King - of - Element

    ตอนที่ 47



       ณ ที่ทำการกิลด์ Negative ที่ซึ่งเป็นกิลด์อันดับหนึ่งแห่งโลก KoE ภายในห้องประชุมนั้นมีสองบุรุษอยู่ในห้อง คนหนึ่งนั่งชันเข่าลงกับพื้นพร้อมทำหน้าทำตาราวกับหมาหงอย ซึ่งก็คือราชันย์น้ำแข็ง สไปค์ และอีกคนที่กำลังยืนกอดอกมองไปข้างนอกหน้าต่างอยู่นั้น จะเป็นใครไปไม่ได้นอกจากราชันย์แห่งแสง คริส “นี่แกยังกล้าเสนอหน้ากลับมาเหยียบที่นี่อีกงั้นเรอะ!” คริสขึ้นเสียงใส่สไปค์ด้วยน้ำเสียงที่ไม่พอใจอย่างยิ่งที่สไปค์ยังกล้าแบกหน้าตานั้นกลับมาหาเขา “ขอโทษครับคุณคริส ผมขอโอกาสแก้ตัวอีกซักครั้ง คราวนี้ผมต้องจัดการมันได้แน่!” สไปค์พยายามแก้ตัวหลังจากที่แพ้ราชันย์ไฟ และหนีหัวซุกหัวซุนกลับมาแบบนี้ “เหอะ ยังจะมาแก้ตัวอีกหรอ! แกยึดเมืองมาไม่ได้ยังไม่พอ นี่ยังไปแพ้ให้กับไอ่ราชันย์ที่ระดับต่ำกว่าแกกว่าเท่าตัวแบบนั้นเนี่ยนะ รู้มั้ยว่าตอนนี้ฉันกำลังคิดอะไรอยู่!?” “ม-ไม่ทราบครับ...” สไปค์ก้มหน้าตอบกลับไป “ฉันกำลังคิดอยู่ว่า แกยังเหมาะสมกับตำแหน่งราชันย์อยู่ไหม!” คริสกดเสียงต่ำลงจนทำให้ผู้ที่ได้ยินถึงกับหนาวสั่นไปทั้งตัว “คุณคริสครับ! แต่ว่า....” “หยุดพูดได้แล้ว!” สไปค์พูดยังไม่ทันจบก็โดนคริสตัดหมดพูดทันที ทั้งสองเงียบกันอยู่พักหนึ่งก่อนที่เสียงเคาะประตูจะดังขึ้น ก๊อกๆประตูบานใหญ่ถูกเปิดออกพร้อมกับร่างของหญิงสาวตัวน้อยกำลังก้าวเท้าเข้ามาในห้องประชุมด้วยท่าทีที่ไม่ค่อยสบอารมณ์มากเท่าไหร่นัก “เป็นอะไรรึเปล่า เมย์?” คริสถามเมย์ หรือราชันย์แห่งพืชที่พึ่งมาใหม่ “เปล่า ก็แค่เจอพวกดื้อด้านนิดหน่อย” เธอไม่ได้มองหน้าคริสตอนตอบคำถามเพราะมัวแต่หาเก้าอี้แล้วก็นั่งไขว่ห้างลงไป “ทวีปเริ่มต้นเป็นยังไงบ้าง เรียบร้อยดีสินะ?” คริสถามเมย์ถึงเรื่องที่ให้ไปยึดทวีปเริ่มต้น “อือ...” เมย์ตอบสั้นๆเท่านั้น แต่คริสก็ไม่ได้เซ้าซี้อะไรมากนัก ซึ่งเป็นธรรมดาของตอนออกศึก เธอมักจะกลับมาพร้อมกับอารมณ์เหวี่ยงๆอยู่เสมอ “เรียบร้อยแล้วก็ดี อย่างน้อยก็ทำไมให้อารมณ์ดีขึ้นมาหน่อย!” คริสพูดพลางหันหน้าไปทางสไปค์จนเขาต้องก้มหน้าอยู่อย่างนั้นต่อไป "ทำไมนายไม่ส่งสไปค์ไปทวีปเริ่มต้นเอาล่ะ แล้วให้ฉันไปอาณาจักรสายฟ้าแทน ฉันว่าฉันทำได้ดีกว่าเขานะ" เมย์พูดขึ้นมาหลังจากทราบข่าวความล้มเหลวของสไปค์ "ทวีปเริ่มต้นมันสำคัญต่อฉันมาก ฉันไม่อยากพลาดมันไป เพราะงั้นฉันถึงส่งเธอไปไงล่ะ" คริสบอกเหตุผลของเขาไป เนื่องจากเขาต้องการสร้างขุมกำลังอันแข็งแกร่งไว้ใช้งานในอนาคต แล้วจะมีที่ไหนเหมาะสมไปกว่าทวีปเริ่มต้นกันล่ะ การจะสร้างทหารที่แข็งแกร่ง และซื่อสัตย์ ก็ต้องทำตั้งแต่เนิ่นๆ คอยเลี้ยงดูปูเสื่อตั้งแต่แบเบาะ แล้วจะได้สิ่งที่ต้องการเอง นั่นแหละคือสิ่งที่เขากำลังคิดอยู่ "แต่นายก็พลาดโอกาสปกครองอาณาจักรใหญ่ๆไปนะ มันคุ้มแน่งั้นหรอ?" "คุ้มสิ แค่ทำตามที่ฉันบอกก็พอ แล้วมันจะดีเอง!" "เหอะ แล้วแต่นายเถอะยะ!" "เอาล่ะ หยุดพูดเรื่องไร้สาระกันได้แล้ว เรามาคุยเรื่องแผนการขั้นต่อไปกันหน่อยดีกว่า...."..... ที่เมืองทางตอนใต้ของอาณาจักรสายฟ้า ผมเดินอยู่ในเมืองเพื่อมุ่งหน้าไปยังท่าเรือของระบบ เป้าหมายต่อไปของผมคืออาณาจักรปฐพี ที่ผมเลือกอาณาจักรนี้เป็นเพราะว่าที่นั่นเต็มไปด้วยแหล่งดันเจียนใต้ดิน และเหมืองร้างจำนวนมาก เป้าหมายของผมตอนนี้คือการเร่งฟาร์ม หาเงิน เพิ่มระดับ เพื่อเตรียมรับมือกับสิ่งไม่คาดคิดในอนาคต ระหว่างทางผมก็เดินชมเมืองไปทั่วในชุดเต็มยศนั้น แต่แปลกตรงที่ไม่มีใครสนใจผมเลย อาจเป็นเพราะตำแหน่งราชันย์ที่ถูกยึดไปเลยทำให้ผมดูเหมือนตัวปลอมกระมัง แต่ก็ดี เพราะเวลาจะทำอะไรจะได้สะดวกไม่มีใครมาวุ่นวาย แต่แล้วจู่ๆผมก็พลางนึกถึงเพื่อนรักทั้งสองคนนั่นคือเจ้าสิงค์ กับธีระ ตั้งแต่ผมออกจากคุกพิเศษมาก็ยังไม่ได้ติดต่อพวกนั้นเลย เพราะช่วงนี้ขั้วอำนาจใหม่กำลังขยายอาณาเขตของตัวเองอยู่ ก็เลยเป็นห่วงกลัวว่าเจ้าพวกนั้นจะโดนไปด้วย แต่ในขณะที่กำลังเลื่อนรายชื่อเพื่อนอยู่นั้นผมกลับไปสะดุดตรงชื่อของลูน่าเข้า เพราะชื่อของเธอในตอนนี้เป็นสีดำ ซึ่งนั่นหมายความว่าเธอกำลังตายอยู่! “เกิดเรื่องไม่ดีขึ้นรึเปล่านะ!?” ผมเริ่มกังวลทันที หากเป็นสถานการณ์ปกติผมจะไม่คิดอะไรมากเลย แต่เพราะตอนนี้มันมีเรื่องไม่ดีเกิดขึ้นมามากเกินไป ครั้นจะโทรหาก็ไม่ได้เพราะตอนนี้เธอกำลังติดโทษการตายอยู่ ผมจึงตัดสินใจโทรหาธีระก่อนเผื่อจะรู้เรื่องอะไรบ้าง เพราะหน่วยข่าวกรองประจำกิลด์มักจะอัพเดทข่าวสารใหม่ๆอยู่เสมอ ตี้ดๆ ตี้ดๆ ......“ฮัลโหล ธีระ!!” ผมพูดกับปลายสายอย่างร้อนรนทันทีที่กดรับสาย “อะๆ หยุดเลย กูรู้ว่ามึงโทรหากูทำไม เรื่องลูน่าใช่รึเปล่าล่ะ?” ธีระพูดราวกับรู้จุดประสงค์ของผมดี เพราะเขาก็มีรายชื่อเพื่อนของลูน่า และสังเกตเห็นสิ่งผิดปกติเช่นกัน “ก็...เออ แล้วมึงรู้อะไรรึเปล่า?” “ดูเหมือนที่ทวีปเริ่มต้นจะถูกขั้วอำนาจใหม่เข้ายึดครองน่ะ แล้วรู้มั้ยว่าใครเป็นนำทัพ ราชันย์พืชไงล่ะ!!” ธีระพูดในสิ่งที่ตนเองก็พึ่งทราบจากหน่วยข่าวกรองของกิลด์ทันที ธีระเห็นผมเงียบไปจึงพูดต่อ “ถ้าเป็นห่วงนักก็ลองโทรคุยสิ” “ตอนนี้ยังไม่ได้ ต้องรอลูน่าเกิดใหม่มาก่อน” “เออวะ แต่ว่านะไอ่คิน กูว่าคราวนี้ต้องไม่ใช่เรื่องเล็กๆแน่ กูได้ยินมาว่าที่พวกขั้วอำนาจใหม่มันพยายามยึดเมืองต่างๆเพราะพวกมันกำลังรวบรวมขุมกำลังเอาไว้ และเป้าหมายของพวกมันก็คือการเอาหัวของพวกราชันย์มาเป็นพวกของตัวเอง ซึ่งนั่นก็รวมถึงมึงด้วยนะ ไอ่คิน!” ธีระยอมบอกข้อมูลนี้เพราะเป็นห่วงเพื่อนรักจะโดนตามล่า และจะเล่นเกมอย่างไม่สนุกสนานเอา “กูก็คิดเรื่องนั้นไว้เหมือนกัน ไม่ต้องห่วงกูหรอก กูเอาตัวรอดได้ ห่วงแต่พวกมึงเถอะ จะแย่เอาถ้ามาพัวพันกับกู” ลำพังตัวผมคนเดียวนั้นเอาตัวรอดได้อยู่แล้ว แต่ผมห่วงคนรอบข้างมากกว่า กลัวจะโดนหางเลขไปด้วย “เหอะ! กลัวที่ไหน ถ้าพวกมันเล่นงานมึง พวกกูก็พร้อมจะเป็นศัตรูกับพวกมันเพื่อไปอยู่เคียงบ่าเคียงไหล่กับมึงอยู่แล้ว แต่ไม่รู้ว่าจะเป็นประโยชน์ หรือตัวถ่วงของมึงนะ ฮ่าๆๆ” “กูนี่ซึ้งใจจนแทบน้ำตาไหลเลยล่ะ ยังไงก็ขอบใจนะ ไว้มีไรจะโทรหาทีหลัง ไปละ” ผมพลันวางสายจากเพื่อนรักไป และไม่ลืมที่จะเช็คไปที่รายชื่อของลูน่าว่าเกิดใหม่มาหรือยัง ปรากฏว่าชื่อของลูน่านั้นเป็นสีขาวปกติแล้ว นั่นหมายความว่าเธอเกิดใหม่แล้วนั่นเอง ไม่รอช้าผมรีบรวบรวมความกล้า และกดโทรไปทันที ตี้ดๆ ตี้ดๆ ......“โอ๊ะ สวัสดีค่ะ คุณภาคิน โทรมามีอะไรรึเปล่าคะ?” เมื่อเสียงห้าวใสๆจากปลายสายดังขึ้นมานั้นมันทำให้หัวใจของผมนั้นพองโตขึ้นมาอย่างบอกไม่ถูก ผมเหม่อลอยอยู่ในภวังค์อยู่ซักพักก่อนจะตอบลูน่าไป “เอ่อ คุณเป็นยังไงบ้าง ไม่เป็นอะไรใช่ไหม?” ผมถามอย่างเป็นห่วงแม้จะรู้ว่ามันอาจจะไม่ใช่เรื่องของผมก็ตาม “คุณคงทราบข่าวแล้วสินะคะ ฉันสบายดีไม่ได้เป็นอะไรค่ะ....จริงสิฉันแพ้มาด้วยล่ะ ผู้เล่นระดับพวกคุณนี่โหดจังเลยนะคะ ฉันแทบจะโจมตีเธอไม่ได้ด้วยซ้ำ เฮ้อ....” ลูน่าเธอพูดด้วยน้ำเสียงที่อ่อนลงอย่างเห็นได้ชัดเมื่อพูดถึงความพ่ายแพ้ของตัวเอง “อย่าคิดมากเลยลูน่า มันยังเร็วไปที่คุณจะปะทะกับเธอ แต่ผมเชื่อนะว่าซักวันหนึ่ง ถ้าคุณมีระดับ และไอเทมที่มากพอ คุณจะสามารถเอาชนะเธอได้” ผมไม่รู้จะปลอบเธอยังไงจึงได้แต่พูดให้กำลังใจไปแบบนั้น “ฉันก็หวังไว้แบบนั้นนะคะ แต่ดูฉันตอนนี้สิ ฉันไม่เหลืออะไรแล้วล่ะ ทั้งกิลด์ที่ร่วมสร้างกันมา ทั้งเมืองที่ผูกพันกันมานาน ทุกอย่างมันถูกแย่งไปจากฉันหมดแล้ว อึก-....” เสียงของลูน่านั้นสั่นเครือราวกับกำลังร้องไห้อยู่ เพราะตอนนี้เธอไม่เหลืออะไรแล้ว หลังเกิดเหตุการณ์ครั้งนี้ทำให้เธอต้องยุบกิลด์ของตัวเองลง ผู้เล่นที่เหลือก็แยกย้ายกันไปตามเส้นทางของตัวเอง ซึ่งนั่นก็รวมถึงเธอด้วย “ให้ผมช่วยเอามันกลับมาให้ไหม?” ผมไม่ได้พูดเอาเท่ หรือเพื่อเอาหน้าโชว์สาวแต่อย่างใด แต่ผมกะจะทำแบบนั้นจริงๆ ซึ่งก็ไม่รู้ว่าทำไมผมถึงอยากทำแบบั้นเหมือนกัน “อะ-ไม่ค่ะ ไม่เป็นไร ไม่ต้องดีกว่า ฉันว่าเป็นแบบนี้ก็ดีแล้วล่ะ มันจะรบกวนคุณมากเกินไป” ลูน่ารีบบอกปัดปฏิเสธไป เธอไม่อยากดูเป็นคนไร้ความสามารถที่เอาแต่พึ่งพาคนอื่นอีกต่อไปแล้ว “ก็ได้ครับ แล้วต่อจากนี้คุณจะเอายังไงต่อ?” ผมไม่อยากเซ้าซี้ลูน่ามากนัก จึงเปลี่ยนเรื่องคุยทันที “ฉันกับเพื่อนๆที่เหลือคงไปทวีปหลักค่ะ ถึงเวลาแล้วที่พวกเราต้องก้าวไปข้าวหน้าซักที! แล้วคุณล่ะ ตอนนี้กำลังทำอะไรอยู่หรอคะ?” เสียงของลูน่าตอนนี้เริ่มสดใสขึ้นมาบ้างแล้ว “ผมกำลังจะเดินทางไปอาณาจักรปฐพีน่ะ ว่าจะฟาร์มของเพิ่มซักหน่อย” “จริงหรอคะ! พวกฉันก็จะไปที่นั่นเหมือนกัน บังเอิญจังเลยนา ฮิๆ” จู่ๆลูน่าก็หัวเราะอารมณ์ดีเฉยเลย ผมได้แต่ยืนยิ้มเกาหัวไปมาอยู่แบบนั้น และก็ตอบเธอกลับไป “ฮ่าๆ งั้นหรอครับ หวังว่าเราจะได้เจอกันอีกนะครับ” “นั้นสินะ งั้นไว้เจอกันนะคะ เพื่อนๆเรียกแล้ว บายค่ะ^^” “บายครับ^^” ผมบอกลาลูน่าไปโดยหวังว่าซักวันคงมีโอกาสได้พบกันอีก ในตอนนี้ผมนั้นอารมณ์ดีสุดๆ พลันกระโดดโลดเต้นราวกับคนบ้า แม้จะเป็นช่วงเวลาสั้นๆที่ได้คุยกับลูน่า แต่มันกลับเติมพลังให้ผมได้อย่างเต็มเปี่ยม เวลานั้นล่วงเลยผ่านไป ผมรีบไปที่ท่าเรือเพื่อเดินทางไปยังอาณาจักรปฐพีซึ่งใช้เวลาการเดินทางนานพอสมควร ท่าเรือแห่งนี้ใหญ่พอสมควร มีเรือน้อยใหญ่เข้าออกอยู่เสมอ รวมถึงเรือสำราญลำใหญ่ของทางระบบด้วย ในตอนแรกนั้นผมตั้งใจจะขึ้นเรือของทางระบบเพราะมีสิ่งอำนวยความสะดวกมากมาย แถมยังปลอดภัยจากพวกมอนสเตอร์ในทะเลอีกด้วย แต่ราคาของมันย่อมแพงหูฉีกตาม และตอนนี้ ผมถังแตกอยู่ด้วย จึงอดไปตามระเบียบ สายตาของผมพลันเหลือบไปเห็นเรือขนส่งสินค้าขนาดกลางอยู่ที่ท่าเรือไม่ไกลนัก เมื่อมาถึงก็พบชายร่างยักษ์ที่ทำหน้าทำตาไม่รับแขกกำลังยืนคุมเป็นยามตรงทางขึ้นเรืออยู่ ผมจึงเดินเข้าไปทักทันที “นี่ พี่ชาย เรือลำนี้รับคนคุ้มกันเพิ่มไหม?” ผมถามเข้าประเด็นทันที แต่ก็ไม่ได้หวังคำตอบมากนัก เพราะเรือขนส่งสินค้าพวกนี้ส่วนใหญ่จะเป็นของผู้เล่นสายพ่อค้า และพวกเขามักจะจ้างผู้เล่นสายอาชีพต่อสู้มาคอยคุ้มกันสินค้าของพวกเขาให้ปลอดภัยตลอดการเดินทางอยู่เสมอ ส่วนชายร่างยักษ์ตรงหน้าผมนี้คงจะเป็น NPC กะลาสีเรือลำนี้ เพราะเขาไร้ชุดเกราะ หรืออาวุธใดๆ สวมเพียงเสื้อผ้าใส่สบายๆเผยให้เห็นกล้ามเนื้อเป็นมัดๆที่ถูกใช้งานมาเป็นเวลานาน “รับสิ หัวหน้าพวกเรากำลังขาดคนพอดีเลย มาๆ ขึ้นมาก่อน!” ชายร่างยักษ์พูดเสร็จก็นำทางขึ้นเรือไปทันที “เอ้า! บดจะง่ายก็ง่ายแบบนี้เลยนะ.....” ผมนี่ยังยืนงงอยู่เลยว่าทำไมมันง่ายแบบนี้ ไม่ถงไม่ถามอะไรซักอย่าง ถ้าผมเป็นพวกหวังดีประสงค์ร้ายเรือลำนี้จะไปรอดไหมเนี่ย "ยืนบื้ออยู่ทำไม ขึ้นมาสิ!" ชายร่างยักษ์หันมาพูดซ้ำเมื่อเห็นว่าผมยังอยู่ที่เดิม ผมที่โดนถามย้ำอีกรอบก็รีบตอบตกลงและขึ้นเรือตามเขาไปทันที "ค๊าบๆ ไปละค๊าบ..."....

    คล้ายกับเรื่องKing - of - Element ที่คุณอ่าน