ภัตตาคารที่ไป่ฉีกับเมิ่งชิงชิงมากันประจำ วันนี้ไป่ฉีจองห้องอาหารส่วนตัวไว้เหมือนเดิม ในห้องตอนนี้มีไป่ฉี เมิ่งชิงชิง เฉินเฟิง ตงไห่ เลขาของซีหลัว และซีหลัว
ซีหลัวนั้นได้รับการติดต่อจากไป่ฉีว่าเขากำลังจะไปทานข้าวที่ร้านประจำ ซีหลัวจึงพับงานทั้งหมดแล้วออกมารอที่ภัตตาคารนี้ทันที ตอนตงไห่เปิดประตูเข้ามา เขาชะงักเล็กน้อย เพราะนึกว่าเข้าผิดห้อง แต่ไป่ฉีที่เดินตามหลังมาทักทายคนที่นั่งในห้องอยู่ก่อนแล้ว ตงไห่จึงหันไปหาไป่ฉีเป็นเชิงถาม
“ผมโทรนัดปู่ซีหลัวมาทานข้าวน่ะครับ อีกอย่างท่านก็เป็นผู้สนับสนุนรายใหญ่ที่สุด ไหน ๆ ก็กินข้าวไปด้วยคุยเรื่องซีรีส์ไปด้วย ท่านก็ควรมีส่วนร่วมนะครับ” ไป่ฉีกล่าว
“ฮ่า ฮ่า ฮ่า มานั่งข้างปู่มา” ซีหลัวตบเก้าอี้ข้างตนเอง ไป่ฉีเดินไปนั่งฝั่งขวาของซีหลัว ส่วนเลขาของซีหลัวนั้นเดินไปนั่งฝั่งซ้าย
หลังจากทุกคนนั่งประจำที่กันแล้ว ซีหลัวได้กดปุ่มเป็นสัญญาณให้พนักงานยกอาหารมาเสิร์ฟที่โต๊ะได้แล้ว ไม่นานอาหารก็ถูกยกมาเสิร์ฟตรงหน้า
“กินกันให้เต็มที่นะ มือนี้ฉันเลี้ยงเอง” ซีหลัวกล่าว
“เกรงใจจริง ๆ ครับ” ตงไห่กล่าว
“งั้นไม่เกรงใจล่ะนะ” เฉินเฟิงกล่าว
“เฉินเฟิง มารยาท ๆ” ตงไห่กล่าวเตือน
“ไม่เป็นไรหรอกครับ ปู่กับคุณเฉินเฟิงรู้จักกัน เพราะอยู่สมาคมคนรักษ์อักษรด้วยกันมาตั้งนานแล้ว” ไป่ฉีกล่าว
“งั้นเหรอ” ตงไห่หันไปถามเฉินเฟิง เฉินเฟิงพยักหน้าเป็นคำตอบ ทำให้ตงไห่เสียวสันหลังวาบ ไม่คิดว่าเฉินเฟิงจะรู้จักคนมีอำนาจอย่างซีหลัวด้วย เห็นทีว่าเขาคงต้องเกรงใจ PD คนนี้มากขึ้นอีกหลายส่วน
“อย่าเกร็งสิครับคุณตงไห่ ยังไงผมก็ลูกจ้างคุณนะ” เฉินเฟิงกล่าว
“เรามาเริ่มคุยเรื่องตารางการถ่ายซีรีส์ก่อนไหมครับ เฉพาะงานที่ผมคัดที่แผนกธุรการก็เยอะอยู่” ไป่ฉีเข้าประเด็นหลักทันที
“ตารางเสร็จพอดี โชคดีที่นายเลือกนักแสดงที่มีความสัมพันธ์กับผู้บริหารหลายคน หลังจบการประชุมได้แค่ครึ่งชั่วโมง ตารางงานของดารานักแสดงพวกนั้นก็มากองที่โต๊ะฉันแล้ว” เฉินเฟิงหยิบซองเอกสารขึ้นมาแล้วยื่นให้กับเมิ่งชิงชิง
“ขอบคุณค่ะ จากนี้จะได้จัดตารางงานให้ไป่ฉีได้” เมิ่งชิงชิงกล่าวก่อนจะเก็บซองเอกสารเข้ากระเป๋า
“จะว่าไป คุณเฉินเฟิง วันที่เราถ่ายทำวันสุดท้าย เป็นวันแรกที่ละครออกฉายใช่ไหมครับ” ไป่ฉีถาม
“ใช่ นายมีอะไรงั้นเหรอ” เฉินเฟิงถาม
“ถ่ายแค่ฉากเดียวสินะ อืม ลองประกาศหาผู้โชคดีมากระทบไหล่นักแสดงดีไหมครับ ให้เขาได้มาดูการถ่ายทำฉากวันนั้นและร่วมงานเลี้ยงปิดกองด้วย” ไป่ฉีกล่าว
“แต่แบบนั้นฉากนั้นจะถูกคนนอกเห็นก่อนออกฉายนะ ข้อมูลอาจรั่วไหลได้” เฉินเฟิงกล่าว
“ให้ผู้โชคดีทำสัญญาสิครับ อย่างพวกรายการร้องเพลงแข่งขันหรือแข่งทำอาหาร ต่างก็ถ่ายทำไปก่อนจะออกฉายเหมือนซีรีส์ ผู้ชมในสตูดิโอถ่ายรายการต้องเซ็นสัญญาเพื่อเก็บความลับผลการแข่งขัน หากข้อมูลรั่วไหลออกไป พวกเขาต้องรับผิดชอบและเสียค่าปรับเป็นเงินมหาศาล” ไป่ฉีกล่าว
“เข้าใจล่ะ เอาตามนั้น เดี๋ยวฉันจัดการให้” ตงไห่กล่าว
หลังมื้ออาหารกลางวัน ซีหลัวขอตัวแยกกลับไปที่บริษัท ส่วนพวกไป่ฉีก็กลับไปที่สำนักงานใหญ่ของ LSA ไป่ฉีแยกไปทางแผนกธุรการ และบอกให้ยกงานในห้องตงไห่ไปรวมที่นั่นจะสะดวกกว่า เมื่อไป่ฉีเข้ามาที่แผนกธุรการ ปริมาณงานยังมากพอสมควร แต่ไม่ได้ยุ่งวุ่นวายเหมือนเมื่อเช้าแล้ว
“สวัสดีครับ ทานข้าวกันทุกคนแล้วรึยังครับ” ไป่ฉีเดินเข้ามาที่แผนกก็ตรงไปยังโต๊ะของหัวหน้าแผนกธุรการทันที
“ผลัดกันไปกินข้าวแล้วล่ะ งานที่เธอคัดออกไปแล้วพนักงานก็ช่วยกันโทรปฏิเสธไปจนหมดแล้ว” หัวหน้าแผนกธุรการตอบคำถามของไป่ฉี
“เดี๋ยวผมจะไปคัดงานต่อนะครับ” ไป่ฉีไม่รอช้า เข้ารีบจัดแจงคัดแยกงานที่ไม่รับออกไปไว้ที่พื้นข้างโต๊ะของหัวหน้าแผนกทันที แต่เขาไม่ใช่แค่คัดออก เขายังเขียนแนะนำดาราที่เหมาะสมกับงานเหล่านั้นไปด้วย นี่ทำให้หัวหน้าแผนกธุรการอดประทับใจไป่ฉีไม่ได้ เขาไม่คิดเลยว่าไป่ฉีจะใจกว้างขนาดนี้
ไม่นานตงไห่กับเมิ่งชิงชิงและเลขาของซีหลัวก็เปิดประตูเข้ามาในแผนกธุรการ หัวหน้าแผนกธุรการรีบเดินมาต้อนรับทันที
“คุณตงไห่ ลมอะไรหอบคุณมาครับเนี่ย” หัวหน้าแผนกธุรการถาม
“งานที่นี่ยุ่งกันจะตาย ฉันก็ต้องลงมาช่วยน่ะสิ” ตงไห่กล่าว
“แปลกดีนะครับ คุณตงไห่เป็นผู้บริหารก็จริง แต่กลับมีน้ำใจช่วยพนักงานแบบนี้ สงสัยว่าพวกผู้บริหารคนอื่นทำไมยังนิ่งกันอีก” ไป่ฉีกล่าวขึ้น
“ไม่มีผลประโยชน์ หรือส่วนได้ส่วนเสียโดยตรง คนพวกนั้นไม่คิดจะกระดิกตัวหรอก” เสียงชายคนหนึ่งดังมาจากประตูแผนก เมื่อทุกคนหันไปก็พบกับประธานบริษัท เทียนเผิง ได้เปิดประตูแผนกแล้วเดินเข้ามา
“ประ...ประธาน” หัวหน้าแผนกพูดติดขัดทันที แม้เขาจะเป็นหัวหน้าแผนก แต่ก็เจอกับประธานน้อยมาก ไม่เหมือนกับแผนกประชาสัมพันธ์ที่มักถูกประธานเรียกประชุมเพื่อประชาสัมพันธ์ศิลปินภายในสังกัด
“งานยุ่งน่าดูเลยนะ นี่เป็นเอกสารที่ผมเซ็นอนุมัติเงินค่าล่วงเวลาให้คนที่ทำงานนี้โดยเฉพาะ คุณเอาไปเบิกที่ฝ่ายการเงินมาจ่ายให้พวกเขาด้วย” เทียนเผิงยื่นเอกสารอนุมัติเงินค่าล่วงเวลาพิเศษให้
“ขอบคุณครับท่านประธาน” หัวหน้าแผนกธุรการกล่าว
หลังจากนั้นประธานก็ร่วมรับโทรศัพท์ด้วย เป็นภาพที่แปลกตา แต่ได้ใจพนักงานทุกคนที่ได้พบเห็น ไป่ฉีเป็นคนเลือกว่าจะรับงานอะไร ส่วนเมิ่งชิงชิงกับเลขาของซีหลัวช่วยกันจัดตารางงาน จนถึงช่วงเย็นทุกอย่างจึงกลับสู่ความสงบ
สภาพของพนักงานแต่ละคนตอนนี้ขอบตาคล้ำ บางคนที่จ้องหน้าจอคอมพิวเตอร์นาน ๆ ต้องคอยหยอดน้ำตาเทียมช่วยไม่ให้ตาแห้ง บางคนหลับตรงเก้าอี้ยาว โดยมีผ้าห่มคลุมตัวเพียงผืนเดียวเท่านั้น ไป่ฉีเห็นว่าทุกคนเหนื่อยกันเพราะเขา มีหรือที่เขาจะไม่ตอบแทน
“พี่ชิงชิงขอสมุดเช็คหน่อยครับ” ไป่ฉีกล่าว
“หือ นายจะเอาไปทำไม หรือว่า....” เมิ่งชิงชิงยื่นสมุดเช็คให้กับไป่ฉี ไป่ฉีรับไปเขียนแล้วยื่นให้กับหัวหน้าแผนกธุรการ
“ไป่ฉี นี่มัน” หัวหน้าแผนกธุรการเห็นตัวเลขบนเช็คก็ตาโตเป็นไข่นกกระจอกเทศ ส่วนตงไห่กับเทียนเผิงอยากรู้ว่าไป่ฉีนั้นจ่ายเช็คด้วยจำนวนเงินเท่าไหร่ จึงเดินไปดู เมื่อพวกเขาเห็นจำนวนเงินก็นิ่งไปครู่หนึ่ง
“ไป่ฉี ฉันรู้ว่าเธอมีเงินเยอะจากการขายลิขสิทธิ์นิยายนะ แต่สั่งจ่ายเช็คตัวเลข 7 หลักออกมาง่าย ๆ นี่มันจะใช้เงินเปลืองเกินไปรึเปล่า” เทียนเผิงเตือน
“ไม่หรอกครับ ผมคำนวณดูแล้ว งานที่รับทั้งหมด เงินรายได้หลังหักให้บริษัทกับจ่ายภาษีแล้ว ก็ยังมากกว่าเงินก้อนนี้ 10 เท่า ผมคิดว่าถ้ามองในฐานะนักธุรกิจมันก็ถือว่าไม่ขาดทุน แต่มองในแง่มนุษยธรรม พวกเขาต้องมาเหนื่อยเพราะเรื่องของผม ผมก็ต้องตอบแทนพวกเขาด้วยตัวของผมเอง” ไป่ฉีกล่าว คำพูดของไป่ฉีทำให้พนักงานในแผนกประทับใจในตัวเขามากขึ้นไปอีก
ในบริษัทนั้นมีศิลปินเพียงไม่กี่คนที่เป็นกันเองกับพนักงานแบบนี้ แทบจะนับนิ้วได้ ส่วนพวกที่มีเส้นสายหรือความสัมพันธ์กับผู้บริหารส่วนใหญ่มักกดขี่และดูถูกพนักงานอย่างพวกเขา แต่ไป่ฉีนั้นต่างออกไป พวกเขารู้ว่าไป่ฉีมีความสัมพันธ์อันดีกับตงไห่ หากแต่กลับทำตัวเป็นมิตร เข้าถึงง่าย ไม่ดูถูกพวกเขาและเห็นอกเห็นใจพวกเขาที่เป็นเพียงพนักงานกินเงินเดือนที่ต้องคอยแต่ฟังคำสั่งจากคนที่มีอำนาจมากกว่า
เมื่องานทุกอย่างเรียบร้อย ไป่ฉีกับเมิ่งชิงชิงขอตัวกลับไปพักผ่อน ระหว่างกำลังกลับไปยังห้องเช่า ไป่ฉีดูตารางงานอันแสนแน่นของเขาจนแทบไม่มีเวลาให้พักหายใจ
“นายดูไม่หนักใจเลยนะ” เมิ่งชิงชิงถาม
“ผมจะจ้างคนขับรถ” ไป่ฉีกล่าว
“จะจ้างทำไมล่ะ ฉันขับให้ได้อยู่แล้ว” เมิ่งชิงชิงถาม
“ไม่เอา เดี๋ยวพี่เหนื่อย” ไป่ฉีบอกเหตุผล
เมิ่งชิงชิงหน้าแดงระเรื่อทันที เธอรู้ว่าไป่ฉีเป็นห่วงเธอ หากไป่ฉีไม่ได้นอน เธอก็แทบจะไม่ได้นอนเหมือนกัน ดังนั้นช่วงที่งานเยอะแบบนี้เธอที่ต้องทำหน้าที่ผู้จัดการกับคนขับรถ เธอจะเหนื่อยมาก
“ขอบใจที่เป็นห่วงนะ เดี๋ยวฉันจะติดต่อหาคนขับรถให้” เมิ่งชิงชิงกล่าว
“ให้ปู่ซีหลัวหาให้ก็ได้ครับ คนอื่นผมไม่ค่อยไว้ใจเท่าไหร่” ไป่ฉีกล่าว
“ทำไมล่ะ” เมิ่งชิงชิงถาม
“ผมเป็นดารา ระหว่างเดินทางอาจมีหลับหรือไม่ทันระวังตัว คนที่จะจ้างต้องมั่นใจว่าจะไม่แอบถ่ายรูปหรือนำเรื่องส่วนตัวผมไปขายหรือเผยแพร่ ผมคิดว่าให้ปู่ซีหลัวหาให้ดีกว่า” ไป่ฉีกล่าว
“ได้ เดี๋ยวฉันจะติดต่อปู่ซีให้นะ” เมิ่งชิงชิงกล่าว
เมื่อกลับมาถึงห้องเช่า ไป่ฉีให้เมิ่งชิงชิงไปอาบน้ำ ส่วนเขาก็เขียนนิยายรอ เขากะว่าหากนิยายเทพกระบี่จบเมื่อไหร่ เขาจะเสนอนิยายเรื่องนี้ให้สำนักพิมพ์ซานหลงต่อ
“ไป่ฉี นายไปอาบน้ำสิ จะได้พักผ่อน เหนื่อยมาทั้งวันแล้ว” เมิ่งชิงชิงเดินออกมาจากห้องน้ำ เธอเช็ดผมหมาด ๆ ก่อนจะใช้ไดร์เป่าผมเป่าผมให้แห้ง ไป่ฉีจึงลุกไปอาบน้ำต่อจากเมิ่งชิงชิงทันที
ขณะที่เมิ่งชิงชิงกำลังแต่งตัวอยู่ สมาร์ทโฟนของเธอดังขึ้น เธอมองไปยังหน้าจอ ก่อนที่ดวงตาจะเบิกกว้างขึ้น ชื่อที่เธอไม่ได้เห็นมานานมากแล้วกำลังปรากฏอยู่บนหน้าจอ เธอจึงรีบกดรับทันที
“สวัสดีค่ะ คุณแม่” เมิ่งชิงชิงกล่าว
[ลูกอยู่ที่ไหน ทำไม่แม่ไปหาที่คอนโดถึงไม่อยู่] เสียงหญิงวัยกลางคนดังตอบกลับมา เธอคือเมิ่งเสวี่ยไป๋ เป็นแม่ของเมิ่งชิงชิงนั่นเอง
“หนูย้ายมาอยู่บ้านคนรู้จักค่ะ เพราะว่ามีช่วงหนึ่งผีดูดเลือดอาละวาดหนัก หนูอยู่คนเดียวแล้วรู้สึกไม่ปลอดภัยก็เลยย้ายออกมาค่ะ” เมิ่งชิงชิงกล่าว
[แล้วนี่ว่างรึเปล่า] เมิ่งเสวี่ยไป๋ถาม น้ำเสียงเธอเปลี่ยนจากไม่พอใจเป็นอ่อนโยนขึ้นมาทันที
“ว่างค่ะ คุณแม่มีอะไรรึเปล่าคะ” เมิ่งชิงชิงถาม
[แต่งตัวให้สวยแล้วออกมาหาแม่ที่ภัตตาคารหลันฮวา] เมิ่งเสวี่ยไป๋ไม่ได้อธิบายอะไร แต่กลับพูดเชิงออกคำสั่งแทน
“ทำไมต้องแต่งตัวให้สวยด้วยคะ แค่นัดทานข้าวเอง” เมิ่งชิงชิงถาม เธอรู้สึกใจคอไม่ดีเลยกับการที่จะต้องไปพบแม่ของเธอคราวนี้
[แม่จะแนะนำให้ลูกรู้จักกับลูกชายของบริษัทคู่ค้าของเรา พอดีแม่เอารูปลูกให้เขาดู เขาก็อยากจะพบลูกเพื่อพูดคุยทำความรู้จักกัน รีบมาล่ะ] เมิ่งเสวี่ยไป๋กล่าวก่อนจะวางสายไป
เมิ่งชิงชิงมีสีหน้าเหมือนกินยาขมขึ้นมาทันที นี่มันบังคับคลุมถุงชนเธอชัด ๆ คำพูดของคนเป็นแม่ทำให้เธอแทบจะทำสมาร์ทโฟนหลุดมือ แต่ก็มีมือใหญ่ของชายหนุ่มมากอบกุมมือเธอเอาไว้ พอเธอหันไปมองด้านหลังเธอก็เห็นไป่ฉีที่มีสีหน้าจริงจังดูน่ากลัวแบบที่เธอไม่เคยเห็นมาก่อน คาดว่าคงได้ยินที่เธอคุยกับคุณแม่เมื่อกี้แน่ ๆ
“คุณแม่วางไปแล้ว” เมิ่งชิงชิงกล่าว เธอไม่คิดจะปิดบังไป่ฉี
“อืม ผมเข้าใจความลำบากใจของพี่นะ” ไป่ฉีกล่าว
“ทำไงดีล่ะ ความสัมพันธ์ของเราก็ยังเปิดเผยไม่ได้ แถมคุณแม่ออกคำสั่งมาแบบนี้ฉันจะทำยังไงดี” เมิ่งชิงชิงซุกหน้าเข้ากับอกของไป่ฉี มือเธอทาบบนอกของไป่ฉี หยาดน้ำไหลเอ่อออกมาจากดวงตาของเธอ สำหรับไป่ฉีมือของเมิ่งชิงชิงนั้นราวกับไฟที่จะจุดเสี่ยวฉีน้อยของเขาให้ตื่นได้ทุกเมื่อ แต่นี่ไม่ใช่เวลาที่เขาจะมาสนใจเรื่องแบบนั้น
“โทรหาปู่เมิ่งตงก่อน” ไป่ฉีกล่าวอย่างใจเย็น เขารู้ว่าควรใช้ใครจัดการเรื่องนี้ ในฐานะที่แม่ของเมิ่งชิงชิงเป็นลูกสะใภ้ ไหนเลยจะกล้าหาญมีเรื่องกับเมิ่งตงที่เป็นพ่อของสามีได้
“ปู่เหรอคะ คือ......” เมิ่งชิงชิงไม่รอช้ารีบโทรหาปู่เมิ่งตงทันที เธอเล่าเรื่องทั้งหมดให้เมิ่งตงฟัง
[แต่งตัวรอปู่อยู่ที่ห้องไป่ฉี เดี๋ยวปู่ไปรับ ยัยสะใภ้คนนี้ชักจะเอาใหญ่ กล้าบังคับหลานแบบนี้ เห็นทีคงปล่อยไว้ไม่ได้] ฟังจากน้ำเสียง เมิ่งตงดูโกรธมาก เพราะเขาต้องการให้หลานสาวได้เลือกคู่ครองเอง ไม่ใช่ให้แต่งงานเพื่อธุรกิจแบบนี้
________________________________
บริษัท LSA สำนักงานใหญ่ป้าจาง : หัวหน้าแผนก ไหน ๆ ก็พักกินข้าว เรามาเล่นทายปัญหากันหน่อยไหมหัวหน้าแผนก : เอาสิ ถามมา เดี๋ยวผมจะลองตอบ แต่ผมไม่ตั้งคำถามนะ ตอนนี้คิดอะไรไม่ค่อยออกป้าจาง : งั้นเริ่มนะคะ คนชื่ออะไรที่คนจีนจะไม่เรียกหัวหน้าแผนก : ไม่รู้สิ ยอม คิดอะไรไม่ออกจริง ๆป้าจาง : คำตอบคือ บังลัย (บรรลัย)หัวหน้าแผนก : อย่างงี้ก็ได้เรอะป้าจาง : งั้นคำถามต่อไปนะ เปาบุ้นจิ้น มักเรียกชื่อใครประจำหัวหน้าแผนก : ท่านกงซุนป้าจาง : ผิด คำตอบคือ บังอาจหัวหน้าแผนก : .......ป้าจาง : ต่อนะคะ พระต้องการพบใครมากที่สุดหัวหน้าแผนก : พระพุทธองค์ป้าจาง : ผิด คำตอบคือ บังลุ (บรรลุ ไหมป้า)หัวหน้าแผนก : พอ ๆ ไม่ต้องถามต่อแล้ว ยิ่งฟังคำตอบยิ่งปวดหัว อื้อหือ ไมน์เกรนมาเต็มเลยตอนนี้ (เอามือกุมหัว)
+ฝากเพจนิยายด้วยครับ+
