ทันทีที่เธอโพล่งสมมติฐานนี้ออกไปหญิงชราก็เปลี่ยนสีหน้าเป็จริงจังขึ้นมา
“ตามความคาดเดาของข้าเด็กคนนั้นอาจจะใช้เวทมนตร์อยู่ด้วยหรือเปล่า”
“เวทมนตร์?...ไม่น่าเป็ไปไม่ได้หรอกค่ะ ก็โลกฝั่งเนี้ย เวทมนตร์มีอยู่แต่ในจินตนาการนี่นา”
ตอนได้เห็นเวทมนตร์ของโลกนี้เป็ครั้งแรกอาซาฮิจึงใยิ่งกว่าใครเสียอีก
และถึงจะไม่ได้อยากมีความสามารถนี้เลยแต่รูริก็รู้จักอาซาฮิดีพอจะมองออกว่านั่นไม่ใช่การเสแสร้งแสดงละคร
“แต่มันเหมือนมากเลยนะปฏิกิริยาคนรอบตัวเ้าน่ะ เหมือนคนที่โดนเวทมนตร์ที่เรียกว่ามนต์เสน่ห์”
“มนต์เสน่ห์...?”
“เวทมนตร์ที่ควบคุมจิตใจมนุษย์ให้เกิดความหลงใหลแม้กับคนที่ตัวเองไม่ได้ชอบอะไรเลย”
“แต่ฉันไม่เห็นเป็อะไรเลยนี่คะ”
“เ้ามีคุณลักษณ์ที่ดีพลังเวทก็สูงมาก เวทพวกนี้จะไม่ได้ผลกับคนที่มีพลังเวทสูงกว่าไงเล่า”
มนต์เสน่ห์...น่าใจริงๆที่มีเวทมนตร์แบบนั้นอยู่ด้วยหากเมื่อนึกถึงท่าทีราวกับทาสที่หลงจนงมงายเ่าั้แล้ว มันก็ดูไม่เกินจริงไปเลย
แต่รูริก็ไม่คิดอยู่ดีว่าอาซาฮิจะใช้เวทมนตร์ที่ว่านี้ด้วยความจงใจ
เพราะเธอเคยลองมาสารพัดวิธีแล้วเพื่อที่จะหนีจากอาซาฮิ
ไม่ว่ารูริจะถูกรอบข้างจงเกลียดจงชังอย่างใดอาซาฮิก็ไม่ยอมเลิกไล่ตามเธอมา เคยคิดเหมือนกันว่าที่จริงแล้วอาซาฮิก็เกลียดรูริและแอบสะใจที่รูริถูกรอบข้างรังเกียจ
เธอเคยสะกดรอยตามเพื่อนสมัยเด็กคนนี้ไปเพื่อจะเปิดโปงความจริงเคยกระทั่งจ้างนักสืบมาตรวจสอบการกระทำของอาซาฮิหากก็รู้แค่ว่าเ้าตัวเพียงแต่โง่...เอ๊ย ไม่ใช่เพียงแต่มองโลกในแง่ดีขั้นสุดเหมือนมีสวนดอกไม้อยู่ในหัวเท่านั้นเอง
คงเพราะไม่เคยถูกคนรอบข้างปฏิเสธมาั้แ่เด็กอาซาฮิจึงบกพร่องเื่ความเกรงใจและการรู้จักเอาใจเขามาใส่ใจเราซึ่งคนทั่วไปจะเรียนรู้ผ่านการเข้าสังคมนี่เอง
แต่กระนั้นเธอก็ไม่คิดว่าอาซาฮิจะทำอันตรายใครด้วยความประสงค์ร้าย ถึงจะบ่อยครั้งที่ไม่ดูกาลเทศะจนกลายเป็การทำร้ายคนอื่นไปโดยปริยายก็เถอะ...
นั่นเป็แค่เด็กที่ทำทุกอย่างตามสัญชาตญาณของตนเท่านั้นเอง
“ฉันไม่คิดว่าอาซาฮิจะใช้เวทมนตร์อย่างจงใจหรอกค่ะ”
“...งั้นรึเ้าอยู่กับนางมาตลอด ถ้าเ้าเป็คนรับรองก็คงจริงตามนั้นแหละแต่เป็ไปได้ว่านางอาจจะใช้เวทมนตร์โดยไม่รู้ตัวก็ได้”
“แบบนั้นก็เป็ไปได้ด้วยเหรอคะถ้ามีพลังแบบนั้นจริง อาซาฮิก็เป็ท่านหญิงมิโกะจริงๆ ใช่ไหม”
“นั่นสิข้าก็ไม่รู้เหมือนกัน ให้พูดในแง่พลังแล้ว มากกว่าอาซาฮิที่ใช้มนต์เสน่ห์ เ้าที่ภูตชื่นชอบขนาดนี้ยังจะเหนือกว่าข้อที่ว่ามีสีสันหาได้ยากก็ตรงด้วย”
รูริยกมือจับหัวตัวเองจึงเพิ่งรู้สึกตัวว่าวิกสีน้ำตาลนั้นหายไปแล้ว
“ถ้าเกิดความแตกว่าสีผมสีตาอาซาฮิเป็ของปลอมพวกนั้นจะมาไล่หาฉันมาไหมนะ...”
“ไม่หรอกผมสีทองคำขาวกับตาสีน้ำเงินอย่างเ้านี่หายากก็จริง แต่ถ้าทั้งตากับเส้นผมเป็สีดำเหมือนกันก็เป็ของหายากในโลกนี้ด้วย เรายังฟันธงไม่ได้หรอกว่าเด็กคนนั้นเป็ตัวปลอม”
“มิน่าล่ะงั้นเพื่อนร่วมชั้นคนอื่นๆ ก็ด้วยสินะ”
“ก็น่าจะเป็อย่างนั้นแต่ก็ไม่รู้หรอกว่าเด็กพวกนั้นจะนำพาความรุ่งเรืองที่ประเทศนั่น้ามาได้จริงหรือเปล่า”
เธอถึงกับกุมขมับว่าถ้ามีคนมาตามตัวจะทำยังไงดี
หญิงชราหยิบกระดาษกับปากกามาจากชั้นวางของแล้วเขียนบางอย่างลงไป
ก่อนจะจมกระดาษนั้นลงในกล่องสี่เหลี่ยมซึ่งมีน้ำปริ่ม
ไม่ทันไรกระดาษก็หายไปไร้ร่องรอยราวกับละลายไปในน้ำ
“นี่มันอะไรคะเนี่ย”
“ข้าส่งจดหมายไปไงละพอเขียนจดหมายละลายลงน้ำในกล่อง จดหมายจะส่งไปถึงกล่องของผู้รับ”
“เห”
ไม่รู้เหมือนกันว่ามีหลักการเช่นใดแต่นั่นก็ทำให้เธอรู้สึกได้ว่าที่นี่ไม่ใช่โลกเดิมของเธอจริงๆ
“ส่งไปหาใครเหรอคะ”
“หลานฉันที่ทำงานอยู่ที่ปราสาทของอาณาจักรัให้ช่วยไปสืบเื่เด็กชื่ออาซาฮิกับเนื้อหาของคำทำนายหน่อยถ้านางใช้เวทมนตร์ได้โดยตั้งใจทางนั้นก็ควรเตรียมรับมือเผื่อกรณีนางถูกนาดาเชียหลอกใช้จนส่งผลเสียมาถึงอาณาจักรัถ้าไม่ได้ตั้งใจ ก็ต้องสอนวิธีควบคุมพลังเวทไม่งั้นจะกลายเป็เื่ใหญ่ในภายหลังได้”
คำว่าอาณาจักรัทำให้เื่อาซาฮิหลุดหายไปจากหัวเธอเลย
“คุณยายเป็คนประเทศอื่นเหรอคะ!?”
“ใครเป็ยายกัน!”
“งั้นชื่ออะไรล่ะคะส่วนฉันชื่อรูริค่ะ”
หญิงชราลังเลเล็กน้อยก่อนจะพึมพำด้วยเสียงเบาจนแทบจะหายไป
“.........เชลซี”
“...อุ๊บ”
สุดท้ายความพยายามก็ไร้ผลเธอหลุดหัวเราะออกไปในที่สุด
หญิงชราที่เหมือนแม่มดใจร้ายในนิทานคนนี้ชื่อว่าเชลซี
ไม่เข้ากับหน้าเอาซะเลย
“น่ารัก! ฮะๆๆๆๆ”
“เพราะอย่างนี้แหละถึงไม่อยากบอกจะหัวเราะไปถึงไหน เดี๋ยวก็ให้อดข้าวซะหรอก!”
“หวาขอโทษค่ะ ขอโทษค่า! ชื่อน่ารักเหมาะเหม็งเลยค่ะ...หึๆ”
“จะพูดก็หยุดหัวเราะให้ได้ก่อนเถอะ! นี่ขำจนสั่นไปทั้งตัวแล้วไม่ใช่รึ!”
รอจนหยุดหัวเราะได้แล้วคราวนี้จึงถามเื่อาณาจักรัจากเชลซี
“อาณาจักรัเป็ประเทศที่อยู่ติดกับนาดาเชียแล้วก็เป็บ้านเกิดของข้าเอง ป่านี่อยู่ระหว่างสองประเทศที่ว่านั่นแหละประเทศนั้นปกครองโดยาาัตามชื่อและมีขนาดใหญ่เป็อันดับหนึ่งหรือสองของทวีปนี้เลย”
“าาั?”
“พระาาของเผ่าัไงละรู้จักเผ่าัใช่ไหม”
รูริส่ายหน้า
“เผ่านี้มีสองร่างคือร่างักับร่างมนุษย์นอกนั้นยังมีเผ่าแมวเผ่าสุนัขอีก บางเผ่าก็มีเพียงร่างเดียวเหมือนมนุษย์นี่แหละจะต่างจากมนุษย์ตรงที่รูปร่างหน้าตามีส่วนของสัตว์ผสมอยู่ด้วยแบบนี้จะเรียกมนุษย์สัตว์ แล้วทั้งหมดนี้เรียกรวมกันว่าเผ่าโบราณมนุษย์จำนวนไม่น้อยเลยที่เหยียดหยามเผ่าโบราณ โดยเฉพาะนาดาเชียนั่นแหละตัวดีเลยอาณาจักรัก็จะตรงข้ามกันทั้งมนุษย์ทั้งเผ่าโบราณอาศัยอยู่ร่วมกันอย่างไม่มีแบ่งแยกในความปกครองของาาั”
“เห”
อย่างน้อยก็รู้แล้วว่ายังมีประเทศที่ดีกว่านาดาเชียอยู่
แต่ที่เธออยากถามไม่ใช่เื่เผ่าัหรือเผ่าโบราณทว่าเป็วิธีกลับต่างหาก
“แล้วคิดว่าอาณาจักรัจะรู้วิธีส่งฉันกลับไปโลกเดิมไหมคะ!?”
เธอกลั้นใจรอฟังคำตอบของเชลซี
ถ้ามีชนเผ่าอยู่มากมายปานนั้นก็น่าจะมีใครรู้วิธีบ้าง
“เสียใจด้วยไม่มีวิธีกลับหรอก”
“คุณเชลซีอาจจะแค่ไม่รู้เองถ้าไปอาณาจักรัอาจจะมีคนรู้ก็ได้...”
รูริรบเร้าถามด้วยสีหน้าร้อนรนหากอีกฝ่ายก็เพียงแต่ส่ายหน้า
“พวกเ้าน่ะถูกลักพาตัวมาก็จริงแต่นานๆ ทีก็มีคนตกหล่นมาจากโลกโน้นอยู่บ้าง ไม่เคยมีใครกลับไปได้เลย”
“...บ้าน่า”
“เมื่อก่อนเคยมีคนตกหล่นที่รู้เื่โลกฝั่งนี้ดีนางบอกว่าตกลงมาน่ะง่าย แต่ถ้าจะปีนกลับไปก็ต้องทิ้งร่างในตอนนี้เสียก่อน”
“หมายความว่าไงคะ...”
“มันอาจจะฟังดูโหดร้าย แต่ตราบใดที่ยังไม่ตายในโลกฝั่งนี้เ้าก็กลับไปโลกฝั่งโน้นไม่ได้หรอก”
เธอได้แต่อึ้ง
สมองหยุดทำงานและคิดอะไรไม่ออก
เธออาศัยความหวังอันน้อยนิดว่าสักวันจะได้กลับไปจึงเอาชีวิตรอดอยู่ในป่ามาได้
หากความหวังนั้นก็พังทลายลงหนทางเบื้องหน้ามีแต่ความมืดมน
จากนี้ควรจะทำอย่างไรดี
โลกอื่นที่เธอไม่มีความรู้ใดๆไม่มีใครให้พึ่งพา แล้วเธอจะอยู่ต่อไปเช่นไรได้...
ขณะที่หัวใจร่วงหล่นไปในความสิ้นหวังสิ่งที่ผุดขึ้นมากลับไม่ใช่น้ำตา แต่เป็ความโกรธ
(นี่ฉันต้องถูกลักพาตัวมาโลกอื่นโดนใส่ร้าย แถมยังโดนสัตว์ประหลาดวิ่งไล่จะเป็จะตายทำไมฉันต้องมาเจออะไรแบบนี้ด้วย!)
สาเหตุก็รู้ๆกันอยู่ อาซาฮิที่คิดว่าโลกหมุนรอบตัวเองและไม่ยอมรู้ตัวเสียทีว่าทำให้รูริต้องเดือดร้อนแค่ไหนองค์ชายกับเพื่อนร่วมชั้นที่ขับไล่เธอออกมาอยู่ตัวคนเดียวในโลกที่ไม่รู้จัก...แล้วยังพระาากับพวกนักบวชที่ลักพาตัวเธอมา
(ฉันทนก้มหน้ารับกรรมต่อไปไม่ไหวละ! ไหนๆ ก็หาทางกลับไม่ได้แล้ว งั้นก็ขอเอาคืนไปถึงดอกเบี้ยที่เคยทำฉันเดือดร้อนมาตลอดละกัน!)
ตัดสินได้แล้วเธอก็เริ่มในทันที
รูริคุกเข่าลงตรงหน้าเชลซีแล้วก้มหัว
“ฉันทราบดีค่ะว่าจะเป็การรบกวนแต่จะทำทุกอย่างทั้งทำความสะอาดซักผ้าทำอาหาร! ให้ฉันอยู่ที่นี่แล้วช่วยสอนเื่ของโลกนี้กับเวทมนตร์ให้ฉันหน่อยได้ไหมคะ”
หากคิดจะแก้แค้นเธอก็ต้องมีความรู้เกี่ยวกับโลกนี้เสียก่อนและหากมีข้อได้เปรียบที่ตัวเองเป็ที่ชื่นชอบของภูตก็ยิ่งควรใช้ประโยชน์ให้เต็มที่
“ได้สิ”
เชลซีทำตาโตวูบหนึ่งก่อนจะรับคำโดยแทบไม่หยุดคิด
นั่นทำให้รูริเป็ฝ่ายใเสียเอง
“เอ๋ จะดีเหรอคะถึงฉันจะเป็คนขอก็เถอะ แต่คุณไม่ระแวงกันบ้างเลยหรือไง...”
“บ้านหลังเบ้อเริ่มนี่มีข้าอยู่คนเดียวถ้ามีคนอาศัยเพิ่มสักคนจะได้ครึกครื้นขึ้นบ้าง แล้วภูตยังชอบเ้าขนาดนี้ข้าก็ไล่ออกไปไม่ลงหรอก ขืนไล่ออกไป เด็กพวกนี้อาจจะไม่ยอมให้ข้ายืมพลังใช้เลยก็ได้”
ขอบพระคุณท่านภูตมากค่ะ
เธอซาบซึ้งมาจากใจที่ได้พบกับเชลซีที่นี่
“คุณเชลซีนี่เป็คนดีจริงๆเลยนะคะ หน้าตาออกจะเหมือนยายแก่ใจร้ายแท้ๆ...”
“จับโยนออกไปซะดีไหมนะ”
ด้วยเหตุนี้เองรูริจึงมาอาศัยอยู่ในป่ากับแม่มดและเหล่าภูต
**ติดตามตอนต่อไปก่อนใครได้ที่ readawrite
https://bit.ly/2Gbylei