ในคืนเดือนดับที่ไร้แสงจันทร์ส่องสกาว ผืนฟ้าเบื้องบนมืดมิดราวกับถูกชโลมด้วยหมึกดำสนิท ร่างของลู่ชิงขยับวูบไหวประหนึ่งเงาพรายที่หลอมรวมไปกับความมืด
เขาเคลื่อนกายตามการนำทางของหนิงเซียนที่สัมผัสได้ถึงกลิ่นอายอันแปรปรวน ณ เรือนพักหลังเก่าทิศตะวันออกของจวนตระกูลฉิน ที่นั่นถูกล้อมกรอบไว้ด้วยการอารักขาอย่างแน่นหนา มีผู้คุ้มกันระดับยอดขุนพลถึงสิบคนยืนประจำจุดด้วยสีหน้าเคร่งเครียดดุจรูปปั้นศิลา ประสาทสัมผัสของแต่ละคนว่องไวและคมกล้า มั่นใจได้ว่าแม้แต่ใบไม้ร่วงเพียงใบเดียวหรือมดสักตัวที่คลานผ่าน ก็ไม่อาจรอดพ้นสายตาของพวกเขาไปได้
ทว่าสำหรับลู่ชิงในยามนี้ เหล่ายอดฝีมือเหล่านั้นกลับมิต่างจากหุ่นไม้ที่ไร้ชีวิต นับตั้งแต่เขาทะลวงเข้าสู่ "ท่าย่างไร้พันธนาการ" ขั้นที่สอง ร่างกายของเขาก็เบาหวิวประหนึ่งขนนกที่ล่องลอยตามกระแสลม ความเงียบงันของฝีเท้านั้นเหนือล้ำเกินกว่าที่มนุษย์ทั่วไปจะจินตนาการได้ แม้แต่เสียงแมลงหวี่ที่กะพริบปีกกลางอากาศยังดูอื้ออึงเสียยิ่งกว่าจังหวะการก้าวเดินของเขา ลู่ชิงเบี่ยงกายวับหายไปในเงามืดเพียงพริบตาเดียว ก่อนจะแทรกตัวผ่านร่องหน้าต่างเข้าสู่ห้องพักของผู้เฒ่าฉินได้อย่างไร้ร่องรอยและไร้ซึ่งสุ้มเสียง
ภายในห้องพักนั้นอบอวลไปด้วยกลิ่นยาสมุนไพรรสขมปร่าที่ต้มจนงวด ลู่ชิงก้าวเข้าใกล้เตียงไม้พยุงที่ตั้งอยู่กลางห้องอย่างเชื่องช้า สายตาคมปลาบจดจ้องไปยังร่างซูบผอมของยอดฝีมือระดับจอมราชันที่บัดนี้ดูโรยราประหนึ่งไม้ใกล้ฝั่ง ใบหน้าของผู้เฒ่าฉินซีดเผือดสลับเขียวคล้ำ หัวคิ้วขมวดมุ่นเข้าหากันด้วยความทุกข์ทรมานอย่างหนักหน่วง ราวกับว่าแม้ในยามที่สติหลุดลอยไปแล้ว จิตวิญญาณยังต้องเผชิญกับทัณฑ์ทรมานในขุมนรกที่มองไม่เห็นอยู่ทุกลมหายใจ
"หืม... ไร้ร่องรอยบาดเจ็บภายนอกแม้แต่รอยขีดข่วน" ลู่ชิงพึมพำกับตัวเอง แววตาแปรเปลี่ยนเป็นความจริงจังและลึกซึ้ง
ภาพเหตุการณ์ในอดีตเมื่อเจ็ดเดือนก่อนพลันฉายชัดขึ้นมาในมโนสำนึก วันที่ลู่หลินน้องสาวเพียงคนเดียวของเขาล้มป่วยอย่างประหลาด ร่างกายของนางไม่ได้ร้อนดั่งไฟแผดเผา แต่กลับ เย็นเฉียบยิ่งกว่าหิมะเหมันต์ ประหนึ่งก้อนน้ำแข็งที่ไม่มีวันละลาย ผิวพรรณซีดขาวจนน่ากลัวจนปลายนิ้วที่สัมผัสแทบจะถูกแช่แข็งไปในทันที
แม้แต่ปรมาจารย์หวังซิวผู้รอบรู้ยังจนปัญญาและบอกเพียงว่ามันคือ "ภัยเร้นลับ" จากหยินในร่างกายที่พลุ่งพล่านเกินขีดจำกัด แท้จริงแล้วนั่นคือ "กายหยินบริสุทธิ์" พรสวรรค์ต้องห้ามที่หมื่นปีจะถือกำเนิดขึ้นสักครั้ง ทว่าสำหรับเด็กสาวที่ไม่รู้วิชา มันกลับกลายเป็นพิษร้ายกัดกินจิตวิญญาณจนเกือบเอาชีวิตไม่รอด
ในตอนนั้นลู่ชิงที่ไร้ทางออกได้เปิดคัมภีร์เซียนบรรพกาลออกสู้กับพญามัจจุราช เขาหมกตัวศึกษาศาสตร์แห่งโอสถและการรักษาติดต่อกันสามวันสามคืนโดยไม่พักผ่อน จนกระทั่งค้นพบความลับของการใช้ "ปราณเซียนกำเนิด" และใช้ "วิถีประทับสะกดวิญญาณ" ผนึกพลังหยินมหาศาลนั้นไว้เพื่อยื้อชีวิตน้องสาวจนตัวเองถึงกับสลบไสลไปเกือบสองคืนเต็ม
แต่ทว่า... สิ่งที่เขาสัมผัสได้จากร่างของผู้เฒ่าฉินในยามนี้กลับมิใช่พลังหยินที่เย็นสุดขั้วเช่นนั้น แต่มันคือก้อนพลังงานสีดำทมิฬที่หมุนวนขดตัวอยู่กลางอก แผ่ซ่านกลิ่นอายแห่งความตายและลางร้ายที่ชวนให้ประหวั่นพรั่นพรึง
"นายน้อย... พลังนี่มันช่างสกปรกนัก มันคือพลังของปีศาจเจ้าค่ะ!" หนิงเซียนที่ลอยตัวอยู่ข้าง ๆ กระซิบเตือน
ลู่ชิงไม่ได้ขานรับ เขาจดจ่ออยู่กับการควบคุมกระแสปราณในกาย พลังปีศาจนี้แม้จะดูชั่วร้าย ทว่าหากเทียบกับความหนาแน่นมหาศาลของพลังหยินที่เคยเกือบแช่แข็งน้องสาวเขาแล้ว นับว่ายังอ่อนด้อยกว่าหลายขุม ลู่ชิงขยับนิ้วร่ายรำในอากาศอย่างรวดเร็ว ประสบการณ์จากการช่วยน้องสาวทำให้การวางค่ายกลในครั้งนี้แม่นยำดุจจับวาง ปราณสีทองบริสุทธิ์ถูกฉีดเข้าสู่จุดชีพจรสำคัญของผู้เฒ่าฉิน เพื่อกดดันและขับไล่ก้อนพลังสีดำนั้นออกมา
เขาไม่ได้ต้องการผนึกมันไว้เหมือนที่ทำกับน้องสาว แต่ลู่ชิงเลือกที่จะ "ทำลาย" มันทิ้งเสียที่นี่! ปราณเซียนกำเนิดค่อย ๆ ชักนำเอาก้อนพลังดำมืดนั้นหลุดออกมาจากจุดตันเถียนของผู้เฒ่าฉินอย่างระมัดระวัง เมื่อก้อนพลังร้ายลอยเคว้งอยู่กลางอากาศ ลู่ชิงก็แค่นเสียงเหี้ยมในลำคอ เขาชูนิ้วขึ้นก่อนจะเรียกใช้ "วิถีทัณฑ์สยบเทวะ" สายฟ้าสีทองขนาดย่อมวาบขึ้นที่ปลายนิ้วก่อนจะพุ่งเข้าฟาดฟันก้อนพลังปีศาจจนแตกสลายสว่างวูบและดับมอดลงไปในพริบตา ไร้ซึ่งร่องรอยใด ๆ ทิ้งไว้
เมื่อพลังร้ายถูกขจัดสิ้น ลู่ชิงถอนหายใจยาวพลางปาดเหงื่อที่ผุดพรายบนใบหน้า แม้ครั้งนี้จะใช้พลังไปไม่น้อยจนรู้สึกเหนื่อยหอบอยู่บ้าง แต่เขาก็ยังคงยืนหยัดได้อย่างมั่นคง ไม่ได้ล้มพับหรือเข่าอ่อนเหมือนคราวที่ช่วยน้องสาว
"แฮ่ก... นับว่าพัฒนาขึ้นมาก" ลู่ชิงพึมพำพลางคลี่ยิ้มบาง ๆ
"รอบนี้แค่เหนื่อยนิดหน่อยเท่านั้น ไม่เหมือนตอนช่วยหลินเอ๋อร์ที่แทบจะเอาชีวิตไม่รอด"
เขามองดูใบหน้าของผู้เฒ่าฉินอีกครั้ง ความเจ็บปวดที่เคยบิดเบี้ยวบัดนี้หายไปสิ้น เหลือเพียงใบหน้าที่สงบนิ่ง ลมหายใจที่เคยติดขัดเริ่มสม่ำเสมอและหนักแน่นขึ้นตามลำดับ ลู่ชิงรู้ดีว่าภารกิจลับของเขาเสร็จสิ้นแล้ว เขาจึงรีบพาสะพายย่ามปะชุนและตั้งใจจะเร้นกายออกไปพร้อมกับหนิงเซียน ทิ้งไว้เพียงปาฏิหาริย์ที่กำลังจะเริ่มขึ้น
แต่ในขณะที่ลู่ชิงกำลังจะหมุนตัวเร้นกายกลับสู่ความมืด เสียงหนึ่งที่แหบพร่าและสั่นเครือทว่าแฝงไปด้วยความหนักแน่นอย่างประหลาดก็ดังทำลายความเงียบขึ้นเบาๆ จากบนเตียงไม้พยุง
"ข้า... ไม่รู้ว่าท่านคือใคร... แต่ตระกูลฉิน... เป็นหนี้ชีวิตท่านแล้ว..."
ผู้เฒ่าฉินที่จมดิ่งอยู่ในห้วงนิทราอันทรมานมาเนิ่นนาน บัดนี้ได้สติกลับคืนมาเล็กน้อย แม้สติสัมปชัญญะจะยังดูลางเลือนประหนึ่งมองผ่านม่านหมอก ทว่าในฐานะยอดฝีมือระดับจอมราชัน เขาย่อมรับรู้ถึงสถานการณ์รอบตัวได้ในทันทีที่พันธนาการปีศาจสลายไป เขาสัมผัสได้ถึงความโล่งสบายของจุดตันเถียนอย่างที่ไม่เคยเป็นมาก่อนและยังหลงเหลือบางอย่างที่เป็นประโยชน์ทิ้งไว้ในนั้นด้วย
ดวงตาที่ขุ่นมัวพยายามจะเพ่งมองแผ่นหลังของบุรุษลึกลับที่ยืนอยู่เบื้องหน้า แม้แสงเทียนจะสลัวจนมองเห็นใบหน้าไม่ชัดเจน แต่สัมผัสพลังที่แผ่ออกมาจากชายผู้นั้นกลับประหลาดล้ำ มันมิใช่พลังที่ดุดันแกร่งกร้าวเหมือนยอดฝีมือทั่วไปที่เขาเคยพบเจอ แต่มันกลับดูเลือนลางประหนึ่งภาพมายา ทว่าในความเลือนลางนั้นกลับมีความลึกซึ้งและยิ่งใหญ่เกินกว่าสิ่งใดที่เขาเคยรู้จักมาตลอดชีวิตจอมยุทธ์
ลู่ชิงชะงักฝีเท้าเล็กน้อย มุมปากหยักขึ้นเป็นรอยยิ้มบางๆ ที่แฝงไปด้วยความเมตตาและนัยบางอย่าง เขาไม่ได้หันกลับไปเผชิญหน้า ไม่ได้กล่าวคำพูดจองหองอวดอ้างสรรพคุณใดๆ เพียงแค่ขยับกายเพียงแวบเดียว ร่างของเขาก็หลอมรวมไปกับเงามืดและหายไปจากเรือนหลังนั้นราวกับไม่เคยมีตัวตนอยู่จริง
ทิ้งไว้เพียงผู้เฒ่าฉินที่นอนมองความว่างเปล่าด้วยหัวใจที่สั่นไหว พร้อมกับความสงสัยที่ว่า ยอดคนระดับ "เซียน" เช่นนี้ มาปรากฏตัวในจวนตระกูลฉินที่กำลังจะล่มสลายได้อย่างไร