บทที่29 สำแดงวิชามรรค
สนามต่อสู้ในเวลานี้การปะทะกันยังดำเนินไปอย่างต่อเนื่อง ทางด้านของหลินตงและจิ่วหมานทั้งสองต่างปล่อยวิชามรรคโจมตีใส่อีกฝ่ายอย่างไม่ลดละ
“เฮอะ แม้วิชาเพลิงมังกรผลาญสวรรค์ของเจ้าจะเป็นวิชามรรคระดับสูงของหอสุราปราบเซียน แต่ทว่าด้วยพลังยุทธ์ที่อ่อนเช่นเจ้าคงสำแดงความสามารถของวิชาได้แค่นี้ล่ะนะ สุดท้ายเจ้าก็คงจะเป็นแค่บริวารตัวเล็กๆสินะ ฮาๆๆ”
จิ่วหมานเอ่ยออกมาด้วยเสียงที่เสริมด้วยพลังปราณหวังให้ผู้คนโดยรอบได้ยินทั้งหมดและหวังให้พลังใจในการต่อสู้ของเหล่าจอมยุทธ์ของสามสำนักเริ่มลดลง
จิ่วหมานเมื่อสู้กับชายหนุ่มไปได้สักพักจึงรับรู้ได้ถึงความจริงข้อนี้แม้ว่าชายหนุ่มจะสำแดงวิชามรรคนี้มาได้
แต่ก็แสดงพลังที่แท้จริงออกมาได้แค่ห้าส่วนเท่านั้น สิ่งนี้เองยิ่งทำให้จิ่วหมานมั่นใจว่าชายหนุ่มคงเป็น บริวารตัวเล็กๆของหอสุราปราบเซียนเท่านั้น ต่อให้มดตัวเล็กๆหายไปหอสุราปราบเซียนก็คงไม่สืบหาเป็นแน่
ด้วยเหตุนี้ตัวมันจึงสามารถสังหารชายหนุ่มตรงหน้าได้โดยที่ไม่ต้องกลัวผลกระทบอันใด
ทางด้านของหลินตงเมื่อได้ยินคำพูดของจิ่วหมาน ก็ได้แต่เกิดอารมณ์หงุดหงิดขึ้นมาในใจ “ไอหอสุราปราบเซียนนี่มันอันใดกันแล้วข้าไปเป็นบริวารตั้งแต่เมื่อใด”
“เหตุใดปากเจ้าจึงพูดมากเช่นนี้กัน หรือว่าตอนเจ้ายังเด็กบิดามารดาไม่ค่อยพูดกับเจ้ากันเจ้าถึงโตมาได้พูดมากเช่นนี้”
เสียงของชายหนุ่มดังไปทั่วสนามรบผู้คนที่ไม่ได้อยู่ในสถานการณ์กดดันต่างก็อดที่จะหัวเราะออกมามิได้ ส่วนโลหิตสิบเก้าและโลหิตสิบแปดที่กำลังปะทะกับคงหมิงอยู่นั้น ก็รู้สึกแปลกใจเป็นอย่างยิ่งตั้งแต่พวกมันทั้งสองได้ทำภารกิจร่วมกับจิ่วหมานมานี่เป็นครั้งแรกที่จิ่วหมานถูกพูดจาใส่เช่นนี้
คงหมิงที่ได้ยินก็อดที่จะหัวเราะจนตัวงอมิได้ “โฮ่ง..ดี!ดี! ด่าได้ดีเจ้าหลินตงเจ้าไปเรียนคำด่าเช่นนี้มาจากใครกัน”
ชายหนุ่มที่เอ่ยจบก็ได้แต่คิดกับตัวเอง “เหตุใดตัวข้าที่ไม่เคยพูดจาหยาบคายถึงกลายมาเป็นแบบนี้ได้นะ มันเริ่มตั้งแต่เมื่อไหร่กัน?” ไม่ให้ชายหนุ่มได้คิดอันใดต่อความรู้สึกอันตรายถึงชีวิตก็ผุดขึ้นมาในใจชายหนุ่ม
เมื่อหันกลับไปมองที่จิ่วหมาน เวลานี้ตัวมันได้เดือดดาลต่อการยั่วโมโห ของชายหนุ่มเป็นอย่างมาก ทั้งชีวิตนี้ไม่เคยมีใครกล้าเอ่ยกับมันเหมือนอย่างชายหนุ่มเบื้องหน้ามันมาก่อน ด้วยเหตุนี้ตัวมันจึงจะใช้พลังทั้งหมดเพื่อสังหารชายตรงหน้ามันให้จงได้
สิ้นความคิดจิ่วหมานจึงสำแดงวิชามรรคใส่ชายหนุ่มอย่างรวดเร็ว “ร่างโลหิต” สิ้นเสียงก้อนโลหิตขนาดใหญ่ได้ออกมาจากร่างกายของจิ่วหมาน พร้อมก่อตัวเป็นร่างจำลองมารโลหิต
วิชานี้แทบจะไม่ต่างจากโลหิตสิบเก้าและโลหิตสิบแปดเลย ความแตกต่างเดียวที่มีคือความใหญ่ของร่างจำลองมารโลหิตตนนี้ที่มีความใหญ่มากกว่าของโลหิตสิบแปดและโลหิตสิบเก้าถึงสามเท่า
ในมือของร่างจำลองนั้นปรากฏดาบใหญ่ที่ถูกสร้างมาจากโลหิตของจิ่วหมาน รอบๆร่างจำลองในตอนนี้ ปลดปล่อยกลิ่นอายความตายออกมาจนผู้ที่อยู่ไม่ไกลมากนักถึงกับไม่สามารถก้าวขาไปไหนได้ แม้แต่เหล่ามารโลหิตก็แทบไม่ต่างกัน
“โฮ่ง…ไอเจ้านั่นมันสังหารผู้คนไปมากเท่าใดกัน เลือดของเจ้านั่นถึงได้ปล่อยกลิ่นอายความตายออกมามากมายขนาดนั้น” คงหมิงเอ่ยด้วยน้ำเสียงไม่สบอารมณ์
ในด้านของหม่าฉือและเจียงเป่าทั้งสองนั้นตกตะลึงเป็นอย่างมาก ในการฝึกยุทธ์ที่ผ่านมาทั้งสองจะต้องเจอคู่ต่อสู้ไม่ว่าจะเป็นคนหรือสัตว์อสูรก็ไม่เคยมีเลยสักครั้งที่พวกเขาจะพบเจอกับกลิ่นอายความตายที่มากมายเช่นนี้
“ไม่ว่าจะเห็นมาอีกกี่ครั้ง ข้าก็คงจะไม่สามารชินกับกลิ่นอายความตายของท่านจิ่วหมานได้” โลหิตสิบแปดและโลหิตสิบเก้าคิดอยู่ภายในใจ
ไม่กี่ลมหายใจต่อมาการต่อสู้ก็ดำเนินต่ออย่างดุเดือด เหล่าจอมยุทธ์และเผ่ามารโลหิตทั้งสองฝ่ายที่หายตกตะลึงต่างคิดขึ้นมาได้หากยังสนใจสิ่งอื่นใดอยู่ศีรษะของพวกเขาคงหลุดออกจากบ่าเป็นแน่
“ฮ่าๆๆไปลงนรกซะไอเจ้าเด็กเหลือขอ” สิ้นเสียงดาบใหญ่ในมือร่างจำลองได้ฟันลงไปที่ชายหนุ่มอย่างรุนแรง เสียงสายลมถูกตัดขาดจากพลังของดาบใหญ่ที่พุ่งตรงมาอย่างรวดเร็ว
ชายหนุ่มที่เห็นดาบใหญ่พุ่งเข้ามาหาตนด้วยพลังอันน่าหวาดหวั่นและความเร็วที่ขัดแย้งกับขนาดของมัน จึงทำได้เพียงใช้วิชามรรคมังกรเพลิงผลาญสวรรค์ที่สำแดงไว้แล้วของตนตั้งรับไว้แบบทื่อๆ
เมื่อดาบใหญ่ปะทะกับร่างของมังกรเพลิงรัศมีพลังกระจายออกไปทั่วบริเวณโดยรอบเหล่าจอมยุทธ์และมารโลหิตที่อยู่โดยรอบต่างถูกพลังสายนี้กระแทกลอยพร้อมกระอักเลือดกันถ้วนหน้า
ในจุดที่มีแรงปะทะเวลานี้ร่างหนึ่งได้ลอยออกมาดั่งว่าวสายป่านขาด ร่างๆนั้นก็คือหลินตงนั่นเอง
ตู้ม!...ร่างของชายหนุ่มกระแทกกำแพงสำนักอย่างจัง เศษฝุ่นและเสากำแพงกระจายไปทั่วบริเวณเมื่อเศษฝุ่นเหล่านั้นหายไปจึงปรากฏร่างของชายหนุ่มนอนแน่นิ่งจมกองเลือดอยู่
“หลินตง!” หม่าฉือเจียงเป่าและคงหมิงต่างร้องเรียกชื่อชายหนุ่มออกมาพร้อมกัน เมื่อเหล่าจอมยุทธ์ของสามสำนักเห็นสภาพของชายหนุ่มในตอนนี้ ใจของทุกคนก็ตกไปอยู่ที่ตาตุ่ม
ในเวลานั้นเองชายหนุ่มที่นอนจมกองเลือดอยู่นั้นได้ลุกขึ้นมาด้วยท่าทางซวนเซ เหล่าจอมยุทธ์ของสามสำนักเมื่อเห็นว่าชายหนุ่มยังไม่สิ้นชีพไปนั้น ต่างก็ใจชื้นขึ้นมาได้บ้าง แม้สภาพของชายหนุ่มจะไม่ค่อยดีนักก็ตามที
“เฮอะ ไอเจ้าแมลงสาบเหตุใดไม่ยอมตายไปซ่ะดีๆล่ะ ในเมื่อครั้งเดียวเจ้ายังทนได้งั้นลองรับไปอีกสักครั้งดู ข้าล่ะอยากรู้จริงๆว่าเจ้าจะทนได้ซักแค่ไหน”
เอ่ยจบไม่รอให้ผู้ใดได้ตอบสนองทัน ร่างจำลองโลหิตได้ฟาดฟันดาบใหญ่เข้าใส่ชายหนุ่มอีกครั้ง ในตอนนี้ ไม่ว่าจะเป็นหม่าฉือเจียงเป่าหรือคงหมิงก็ไม่อาจเข้าไปช่วยชายหนุ่มได้ทัน คงหมิงที่สามารถข้ามมิติได้ก็ถูกขัดขวางโดยโลหิตสิบแปดและโลหิตสิบเก้าจนไม่อาจปลีกตัวไปช่วยชายหนุ่มได้เลยแม้แต่น้อย
ชายหนุ่มที่ถูกซัดออกมาเมื่อลุกขึ้นมาได้ก็ยังไม่หายจากอาการมึนงง สาเหตุที่ตนโดนซัดกระเด็นมาเมื่อครู่นั้นเป็นเพราะความประมาทล้วนๆ ตัวเขาไม่คิดว่าพลังของดาบใหญ่นั่นจะมากมายถึงเพียงนี้
จึงใช้มังกรเพลิงของ วิชาเพลิงมังกรผลาญสวรรค์ตั้งรับเพียงอย่างเดียวและผลสุดท้ายตัวเขาจึงได้มานอนจมเศษกำแพงอยู่อย่างนี้
แต่นี่ก็โทษชายหนุ่มไม่ได้เสียทีเดียว แม้ระดับพลังของชายหนุ่มจะสูงถึงระดับนี้แล้วแต่ประสบการณ์ต่อสู้จริงนั้นแทบไม่มีเลย จะมีก็แต่การประลองยุทธ์กับหม่าฉือและเจียงเป่าเท่านั้น ใช่แล้วเพียงสองครั้งเท่านั้นและไม่ต้องพูดถึงการต่อสู้เป็นตายที่อยู่เบื้องหน้าของชายหนุ่มเลย
ในเวลานี้ชายหนุ่มที่พึ่งหายจากสภาพมึนงงจากการโดนซัดกระเด็นมา จึงมองไปที่การโจมตีที่กำลังเข้ามาตรงหน้าของตนอีกครั้ง
เห็นเช่นนั้นชายหนุ่มจึงเตรียมใช้วิชามรรคตั้งรับทว่าก่อนที่ชายหนุ่มจะสำแดงวิชามรรคเสร็จคมดาบนั้นก็ประชิดชายหนุ่มเสียแล้ว
“บัดซบไม่ทันแน่”ชายหนุ่มที่คิดได้เช่นนั้นจึงเตรียมจะปล่อยวิชามรรคที่สำแดงได้รวดเร็วออกไปกันไว้เสียก่อน
อย่างไรก็ดีกว่าเอากายหยาบรับไว้ซึ่งๆหน้า เวลานั้นเองร่างของสตรีสามร่างได้มายืนอยู่เบื้องหน้าของชายหนุ่มพร้อมปลดปล่อยวิชามรรคออกมา
“จ้าวอ้ายฉิง ฉินซู หลี่เฟย พวกเจ้ารีบถอยไป”ชายหนุ่มตะโกนออกไปด้วยน้ำเสียงเดือดดาล เหตุใดสตรีเหล่านี้จึงต้องมาทำเรื่องเช่นนี้ด้วย
จ้าวอ้ายฉิงจึงหันกลับมาส่งยิ้มให้ชายหนุ่ม “ชาตินี้ข้ามิปรารถนาจะจากท่านไปอีกแล้ว ไม่ว่าจะขึ้นสวรรค์หรือฝ่านรกข้าก็จะไปกับท่าน”
เอ่ยจบจ้าวอ้ายฉิงจึงสำแดงวิชามรรคของตนออกมา เบื้องหน้าของนางปรากฏดอกบัวน้ำแข็งขนาดมิได้แตกต่างจากดอกบัวทั่วไปมากนัก แต่ดอกบัวน้ำแข็งนี้กลับปล่อยกลิ่นอายแห่งความหนาวเหน็บหาใดเปรียบออกมา ทำให้เหล่าจอมยุทธ์ที่อยู่โดยรอบต่างหนาวสั่นไปตามๆกัน
“ท่านพี่หลินตง พวกข้าก็ขออยู่สู้กับท่านด้วย” ฉินซูและหลี่เฟยได้เอ่ยออกมาพร้อมๆกัน
เอ่ยจบฉินซูจึงได้สำแดงวิชามรรคของนางออกมาทันที เวลานี้เหล่าเถาวัลย์ได้พุ่งออกมาจากพื้นดินพร้อมก่อตัวกันเป็นยักษ์พฤกษาขนาดใหญ่ พร้อมเตรียมตั้งรับคมดาบด้านหน้าของมัน
ในด้านของหลี่เฟยที่ระดับพลังปราณถดถอย จึงทำได้เพียงใช้พลังปราณของตนสนับสนุนหญิงสาวทั้งสอง
หลินตงที่เห็นภาพเช่นนี้ก็ไม่อาจกล่าวอันใดได้อีก พร้อมความรู้สึกที่จุกแน่นภายในอก
ไม่รอช้าเมื่อหญิงสาวทั้งสามมาช่วยถ่วงเวลาให้ตน ชายหนุ่มจึงเตรียมสำแดงวิชามรรคที่เเข็งแกร่งที่สุดของเขาอีกครั้ง
ตูม! เมื่อคมดาบโลหิตปะทะกับการป้องกันของหญิงสาวทั้งสามคน วิชามรรคเหล่านั้นก็ถูกทำลายลงไปด้วยเวลาเพียงไม่กี่ลมหายใจ
แม้วิชามรรคของเหล่าหญิงสาวจะทรงพลังแค่ไหนแต่ระดับพลังของพวกนางก็อยู่เพียงขั้นนักรบเพียงเท่านั้น การป้องกันของพวกนางจึงกันการโจมตีได้เพียงไม่กี่ลมหายใจเท่านั้น
แต่นั่นก็เพียงพอสำหรับชายหนุ่มด้านหลังพวกนางแล้ว ในตอนนี้เองมวนเมฆาเหนือสนามรบได้เกิดความปั่นป่วนขึ้น
ลมหายใจต่อมาท้องนภาได้มืดครึ้มขึ้นมาอย่างรวดเร็วพร้อมปล่อยกลิ่นอายกดดันไปยังเหล่าจอมยุทธ์เบื้องล่าง
“ห้าจักรพรรดิสี่ทิศ” ชายหนุ่มเอ่ยวิชามรรคขึ้นมาในใจ ทันใดนั้นเองท้องนภาที่มืดครึ้มได้แหวกออกเป็นทางห้าสาย ในระหว่างที่ผู้คนกำลังจดจ้องสิ่งที่จะเกิดขึ้นอยู่นั้น ร่างเสมือนของสัตว์เทพทั้งห้าได้ค่อยๆปรากฏออกมาท่ามกลางสายตาของผู้คนเบื้องล่าง
นี่เป็นครั้งแรกที่ชายหนุ่มใช้วิชานี้หลังจากที่กลายเป็นราชันย์ยุทธ์ครึ่งก้าวระดับสูง ร่างเสมือนของสัตว์เทพในตอนนี้ชัดเจนกว่าตอนที่ชายหนุ่มเป็นราชันย์ยุทธ์ระดับกลางหลายเท่า พลังที่ร่างเสมือนสัตว์เทพปลดปล่อยออกมาก็มากขึ้นเช่นกัน
ชายหนุ่มเองยังอดที่จะตกตะลึงออกมาไม่ได้
“นะ…นี่มัน”เมื่อเห็นสัตว์เทพทั้งห้าที่ปรากฏออกมา จิ่วหมานที่เป็นถึงขุนพลโลหิตย่อมรู้เรื่องราวต่างๆมากมายอยู่แล้ว ทันทีที่เห็นสิ่งที่ปรากฏออกมานั้นหัวสมองของเขาก็ผุดชื่อวิชาหนึ่งออกมาทันที
“วิชามรรคห้าจักรพรรดิ์สี่ทิศ ตระกูลหลิน!”
จิ่วหมานเอ่ยออกมาด้วยน้ำเสียงสั่นกลัวถึงแม้ตระกูลนี้จะถูกทำลายไปแล้วแต่ความหวาดกลัวที่ทุกเผ่าพันธุ์มีต่อตระกูลนี้นั้นยังคงอยู่ไม่เสื่อมคลาย
ผู้คนที่อยู่ในสนามรบต่างได้ยินคำพูดของจิ่วหมานชัดเจน เหล่าจอมยุทธ์ของสามสำนักอาจมิได้ตกใจอันใดมากนักเพราะพวกเขาไม่รู้อยู่แล้วว่าตระกูลหลินคืออันใดส่วนที่ตกใจนั้นก็คือพลังอันน่ากลัวของวิชามรรคที่ปลดปล่อยออกมา
กลับกันเผ่ามารโลหิตที่รู้เรื่องของดินแดนภายนอกเมื่อได้ยินชื่อตระกูลหลิน มารโลหิตแต่ละตนถึงกับขนลุกชูชัน
“วิชานี้จะใช้ได้เฉพาะสายเลือดตระกูลหลินไม่ใช่รึ แล้วเหตุใดเจ้าเด็กนี่” เอ่ยถึงตรงนี้ความทรงจำเมื่อหลายร้อยปีก่อนก็ปรากฏขึ้นมาในหัวของจิ่วหมาน ตัวมันเคยได้ยินข่าวลือเกี่ยวกับหัวหน้าตระกูลหลินที่หายตัวไปกับภรรยานานหลายปี
จนกระทั่งศึกสุดท้ายของตระกูลหลินทั้งสองจึงได้กลับมา ข่าวลือบางข่าวก็บอกว่าทั้งสองได้เกิดความกลัวและหนีไปจากตระกูล แต่สุดท้ายก็สำนึกผิดแล้วมาตกตายพร้อมผู้คนในตระกูล แต่ก็มีอีกข่าวลือหนึ่งกล่าวว่าทั้งสองได้แอบมาทิ้งทายาทเอาไว้ในดินแดนห่างไกลเพื่อให้ตระกูลหลินไม่สูญหายไป
แล้วเวลานี้ข่าวลือที่สองนั้นได้เป็นความจริงแล้ว เมื่อสิ้นเสียงของจิ่วหมานเหล่ามารโลหิตและโลหิตสิบแปดโลหิตสิบเก้าได้แต่ทำสีหน้าโง่งม “ตระกูลหลินรึ” โลหิตสิบแปดเอ่ยพร้อมกับมองไปที่คงหมิง “สุนัขกลืนสวรรค์?”เอ่ยจบโลหิตสิบแปดโลหิตสิบเก้าต่างมองหน้ากันด้วยสีหน้าตกตะลึง
จากผู้เขียน: สัปดาห์นี้มีภารกิจหลายอย่างจึงทำให้กระผมมาช้า ต้องขออภัยทุกท่านด้วยนะครับ