หลินเสวี่ยจู๋รื้อค้นข้าวของภายในมิติพบว่านอกจากข้าวของเครื่องใช้ในชีวิตประจำวันแล้วของที่อยู่ในมิติต่างมีราคาแพงเกินกว่าจะนำออกมาได้
ข้าวของส่วนใหญ่ในรายการล้วนรวบรวมได้ครบถ้วนรวมไปถึงสมุนไพรที่หลินเฉิงเหยาเขียนไว้ด้วย เมื่อเป็นเช่นนี้นางก็วางใจ หลังจากจัดการข้าวของที่จำเป็นเรียบร้อยแล้วนางก็ออกจากมิติ
เมื่อลืมตาขึ้นมานางก็เหลือบมองไปยังจุดที่หลินเสวี่ยหลานกับโจวเซินอี้อยู่โดยไม่รู้ตัว แต่กลับพบว่าทั้งสองคนหายไปแล้วพื้นที่โล่งกว้างเช่นนี้ พวกเขาจะไปที่ใดได้?
“พี่หญิงของเจ้าบอกว่าหิวจึงพาโจวเซินอี้ออกไปหาของกินในป่า” หยวนซิวราวกับมองเห็นความสงสัยในแววตาของนางจึงอธิบายอย่างเย็นชา
หลินเสวี่ยจู๋ตัวสั่นสะท้านมองหยวนซิวอย่างไม่อยากจะเชื่อ “ท่านเป็นพยาธิในท้องข้าหรือ?”
หยวนซิวจ้องมองนาง “ส่วนใหญ่แล้วความคิดของเจ้าก็ไม่ได้เดายาก”
หลินเสวี่ยจู๋คิด ‘เขาหมายความว่านางซื่อบื้อสินะ’
แต่พอนึกถึงสายตาอันหวานเชื่อมของหลินเสวี่ยหลานกับโจวเซินอี้เมื่อครู่นางก็เดาว่าสิ่งที่ทั้งสองคนไปกินในป่านั้น อาจไม่ใช่อาหารเพียงอย่างเดียว
หากเป็นเช่นนั้นจริง นางเอกก็ลดมาตรฐานตัวเองเกินไปแล้วกระมังต่อให้ไม่ได้รับความรักจากพระเอกของเรื่อง ไปคว้าตัวประกอบชายอันดับสองหรืออันดับสามก็ยังดีจะไปยุ่งเกี่ยวกับตัวประกอบที่มีหน้าที่กันกระสุนทำไมกัน?
ช่างเถิด นางควรเคารพชะตาชีวิตของผู้อื่นละทิ้งความคิดที่จะช่วยเหลือเสีย จะได้ไม่ต้องมาเสียใจเองในภายหลัง
แม้ว่าหลินเสวี่ยจู๋จะคิดเช่นนี้แต่สุดท้ายก็อดไม่ได้ที่จะอยากรู้อยากเห็น ทว่าดีที่นางยังมีจิตสำนึกมิฉะนั้นคงต้องตามไปดูให้เห็นกับตาเป็นแน่
นางหาวออกมารู้สึกว่าเปลือกตาหนักอึ้ง
วันนี้วิ่งขึ้นเขาลงเขาเพื่อโกยขนแกะทั้งวันทำเอานางเหนื่อยล้าเต็มที ก่อนจะล้มตัวลงนอนต่อนางยังไม่ลืมกำชับหยวนซิวอย่างหนักแน่น “สามีช่วยดูให้ข้าหน่อยว่าตอนที่สองคนนั้นออกมาจากป่ามีสภาพเช่นไรบ้าง”
แม้ว่านางจะง่วงแต่โชคดีที่นางมีสามีที่ไม่ต้องนอน จึงทำหน้าที่เป็นปาปารัสซีชั่วคราวให้นางได้
หยวนซิวรู้ว่าหลินเสวี่ยจู๋อยากชมความครึกครื้นแต่เขาไม่ได้เห็นปฏิกิริยาของหลินเสวี่ยหลานกับโจวเซินอี้ก่อนหน้านั้น จึงคิดว่าหลินเสวี่ยจู๋แค่อยากรู้ว่าทั้งสองคนหาอาหารพบและกินจนอิ่มหรือไม่จึงตอบตกลงอย่างไม่ลังเล
หลินเสวี่ยจู๋วางใจเมื่อรู้ว่ามีคนเป็นปาปารัสซีให้จึงพลิกตัวแล้วผล็อยหลับไป
ส่วนหยวนซิวนั่งอยู่สักพักรอจนกระทั่งทุกคนหลับกันหมดแล้ว จึงค่อยๆ คลี่กระดาษแผ่นเล็กๆ ออกมาจากซอกนิ้ว
ในกระดาษเขียนว่า ‘ท้องพระคลังถูกปล้น’
อ่านจบก็หยิบฟืนขึ้นมาโยนเข้าไปในกองไฟด้วยสีหน้าเรียบเฉย กระดาษแผ่นนั้นถูกหนีบไว้ในซอกฟืนถูกไฟเผาจนมอดไหม้เป็นจุณ
มุมปากของหยวนซิวยกยิ้มอย่างขบขัน
เขาก็คิดอยู่ว่าเหตุใดหลังจากเหยี่ยนอ๋อง ‘เชิญ’ เขาไปที่จวนแล้วกลับไม่สังหารเขาทันที กลับมัดเขาไว้เพื่อเตรียมทรมาน เพียงแต่ยังไม่ทันที่เหยี่ยนอ๋องจะเค้นถามอะไรจากเขาหลินเสวี่ยจู๋ก็วางเพลิงที่นอกลานเสียแล้ว
ชั่วขณะนั้นเขาก็ปะติดปะต่อเรื่องราวทั้งหมดเข้าด้วยกัน
วันที่เขากลับถึงเมืองหลวงคนที่ถูกกักตัวไว้ในวังหลวงนอกจากท่านน้าแล้วก็มีหลินเสวี่ยจู๋
ส่วนการจะเข้าไปในท้องพระคลังจำเป็นต้องใช้กุญแจสองดอกที่อยู่ในมือของฮ่องเต้และเสนาบดีกรมคลัง
จึงมีเพียงคนที่อยู่ในวังหลวงในคืนนั้นเท่านั้นที่จะสัมผัสกับกุญแจได้
ยิ่งไม่ต้องพูดถึงยาบำรุงหยวนชี่ที่หลินเสวี่ยจู๋ให้เขากินตลอดและยาสลบสมควรตายนั่นย่อมเป็นไปไม่ได้ที่นางจะนำออกมาจากวังหลวงได้ง่ายๆ กอปรกับสิ่งของที่นางนำออกมาเป็นครั้งคราวโดยมีที่มาไม่แน่ชัดอีก
รวมถึงตอนที่พวกเขาเข้าไปในจวนนอกเมืองของเหยี่ยนอ๋องที่นั่นมีทิวทัศน์งดงามตระการตาชัดๆ แต่ตอนที่พวกเขาจากไป มันกลับดูทรุดโทรมราวกับถูกยกเค้าก็ไม่ปาน
หยวนซิวมีข้อสงสัยอันสมเหตุสมผลเขาคาดการณ์ว่าผู้ที่ปล้นท้องพระคลัง สร้างความวุ่นวายไปทั่วเมืองหลวงแล้วยังปล้นจวนนอกเมืองของเหยี่ยนอ๋องจนเกลี้ยงก็คือสตรีที่กำลังนอนกรนอยู่ข้างกายเขานี่เอง
เพียงแต่นางทำเช่นนั้นได้อย่างไรกัน?
ไม่ต้องพูดถึงท้องพระคลังแค่จวนนอกเมืองเล็กๆ ของเหยี่ยนอ๋อง คนธรรมดาก็ไม่อาจปล้นจนเกลี้ยงได้แล้ว ฮูหยินผู้มีที่มาไม่แน่ชัดของเขาใช้วิชาปีศาจอะไรกันแน่?
สิ่งที่เขาสงสัยอีกอย่างคือน้ำที่นางให้เขาดื่มเป็นยาวิเศษอะไรกันแน่ถึงทำให้ร่างกายของเขาฟื้นฟูเร็วกว่าคนทั่วไปเช่นนี้?
ความสงสัยมากมายผุดขึ้นในใจของหยวนซิว
หากเป็นเมื่อก่อนคนที่กล้าเล่นตุกติกต่อหน้าเขาคงถูกเขาสาดน้ำเย็นปลุก ทั้งยังถูกเขาจับตัวไปทรมานนานแล้ว
แต่ตอนนี้คนผู้นั้นคือหลินเสวี่ยจู๋
แม้ว่าเขาจะรู้ดีว่านางมีกลอุบายอยู่เต็มท้องแต่เขากลับไม่กล้าแม้แต่จะถาม
เมื่อคิดถึงตรงนี้หยวนซิวก็เบือนหน้าหนีอย่างจนใจ ไม่อาจมองหน้าคนผู้เดียวในชีวิตที่เขาต่อกรไม่ได้
ในเวลานี้เองเขาก็เห็นหลินเสวี่ยหลานกับโจวเซินอี้เดินออกมาจากป่า มวยผมและเสื้อผ้าของหลินเสวี่ยหลานดูยุ่งเหยิงเล็กน้อยส่วนโจวเซินอี้ก็กำลังจัดเสื้อผ้าพร้อมกับพยายามสะกดรอยยิ้มที่มุมปากเอาไว้
แม้ว่าหยวนซิวจะไม่เคยร่วมหอกับผู้ใด แต่ก็ไม่ใช่ว่าจะไม่รู้อะไรเลย
เมื่อเห็นเช่นนี้เขาก็ขมวดคิ้วอย่างรังเกียจไม่อยากจะมองสองคนนั้นอีก สายตาเหลือบมองหลินเสวี่ยจู๋ที่กำลังหลับสนิทในใจรู้สึกอัดอั้นขึ้นมาทันที
ที่แท้สตรีผู้นี้รู้อยู่แก่ใจว่าสองคนนั้นเข้าไปทำอะไรในป่ายังจะให้เขาคอยจับตามองแล้วรายงานสภาพของพวกเขาให้นางฟังอีก
สตรีผู้นี้สมองมีปัญหาหรือไม่? เหตุใดถึงได้สนใจเรื่องน่าอับอายพรรค์นี้!
หยวนซิวมองท้องฟ้าอย่างจนคำพูดเขาสูดลมหายใจเข้าลึกๆ แล้วพยายามสงบสติอารมณ์อย่างเชื่องช้า
เช้าวันรุ่งขึ้นหลินเสวี่ยจู๋ลุกขึ้นนั่งด้วยความงัวเงีย ยังไม่ทันตื่นดี นางก็งึมงำถาม “ปาปารัสซี ไม่สิ สามีเมื่อคืนท่านเห็นอันใดบ้าง?”
เมื่อหยวนซิวได้ยินว่าประโยคแรกหลังตื่นนอนของนางคือการถามถึงเรื่องนี้ก็โมโหอย่างยิ่งจึงเอ่ยอย่างเฉยเมย “ไม่เห็น”
หลินเสวี่ยจู๋ลืมตาขึ้น ก่อนจะมองเขาด้วยสีหน้าไม่แสดงอารมณ์ความรู้สึกใดๆแล้วหันไปมองหลินเสวี่ยหลาน
เมื่อเห็นหลินเสวี่ยหลานอิงแอบอยู่ในอ้อมกอดของโจวเซินอี้ดูเหมือนนอนหลับอย่างไม่ค่อยสบายนัก หลินเสวี่ยจู๋ก็ยิ้มออกมา
ไม่ต้องพูดอะไรนางก็เข้าใจ
“เจ้ากำลังมองอันใด?” หยวนซิวขมวดคิ้วจนแทบจะเป็นปม
หลินเสวี่ยจู๋ยิ้มเจ้าเล่ห์ “ก็แค่ฝ่ายชายดูพึงพอใจเป็นอย่างยิ่งเขากำลังนอนหลับเอาแรง ส่วนฝ่ายหญิงคาดว่าคงจะฝันร้าย”
ถึงอย่างไรหากต้องจ้องมองใบหน้าซีดเซียวราวกับมนุษย์กระดาษทั้งคืนย่อมหลีกเลี่ยงที่จะไม่ฝันร้ายได้ยาก
นางวิเคราะห์ได้ละเอียดจริงๆ
หยวนซิวกัดฟันกรอดด้วยความโมโหแต่ยังไม่ทันที่เขาจะเอ่ยปาก จู่ๆ ท้องฟ้าก็มีฝนโปรยปรายลงมา
“ไอ๊หยาฝนตกแล้ว รีบเก็บของที่ตากไว้เร็วเข้า” หลินเสวี่ยจู๋กระโจนขึ้นมาทันทีแล้วพุ่งไปปลุกลู่โม่อย่างรวดเร็ว
ลู่โม่ที่ตื่นนอนแล้วก็รีบไปปลุกเหยียนต้ากับสามพี่น้องสกุลหูเหยียนต้าปลุกแม่นมหม่ากับชุ่ยเอ๋อร์ต่อ ส่วนชุ่ยเอ๋อร์ก็ปลุกกู้เจินเหนียง
พวกเขาทยอยวิ่งไปที่รถม้าหลังจากวุ่นวายอยู่พักหนึ่งก็เก็บของทั้งหมดที่แขวนเรียงรายเข้าไปในรถม้าได้
เพียงแต่การทำเช่นนี้ทำให้รถม้าแน่นจนไม่มีที่นั่ง
“เด็กเล็กกับคนที่มีร่างกายอ่อนแอพยายามเบียดเข้าไปข้างใน” หลินเสวี่ยจู๋ตอบสนองอย่างรวดเร็ว พลางยกเสื่อขึ้นมาบังฝนให้ตนเองและหยวนซิว
.............................