ฟาดเรียบ Trick and Touch

    45. ความอัดอั้นจากงานสัมมนา

            เนื่องจากอัคนีเริ่มเก็บของกลับตั้งแต่เช้าแล้วเขาจึงไม่ต้องเสียเวลาเก็บของอีก พอได้ยินปานวาดบอกว่าเธอจะไม่กลับพร้อมเขาเขาจึงหิ้วกระเป๋าและออกเดินทางกลับได้ทันที

            ระหว่างที่ขับรถกลับนั้นจิตใจของเขาไม่เป็นสุขเอาเสียเลย เขามีแฟนแล้ว ปานวาดเองก็รู้เพราะเธอเคยเจอธารทิพย์มาก่อนหน้านี้เขาไม่เข้าใจว่าทำไมผู้หญิงดีๆ คนหนึ่งถึงกล้าทำเรื่องแบบนี้ได้

            ปานวาดเริ่มเข้าทำงานที่บริษัทนี้พร้อมกับเขาเธอวางตัวดีและตั้งใจทำงาน เป็นผู้หญิงที่ดูท่าทางใช้ได้คนหนึ่งถ้าหากว่าเขาไม่มีใจให้ธารทิพย์อยู่ก่อนแล้วเขาอาจจะหวั่นไหวกับเธอก็ได้

            ทั้งๆที่ก่อนหน้านี้เธอก็รู้จักวางตัวดี อะไรทำให้เธอกล้ายั่วยวนเขาทั้งๆที่เขามีแฟนแล้ว เธอกำลังดูถูกเขาว่าเขาเป็นผู้ชายจิตใจโลเลที่แค่ถูกยั่วยวนนิดๆหน่อยๆ ก็จะสามารถเผลอใจไปกับคนอื่นได้งั้นเหรอ

            หรือว่าที่จริงแล้วเธอกำลังดูถูกแฟนของเขาอยู่เธอคิดว่าแฟนของเขาไม่ดีพอที่จะทำให้เขามอบความรักที่ซื่อสัตย์และจริงใจให้

            แน่นอนว่าหากปานวาดกล้าทำเพราะดูถูกเขาเขาต้องโกรธเธออยู่แล้ว แต่เขากลับจะโกรธเธอยิ่งกว่าถ้าหากว่าเธอดูถูกแฟนของเขา

            การที่ใครสักคนหนึ่งดูถูกผู้หญิงที่เขารักทำให้เขาขุ่นเคืองใจ รู้สึกเหมือนมีหนามแหลมทิ่มตำอยู่ที่มือ

            ขับรถได้สักพักเขาก็เลี้ยวรถเข้าปั๊มน้ำมันเพื่อจอดพักสงบสติอารมณ์

            เขาคิดถึงสาวน้อยของเขา เขาอยากเห็นหน้าเธอ

            อัคนีหยิบโทรศัพท์มากดโทรออก

             

            ธารทิพย์กำลังนอนดูทีวีในห้องนั่งเล่นที่บ้านของเธอพอได้ยินเสียงเรียกเข้า ดูชื่อแล้วเห็นว่าเป็นอัคนี เธอจึงรีบรับสายและใช้มือป้องปากก่อนจะพูดใส่โทรศัพท์

            ‘ค่ะ’ เธอพูดแค่เพียงสั้นๆเพราะกลัวว่าแม่จะมาได้ยินเข้า

            ‘น้ำ ตอนนี้อยู่ที่ไหนครับ’

            ‘อยู่บ้านค่ะ’

            ‘จะกลับ ม. ตอนไหน’

            ‘น่าจะอีกสักพักเสร็จงานแล้วเหรอ’ เธอไม่เรียกชื่อเขา เพียงแต่ถามออกมาลอยๆ

            ‘เสร็จแล้ว กำลังกลับ’

            ‘งั้นขับรถกลับดีๆนะคะ’

            เธอคิดว่าเขาคงแค่โทรมารายงานว่ากำลังจะกลับเท่านั้นพอคุยรู้เรื่องจึงรีบกดวางสาย เธอมองซ้ายมองขวาอย่างร้อนตัวกลัวว่าจะมีใครมาได้ยินเข้า ดีที่แม่ของเธอยังคงง่วนอยู่ในครัวส่วนพ่อของเธอยังนั่งขัดรองเท้าอยู่ที่หน้าบ้าน

            ดูเหมือนทุกอย่างยังคงเป็นปกติไม่มีใครระแคะระคายเรื่องที่เธอมีแฟนแล้ว

             

            พอตกเย็นธารทิพย์ก็เตรียมตัวกลับมหาวิทยาลัยพ่อของเธอเดินออกมาส่งที่ป้ายรถเมล์ และอยู่เป็นเพื่อนเธอจนกระทั่งรถเมล์มารอดูจนเธอขึ้นรถไปเรียบร้อยแล้ว พ่อของเธอจึงค่อยกลับ

            ธารทิพย์ขึ้นไปนั่งบนรถได้ไม่นานเสียงโทรศัพท์ก็ดังขึ้นมาอีก

            “ว่าไงคะพี่อาร์ม” เบอร์ที่โชว์ขึ้นหน้าจอเป็นเบอร์ของเขา

            “ลงมา”

            “คะ?”

            เขาหัวเราะเบาๆ ในลำคอ “ป้ายหน้าลงมาจากรถด้วยพี่รอข้างล่าง”

            เขาพูดจบก็วางสายทิ้งให้ธารทิพย์แปลกใจระคนสงสัย

            พอวางสายแล้วธารทิพย์ก็ชะเง้อมองไปที่ท้ายรถเพราะเธอคิดว่าเขาคงขับตามรถเมล์มา

            พอถึงป้ายถัดไปเธอก็ลงจากรถตามที่เขาบอก พอลงจากรถเธอก็มองหาเขาเห็นรถของเขาตามท้ายรถเมล์มาจริงๆ เธอรีบวิ่งไปเปิดประตูรถแล้วขึ้นไปนั่ง

            “รีบออกรถเถอะค่ะเดี๋ยวรถเมล์คันหลังมาจะโดนบีบแตรไล่”

            อัคนีไม่ได้พูดอะไร เพียงแต่ออกรถตามที่เธอบอกเขาอยากจะมองเธอให้หายคิดถึงแต่ก็ทำไม่ได้เพราะว่าขับรถอยู่

            “ไม่เห็นบอกน้ำเลยว่าจะมารับ”

            “เซอร์ไพรส์ไง”  เขาตอบโดยที่สายตายังมองถนนตรงหน้า

            “ถ้าน้ำกลับไปก่อนจะทำยังไงคะไม่มาเสียเที่ยวเหรอ”

            “ไม่หรอก ถ้าไม่เจอน้ำพี่คงเข้าไปไหว้น้านุ่มสักหน่อย ดีไหม”

            “ไม่ดีค่ะเดี๋ยวแม่ก็ถามว่าพี่อาร์มมาทำอะไร”

            “พี่ก็บอกว่ามาหาแฟนไง”

            ธารทิพย์ส่งเสียงจิ๊จ๊ะเธอรู้ว่าเขากำลังพูดแหย่เธอเล่น “มีอะไรรึเปล่าคะ ขับรถมาตั้งไกลเลย”

            “มีสิ พี่คิดถึงแฟน”

            “ฮึ” ธารทิพย์แสดงอาการไม่เชื่อ

            “จริงๆ”

            “ไปทำเรื่องไม่ดีมารึเปล่าคะ” เธอหันหน้าไปมองเขา

            เขานิ่งไปชั่วขณะก่อนจะตอบ“เปล่านี่ พี่ไปทำงาน จะมีเรื่องไม่ดีอะไรได้”

            ธารทิพย์อยากจะซักไซ้เขาต่อแต่ได้ยินรอบข้างมีเสียงบีบแตรแว่วมา บนท้องถนนรถค่อนข้างเยอะเธอจึงยังไม่ซักไซ้เขาเพราะไม่อยากให้เขาเสียสมาธิในการขับรถ

            อัคนีเลื่อนมือซ้ายมากุมมือของเธอไว้มือนุ่มนิ่มของเธอทำให้เขารู้สึกสงบขึ้น เธออยู่ตรงนี้ อยู่ข้างๆ เขา

            “ที่ ม. มีธุระอะไรรึเปล่า”เขาเอ่ยถามเธอ

            “ไม่มีค่ะ ทำไมเหรอ”

            “งั้น แวะไปร้องคาราโอเกะกันนะ”

            ธารทิพย์อึ้งไปสักพักก่อนจะหัวเราะออกมา “อย่าบอกว่าที่งานสัมมนามีให้ร้องเพลง แต่พี่อาร์มไม่ได้ร้องเลยอัดอั้นอยากจะร้องเพลงนะ”

            “เปล่า”เขาปฏิเสธแต่ไม่ได้อธิบายอะไรเพิ่ม “ตกลงนะ”

            “ก็ได้ค่ะ แต่อย่านานนะคะเดี๋ยวพี่อาร์มต้องขับรถกลับอีก เดี๋ยวจะค่ำ”

            “ครับ”

            พอตกลงกันแล้วเขาก็พาเธอแวะเข้าร้านคาราโอเกะ

            “ทำไมแวะร้านแถวนี้ล่ะคะ แถวๆ ม.ของน้ำก็มีร้านนะ”

            ธารทิพย์เอ่ยขึ้นเพราะเขาแวะร้านที่อยู่ไกลจากมหาวิทยาลัยของเธอพอสมควร

            “แวะที่นี่แหละดีแล้ว”

            เขาพาเธอลงจากรถและเลือกห้องที่เป็นส่วนตัวลงเวลาใช้ห้องสองชั่วโมง จากนั้นก็สั่งอาหารกินเล่นและเครื่องดื่มมาด้วย

            ธารทิพย์เลือกเพลงที่อยากร้องและส่งสมุดรายชื่อเพลงให้เขาเลือก

            จากนั้นเธอก็เริ่มร้องเพลงเธอปรายตามองเขา เห็นเขากดรหัสเพลงไปหลายเพลง เธอคิดว่าเขาคงอัดอั้นมาจากงานสัมมนาดูท่าทางคงจะมีใครแย่งเขาร้องเพลง

            ระหว่างนั้นพนักงานของร้านทยอยเอาอาหารและเครื่องดื่มมาเสิร์ฟจนครบตามที่สั่งไป

            อัคนีกดเลือกเพลงจนพอใจแล้วก็วางสมุดรายชื่อเพลงลงเดินไปล็อคประตูห้อง

            “พี่อาร์มล็อคห้องทำไมคะ”ธารทิพย์ที่ร้องเพลงอยู่ หันมาถามเขา

            “พี่ไม่อยากให้ใครรบกวน”

            “แค่ร้องเพลงเอง” เธอกับเขาไม่ใช่นักร้องหรือคนดังซะหน่อยถึงจะได้มีคนอยากฟังพวกเธอร้องเพลง

            “อืม”

            เขาเดินไปกดปิดสวิตซ์ไฟบางส่วนลดความสว่างลง ภายในห้องเหลือแค่แสงสลัวเหมือนผับตอนกลางคืน เป็นบรรยากาศที่พาให้คนเคลิบเคลิ้มเผลอใจ

            เมื่อปรับแสงได้ตามใจแล้วก็นั่งลงข้างๆเธอ มองเธอร้องเพลง วันนี้เธอใส่กระโปรงสั้นอีกแล้วเขาเคยบอกแล้วว่าให้ใส่ยาวกว่านี้สักหน่อยแต่เธอก็ยังคงไม่เชื่อฟัง

            เขาเขยิบเข้าใกล้เธออีกเธอร้องเพลงไปพลางปรายตามามองเขา เขามองเธอแบบนี้อาจจะอยากร้องเพลงด้วยแล้ว เธอหยิบไมค์อีกอันหนึ่งส่งให้เขาเผื่อว่าเขาอยากจะร่วมร้องเพลงไปกับเธอด้วย

            เขาเลื่อนมือขึ้นมา ทว่าไม่ได้มาหยิบไมค์จากมือของเธอฝ่ามือหนากลับไปแหมะอยู่ที่หน้าขาของเธอแทน จากนั้นก็เริ่มลูบคลึงไปมา

            “พี่อาร์ม”

            ธารทิพย์ผละจากการร้องเพลงมาดุเขาแทนแต่เธอลืมไปว่าตัวเองกำลังถือไมค์จ่ออยู่ที่ปาก เสียงที่เธอเรียกเขาจึงดังลั่นห้อง

            เธอรีบปิดไมค์  “ห้ามทำรุ่มร่ามนะ”

            “ทำไม” สายตาลุ่มลึกแฝงความเร่าร้อนมองเธออย่างเว้าวอน

            “เดี๋ยวใครมาเห็นเข้าหรอก”ธารทิพย์มองไปที่ประตูอย่างร้อนรน

            “พี่ล็อคประตูแล้ว”นี่คือเหตุผลที่เขาพาเธอแวะเข้าร้านคาราโอเกะ

            เขาไม่ได้อยากร้องเพลงแต่อยากฟังเธอร้องครวญครางต่างหาก

            เขาขยับมาจนชิดตัวเธอแย่งไมค์ในมือของเธอไปวางไว้ ดึงเธอเข้ามาในอ้อมแขนและกอดเธอไว้จากด้านหลัง เสียงดนตรีภายในห้องยังคงดังต่อไป

            ธารทิพย์จำสถานการณ์คล้ายกันนี้ได้เขาเคยทำแบบนี้ในโรงหนังเมื่อครั้งที่แล้วเขากอดเธอแบบนี้แล้วจากนั้นเขาก็เริ่มลงทำเรื่องลามกกับเธอ

            “ไม่เอานะคะ”

            “เอาหน่อยเถอะพี่ทนไม่ไหวแล้ว”

    คล้ายกับเรื่องฟาดเรียบ Trick and Touch ที่คุณอ่าน