นเป็นการทำให้คนส่วนหนึ่งยำเกรงนาง อีกส่วนรู้สึกสนิทสนมกับนางรุ่นน้องสาวๆ ชื่นชอบนางมาก”
รั่วหลานที่ทุกคนรู้จักเป็นแบบเดียวกันหมดคนที่หนิงหลงรู้จักจะเป็นแบบไหนกันหนอ
ฉันรู้จักรั่วหลานจากคำบอกเล่าของผู้อื่นอย่างเดียวสำหรับฉันแล้ว เธอคือขั้วตรงข้ามของฉัน เธอทำให้เวทมนตร์ของตัวเองกลายเป็นข้อได้เปรียบแทนที่จะปล่อยให้มันถ่วงชีวิตแบบฉัน และฉันทั้งอิจฉาทั้งชื่นชมเธอ
“มีครั้งหนึ่งข้าเคยเห็นนางร้องไห้อยู่คนเดียวข้าไม่กล้าเข้าไปทัก เดี๋ยวโดนนางด่าเสียๆ หายๆ อีกแต่คาดว่าคงไม่พ้นเรื่องหนิงหลง... ก่อนหน้านั้นนางมีปากเสียงกับหนิงหลงรายนั้นเอาจริงเอาจังจนทำร้ายจิตใจคนอื่น ถ้าเป็นในโรงเรียนทหารนั่นคงเป็นเรื่องดี แต่ในเรื่องความสัมพันธ์แล้ว คงทำให้รั่วหลานลำบากใจไม่น้อย”
“...” ขนาดคุเรไนยังขมวดคิ้วท่าทางเขาจะไม่รู้จักหนิงหลงในช่วงเวลานั้น “ฟังดูสุดโต่งกว่าคนที่ข้ารู้จัก”
ฉันพยักหน้าเห็นด้วย
“เขาเป็นเช่นนั้นระหว่างอยู่ที่หลานซานไม่สิ... หลายคนเป็นเช่นนั้นระหว่างอยู่หลานซาน ไม่ใช่เขาคนเดียว เหมือนคนเหล่านั้นเอาความเป็นมนุษย์ไปทิ้งไว้ที่ใดสักแห่งแล้วกลายร่างเป็นตุ๊กตากลสถาบันหลานซานเข้มงวดกับนักเรียนมาก ถึงขั้นที่ตอนเรียนจบมา ข้าต้องไปเข้าบำบัดจิตไม่อย่างนั้นคงไม่ได้มาทำงานในอนาตอเลยา”
“...” คุเรไนขมวดคิ้วหนักกว่าเดิม “ฉะนั้นความจริงจังของหนิงหลงก็ไม่ใช่เรื่องแปลกไม่ใช่รึ?”
“รายนั้นสุดโต่งกว่าคนอื่น” เวินเค่อเฉียงถอนหายใจยาว“คิดไปก็น่าสงสาร ไม่รู้ว่าเหตุใดรั่วหลานถึง...”
ฉันกับคุเรไนมองหน้ากัน
“แล้วเธอไปทำอะไรถึงได้โดนตราหน้าเป็นอาชญากรคะ?”
เวินเค่อเฉียงรีบเอามือคว่ำพัดฉันลงมองซ้ายมองขวาก่อนจะถอนหายใจยาว
“ข้ารู้แค่ว่าเป็นเรื่องห้ามพูดแต่ไม่รู้ว่าเกิดอะไรขึ้นกับนาง เป็นความลับที่ห้ามบอกคนนอกซิงกวนเด็ดขาดขอโทษด้วย”
เขาบอกว่าตอนเจอกันที่งานเลี้ยงรุ่นคนอื่นจากหลานซานเองก็ไม่รู้ไปมากกว่าที่เขารู้ เราจึงขอบคุณเขาแล้วจากมา
“...ท่าทางนี่จะเป็นเรื่องใหญ่กว่าที่คิด”คุเรไนถอนหายใจ “เบาะแสต่อไปของเราคือครอบครัวของทั้งคู่แม่นางกล่าวว่ามารดาของทั้งสองเป็นพี่น้องร่วมสาบาน เริ่มจากตรงนั้นไหม?”
ฉันพยักหน้า
“แต่ก่อนหน้านั้นแม่นางอยากลองหาวิธีแก้ปัญหาเสียงหายจากเหล่าผู้เชี่ยวชาญที่อนาตอเลยาก่อนหรือไม่?”
เกือบลืมไปว่านั่นเป็นตัวเลือกหนึ่งแต่ตอนนี้ใจฉันอยากจะกลับซิงกวนให้เร็วที่สุด จึงส่ายหน้าปฏิเสธคุเรไนรับทราบและบอกว่าจะไปเตรียมเรื่องการเดินทาง
ได้เวลาเดินทางกลับซิงกวนแล้ว