เช้าวันต่อมา
“อาหารเช้ามาแล้ว” ผู้เป็แม่พูดพร้อมกับยกถ้วยอาหารมาวาง ก่อนจะหันไปยิ้มให้กับลูกสาว
“น่าอร่อยจังเลยค่ะ ไม่ได้กินอาหารฝีมือแม่มานานเท่าไหร่แล้ว งั้นพิ้งค์ขอชิมแกงจืดลูกเงาะนี้ก่อนเลยแล้วกัน” เธอพูดพร้อมกับยื่นช้อนไปตัก แต่ทว่าจู่ๆสีหน้าก็เปลี่ยนไปเมื่อได้กลิ่นแปลกๆ แต่เธอก็พยายามไม่ใส่ใจก่อนจะตักอาหารเข้าปาก
“เป็ไงบ้าง ฝีมือแม่ยังใช้ได้อยู่มั้ย” ในระหว่างที่มองหน้าลูกสาวด้วยความคาดหวัง แต่เธอกลับแสดงอาการเหมือนจะอาเจียน
“ทำไม...อุ๊...พิ้งค์เหม็นแล้วก็...อุ๊...พิ้งค์เข้าห้องน้ำก่อนนะคะ” เธอรีบวิ่งไปเข้าห้องน้ำทันที ผู้เป็แม่รีบลุกจากเก้าอี้ด้วยความใ ก่อนจะเดินไปดูที่ห้องน้ำ
“พิ้งค์เป็อะไรลูก ไหวมั้ย” แววตาของผู้เป็แม่เต็มไปด้วยความเป็ห่วง ท่านเข้าไปช่วยลูบหลังระหว่างที่เธออาเจียนออกมาอย่างหนัก
“อุ๊...อ้วก...แหวะ...แหวะ”
“เกิดอะไรขึ้น ทำไมเป็แบบนี้ล่ะ” เธอยังคงอาเจียนอยู่อย่างนั้น จนกระทั่งเวลาผ่านไปพักใหญ่คล้ายกับว่าหญิงสาวจะไม่ค่อยมีเรี่ยวแรง ผู้เป็แม่ช่วยประคองมานั่งยังโซฟาและหยิบยาดมมาแกว่งที่จมูกให้เธอ
“เป็ไงบ้าง ดมยาก่อนเผื่อจะดีขึ้น” เธอสูดลมหายใจเข้าลึกๆก่อนจะพยักหน้าตอบกลับ
“สงสัย่นี้เครียดๆค่ะ” ผู้เป็แม่นั่งมองลูกสาวด้วยความเป็ห่วง สิ่งที่เธอพุดมาทำให้ท่านคิดตามแต่ก็มีอีกความคิดหนึ่งโผล่เข้ามา ท่านหันกลับไปมองเธออีกครั้งก่อนจะเอ่ยน้ำเสียงเรียบ
“พิ้งค์...”
“คะ?” ผู้เป็แม่เขยิบเข้าไปนั่งใกล้ๆเธอ แน่นอนสีหน้าท่านบ่งบอกอย่างชัดเจนว่าสงสัยแม้เพียงสบตากัน
“เมื่อกี้ที่ลูกบอกว่า...เหม็นอาหาร แม่ได้ยินไม่ผิดใช่มั้ย” เธอนิ่งไปก่อนจะค่อยๆพยักหน้า
“แปลกจริง ทำไมพิ้งค์ถึงเหม็นอาหารไปได้ทั้งที่เมนูที่แม่ทำพิ้งค์ก็ชอบกินทั้งหมด กินแค่คำเดียวแต่อาเจียนจนเพลียเลยค่ะ” ผู้เป็แม่ค่อยๆมองลงไปที่ท้องของเธอ จากนั้นก็สำรวจรูปร่างของเธอว่ามีตรงไหนผิดปกติหรือไม่
“แม่ว่า...ไม่ใช่เพราะความเครียดแน่ๆ แต่อาการแบบนี้มันคืออาการเดียวกันกับตอนแม่มีพิ้งค์เลย” เมื่อเธอได้ยินเช่นนั้นก็ถึงกับเบิกตากว้างทันที
“แม่...แม่กำลังจะบอกว่าอาการพวกนี้คือ...”
“ใช่ มันคืออาการของคนแพ้ท้อง แล้วมีอาการอื่นอีกมั้ยได้สังเกตตัวเองหรือเปล่า”
“พักหลังๆมานี้ก็รู้สึกหน้ามืดบ่อยๆอยู่เหมือนกันค่ะ แต่พิ้งค์คิดว่าพักผ่อนน้อยและเครียดเลยไม่ได้ใส่ใจ แต่แม่แน่ใจเหรอคะว่านี่คืออาการของคนท้อง”
“พิ้งค์ แม่เป็แม่แกทั้งคนนะ ยิ่งตอนแม่ท้องแกแม่แพ้ท้องหนักมาก ให้ตายเถอะ! ลูกท้องเหรอเนี่ย” หญิงสาวละสายตาจากแม่ก่อนน้ำตาจะเริ่มคลอ ภายในหัวเต็มไปด้วยความคิดเชิงลบและร่างกายก็ร้อนแ่อยู่ตลอดเวลา ตอนนี้เธอทำอะไรไม่ถูกเลย
“พิ้งค์...ท้องงั้นเหรอคะ” เธอก้มหน้าลงพร้อมกับกลืนน้ำลายลงเฮือกใหญ่ มือไม้ก็สั่นเครือไปหมด
“ใจเย็นๆ ตั้งสติ” ผู้เป็แม่เข้ามาปลอบโดยการลูบหัวเธอ
“พิ้งค์พลาดได้ยังไงแม่ ฮึก...” ผู้เป็แม่ทั้งใและสงสารลูกในเวลาเดียวกัน ทำได้แค่โอบกอดและลูบหัวอยู่อย่างนั้น
“ไม่เป็ไรนะ ใจเย็นๆฟังแม่ เดี๋ยวแม่พาไปโรงพยาบาลตรวจดูให้แน่ใจอีกรอบ แล้วผลจะออกมาเป็ยังไงเราค่อยจัดการอีกทีว่าจะเอายังไง แต่ตอนนี้แกต้องตั้งสติให้ได้ก่อน”
“ฮึก...แม่พิ้งค์พลาดได้ยังไง ฮึก...ฮือ...พิ้งค์พลาดท้องกับเขาได้ยังไง!” เธอร้องไห้ออกมาด้วยความโกรธตัวเองก่อนที่ผู้เป็แม่จะรีบกอดเอาไว้แน่น
“พิ้งค์ใจเย็น มีสติหน่อยสิลูก โธ่เอ้ย...ลูกแม่”
“ฮึก...ฮื้อ...ทำไม ทำไมพิ้งค์ถึงโง่แบบนี้ ทำไม! ฮึก...ฮือ...ฮื้อ~”
โรงพยาบาล
ในระหว่างที่พิชญ์สินีและแม่ของเธอนั่งกุมมือกันอยู่เพื่อรอฟังผลตรวจ ไม่นานหมอภาคินทร์ซึ่งเป็เพื่อนของเธอเป็คนอาสาตรวจให้ก็เดินออกมาพร้อมกับสีหน้านิ่งเงียบ
“คินทร์...เราไม่ได้ท้องใช่มั้ย เราแค่พักผ่อนไม่เพียงพอ เครียดสะสมใช่มั้ย” ภาคินทร์ชายตาไปมองหน้าแม่ของเธอก่อนจะเอ่ย
“พิ้งค์...ท้อง” คำตอบของหมอภาคินทร์ทำให้หัวใจเธอร่วงลงกับพื้นทันที ไม่รู้ว่าตอนนี้ความรู้สึกไหนบ้างที่ถาโถมเข้ามา
“แล้วลูกสาวแม่ครรภ์ได้เท่าไหร่แล้วคุณหมอ” แม่เอ่ยถาม
“พิ้งค์ตั้งครรภ์อ่อนๆได้ 7 สัปดาห์แล้วครับ และอาการทั้งหมดก็คืออาการแพ้ท้องครับ” หญิงสาวแสดงสีหน้าสิ้นหวังออกมาพร้อมกับยกมือสองข้างขึ้นไปปิดหน้าตัวเองก่อนจะร้องไห้ออกมาอย่างหนัก
“ฮึก...ฮือ...ฮึก...ฮื้อๆๆๆ”
“พอแล้วลูก อย่าร้องไห้อย่าเครียด ตอนนี้อย่าลืมว่าแกไม่ได้ตัวคนเดียวมีตัวเล็กอยู่ในท้องนะ ถ้าแม่เครียดลูกก็พลอยได้รับผลกระทบไปด้วย”
“ฮึก...ฮื้อ...ฮึก...พิ้งค์ต้องทำยังไง แล้วพิ้งค์จะทำยังไงต่อแม่”
“เื่นั้นค่อยว่ากัน แต่ตอนนี้แกต้องฝากครรภ์ก่อน”
“งั้นเดี๋ยวผมช่วยประสานไปที่คุณหมออีกท่านให้นะครับ ผมว่าเป็เื่ที่ดีมากหากฝากครรภั้แ่ที่รู้เลย ทุกสิ่งทุกอย่างมีผลต่อเด็กหมดครับ”
“แม่ฝากคุณหมออีกทีนะคะ ช่วยจัดการให้พิ้งค์หน่อย”
“ได้ครับ ไม่ต้องห่วงนะครับ”
ในระหว่างที่ทุกคนกำลังจะแยกย้ายกัน เสียงโทรศัพท์ของเธอก็ดังขึ้น หญิงสาวยกมือขึ้นมาเช็ดน้ำตาออกให้หมดก่อนจะหยิบโทรศัพท์ขึ้นมาดู เมื่อเห็นว่าเป็ศรัณย์หัวใจของเธอก็กลับมาเต้นแรงอีกครั้ง
“รับเถอะลูก เดี๋ยวแม่ไปรอข้างนอกนะ” ผู้เป็แม่เหลือบเห็นว่าเป็เขา จึงเอ่ยออกไปพร้อมกับตบไหล่ลูกสาวเบาๆ
ศรัณย์: ไง ไหนล่ะเงิน 30 ล้านของฉันที่เธอบอกจะเอามาคืน ทำไมเงียบไปล่ะ
พิ้งค์: พิ้งค์...
ศรัณย์: ฮ่าๆๆ อย่าบอกนะว่าเธอจะเบี้ยวฉัน
พิ้งค์: ...
ศรัณย์: ไง ทำไมเงียบ พูดมาสิ ไหนบอกจะมาหย่ากับฉันวันนี้เลยไง ไม่โผล่หน้ามาล่ะ
พิ้งค์: ....
ศรัณย์: ฮัลโหล ยังฟังอยู่มั้ยทำไมไม่พูด เงียบทำไม
พิ้งค์: คือพิ้งค์...
ศรัณย์: ฟังจากน้ำเสียงแล้วก็คงขี้โกงเหมือนพ่อเธอสินะ ไหนเมื่อวานยังเก่งใส่ฉันอยู่เลยนี่ ฉันคิดไว้แล้วเชียว หึ
พิ้งค์: ...
ศรัณย์: พูดสิ เป็ใบ้รึไง ไม่มีปัญญาหาเงินมาคืนฉันแต่ทำปากเก่ง หึ ถ้าไม่มีเงินมาคืนฉันก็อย่าเสนอหน้ามาให้เห็น
ตืด...ตืด...
“ฮึก...ฮือ...ฮึก...ฮื้อๆๆๆ”
เสียงร้องไห้ของเธอดังขึ้นหลังจากที่เขาวางสาย ใช่ เสียงของเธอคือเสียงแห่งความเ็ปโดยที่เขาไม่มีวันรับรู้...