หลังจากที่ออกมาจากการฝึกฝน อวี้จื่อลู่ได้ฝึกคนของตนเองและมารดาอย่างเข้มงวดยิ่งกว่าซ้อมตกนรก แม้ว่าพวกเขาจะสะบักสะบอมแทบกระอักเลือด ก็ได้แค่โอดครวญในใจ แต่มิอาจคัดค้านได้ว่าการฝึกแบบนรกแตกนี้ได้ผลจริง ๆ ยอมรับทั้งใจเลยว่านางนั้นฝึกพวกเขาได้เหี้ยมโหดเลือดพล่านสุด ๆ ภูมิใจแทนนายท่านมากที่มีบุตรสาวเก่งกาจขนาดนี้ ทว่า…หากยังฝึกต่ออีกตอนนี้ อี้ถังคนนี้ขอลาตายก่อนได้หรือไม่? ไม่ไหวแล้วววววว คุณหนูจะโหดร้ายเกินไปแล้วววว การฝึกของตระกูลกู้ว่าโหดเหี้ยมแล้วยังมิสู้การฝึกของคุณหนูที่เหี้ยมโหดยิ่งกว่า ผลลัพธ์ที่ได้มานับว่าแกร่งกว่าเดิมมาก ไม่แปลกใจเลยว่าทำไม่นางถึงสามารถเลื่อนระดับพลังได้อย่างไว ต่อให้ทรัพยากรจะมากเพียงใดหากตัวคนไม่มีพรสวรรค์และพรแสวงก็ยากที่จะก้าวเข้ามาถึงจุดนี้ได้อย่างรวดเร็ว
โชคดีจริง ๆ ที่ตัวเขาอยู่ฝั่งเดียวกับนางและมิใช่ศัตรู หากว่าเป็นคงต้องรับมือลำบากพอตัว ยิ่งคิดถึงพิษที่นางคิดค้นและปรุงขึ้นมา หากโดนเข้าไปรับรองเลยว่าไม่ได้ผุดไม่ได้เกิดเป็นแน่ ยิ่งสรรพคุณที่คุณหนูเขาเอ่ยถึงพิษเจ็ดราตรีแล้ว นั่นไม่เท่ากับว่าตายทั้งเป็นไม่ใช่หรือ อยู่ไม่สู้ตาย ทรมานไม่มีวันสิ้นสุดจนกว่าจะถึงเจ็ดราตรีตามชื่อของพิษ ได้แค่ไว้อาลัยให้คนที่จะต้องโดนพิษในภายภาคหน้า
“กังวลสิ่งใดอยู่หรือ ท่านน้าอี้ถัง” อวี้จื่อลู่เห็นอี้ถังนั่งเหม่ออยู่นาน จึงเดินเข้าถามไถ่ด้วยความเป็นห่วง เกรงว่าอีกฝ่ายจะคิดมากเรื่องบิดาที่หายตัวไปยังหาไม่เจอ
“ข้าเปล่ากังวล”
“เอ๋!! หรือว่าท่านคิดถึงและชอบการฝึกของข้า เลยมานั่งคิดหาวิธีเข้าไปฝึกต่อ หากเป็นเช่นนั้น ข้ายังไหวอยู่นะเจ้าคะ” อวี้จื่อลู่ยิ้มกรุ้มกริ่ม นัยน์ตาลุกวาว น้ำเสียงเจือด้วยความขบขัน
อี้ถังได้ยินนางเอ่ยเช่นนั้น ก็สะดุ้งตกใจเลิ่กลั่กด้วยความร้อนรน “แต่ข้าไม่ไหวแล้วขอรับ อย่าทรมานข้าเลย อายุก็ปูนนี้แล้วลูกเมียก็ยังมิมี”
ได้ยินอีกฝ่ายโอดครวญตัดพ้อ เหตุใดถึงรู้สึกสนุกขึ้นมาซะเฉย ๆ เลยแหะหรือจะลองแหย่เล่น ๆ ต่ออีกสักหน่อยดี
อี้ถังเห็นนางยกยิ้มมุมปากแล้วมองเขาด้วยสายตาแพรวพราวถึงกับเย็นหลังวาบ คงไม่เกิดเรื่องอะไรขึ้นกับข้าหรอกนะ เสียวสันหลังแปลก ๆ อย่างไรก็ไม่รู้
“ไยถึงหน้าตาซีดเซียวเช่นนั้นเล่าท่านน้า…อี้ถัง ไหนจะเหงื่อที่ผุดซึมขึ้นมาตามกรอบหน้านั่นอีก” อวี้จื่อลู่จงใจลากเสียงยาว เน้นเสียงหนักแน่นเย็นยะเยือก ทำเอาคนฟังหนาวเหน็บไปถึงหัวใจ
ทำเอาเขารู้สึกร้อน ๆ หนาว ๆ ครั่นเนื้อครั่นตัวขึ้นมาทันที
“มะ…ไม่มี” ถึงกับยกมือขึ้นปาดเหงื่อตรงขมับอย่างใจหายใจคว่ำ
ในขณะที่อวี้จื่อลู่กำลังจะอ้าปากพูด น้ำเสียงของมารดาก็ขัดขึ้นเสียก่อน อี้ถังจึงใช้โอกาสนี้หลบเลี่ยงปลีกตัวออกไปทันที
“ลู่เอ๋อร์ เจ้าไปรังแกอะไรเขาอีกละนั่น” ลู่เยวี่ยนเอ่ยถามอย่างรู้ทันในตัวบุตรสาว
“ท่านแม่ มาได้อย่างไรเจ้าคะ แล้วพี่ใหญ่กับพี่รองเล่า”
“ข้าก็เบื่อที่จะอุดอู้ดูบุรุษพวกนั้นฝึกซ้อมน่ะสิ ส่วนพี่ชายเจ้าทั้งสองก็นั่นแหละเช่นเดิม” เช่นเดิมที่ว่าก็ฝึกฝนอยู่นั่นเอง เห้อ!! คิดถึงท่านพี่จัง นานนับเดือนแล้วจะเป็นเยี่ยงไรบ้างก็มิรู้ ยิ่งนานวันจิตใจนางก็ยิ่งสับสนวุ่นวาย
คล้ายอวี้จื่อลู่รับรู้อารมณ์ไม่มั่นคงของมารดาจึงเอ่ยปลอบเสียงหวาน นางมิอยากให้มารดาคิดกังวลมากจนเกินไป เกรงว่าจะกระทบต่อจิตใจ พาลทำให้เป็นลม้มป่วยเอาได้
“ท่านแม่ อย่าได้ห่วงไป พวกเราต้องตามหาท่านพ่อเจอแน่นอน”
“แม่เองก็ได้แต่หวังว่ามันจะเป็นดั่งเช่นเจ้าพูดมา”
“ท่านวางใจเถอะ ข้าจะต้องช่วยท่านพ่อกลับมาให้ได้”
“แม่เองก็จะช่วยเจ้าอีกแรง”
“พวกข้าเองก็ด้วย” สองเสียงบุรุษดังขึ้นมาพร้อมกันด้านหลัง ทำเอาอวี้จื่อลู่ต้องเหลียวหลังหันมองด้วยใบหน้าเปื้อนยิ้ม
“พี่ใหญ่ พี่รอง” น้ำเสียงอ่อนหวานเอ่ยเรียกพี่ชาย เผยยิ้มกว้างอารมณ์ดี
“ดูเอาเถอะ บุตรสาวบ้านนี้มิเหมือนผู้ใดจริง ๆ”
“นางก็เป็นเช่นนี้มาตั้งนานแล้ว ท่านแม่ยังมิชินอีกหรือขอรับ” อวี้เฉิงรุ่ยกระตุกยิ้มบาง ๆ น้ำเสียงเต็มไปด้วยแววหยอกเย้า
“นั่นสิขอรับ” น้ำเสียงของอวี้เหิงเยว่เจือแววขบขันอย่างเห็นได้ชัด
“แม่จะพยายามก็แล้วกัน” น้ำเสียงหวานระรื่นหูของมารดา กล่าวมาอย่างอ่อนใจ ไร้คำจะเอ่ย
“ข้ายังยืนหัวโด่อยู่ตรงนี้นะเจ้าคะ จะพูดอะไรก็เกรงใจหน้าบาง ๆ ของข้านิดนึง” สีหน้าปลาตายของอวี้จื่อลู่เรียกเสียงขบขันจากมารดาและพี่ชายได้เป็นอย่างดี รวมไปถึงคนรอบข้างด้วยเช่นกัน
“พวกเจ้ามากดีแล้ว แม่ว่าพรุ่งนี้ยามซื่อ (09.00 - 10.59 น.) เตรียมตัวออกเดินทางกันเถอะ”
“เจ้าค่ะ / ขอรับ” สามพี่น้องขานรับก่อนแยกย้ายกันไปพักผ่อน เพื่อออมแรงไว้ในการเดินทางของวันพรุ่งนี้ที่จะถึง
“รุ่งเช้ามาเยือน แสงแดดอ่อนสาดส่องลงมาบนพื้น สายลมอ่อนพัดปลิว ยอดหญ้าพลิ้วไหว เอนเอียงไปตามกระแส หมู่มวลวิหคขับขาน บรรเลงรับวันใหม่ ด้วยใจเบิกบาน”
อวี้จื่อลู่ออกจากกระโจมแล้วเดินไปยังทิศตะวันออกซึ่งมีทุ่งหญ้ากว้างที่เขียวขจีงดงามตา ยามเมื่อเห็นทุ่งเบื้องหน้าก็ยืดแขนไปด้านข้างลำตัวจนสุดแขน ก่อนสูดหายใจเข้าลึก ๆ อย่างช้า ๆ แล้วค่อย ๆ พร่างพรูลมหายใจออก ทำเช่นนี้อยู่ซ้ำ ๆ เพื่อกอบโกยอากาศบริสุทธิ์เข้าปอด ช่างเป็นเช้าที่สดใสเหมาะแก่การเดินทางยิ่งนัก
เห็นแบบนี้แล้ว คาดว่าการเดินทางครั้งนี้คงจะมีเรื่องดี ๆ เกิดขึ้นเป็นแน่ ไม่แน่ว่าอาจจะเจอตัวบิดาด้วยก็เป็นได้ หวังว่าท่านจะยังอยู่ดีและปลอดภัยนะเจ้าคะ นางใช้เวลาอยู่ที่ทุ่งหญ้าครู่หนึ่งก็เดินกลับไปหามารดาและพี่ชาย
“ท่านแม่ ข้ามาแล้ววว มีอะไรให้กินบ้างเจ้าคะวันนี้” อวี้จื่อลู่เดินยิ้มร่าเข้ามาท่าทางอารมณ์ดี
“อะไรกันมาถึงก็ถามหาแต่ของกิน พี่กับพี่ใหญ่ก็อยู่นะ”
“ทำไมเห็นแต่พี่ใหญ่เล่า ท่านแม่” รอยยิ้มเจ้าเล่ห์เป็นประกายอยู่ในดวงตา
“หยุดหยอกล้อพี่รองเจ้าได้แล้ว”
“เจ้าค่าาาา” นางหันไปแลบลิ้นปลิ้นตาใส่พี่ชายคนรอง แล้ววิ่งหนีออกไปทันที ทิ้งให้อวี้เฉิงรุ่ยยืนเหวอ
แบร่!!
“ฝากไว้ก่อนเถอะ” อวี้เฉิงรุ่ยได้แต่คาดโทษน้องสาวตัวดี ทว่าไม่เคยคิดที่จะลงโทษเลยสักครั้งเดียว ก็นะใครใช้ให้มีน้องเช่นนี้กัน
ลู่เยวี่ยนได้แต่อ่อนใจกับความชอบแกล้งพี่ชายของบุตรสาว จะว่าไปบุตรชายคนรองของนางก็น่ากลั่นแกล้งจริง ๆ นั่นแหละ ทว่ามีแค่คนในครอบครัวเท่านั้นแหละที่ทำได้ หากเป็นคนนอก…ก็นะตามนั้นแหละ
“ไปกินข้าวเถอะขอรับ ท่านแม่” น้ำเสียงนุ่มทุ้มของอวี้เหิงเยว่ดังเรียกสติของลู่เยวี่ยนกลับมา
“อืม” ลู่เยวี่ยนปล่อยให้บุตรชายคนโตประคองเดินไปยังต้นไม้ใหญ่ โดยทิ้งบุตรชายอีกคนไว้ด้านหลัง
“อ้าวแล้วข้าล่ะ” อวี้เฉิงรุ่ยชี้มาที่ตัวเอง “นี่ข้าโดนทิ้งเหรอ ไม่นะ!!” พอคิดถึงน้องสาว ลู่เอ๋อร์นะลู่เอ๋อร์หากเจ้ามีความสุขที่ได้กลั่นแกล้งพี่ชายคนนี้แล้วละก็… หึหึหึ ทำไปเถอะเพื่อรอยยิ้มของเจ้าจะคงอยู่ตลอดไป ก่อนเดินตามพวกเขาไปกินข้าว
อวี้จื่อลู่ที่เห็นพี่รองเดินมาแล้ว ก็ลุกขึ้นเดินเข้าไปหาแล้วลากเขามานั่งข้าง ๆ นาง พร้อมกับตักอาหารให้อย่างเอาใจ
“มา ๆ พี่รองอันนี้อร่อยมากข้าตักให้นะ”
เห็นน้องสาวยิ้มจนตาหยี มุมปากของเขามีรอยยิ้มผุดขึ้นมาจาง ๆ “ขอบใจเจ้ามากลู่เอ๋อร์”
“ด้วยความยินดีเจ้าค่ะ”
อาหารมื้อนี้ต่างเต็มไปด้วยรอยยิ้มและเสียงหัวเราะ ชวนให้คนรอบข้างมีความสุขไปด้วย หลังอิ่มท้องทุกคนต่างแยกย้ายเก็บสัมภาระแล้วออกเดินทางทันที ตลอดการเดินทางก็หาได้ราบรื่นอย่างที่คิด บ้างก็เจอโจรภูเขาดักปล้น บ้างก็โดนมือสังหารลอบฆ่า ทว่าพวกเขาก็ผ่านมันมาได้ แม้จะอุปสรรคมากมายคอยขัดขวางก็หาได้ย่อท้อไม่ โดนลอบโจมตีนับครั้งไม่ถ้วน อาจจะมีบ้างที่มีการสูญเสียคนในปกครอง ทุกสิ่งล้วนเป็นเรื่องปกติ หากอ่อนแอก็จะโดนฆ่า ผู้แข็งแกร่งเท่านั้นถึงจะมีชีวิตรอด นางเองก็ย้ำเตือนทุกครั้งให้รักษาชีวิตตนเองไว้เป็นอันดับแรก หากตกอยู่ในอันตรายถึงชีวิตให้หลีกหนีก่อน เรื่องอื่นล้วนไม่สำคัญ เพราะสำหรับนางแล้วชีวิตสำคัญมากที่สุด ข้าวของมีค่าพวกนั้นหากหายไป ก็ยังสามารถหาใหม่ได้ แต่ชีวิตคนเรานั้นมีเพียงชีวิตเดียว ต้องถนอมมันเอาไว้ให้ดี
ช่วงเย็นของวันอวี้จื่อลู่ตั้งใจจะไปดักปลาริมลำธาร เพราะอยากกินปลาเผา ระหว่างทางบังเอิญได้ยินพี่ใหญ่และน้าอี้ถังพูดคุยหารือเรื่องบิดา หลังจากได้รับจดหมายลับจากน้าอี้ซื่อที่ส่งมา นางจับใจความได้เพียงแค่ว่าบิดาบาดเจ็บหนักอยู่ในป่าอสรพิษ และคาดโดนพิษบางอย่างเข้าไปด้วยเช่นกัน ได้ยินเช่นนั้นจึงแอบซ่อนอยู่หลังต้นไม้ รอให้ทั้งสองเดินจากไปไกลแล้วค่อยโผล่ออกมาจากที่ซ่อน ตัดสินใจเดินกลับไปที่กระโจม ใช้ข้ออ้างว่าปวดหัวอยากพักผ่อน ไม่อยากให้ใครรบกวนระหว่างนี้เพื่อตบตาทุกคน รีบเก็บเฉพาะข้าวของที่จำเป็นเพื่อรอเวลา
ตกดึกคืนนั้นยามจื่อ (23.00 - 24.59 น.)
อวี้จื่อลู่ลอบออกจากกระโจมไปยังป่าอสรพิษทันที เมื่อทราบข่าวว่าบิดาอยู่ที่ใด ด้วยความร้อนใจและเป็นห่วงเรื่องอาการบาดเจ็บจึงเร่งรีบเดินทางล่วงหน้าไปก่อนด้วยตัวคนเดียว เพราะเป็นกังวลว่าหากชักช้าจะทำให้รักษาอาการบาดเจ็บของบิดาไม่ทัน ไม่รู้ว่าจะโดนพิษอะไรเข้าไปบ้าง จึงเหลือทิ้งไว้เพียงแค่จดหมายหนึ่งแผ่น ให้มารดาและพี่ชายรู้ว่าจุดหมายปลายทางอยู่ที่ใด พร้อมกับยาถอนพิษอีกห้าขวดที่นางทิ้งไว้่
สามวันสองคืนที่อวี้จื่อลู่เดินทางโดยไม่หยุดพัก เมื่อท้องหิวก็ทำเพียงแค่นำผลผลึกม่วงออกมากินและดื่มน้ำหยดวารีมรกตทดแทน และความพยายามของนางก็เห็นผล ในที่สุดก็มาถึงป่าอสรพิษจนได้ ความเหนื่อยล้าเริ่มปรากฎ เมื่อร่างกายหักโหมอย่างหนัก โดยมิได้หยุดพักมาตลอดหลายวันก่อนหน้า
อวี้จื่อลู่เองก็รับรู้ความเหนื่อยล้าของร่างกายดี พลางกวาดตามองไปยังต้นไม้ใหญ่หลายต้นเพื่อหาที่หลบซ่อน จนสายตาสะดุดเข้ากับต้นไม้ต้นหนึ่งมีใบหนาทึบและเป็นพุ่ม จึงใช้วิชาตัวเบาดีดตัวเองขึ้นไปบนกิ่งขนาดใหญ่ ก่อนหายเข้ามิติแล้วหอบพาร่างตนเองเข้าห้อง ทิ้งตัวลงบนเตียงนอนแล้วหลับไปในที่สุด
ผ่านไปสีี่ชั่วยามร่างกายได้พักผ่อนเต็มที่ อวี้จื่อลู่ตื่นมาด้วยความสดชื่น เรี่ยวแรงพละกำลังกลับมาเหมือนเดิม ไม่เหลือร่องรอยของการเหนื่อยล้าใด ๆ ทว่าเหนียวตัวยิ่งนัก กลิ่นเองก็ไม่ค่อยดีเสียด้วยสิ เห้อ!! ต้องรีบอาบน้ำชำระร่างกายด่วนเลยสินะ ใช้เวลาไม่ถึงสองเค่อทุกอย่างเป็นอันเสร็จเรียบร้อย ก็พาตนเองออกจากมิติ มุ่งหน้าเข้าป่าออสรพิษทันที แต่ก่อนจะเข้าไปนางได้กินยาถอนสารพัดพิษป้องการไว้ก่อนแล้ว จึงไร้กังวลหายห่วง หากถามว่าทำไมไม่ให้ลูกเผ็ดออกมาช่วยอีกแรง นั่นเพราะว่าอวี้จื่อลู่ให้นางอยู่ปกป้องมารดาจากมือสังหารแทนตนเองที่ไม่อยู่
อวี้จื่อลู่เสาะหาไปทั่วทุกแห่งภายในป่า ไม่ว่าจะเป็นถ้ำเล็กใหญ่หรือสถานที่ที่สามารถซ่อนตัวได้ ก็ไม่ปล่อยให้หลุดรอดสายตา นางวนเวียนค้นหาไปทุกที่ จนสายตาสะดุดเข้ากับแผ่นหลังอันคุ้นเคย จึงเร่งฝีเท้ารีบตามอีกฝ่ายไปอย่างไม่ลังเลจนทันในที่สุด ทว่าอีกฝ่ายไม่มีท่าทีว่าจะหยุด ยังคงหลบหนีไปมาพยายามทำให้สับสนเส้นทาง หากเดาไม่ผิดน้าอี้ซื่อคงคิดว่าเป็นศัตรู และใช่นางคิดถูก
อี้ซื่อในตอนนี้ที่รู้ว่าตนเองโดนสะกดรอยตามอยู่ถูกเจอตัวเข้าให้แล้ว เลยพยายามหลอกล่อศัตรูไปอีกทาง เพื่อป้องกันมิให้นายท่านตกอยู่ในอันตราย ทว่าผ่านไปครู่หนึ่งแล้วก็ไม่มีท่าทีว่าจะสลัดอีกฝ่ายให้หลุดพ้น ก่อนตัดสินใจเร่งฝีเท้าขึ้นอีก และดูเหมือนว่าคนที่ตามมาเริ่มมีโทสะ จึงตะโกนเรียกเขาเสียงดังลั่นป่า
“น้าอี้ซื่อหยุด!!”
สองเท้าหยุดชะงักร่างกายแข็งทื่อ ทันทีที่ได้ยินน้ำเสียงอันคุ้นเคยเอ่ยเรียกตนเสียงดัง แล้วหันหลังกลับไปมอง เมื่อเห็นว่าเป็นผู้ใด อี้ซื่อถึงกับน้ำตาไหลด้วยความดีใจ
“คะ…คุณหนู เหตุใดถึงมาอยู่ที่นี่ละขอรับ” อี้ซื่อเองก็ตกใจไม่น้อยที่เจอคุณหนูที่นี่ และเดินทางมาด้วยตัวคนเดียว หากเดาไม่ผิดคุณหนูแอบออกมาก่อนเป็นแน่ และใช่เขาคาดเดาได้ถูกต้อง
“ก็มาตามหาท่านพ่อกับท่านนะสิ” สายตานางสอดส่องกวาดตามองไปทั่วกลับไม่เจอบิดา “แล้วท่านพ่อล่ะ”
“นายท่านซ่อนตัวอยู่ภายในถ้ำทางทิศนั้นขอรับ แต่วะ…”
“ข้าไปล่ะ”
ไม่ทันได้เอ่ยจบ อวี้จื่อลู่ใช้วิชาตัวเบาพุ่งไปยังจุดหมายปลายทางทันที ทิ้งให้อี้ซื่อยืนอึ้งอยู่กับที่ ขบคิดเรื่องระดับพลังปรานของนางเมื่อครู่ เวลาเพียงไม่กี่เดือนนางก้าวหน้าขนาดนี้แล้วหรือ? หากเป็นคุณหนูล่ะก็ต้องช่วยนายท่านได้แน่นอน หายห่วงได้แล้วสินะ แต่เหมือนว่าข้าจะลืมบอกอะไรไปหรือเปล่านะ ช่างเถอะเดี๋ยวก็นึกออกเอง ไปล่าสัตว์หาเนื้อมาทำอาหารก่อนดีกว่า
จวบจนเวลาผ่านไปสองเค่อ อี้ซื่อเหมือนนึกเรื่องบางอย่างได้
เอ๊ะ!!
ตายแล้วววว แย่แน่ ๆ นายท่านแย่แน่ ๆ หากคุณหนูเห็นนายท่าน…