"ผมนี่แหละมัจจุราชสีขาว" เด็กหนุ่มปรับเสียงและสีหน้าให้เคร่งขรึม
เพล้ง..ถ้วยกระเบื้องเคลือบในมือหญิงสาวหล่นแตกขนมหวานที่แตะริมฝีปากร่วงสู่พื้น
"จะเจ้าไม่สิ ท่านพูดจะจริงหรือ.." เตียวฉานพูดด้วยอาการสั่นกลัว
ตอนแรกลูคัสอยากจะข่มขู่เธอคนนี้ให้ตกใจเล่นเท่านั้นแต่เมื่อได้เห็นอาการของเธอก็อดสงสารไม่ได้
"เอ่อคือ..." มือขวาจะเอื้อมไปแตะไหล่เพื่อปลอบให้เธอกลัวน้อยลง
ร่างบางในชุดแดงรีบขยับหนีด้วยท่าทีลนลานตอนนี้หญิงสาวพูดออกมาไม่เป็นประโยคแล้ว
"พี่สาวเตียวฉานไม่ต้องกลัวขนาดนั้นก็ได้จริงๆผมไม่ได้โหดร้ายอย่างในข่าวลือหรอกนะ"
"ขะข้าไม่ได้ตั้งใจ ข้าไม่ได้ตั้งใจล่วงเกินท่าน"หญิงสาวนั่งกอดเข่าก้มหน้าพึมพำอยู่อย่างนั้น
"พี่สาวตั้งสติก่อนได้ไหม ผมยังไม่ได้ว่าอะไรเลย"เด็กหนุ่มเริ่มเสียอาการแม้ตนจะผ่านการต่อสู้เป็นตายมามากมาย แต่เหตุการณ์แบบนี้พึ่งเคยเกิดเป็นครั้งแรก
ขณะที่ลูคัสกำลังจะเข้าไปปลอบนั้นหญิงสาวเงยหน้าขึ้นมาแลบลิ้นอย่างทะเล้นก่อนยื่นมือเรียวขาวมาแตะหน้าผากเด็กหนุ่ม
"จะว่าไปตัวเจ้าก็ไม่ร้อนนะไยจึงละเมออย่างคนมีไข้ มัจจุราชสีขาว เพ้ยเหลวไหล" หญิงสาวแทรกตัวผ่านร่างเขาก่อนไปหยิบขนมกินต่อ
ทิ้งให้ลูคัสนั่งอ้าปากค้างเขาอยากตีเธอสักป้าบนางมารน้อยผู้นี้ร้ายกาจนัก
"พี่สาวไม่เชื่อจริงๆ เหรอว่าผมคือมัจจุราชสีขาว"เด็กหนุ่มไม่ยอมแพ้ปราณรอบกายเริ่มสั่นสะเทือน
เตียวฉานเหลือบตามองอีกครั้งด้วยความสนใจ
"เอาเป็นว่าข้าเชื่อเจ้าแล้วพ่อมัจจุราชหน้าหวานวันนี้เราคุยกันแค่นี้เถอะดึกมากแล้วพี่สาวง่วง ฝันดีนะ"
พูดจบเธอก็เดินไปที่เตียงก่อนทิ้งตัวลงนอนอย่างสงบทิ้งเด็กหนุ่มให้นั่งอึ้งอยู่ริมสระน้ำคนเดียวสักพักกว่าจะได้สติลูคัสจึงเดินออกนอกเรือนดาราอย่างเงียบเชียบ
ณศาลาแดง
ร่างชายหนุ่มชุดขาวในศาลามีผมยาวปกปิดตาข้างซ้ายเอาไว้ทอดสายตามองดวงดาวบนท้องฟ้า
"ใครก็ได้โปรดบอกทีว่านี่คือความฝัน ม่ายยยยยยยยยยยยยยยยยยจริงงงงงงงงงงงงงงง"
ค่ำคืนนี้ศิษย์สำนักอู๋เซี่ยนต่างได้ยินเสียงร้องคร่ำครวญโหยหวนมาจากศาลาแดง
"พวกเจ้าได้ยินกันบ้างหรือไม่เขาลือกันว่าที่ศาลาแดงมีวิญญาณสิงอยู่ด้วย"หญิงสาวในชุดรับใช้เอ่ยขึ้น
"ข้าได้ยินกับหูเลยล่ะวิญญาณนั้นร้องโหยหวนน่ากลัวเป็นอย่างมาก"เพื่อนหญิงรับใช้ตอบกลับมาเช่นกัน
ข่าวลือมีอยู่ว่าชายหนุ่มเมื่อสารภาพรักกับหญิงสาวแต่ถูกปฏิเสธเมื่อรู้ว่าตนไม่สมหวังจึงกระโดดหน้าผาตรงศาลาแดงเพื่อฆ่าตัวตายกลายเป็นวิญญาณร้ายสิงอยู่ที่เก๋งจีนข่าวนี้แพร่กระจายไปทั่วสำนักทำให้ศาลาแดงเปลี่ยนชื่อเป็นศาลาผีสิงไปโดยปริยาย
ห้าวันผ่านไป
ลูคัสนังอยู่บนกิ่งไม้ข้างบันไดสวรรค์
เด็กหนุ่มกำลังใคร่ควรถึงค่าสถานะของตัวเองจุดแข็งหลักเลยคือการสำเร็จ “กายาเหล็กไหล”ทำให้พลังป้องกันมีมากกว่าคนระดับเดียวกันถึงสามเท่า เมื่อถึงคิดการคำนวณความแข็งแกร่งตามค่าวัดปอนด์ ดาว ต่างๆตนก็ปวดหัวตึ้บ ตอนเห็นฟ้าลั่นต่อสู้ลูคัสก็ทราบทันที ความแข็งแกร่งของผู้ฝึกตนระดับสูงนั้นประเมินด้วยหน่วยวัดพวกนี้ไม่ได้อีกแล้ว
เมื่อพ้นอาณาจักรพลังที่ 5การห่างเพียงหนึ่งขั้นย่อยก็มากพอที่จะสะกดข่มอีกฝ่ายได้ พูดกันแบบง่ายๆ
"ในเบื้องต้นใครมีระดับบ่มเพาะมากกว่าคนนั้นก็แข็งแกร่งกว่า"ต่อมาก็ต้องวัดกันที่ระดับอุปกรณ์เสริม ทักษะวิชา
และประสบการณ์เป็นองค์ประกอบ ดังนั้นตนจะเลิกใช้หน่วยวัดพวกนี้เป็นตัวตัดสินแล้วหมั่นฝึกฝนต่อไป
หลายวันวันที่ผ่านมาลูคัสเอาแต่ฝึกวิชาอยู่ที่บันไดสวรรค์มีการกลับไปที่เรือนดาราบ้างเป็นครั้งคราวแต่ก็ไม่เห็น
เตียวฉานแม้แต่เงา ตนพึ่งนึกขึ้นได้ว่าเมื่อเข้าเป็นศิษย์ชั้นรองจะได้รับศาสตราวิญญาณระดับต่ำหนึ่งชิ้นและสามารถเลือกทักษะระดับกลางจากหอวรยุทธได้หนึ่งวิชาในเมื่อเขาสามารถเข้าสู่ทำเนียบสิบห้าอันดับศิษย์ชั้นแนวหน้าได้แล้วจึงสามารถเลือกทักษะระดับสูงได้อีกหนึ่งวิชาเช่นกัน
"ความจริงเป็นศิษย์ที่นี่ก็ไม่เลวเหมือนกันนะ" ลูคัสที่ยืนอยู่หอส่วนกลางโยนผลึกปราณสองชิ้นเล่นอย่างสบายอารมณ์
"ศิษย์ลูคัสเจ้ายังมีสิทธิ์เลือกศาสตราวิญญาณระดับต่ำด้วยหนึ่งชิ้นจะเก็บสิทธิ์ไว้ก่อนหรือจะเลือกเลย"ชายชราในชุดสีทองกล่าวออกมา
"เก็บไว้ก่อนครับอาวุโส"ตอนนี้เด็กหนุ่มโค้งทำความเคารพก่อนจะรีบมุ่งหน้าไปที่หอวรยุทธต่อ
เรื่องศาสตราวิญญาณระดับต่ำเขากะจะมอบให้กับเตียวฉานจึงจะพาเจ้าตัวมาเลือกด้วยตนเองลูคัสสังเกตได้ว่าที่สำนักอู๋เซี่ยนจะมีการแต่งกายที่คล้ายกันต่างกันตรงสีศิษย์ชั้นรองทั้งหมดจะแบ่งเป็นเขียวและขาว ศิษย์แนวหน้าจะมีเครื่องแบบสีดำอาวุโสหรืออาจารย์ที่อยู่ส่วนกลางจะมีเครื่องแบบสีทอง
ขณะก้าวเดินไปเรื่อยก็พบกับศิษย์ชั้นรองมากมายส่วนใหญ่จะพบว่าหนุ่มสาวมักเดินกันเป็นคู่สำนักแห่งนี้ไม่ได้กฎข้อห้ามความรักระหว่างศิษย์แต่อย่างใด
เมื่อเดินผ่านภูเขาลูกหนึ่งเขาก็ต้องสะดุ้ง ตู้มมม!มีเสียงระเบิดดังสนั่นพร้อมกับควันที่ดำลอยออกไปจากหลังตึกไม้เด็กหนุ่มจึงรีบใช้พุ่งตัวเข้าไปเพื่อดูสถานการณ์ทันที เมื่อเข้ามาถึงหน้าลานหินสภาพที่เห็นก็ทำเอาเด็กหนุ่มต้องตะลึงมีหม้อลายมังกรดูคล้ายจะเป็นกระถางเสียมากกว่าล้มตัวอยู่ส่วนตรงปากของกระถางนั้นมีควันดำระเหยออกมามากมาย
"ควันพิษ" เขาเริ่มกลั้นหายใจตามสัญชาตญาณ
“แค่กๆ”มีเสียงไอออกมาจากบริเวณกระถางนั่น เมื่อควันจางลงก็เห็นเป็นชายแก่คนหนึ่งนั่งอยู่ในสภาพอิดโรยผมเผ้าชี้ฟูสิ่งที่ตลกกว่านั้นคือเสื้อผ้าชายชราขาดออกเป็นหย่อมๆราวกับขอทานก็มิปาน
"อาวุโสท่านเป็นอะไรหรือเปล่าครับ"ด้วยความสงสารเด็กหนุ่มจึงเข้าไปพยุงผู้เฒ่าคนนั้นขึ้นมาทันที
"ไม่เป็นอะไรก็แค่หม้อยาระเบิด" ชายชรายืนเกาศีรษะด้วยอารมณ์ขุ่นมัว
เมื่อได้สนทนาคร่าวๆก็ได้รู้ว่าเฒ่าชราผู้นี้มีชื่อว่า "จื่อหวัง"เป็นปรมาจารย์ปรุงยาเพียงหนึ่งเดียวของสำนักอู๋เซี่ยนแห่งนี้ เด็กหนุ่มเองก็พอจะศึกษามาบ้างชาวยุทธส่วนใหญ่หากไม่จำเป็นจริงๆ มักจะไม่พึ่งจอมเวทแห่งแสงมากนัก ประการแรกจอมเวทแห่งแสงหาได้ยากยิ่งประการที่สองอาการบาดเจ็บจากภายในหากไม่ใช้จอมเวทแห่งแสงระดับสูงก็ไม่สามารถรักษาได้อย่างหมดจด
สาเหตุที่ทวีปวู้ดส์แลนด์นิยมรับการรักษาจากเวทฟื้นฟูเป็นเพราะผู้ฝึกตนดินแดนแห่งนี้ส่วนใหญ่บ่มเพาะในสายนักรบ อีกทั้งมีระดับพลังที่ต่ำมากเรื่องพวกนี้จึงไม่เป็นปัญหาใหญ่แต่หากเป็นผู้ฝึกตนที่อยู่ในระดับอาณาจักรพลังระดับสูงขึ้นไปหากบาดเจ็บหนักแล้วไม่ได้รับเวทฟื้นฟูจากจอมเวทแห่งแสงที่มีระดับเท่าเทียมหรือสูงกว่าก็ยากที่จะรอดจากอาการบาดเจ็บสะสมหรือแม้กระทั่งความตาย
ไม่ต้องพูดถึงจอมเวทแห่งแสงระดับสูงแค่ระดับต่ำยังหายากฝ่ายปรุงยาจึงมีบทบาทสำคัญอย่างมากในโลกแห่งนี้
ดั่งคำกล่าวที่จอมปราชญ์ผู้หนึ่งเคยว่าไว้
"ลิขิตสวรรค์แม้ยิ่งใหญ่แต่ตัวข้าจะทลายมันลงได้ด้วยเต๋าแห่งการปรุงยา"
ว่ากันว่าปราชญ์ผู้นั้นอยู่เหนือปรมาจารย์ปรุงยาทั้งปวงจนกลายเป็นผู้อมตะในที่สุด
"เจ้าหนุ่มน้อยมาให้หลอมยารึต้องขออภัยตัวข้าตอนนี้ยังไม่ว่างหากเป็นเม็ดยาระดับต่ำเชิญเจ้าไปติดต่อให้ศิษย์ปรุงยาคนอื่นหลอมให้ก่อน" เฒ่าชราโค้งเป็นเชิงขออภัย
"ท่านเข้าใจผิดแล้วตัวผมเพียงเห็นว่ามีเสียงระเบิดดังขึ้นจึงมาดูด้วยความเป็นห่วงเท่านั้นหากไม่มีอะไรแล้วผู้น้อยขอตัว"
ลูคัสก็รีบโค้งอย่างมีมารยาทก่อนจะก้าวลงจากเขามา
ตนนั้นไม่มีความสนใจเรื่องการปรุงยาสักนิดแม้สถานะปรมาจารย์ด้านการปรุงยาจะอยู่สูงแต่ระดับพลังส่วนใหญ่มักอ่อนแอเพราะพวกเขาต้องฝึกฝนทักษะการปรุงยาทุกวี่วันแล้วจะเอาเวลาไหนมาฝึกยุทธ
ในที่สุดเขาก็มาอยู่หน้าตึกไม้ที่มีสามชั้น ด้านหน้ามีคนเดินเข้าออกอย่างพลุกพล่านเมื่อก้าวเข้าไปจะพบว่าด้านในเป็นห้องโล่งมีบันไดบนอยู่ทางซ้ายและขวาตรงกลางมีโต๊ะไม้พร้อมศิษย์ในชุดสีฟ้าประจำอยู่เด็กหนุ่มรีบก้าวเข้าไปก่อนหยิบป้ายไม้ประจำตัวส่งให้ชายตรงหน้าทันที
"ผมมาขอรับทักษะ" ชายผู้นี้แม้จะดูเป็นหนุ่มรูปงามแต่เท่าที่ประเมินจากคลื่นพลังชีวิตอายุน่าจะเกินสามสิบไปแล้ว
เมื่อรับป้ายไม้มาเขาก็ตอบกลับ"ในป้ายนี้ระบุว่าเจ้าเป็นศิษย์แนวหน้าเหตุใดไม่ใส่เครื่องแบบสีดำ"
เมื่อลูคัสได้ยินตนก็สะดุ้งเล็กน้อยเขาลืมเรื่องนี้ไปสนิทก่อนที่ตนจะได้พูดอะไรนั้น
"น้องชายไม่ธรรมดาจริงๆ ไม่ยึดติดในสถานะก่อนจะเข้ามาเป็นศิษย์ชั้นต้น ข้าก็เคยเป็นหนึ่งในศิษย์แนวหน้าเช่นกันตอนนั้นน่ะข้าเดินใส่ชุดดำอวดไปทั่วหุบเขาเลยด้วยซ้ำ"ชายหนุ่มพูดอย่างยิ้มแย้ม
"ข้ามีนามว่าโจ้วชิงประจำอยู่ที่หอวรยุทธแห่งนี้หากมีเรื่องใดสงสัยก็สามารถปรึกษาได้"
"ศิษย์น้องชื่อลูคัสครับ" เด็กหนุ่มแนะนำตัว
ตอนนี้โจ้วชิงยื่นป้ายกลับให้เขาก่อนจะแนะนำว่าทักษะระดับกลางนั้นอยู่บันไดด้านซ้ายส่วนทักษะระดับสูงจะต้องขึ้นไปทางบันไดด้านขวาและที่หอวรยุทธแห่งนี้ไม่จำกัดเวลาในการเลือกทักษะ
เด็กหนุ่มประสานมือเป็นเชิงขอบคุณก่อนตัดสินใจเลือกก้าวขึ้นบันไดด้านซ้ายเพื่อดูทักษะระดับกลางก่อนเมื่อเหลือบมองอีกฝ่ายที่กำลังให้คำแนะนำศิษย์คนต่อไปอยู่ก็อดถอนหายใจไม่ได้ สำนักนี้มีแต่พยัคฆ์ซ่อนมังกรหมอบจริงๆเพราะโจ้วชิงที่เป็นศิษย์ชั้นต้นมีระดับการบ่มเพาะถึงอาณาจักรพลังที่ 5