เมิ่งฝาน จักรพรรดิไร้เทียมทาน

    เล่มที่ 2 ตอนที่ 53 หนึ่งกระบี่ชี้ปราณสวรรค์

            เมิ่งฝานเก็บความดีใจเอาไว้แล้วสัมผัสถึงการเปลี่ยนแปลงภายในร่างกายหลังจากที่ก้าวขึ้นมายังขั้นหลอมปราณก็ทำให้ความแข็งแกร่งของเขาเพิ่มพูนขึ้นมาอย่างมากไม่ว่าจะเป็นในเรื่องของพลังหรือเส้นแขนงปราณล้วนแล้วแต่ก้าวหน้าขึ้นราวห้าเท่าเป็นอย่างต่ำเมื่อขยับฝ่ามือก็มีพลังปราณปรากฏขึ้นมาอย่างฉับพลันซึ่งมันยังคงโปร่งแสงไร้สีสันเพราะเมิ่งฝานยังไม่ได้ฝึกฝนวิชายุทธ์ในการเปลี่ยนแปลงธาตุในร่างกาย

            วิชายุทธ์ธาตุทุกอย่างล้วนแต่เป็นวิชายุทธ์ชั้นสูงทั้งสิ้นเช่นเดียวกับวิชาทะลวงธาราที่สามารถแสดงพลังออกมาได้ซึ่งวิชายุทธ์ธาตุแห่งพลังปราณนั้น ทั้งชีวิตของจอมยุทธ์ทั้งหลายสามารถฝึกฝนได้เพียงหนึ่งอย่างเท่านั้น

            โดยธาตุดังกล่าวนั้นจะต้องเหมาะสมกับจอมยุทธ์ผู้บำเพ็ญตนนั้นๆมีการแบ่งจากระดับต่ำไปจนถึงระดับสูงเช่นตงฟางเฉินที่มีการฝึกฝนวิชายุทธ์ธาตุน้ำแข็งหากวันข้างหน้าเขาได้พบเจอกับวิชายุทธ์ธาตุน้ำแข็งที่แข็งแกร่งยิ่งกว่าก็สามารถเปลี่ยนได้แต่ต้องเป็นธาตุน้ำแข็งเช่นเดียวกันเท่านั้น

            เมิ่งฝานเองนั้นก็รู้ดีว่าบนโลกใบนี้มีจอมยุทธ์ที่ฝึกฝนวิชายุทธ์ธาตุแตกต่างกันมากมายนับไม่ถ้วนหากจอมยุทธ์ผู้มีพรสวรรค์และมีคุณสมบัติของร่างกายอันดีเลิศได้ฝึกฝนวิชายุทธ์ธาตุที่เหมาะสมกับตนเองก็จะทำให้ศักยภาพแข็งแกร่งขึ้นยิ่งกว่าเดิมอาจจะสามารถเดินทางได้ไกลนับพันลี้ในวันเดียวดังเช่นกู่ซินเอ๋อร์ที่มีกายาวัฏจักรแต่ก็ไม่รู้ว่านางฝึกฝนวิชายุทธ์ธาตุที่ลึกลับประเภทใดอยู่

            เมื่อคิดได้ดังนั้นนัยน์ตาของเมิ่งฝานก็วาวโรจน์ดูท่าเขาเองก็ต้องตามหาวิชายุทธ์ธาตุที่แข็งแกร่งให้แก่ตนเองแล้วในชั่วพริบตาต่อมาร่างกายของเด็กหนุ่มพลันสั่นสะท้านเพราะในยามนี้ตราผนึกที่อยู่ในภายในหัวของเขาได้หลอมผสานเข้ากับตนเองทั้งหมดแล้ว

            เวลานี้สิ่งที่ลูกปัดสีดำเม็ดนั้นทิ้งเอาไว้ในหัวของเด็กหนุ่มก็หายไปเสียทีหลงเหลือเพียงข้อมูลสุดท้ายที่อยู่ในหัวของเมิ่งฝานเท่านั้น

            “กระบวนท่าที่สองของทะลวงธาราหนึ่งกระบี่ชี้ปราณสวรรค์!”

            รูม่านตาของเมิ่งฝานพลันหดเล็กลงในทันใดก่อนจะรีบสำรวจข้อมูลที่ได้รับมาในทันที

            “หนึ่งกระบี่ชี้ปราณสวรรค์เป็นการรวบรวมพลังปราณเอาไว้ในจุดเดียวเพื่อปลดปล่อย ผู้ใช้กระบวนท่านี้จะต้องบ้าคลั่งและต่อสู้อย่างไม่ยำเกรงต่อสิ่งใดหนึ่งกระบี่ที่ฟาดฟันจะต้องทำให้แม้แต่ผู้ที่อยู่ในขั้นปราณสวรรค์ก็ยังต้องสั่นสะท้านชักกระบี่ถามสวรรค์ว่าจะสามารถประมือได้หรือไม่!”

            ข้อมูลทั้งหลายปรากฏขึ้นมาในหัวของเขาอย่างไม่หยุดหย่อนในที่สุดเมิ่งฝานก็ได้สติพร้อมทั้งกระตุกยิ้มที่มุมปากมันก็จริงอยู่ที่จอมยุทธ์ขั้นปราณสวรรค์แข็งแกร่งยิ่งเพียงพวกเขาเหล่านั้นพลิกฝ่ามือก็คล้ายดั่งสามารถพลิกท้องฟ้าได้ทั้งผืนแต่ผู้ใช้กระบวนท่าหนึ่งกระบี่ชี้ปราณสวรรค์กลับกล้าที่จะชักกระบี่เข้าสู้นับได้ว่าเป็นผู้ที่บ้าคลั่งสมดั่งที่เอ่ยมา

            เด็กหนุ่มข่มความสั่นสะท้านของหัวใจเอาไว้แล้วเข้าไปยังภวังค์ของกระบวนท่าหนึ่งกระบี่ชี้ปราณสวรรค์เมื่อมันเป็นพลังที่สูงส่งถึงเพียงนี้เมิ่งฝานย่อมต้องตั้งใจเข้าถึงพลังของมันหลังจากที่เวลาผ่านไปนานเมิ่งฝานก็ลืมตาขึ้นพร้อมทั้งขยับท่อนแขนก่อนจะชี้นิ้วออกไปอย่างฉับพลัน

            ภายใต้ความมืดมิดในยามราตรีนั้นปลายนิ้วของเมิ่งฝานเปล่งประกายเจิดจ้าก่อนจะมีพลังปราณพุ่งทะยานออกไป

            ตู้ม!

            เมื่อกระแสอากาศแตกระเบิดพลันมีเสียงดังสนั่นก้องสะท้อนกลับเพียงชั่วพริบตาพลังปราณที่แตกซ่านก็ผสานตัวรวมเป็นเส้นแล้วทิ้งร่องรอยไว้บนพื้นเบื้องล่างคล้ายรอยกระบี่ต่อให้นำการโจมตีในครั้งนี้ไปเทียบกับพลังเพลิงสลายสวรรค์ของมู่อวี่อินก็หาได้ด้อยไปกว่ากันไม่เพียงแค่เมิ่งฝานไม่ได้มีพลังปราณมากมายเช่นนางก็เท่านั้น

            ของดีเลิศ!

            เด็กหนุ่มยกยิ้มที่มุมปากเพราะรู้ดีว่าอานุภาพของหนึ่งกระบี่ชี้ปราณสวรรค์หาใช่เพียงที่ตนเองปลดปล่อยออกมาในยามนี้ไม่เมื่อใดที่เขาบรรลุระดับขั้นหลอมปราณที่สูงขึ้นอานุภาพของมันก็จะเปลี่ยนแปลงและน่าสะพรึงขึ้นเช่นกันแต่ยามนี้เมิ่งฝานเพียงแค่ยังไม่รู้ว่าหากพัฒนาไปถึงขีดจำกัดแล้วมันจะทรงอานุภาพได้ถึงเพียงใดเกรงว่าแม้แต่จอมยุทธ์ผู้มีปราณสวรรค์ก็ยังต้องสั่นเทาด้วยความยำเกรง!

            สายธารหลั่งสมุทรหนึ่งกระบี่ชี้ปราณสวรรค์!

            จะกลายเป็นท่าไม้ตายที่เขาเก็บซ่อนไว้เป็นความลับ!

            เด็กหนุ่มข่มความตื่นเต้นในหัวใจแล้วเริ่มทำการฝึกฝนแม้จะก้าวขึ้นมายั้งขั้นหลอมปราณแล้วแต่พื้นฐานพลังของเขาก็ยังมิได้แข็งแกร่งมั่นคงแต่อย่างใดฉะนั้นแล้วเมิ่งฝานจึงรู้ดีว่าจะต้องทำให้ลมปราณแน่นิ่งมั่นคงเสียก่อนจึงจะสามารถลงหลักปักฐานในขั้นหลอมปราณได้

            ภายใต้แสงจันทร์ในยามราตรีร่างกายของเมิ่งฝานขยับเคลื่อนไหวอย่างทรงพลังและแข็งแกร่งดั่งพยัคฆา

            ในขณะเดียวกันนั้นภายในชายเสื้อที่เมิ่งฝานไม่ได้สนใจ เดิมทีลูกปัดสีดำนั้นก็อยู่อย่างแน่นิ่งทว่าในชั่วพริบตาต่อมากลับมีแสงสว่างปรากฏแล้วเลือนหายไปอย่างรวดเร็วคล้ายว่าไม่มีสิ่งใดเกิดขึ้นก็ไม่ปาน

            เวลาเจ็ดวันล่วงเลยผ่านพ้นไปอย่างรวดเร็วหมู่บ้านอูเจิ้นจึงเรียกรวมกำลังคนทั้งหลายเพราะในวันพรุ่งนี้จะเป็นการประลองแห่งเมืองเหยียนเฉิงแล้วนั่นเองภายในลานกว้างของหมู่บ้านนั้นจอมยุทธ์น้อยของอูเจิ้นทั้งหมดหลายร้อยคนล้วนแต่จะเดินทางไปยังเมืองเหยียนเฉิงทั้งสิ้นในเวลานี้พวกเขาก็ล้วนแต่มีใบหน้าแสดงความตื้นเต้นกันทั้งสิ้น

            ในวันนี้พรุ่งนี้นับว่าเป็นวันแห่งพิธีบรรลุนิติภาวะเช่นกันและเป็นเครื่องชี้วัดว่าอนาคตของพวกเขาในภายภาคหน้าจะเดินไปบนเส้นทางใดจึงทำให้พวกเขาล้วนแต่ตื่นเต้นเป็นอย่างห้ามไม่ได้และผู้ที่โดดเด่นสะดุดตาท่ามกลางจอมยุทธ์น้อยเหล่านั้นก็คือกู่ฉิงและกู่ซินเอ๋อร์เจ้าของร่างกายที่น่าหลงใหลอย่างกู่ฉิงสวมชุดสีดำร่างกายได้รูปงดงามและมีท่อนขาอันน่าหลงใหล

            ส่วนกู่ซินเอ๋อร์นั้นในวันนี้เจ้าของร่างอรชรงดงามสวมชุดสีขาว สามารถมองเห็นสัดส่วนได้อย่างชัดเจนทว่านัยน์ตาที่เปล่งประกายนั้นกลับกำลังมองไปทั่วบริเวณ

            ไม่นานพลันมีเสียงไม่ชอบใจดังขึ้นจากด้านหลังของนาง

            “หึเจ้าคนนั้นมักจะมาสาย ทำให้ผู้อื่นต้องรออยู่ร่ำไป!” เจ้าของเสียงนั้นก็คือกู่ฉิงนั่นเองน้ำเสียงของนางบ่งบอกได้ถึงความไม่สบอารมณ์อย่างยิ่ง

            กู่ซินเอ๋อร์ส่ายหน้าแล้วเอ่ยเสียงเบา “รออีกหน่อยเถอะเจ้าค่ะอีกไม่นานท่านพี่เมิ่งฝานก็คงจะมาถึงแล้วล่ะเจ้าค่ะ!”

            กู่ฉิงทำหน้าครุ่นคิดแล้วเอ่ยทีเล่นทีจริง“หรือว่าเจ้าคนนั้นจะเดินไปตกหลุมมูลแล้ว ฮ่าฮ่า!”

            “เหตุใดเจ้าจึงได้พูดออกมาเช่นนี้เล่าหรือว่าการที่เจ้าทำหน้าทำตาสมจริงเช่นนี้เป็นเพราะเจ้าเคยประสบมาก่อน!”

            ทันทีที่กู่ฉิงพูดจบก็มีเสียงคล้ายดั่งไม่ได้สนใจเสียงก่อนหน้าดังขึ้นมาเมื่อทุกคนหันไปตามต้นเสียงจึงได้พบกับเจ้าของร่างสูงโปร่งอย่างเมิ่งฝานที่สวมชุดสีครามเมื่อเขาปรากฏตัวพลันเกิดเสียงฮือฮาดังขึ้นมาจากผู้คนทั้งหลายเพราะถึงอย่างไรในวันนี้เมิ่งฝานก็ได้กลายเป็นจอมยุทธ์น้อยแห่งอูเจิ้นผู้มีอนาคตไกลแล้ว

            เมื่อเห็นว่าเมิ่งฝานยิ้มเยาะอย่างไม่ยำเกรงกู่ฉิงก็เดือดดาลขึ้นในทันใดนางเอ่ยออกมาอย่างไม่สบอารมณ์ “เจ้าขี่อูฐมาหรือไร?”

            เมิ่งฝานคลี่ยิ้มออกมาเล็กน้อยก่อนจะเอ่ยออกไปเสียงเรียบ“แล้วเจ้าเติบใหญ่ด้วยการกินไฟหรือไร?”

            “เจ้า!”

            เมื่อเห็นว่าทั้งสองยังคงทะเลาะกันไม่หยุดกู่ซินเอ๋อร์ก็ย่นคิ้วในทันทีแล้วเอ่ยขึ้นอย่างจนปัญญา “ขอร้องล่ะเจ้าค่ะท่านพ่อกับหน่วยคุ้มกันมากันหมดแล้ว ท่านทั้งสองช่วยสังเกตหน่อยไม่ได้หรือเจ้าคะ!”

            เมื่อนางพูดจบกู่หยวนก็เดินมาจากด้านหลังพร้อมกับหน่วยคุ้มกันหมู่บ้านที่เดินตามหลังเขาอีกที

            เมื่อกู่หยวนมาถึงพลันมีอานุภาพอันแข็งแกร่งแผ่ซ่านขึ้นมาในทันใดสีหน้าของหน่วยคุ้มกันที่เป็นชายฉกรรจ์ด้านหลังก็เคร่งขรึมเป็นอย่างมากเพราะถึงอย่างไรการประลองแห่งเมืองเหยียนเฉิงในคราวนี้ก็หาได้เหมือนกับเมื่อก่อนไม่จำต้องมีการอารักขาที่แน่นหนาจึงได้ใช้กองกำลังที่แข็งแกร่งที่สุดของหมู่บ้าน

            ในที่สุดก็มาถึงเสียที!

            เมิ่งฝานลูบปลายจมูกเล็กน้อยเขาเพิ่งจะลงมาจากเขาเยียนหลางและโชคดีไม่น้อยที่สามารถทำให้ลมปราณภายในร่างกายแข็งแรงมั่นคงได้แล้ว

            “ไปกันเถอะ”

            กู่หยวนปรายตามองทุกคนแล้วยกยิ้มอย่างพอใจจอมยุทธ์น้อยแห่งอูเจิ้นในปีนี้นับว่าไม่เลว ไม่ว่าจะเป็นกู่ฉิง เหลยหู่โดยเฉพาะผู้ที่เพิ่งจะก้าวหน้าอย่างโดดเด่นเช่นเมิ่งฝานแม้ว่าจะไม่อาจเทียบได้กับเหยียนเย่าแต่ก็สามารถแสดงความสามารถได้อย่างโดดเด่นในการประลอง

            กู่ฉิงที่ยืนอยู่กับที่มองเมิ่งฝานด้วยแววตาที่เยือกเย็นจากนั้นจึงเอ่ยขึ้นเสียงเรียบ “เมิ่งฝานครั้งนี้เจ้าอย่าได้ขายหน้าล่ะ หึหึ ในตอนนี้ข้าอยู่ในระดับเซียนของขั้นฝึกกายาแล้วหากได้เจอกับเจ้าในการประลองละก็... หึหึ!”

            เมื่อสิ้นเสียงนั้นก็ทำให้เหล่าจอมยุทธ์น้อยโดยรอบต่างฮือฮาขึ้นในทันใดฝึกกายาระดับเซียนคือระดับพลังที่อีกเพียงก้าวเดียวก็จะก้าวขึ้นไปยังขั้นหลอมปราณนับว่ากู่ฉิงเป็นผู้ที่มีพรสวรรค์ยิ่งซึ่งแน่นอนว่ารวมถึงชายฉกรรจ์ผู้เป็นหนึ่งในหน่วยผู้คุ้มกันด้วยเช่นกันในยามนี้เขาก็มองไปยังกู่ฉิงด้วยแววตาที่แฝงไปด้วยความเคารพยำเกรง

            ผู้แข็งแกร่งถือว่ายิ่งใหญ่กู่ฉิงมีอายุยังน้อยแต่กลับอยู่ในระดับเซียนของขั้นฝึกกายาแล้วหากเป็นเช่นนี้จะช้าหรือเร็วนางก็ต้องเหนือกว่าพวกเขาอยู่ดีเพราะถึงอย่างไรแล้วนอกเหนือจากกู่หยวนแล้วก็ยังไม่มีผู้ใดก้าวขึ้นเป็นจอมยุทธ์ในขั้นหลอมปราณ

            ทว่าเมิ่งฝานกลับมองรอยยิ้มของกู่ฉิงแล้วคลี่ยิ้มออกมาเล็กน้อยหลังจากนั้นก็เอ่ยออกไปอย่างใจเย็น “แต่ข้าบรรลุแล้ว”

            เมื่อสิ้นเสียงนั้นรอยยิ้มของกู่ฉิงแข็งทื่อไปในทันใดนางจ้องเมิ่งฝานอย่างไม่ละสายตาแล้วเอ่ยถามอย่างชัดถ้อยชัดคำ “เจ้าพูดว่าอย่างไร?”

            เมิ่งฝานลูบปลายจมูกตนเองแล้วเอ่ยออกไปอย่างจนปัญญา“ข้าบอกว่า...ในช่วงนี้ข้าบำเพ็ญตนอยู่ดีๆก็บรรลุขึ้นสู่ขั้นหลอมปราณเสียดื้อๆ!”

            เมื่อสิ้นเสียงนั้นก็ทำให้กลุ่มคนรอบตัวพวกเขาถึงกับตกตะลึงสีหน้าของพวกเขาทั้งหลายบ่งบอกถึงความชะงักงันพร้อมทั้งมองเมิ่งฝานราวกับถูกสะกดจิตก็ไม่ปาน

            รวมถึงกู่หยวนด้วยในชั่วพริบตานี้ใบหน้าของเขาเต็มไปด้วยความตกตะลึงก่อนจะเอ่ยออกมาด้วยเสียงที่บ่งบอกถึงความประหลาดใจ“เมิ่งฝาน เจ้าบรรลุขึ้นมายังขั้นหลอมปราณแล้วจริงหรือ?”

            ถึงอย่างไรแล้วนี่ก็เป็นเรื่องที่น่าสะพรึงอย่างยิ่งเพราะดูคล้ายว่าภายในเมืองเหยียนเฉิงแห่งนี้จะมีเพียงเหยียนเย่าเพียงผู้เดียวเท่านั้นที่เลื่อนมาถึงขั้นหลอมปราณในอายุเพียงสิบหกปีไม่มีจอมยุทธ์น้อยผู้ใดสามารถทัดเทียมเขาได้อีกแม้จะเป็นเมิ่งฝานที่เฉิดฉายดั่งดาวหางก็ยังไม่มีผู้ใดคาดคิดว่าเขาจะสามารถเทียบเคียงกับเหยียนเย่าได้

            “ใช่แล้วขอรับข้าบรรลุแล้วจริงๆ!”

            เมิ่งฝานมองไปยังกู่หยวนแล้วบอกไปอย่างเคารพยำเกรงเพราะถึงอย่างไรแล้วหากไม่มีกู่หยวนอูเจิ้นแห่งนี้ก็คงจะล่มสลายไปแล้วทุกคนจึงคล้ายดั่งต้องอาศัยร่มเงาของเขาในการดำรงชีวิตทางฝั่งของกู่หยวนได้เดินมาอยู่เบื้องหน้าของเมิ่งฝานต่อมาฝ่ามือใหญ่นั้นก็ตรวจวัดที่ข้อมือของเมิ่งฝาน

            เพียงชั่วครู่กู่หยวนก็แสดงความดีใจออกทางใบหน้าก่อนจะเอ่ยออกมาเสียงดัง“นี่เป็นเรื่องจริง!”

            เมื่อสิ้นเสียงนั้นทุกคนโดยรอบก็ยืนแข็งทื่อดุจหินเมื่อกู่หยวนยืนยันย่อมแสดงว่าไร้ซึ่งความผิดพลาดไม่มีผู้ใดคาดคิดว่าวันหนึ่งจะมีจอมยุทธ์ที่สามารถทัดเทียมกับเหยียนเย่าเกิดขึ้นในหมู่บ้านอูเจิ้นและเขาผู้นั้นก็คือเมิ่งฝาน! เพียงชั่วพริบตาสายตาหลายคู่ก็จ้องมองมาที่เขาโดยมันแฝงไปด้วยความรู้สึกมากมายทั้งอิจฉาและริษยา...

            กู่ฉิงสั่นสะท้านไปทั้งร่างใบหน้าของนางมีความตกตะลึงปรากฏก่อนสุดท้ายจะพึมพำออกมาเสียงเบา“เป็นไปได้อย่างไรกัน!”

            ข้างหลังของนางนั้นเหลยหู่และจอมยุทธ์น้อยทั้งหลายล้วนแต่ตกตะลึงไปตามๆ กันก่อนหน้านี้พวกเขายังเคยคิดที่จะลองประมือกับเมิ่งฝานทว่าในยามนี้ความคิดทุกอย่างกลับถูกลบเลือนไปหมดแล้ว

            อีกฝ่ายก้าวขึ้นเป็นจอมยุทธ์ขั้นหลอมปราณต่างกันหนึ่งขั้นพลังใหญ่เช่นนี้จะต่อกรได้อย่างไร!

            ภายในลานกว้างแห่งนั้นเสียงหัวเราะของกู่หยวนดังขึ้นก่อนจะตบไหล่ของเมิ่งฝานเสียงดังแล้วเอ่ยออกมาเสียงเข้ม“เยี่ยมการประลองของเมืองเหยียนเฉิงในครั้งนี้จะต้องไม่ใช่ลานประลองที่เหยียนเย่าเป็นผู้ยิ่งใหญ่แต่เพียงผู้เดียวอีกต่อไปแล้วสายตาของซินเอ๋อร์ไม่เลวเลยจริงๆ!”

            เมื่อสิ้นเสียงของเขาใบหน้าของกู่ซินเอ๋อร์ก็แดงก่ำขึ้นในทันทีนางกรอกตาขาวให้กับกู่หยวน และเมื่อทุกคนหลุดจากภวังค์แห่งความตกตะลึงจึงพากันเดินทางไปยังเมืองเหยียนเฉิง

            ในขณะที่กำลังเดินทางเสียงของกู่ฉิงก็ดังขึ้นที่ข้างกายของเมิ่งฝาน“เป็นไปไม่ได้ เหตุใดเจ้าถึงสามารถบรรลุได้อย่างรวดเร็วเช่นนี้!”

            เมิ่งฝานหันกลับไปแล้วเอ่ยขึ้นอย่างจนปัญญา“ข้าบำเพ็ญตนอยู่ดีๆ มันก็บรรลุเองจริงๆ!”

            

            เพียงชั่วพริบตากู่ฉิงก็กัดฟันแน่นและนั่นก็ทำให้นางรู้สึกคล้ายดังว่าฟันกรามของตนเองกำลังจะแตกหัก...

             

    คล้ายกับเรื่องเมิ่งฝาน จักรพรรดิไร้เทียมทาน ที่คุณอ่าน