ตอนที่67 อาจารย์สอนพิเศษ
หลินอี้เฟิงเลิกคิ้วด้วยความแปลกใจเพราะเขาเพิ่งกลับมาจากเมืองต้าเสิ้งทว่าเขาไม่ได้ติดตามข่าวเกี่ยวกับกลุ่มนักเรียนเพราะไม่ใช่เป้าหมายหลักสำหรับเขา ยกเว้นเรื่องเสื้อผ้าและเครื่องสำอางสำหรับวัยรุ่นซึ่งเป็นหน้าที่ธุรกิจในความรับผิดชอบของน้องสาวเป็นส่วนใหญ่
“เอ๋! ผมก็เพิ่งกลับมาจากเมืองต้าเสิ้งพอดีไหนลองอธิบายรายละเอียดมาสิ?มีรูปภาพประกอบไหม?นำขึ้นฉายที่หน้าจอเลย ทุกคนจะได้เห็นไปด้วยกัน”
หลินอี้เฟิงอยากรู้รายละเอียดของข่าวที่ช่างภาพเสนอมาเป็นอย่างยิ่งเขาต้องการตรวจสอบความเป็นไปได้ในการจัดผังเวลาเพื่อให้มีช่องทางสื่อสารสำหรับกลุ่มวัยเรียนมากขึ้น
เมื่อช่างภาพนำภาพจากโทรศัพท์ของตนต่อเข้ากับจอภาพขนาดใหญ่ในห้องประชุมเรียบร้อยเขาไปยืนกล่าวอธิบายต่อหลินอี้เฟิงและทุกคนในห้องประชุมอย่างกระตือรือร้นเพราะประธานให้ความสนใจอย่างชัดเจน
พอหลินอี้เฟิงได้เห็นภาพของเสิ่นลี่อิงหลากหลายท่วงท่าตั้งแต่การรับมอบใบประกาศเกียรติคุณ การยืนกล่าวปราศรัยทุกท่วงท่าล้วนถูกประทับอยู่ในใจเขาทันที
“อ๊ะ! เป็นเด็กคนนั้นเองหรือ? เก่งจริง.....ไม่นึกเลยว่าจะเก่งขนาดนี้ทั้งสวยทั้งเก่ง หายากจริง ๆ”
หลินอี้เฟิงพึมพำตาเป็นประกายอย่างมีความสุขเขาไม่คาดคิดว่าจะกลายเป็นนักเรียนหญิงที่เคยสนใจมาก่อน
หลินอี้เฟิงแทบไม่ได้ยินคำกล่าวของช่างภาพอีกเขามัวแต่จับจ้องภาพของเด็กสาวที่เคยรู้สึกประทับใจและจดจำได้ไม่ลืมเลือนโดยเขารับรู้มาว่าเธอเป็นลูกสาวของครอบครัวเสิ่นที่ริเริ่มโครงการก่อสร้างโรงงานแปรรูปมันฝรั่ง
ถึงอย่างนั้นเขาไปพบข้อมูลการก่อสร้างโรงงานจึงขโมยความคิดนำมาก่อสร้างแข่งทันที เมื่อได้เห็นความเก่งกาจของเด็กสาวยิ่งทำให้เขามีความคิดอยากครอบครองเธอมากขึ้น
เขาคิดว่าเด็กสาวมีความเหมาะสมกับเขาและสามารถช่วยเหลือด้านธุรกิจได้มากเทียบเท่ากับบรรดาหญิงสาวที่มีแต่ความสวยทว่าขาดความฉลาดเฉลียวเหมือนกับเสิ่นลี่อิง
หลินอี้เฟิงสั่งการช่างภาพโดยตรงเพื่อเป็นรางวัลที่นำข่าวดีมาแจ้งให้เขารับรู้ว่า
“ดีมาก!คุณช่วยจุดประกายให้ผมสนใจเรื่องพัฒนากลุ่มนักเรียนมากขึ้นให้แผนกที่เกี่ยวข้องไปจัดทำร่างผังรายการของกลุ่มวัยเรียนมาแล้วผมจะพิจารณาอีกครั้ง”
ช่างภาพและอีกหลายคนที่ตั้งความหวังในการสร้างความประทับใจให้กับประธานบริหารบริษัทคนใหม่ต่างแสดงสีหน้าแช่มชื่นยินดี
การประชุมนัดแรกของหลินอี้เฟิงจบลงด้วยดีโดยเขามอบนโยบายที่สอดคล้องกับการทำงานเดิมของบริษัทไปก่อน ซึ่งเขาคิดที่จะปรับเปลี่ยนให้เหมาะสมในภายหลังเพื่อไม่ให้เกิดการต่อต้านในวันแรกที่เริ่มทำงาน
เมื่อหลินอี้เฟิงกลับมาอยู่ในห้องทำงานเขาโทรแจ้งเลขานุการส่วนตัวที่คอยช่วยติดต่อประสานงานทั้งหลายว่า
“เสี่ยวเพ่ยช่วยยื่นเรื่องให้กับทางมหาลัยให้ที เปิดเทอมนี้ฉันคงไม่ไปสอนที่ปักกิ่งแล้วเดี๋ยวฉันจะแจ้งให้รู้อีกทีว่าจะเป็นที่ไหน”
เขาพูดคุยธุระส่วนตัวอีกเล็กน้อยก่อนวางสายพร้อมกับมีรอยยิ้มเจ้าเล่ห์ฉาบบนใบหน้า พลางพึมพำอย่างมีความหวังว่า
“คนเก่งระดับนี้หากไม่เข้าเรียนที่ชิงหวา ก็คงเป็นมหาลัยดังของต่างประเทศละมั้ง ฉันจะไปเป็นอาจารย์พิเศษที่นั่นเองระดับฉันแล้วคงไม่มีมหาลัยไหนกล้าปฏิเสธฉันแน่ เสิ่นลี่อิง.....สาวน้อยคนสวยฉันกำลังจะติดตามเธอไปแล้วนะ”
หลินอี้เฟิงลูบไล้ริมฝีปากอย่างกระหายในตัณหาเขาฝันถึงวันแห่งความสุขที่จะมีเด็กสาวแสนสวยอยู่ในอ้อมกอดและนอนอยู่ใต้ร่างของตนเอง
..........
หยวนมี่ฟื้นตัวดีขึ้นตามลำดับครอบครัวช่วยเหลือด้านการรักษากับเธออย่างดีที่สุดไม่ว่าจะเป็นการจัดหาแพทย์ฝีมือเก่งกาจจากทั้งในและต่างประเทศ
หยวนหนิงหลงแวะมาเยี่ยมน้องสาวทุกสัปดาห์เขารู้สึกสงสารเธอที่ต้องนอนทุกข์ทรมานอยู่บนเตียงเป็นเวลานาน โดยเขารับรู้อาการป่วยของเธอจากแพทย์ประจำตัวเป็นระยะ
วันนี้หยวนหนิงหลงแวะมาหาหยางจุ้นที่ทำงานเพื่อติดตามข่าวคราวของลัทธิปีศาจทำให้เขารับรู้ข่าวบางอย่างจากเพื่อนโดยบังเอิญ
“นายมาพอดีเลยวันเสาร์นี้ฉันนัดไว้สองคนให้มารับการทดสอบนะ”
หยางจุ้นเงยหน้าขึ้นจากเอกสารกองโตที่มีเลขานุการส่วนตัวนำมาไว้ให้เขาเซ็นชื่อซึ่งเขาจำเป็นต้องทำเพื่อให้งานลื่นไหลไปได้
“ฉันมาตามเรื่องลัทธิปีศาจเห็นนายเงียบไป นึกว่าอาการบาดเจ็บกำเริบขึ้นมาอีก”
หยวนหนิงหลงทักทายเพื่อนด้วยความห่วงใยเขาไม่คิดว่าหยางจุ้นจะตัดสินใจปะทะกับหนึ่งในสาวกคนสำคัญของลัทธิปีศาจทันทีจึงต้องการมาสอบถามเรื่องนี้ด้วย
“ไม่หรอก.....หายดีแล้วพอดีงานเอกสารของบริษัทมันเยอะไปหน่อย ฉันไม่ค่อยได้เข้ามาเซ็นให้พวกเขาน่ะว่าแต่มีอะไรหรือ?”
“ฉันเห็นว่านายยื่นพักงานทางนี้ชั่วคราวนายจะไปที่ไหนหรือ?”
หยวนหนิงหลงสอบถามความประสงค์ของเพื่อนด้วยความแปลกใจเขาไม่เคยเห็นหยางจุ้นขออนุญาตพักงานที่ได้รับมอบหมายเป็นพิเศษจากทางกองทัพ
ถึงแม้หยางจุ้นและทีมมังกรดำจะปลดประจำการไปแล้วในทางปฏิบัติทว่าตามกฎระเบียบยังคงมีชื่อของทีมมังกรดำเด่นหราอยู่เพื่อสร้างความน่าเกรงขามให้กับนานาชาติทำให้เขาแปลกใจที่ชายหนุ่มยอมละทิ้งงานสำคัญไป จึงต้องการรับรู้เหตุผลของเพื่อน
“อ้อ! พอดีฉันจะไปทำงานพิเศษที่อื่นน่ะ เป็นงานสำคัญเหมือนกันนายอยู่ทางนี้ก็ช่วยงานกองทัพไปก่อน”
หยางจุ้นตอบเพื่อนตามตรงแต่เขาไม่ได้บอกเหตุผลทั้งหมดจนกว่าจะถึงเวลาเหมาะสม เขาต้องการไปคุ้มครองเสิ่นลี่อิงอยู่ห่าง ๆเพราะไม่มั่นใจว่าศัตรูตัวฉกาจที่เก่งกาจยิ่งกว่าโอเกรสจะตามหาเด็กสาวเจอเมื่อใด
อนึ่งเขาไม่มั่นใจว่าการฝึกฝนพลังจิตที่เคยแนะนำเด็กสาวไปก่อนหน้านั้นเธอจะสามารถฝึกฝนได้มากน้อยเพียงใด เนื่องจากเขายังไม่พบใครที่สามารถฝึกฝนการใช้พลังจิตได้เหนือธรรมชาติมากกว่าเขามาก่อน
“เอ๋! นายพูดยังกะจะไปนานเป็นปีแน่ะไปทำอะไรที่ไหน? บอกฉันไม่ได้เชียวหรือ?”
หยวนหนิงหลงอุทานด้วยความแปลกใจเขารู้สึกได้ว่าเพื่อนตอบกำกวม ทำให้เขาอยากรู้เหตุผลที่แท้จริงของเพื่อนมากขึ้นจึงถามจี้เพื่อให้ได้คำตอบจากเพื่อนทันที
หยางจุ้นถอนหายใจอย่างยอมแพ้ที่ไม่สามารถปิดบังเพื่อนได้จึงยินยอมบอกเพียงสถานที่ที่จะเดินทางไปว่า
“ฉันว่าจะไปเป็นอาจารย์พิเศษที่มหาลัยฟิวเจอร์น่ะชัดเจนไม๊!....ไม่ต้องถามอะไรอีกแล้วนะ”
เขาถือโอกาสพูดดักคอเพื่อนเพื่อไม่ให้ซักไซ้อีก
หยวนหนิงหลงพยักหน้าเข้าใจเพราะเคยรับรู้อยู่บ้างว่าเพื่อนมีหุ้นส่วนในธุรกิจหลายประเภทรวมทั้งเป็นนักเรียนเก่งกาจของมหาวิทยาลัยชิงหวาแต่กลับได้รับเชิญให้ไปสอนที่มหาวิทยาลัยชื่อดังในต่างประเทศเป็นจำนวนมากจึงหายสงสัยที่
เพื่อนจะต้องเดินทางไกลไปสอนยังประเทศไอร์แลนด์
“เข้าใจแล้วเดินทางก็ใช้เวลาหลายชั่วโมง หากไปสอนก็คงต้องพักอยู่ที่นั่นเลย”
หยวนหนิงหลงพูดออกมาอย่างเข้าใจในภารกิจที่แสนวุ่นวายของเพื่อนจากนั้นเขาสอบถามเรื่องราวการสังหารโอเกรสด้วย
ความสงสัยต่อ
หยางจุ้นอธิบายให้เพื่อนรับรู้เพียงบางส่วนโดยเขาไม่ได้เอ่ยถึงเรื่องราวของชายชราอันเดรสและตระกูลเฟอนันโดแต่อย่างใด
ก่อนออกจากห้องทำงานของหยางจุ้นหยวนหนิงหลงสอบถามเพื่อนด้วยความอยากรู้อีกครั้งเพราะเขาจำได้ว่าเพื่อนเอ่ยถึงการทดสอบเฉพาะกิจในวันเสาร์นี้ว่า
“เสี่ยวจุ้นตกลงวันเสาร์นี้นายนัดใครมาทดสอบหรือ?มันเป็นช่วงนอกฤดูกาลรับสมัครนี่นา”
“ถ้าอยากรู้นายก็มาร่วมตัดสินด้วยสิไม่ใช่ปล่อยให้แต่ลูกน้องทำ”
หยางจุ้นไม่ตอบแต่เอ่ยชวนหยวนหนิงหลงอย่างจริงจังเขาอยากให้ตัวหยวนหนิงหลงเป็นคนทดสอบทักษะต่อสู้กับเสิ่นลี่อิงด้วยซ้ำไปเพราะอยากประเมินความแข็งแกร่งด้านกายภาพที่แท้จริงของเธอ
ส่วนทักษะด้านพลังจิตของเธอยังคงอ่อนด้อยกว่าเขามากจึงไม่ต้องการเสียเวลาทดสอบอีก
หยวนหนิงหลงหรี่ตามองท่าทางมีเลศนัยของเพื่อนเขาพยักหน้าตอบตกลงอย่างผ่อนคลายว่า
“ตกลง.....เสาร์นี้ค่อยเจอกัน”
หยวนหนิงหลงกลับเข้ากองกำลังพิเศษไปทำงานต่อส่วนหยางจุ้นก้มหน้าจัดการเอกสารบนโต๊ะต่อไป ทั้งที่ความจริงแล้วอาการบาดเจ็บของเขาเพิ่งฟื้นตัวได้ไม่นาน
ชายหนุ่มไม่ต้องการให้งานในบริษัทสตาร์เทคโนโลยีต้องสะดุดตัวลงทั้งที่งานส่วนใหญ่จะสื่อสารและจัดการทางออนไลน์แต่ยังมีเอกสารบางส่วนที่เขาต้องลงนามตัดสินใจเอง เขาจึงต้องลากสังขารมาจัดการเอกสารที่ทำงานแทนการให้ลูกน้องหอบเอกสารไปยังที่พักซึ่งเขาไม่เปิดเผยให้ใครรับรู้สักคน
..........
เสิ่นลี่อิงและเสิ่นลี่หยางปรึกษากันที่โรงเรียนแล้วสองพี่น้องตั้งใจที่จะบอกความจริงกับพ่อแม่บางส่วนเพื่อเข้ารับการทดสอบกับทางกองกำลังพิเศษในวันเสาร์นี้
ส่วนเสิ่นลี่อิงก็ต้องการแจ้งเรื่องหนังสือเชิญเข้าเรียนจากทางมหาวิทยาลัยชื่อดังโดยเธอกำลังคิดหาเหตุผลที่ดีเพียงพอในการเลือกไปเรียนยังมหาวิทยาลัยฟิวเจอร์ตามคำแนะนำของหยางจุ้น