จอมยุทธ์ซุปตาร์

    ตอนที่ 173 การติดต่อจากเมิ่งเสวี่ยไป๋ Re

            ภัตตาคารที่ไป่ฉีกับเมิ่งชิงชิงมากันประจำ  วันนี้ไป่ฉีจองห้องอาหารส่วนตัวไว้เหมือนเดิม  ในห้องตอนนี้มีไป่ฉี  เมิ่งชิงชิง  เฉินเฟิง  ตงไห่  เลขาของซีหลัว และซีหลัว


            ซีหลัวนั้นได้รับการติดต่อจากไป่ฉีว่าเขากำลังจะไปทานข้าวที่ร้านประจำ  ซีหลัวจึงพับงานทั้งหมดแล้วออกมารอที่ภัตตาคารนี้ทันที  ตอนตงไห่เปิดประตูเข้ามา  เขาชะงักเล็กน้อย  เพราะนึกว่าเข้าผิดห้อง  แต่ไป่ฉีที่เดินตามหลังมาทักทายคนที่นั่งในห้องอยู่ก่อนแล้ว  ตงไห่จึงหันไปหาไป่ฉีเป็นเชิงถาม


            “ผมโทรนัดปู่ซีหลัวมาทานข้าวน่ะครับ  อีกอย่างท่านก็เป็นผู้สนับสนุนรายใหญ่ที่สุด  ไหน ๆ ก็กินข้าวไปด้วยคุยเรื่องซีรีส์ไปด้วย  ท่านก็ควรมีส่วนร่วมนะครับ” ไป่ฉีกล่าว


            “ฮ่า ฮ่า ฮ่า มานั่งข้างปู่มา” ซีหลัวตบเก้าอี้ข้างตนเอง  ไป่ฉีเดินไปนั่งฝั่งขวาของซีหลัว  ส่วนเลขาของซีหลัวนั้นเดินไปนั่งฝั่งซ้าย


            หลังจากทุกคนนั่งประจำที่กันแล้ว  ซีหลัวได้กดปุ่มเป็นสัญญาณให้พนักงานยกอาหารมาเสิร์ฟที่โต๊ะได้แล้ว  ไม่นานอาหารก็ถูกยกมาเสิร์ฟตรงหน้า


            “กินกันให้เต็มที่นะ มือนี้ฉันเลี้ยงเอง” ซีหลัวกล่าว


            “เกรงใจจริง ๆ ครับ” ตงไห่กล่าว


            “งั้นไม่เกรงใจล่ะนะ” เฉินเฟิงกล่าว


            “เฉินเฟิง  มารยาท ๆ” ตงไห่กล่าวเตือน


            “ไม่เป็นไรหรอกครับ  ปู่กับคุณเฉินเฟิงรู้จักกัน  เพราะอยู่สมาคมคนรักษ์อักษรด้วยกันมาตั้งนานแล้ว” ไป่ฉีกล่าว


            “งั้นเหรอ” ตงไห่หันไปถามเฉินเฟิง  เฉินเฟิงพยักหน้าเป็นคำตอบ  ทำให้ตงไห่เสียวสันหลังวาบ  ไม่คิดว่าเฉินเฟิงจะรู้จักคนมีอำนาจอย่างซีหลัวด้วย  เห็นทีว่าเขาคงต้องเกรงใจ PD คนนี้มากขึ้นอีกหลายส่วน


            “อย่าเกร็งสิครับคุณตงไห่  ยังไงผมก็ลูกจ้างคุณนะ” เฉินเฟิงกล่าว


            “เรามาเริ่มคุยเรื่องตารางการถ่ายซีรีส์ก่อนไหมครับ  เฉพาะงานที่ผมคัดที่แผนกธุรการก็เยอะอยู่” ไป่ฉีเข้าประเด็นหลักทันที


            “ตารางเสร็จพอดี  โชคดีที่นายเลือกนักแสดงที่มีความสัมพันธ์กับผู้บริหารหลายคน  หลังจบการประชุมได้แค่ครึ่งชั่วโมง  ตารางงานของดารานักแสดงพวกนั้นก็มากองที่โต๊ะฉันแล้ว” เฉินเฟิงหยิบซองเอกสารขึ้นมาแล้วยื่นให้กับเมิ่งชิงชิง


            “ขอบคุณค่ะ  จากนี้จะได้จัดตารางงานให้ไป่ฉีได้” เมิ่งชิงชิงกล่าวก่อนจะเก็บซองเอกสารเข้ากระเป๋า


            “จะว่าไป  คุณเฉินเฟิง  วันที่เราถ่ายทำวันสุดท้าย  เป็นวันแรกที่ละครออกฉายใช่ไหมครับ” ไป่ฉีถาม


            “ใช่  นายมีอะไรงั้นเหรอ” เฉินเฟิงถาม


            “ถ่ายแค่ฉากเดียวสินะ  อืม  ลองประกาศหาผู้โชคดีมากระทบไหล่นักแสดงดีไหมครับ  ให้เขาได้มาดูการถ่ายทำฉากวันนั้นและร่วมงานเลี้ยงปิดกองด้วย” ไป่ฉีกล่าว


            “แต่แบบนั้นฉากนั้นจะถูกคนนอกเห็นก่อนออกฉายนะ   ข้อมูลอาจรั่วไหลได้” เฉินเฟิงกล่าว


            “ให้ผู้โชคดีทำสัญญาสิครับ  อย่างพวกรายการร้องเพลงแข่งขันหรือแข่งทำอาหาร  ต่างก็ถ่ายทำไปก่อนจะออกฉายเหมือนซีรีส์  ผู้ชมในสตูดิโอถ่ายรายการต้องเซ็นสัญญาเพื่อเก็บความลับผลการแข่งขัน  หากข้อมูลรั่วไหลออกไป  พวกเขาต้องรับผิดชอบและเสียค่าปรับเป็นเงินมหาศาล” ไป่ฉีกล่าว


            “เข้าใจล่ะ  เอาตามนั้น  เดี๋ยวฉันจัดการให้” ตงไห่กล่าว


            หลังมื้ออาหารกลางวัน  ซีหลัวขอตัวแยกกลับไปที่บริษัท  ส่วนพวกไป่ฉีก็กลับไปที่สำนักงานใหญ่ของ LSA  ไป่ฉีแยกไปทางแผนกธุรการ และบอกให้ยกงานในห้องตงไห่ไปรวมที่นั่นจะสะดวกกว่า  เมื่อไป่ฉีเข้ามาที่แผนกธุรการ  ปริมาณงานยังมากพอสมควร  แต่ไม่ได้ยุ่งวุ่นวายเหมือนเมื่อเช้าแล้ว


            “สวัสดีครับ  ทานข้าวกันทุกคนแล้วรึยังครับ” ไป่ฉีเดินเข้ามาที่แผนกก็ตรงไปยังโต๊ะของหัวหน้าแผนกธุรการทันที


            “ผลัดกันไปกินข้าวแล้วล่ะ  งานที่เธอคัดออกไปแล้วพนักงานก็ช่วยกันโทรปฏิเสธไปจนหมดแล้ว” หัวหน้าแผนกธุรการตอบคำถามของไป่ฉี


            “เดี๋ยวผมจะไปคัดงานต่อนะครับ” ไป่ฉีไม่รอช้า  เข้ารีบจัดแจงคัดแยกงานที่ไม่รับออกไปไว้ที่พื้นข้างโต๊ะของหัวหน้าแผนกทันที  แต่เขาไม่ใช่แค่คัดออก  เขายังเขียนแนะนำดาราที่เหมาะสมกับงานเหล่านั้นไปด้วย  นี่ทำให้หัวหน้าแผนกธุรการอดประทับใจไป่ฉีไม่ได้  เขาไม่คิดเลยว่าไป่ฉีจะใจกว้างขนาดนี้


            ไม่นานตงไห่กับเมิ่งชิงชิงและเลขาของซีหลัวก็เปิดประตูเข้ามาในแผนกธุรการ  หัวหน้าแผนกธุรการรีบเดินมาต้อนรับทันที


            “คุณตงไห่  ลมอะไรหอบคุณมาครับเนี่ย” หัวหน้าแผนกธุรการถาม


            “งานที่นี่ยุ่งกันจะตาย  ฉันก็ต้องลงมาช่วยน่ะสิ” ตงไห่กล่าว


            “แปลกดีนะครับ  คุณตงไห่เป็นผู้บริหารก็จริง  แต่กลับมีน้ำใจช่วยพนักงานแบบนี้  สงสัยว่าพวกผู้บริหารคนอื่นทำไมยังนิ่งกันอีก” ไป่ฉีกล่าวขึ้น


            “ไม่มีผลประโยชน์ หรือส่วนได้ส่วนเสียโดยตรง  คนพวกนั้นไม่คิดจะกระดิกตัวหรอก” เสียงชายคนหนึ่งดังมาจากประตูแผนก  เมื่อทุกคนหันไปก็พบกับประธานบริษัท  เทียนเผิง ได้เปิดประตูแผนกแล้วเดินเข้ามา


            “ประ...ประธาน” หัวหน้าแผนกพูดติดขัดทันที  แม้เขาจะเป็นหัวหน้าแผนก  แต่ก็เจอกับประธานน้อยมาก  ไม่เหมือนกับแผนกประชาสัมพันธ์ที่มักถูกประธานเรียกประชุมเพื่อประชาสัมพันธ์ศิลปินภายในสังกัด


            “งานยุ่งน่าดูเลยนะ  นี่เป็นเอกสารที่ผมเซ็นอนุมัติเงินค่าล่วงเวลาให้คนที่ทำงานนี้โดยเฉพาะ  คุณเอาไปเบิกที่ฝ่ายการเงินมาจ่ายให้พวกเขาด้วย” เทียนเผิงยื่นเอกสารอนุมัติเงินค่าล่วงเวลาพิเศษให้


            “ขอบคุณครับท่านประธาน” หัวหน้าแผนกธุรการกล่าว


            หลังจากนั้นประธานก็ร่วมรับโทรศัพท์ด้วย  เป็นภาพที่แปลกตา  แต่ได้ใจพนักงานทุกคนที่ได้พบเห็น  ไป่ฉีเป็นคนเลือกว่าจะรับงานอะไร  ส่วนเมิ่งชิงชิงกับเลขาของซีหลัวช่วยกันจัดตารางงาน  จนถึงช่วงเย็นทุกอย่างจึงกลับสู่ความสงบ


            สภาพของพนักงานแต่ละคนตอนนี้ขอบตาคล้ำ  บางคนที่จ้องหน้าจอคอมพิวเตอร์นาน ๆ ต้องคอยหยอดน้ำตาเทียมช่วยไม่ให้ตาแห้ง  บางคนหลับตรงเก้าอี้ยาว  โดยมีผ้าห่มคลุมตัวเพียงผืนเดียวเท่านั้น  ไป่ฉีเห็นว่าทุกคนเหนื่อยกันเพราะเขา  มีหรือที่เขาจะไม่ตอบแทน


            “พี่ชิงชิงขอสมุดเช็คหน่อยครับ” ไป่ฉีกล่าว


            “หือ  นายจะเอาไปทำไม  หรือว่า....” เมิ่งชิงชิงยื่นสมุดเช็คให้กับไป่ฉี  ไป่ฉีรับไปเขียนแล้วยื่นให้กับหัวหน้าแผนกธุรการ


            “ไป่ฉี  นี่มัน” หัวหน้าแผนกธุรการเห็นตัวเลขบนเช็คก็ตาโตเป็นไข่นกกระจอกเทศ  ส่วนตงไห่กับเทียนเผิงอยากรู้ว่าไป่ฉีนั้นจ่ายเช็คด้วยจำนวนเงินเท่าไหร่  จึงเดินไปดู  เมื่อพวกเขาเห็นจำนวนเงินก็นิ่งไปครู่หนึ่ง


            “ไป่ฉี  ฉันรู้ว่าเธอมีเงินเยอะจากการขายลิขสิทธิ์นิยายนะ  แต่สั่งจ่ายเช็คตัวเลข 7 หลักออกมาง่าย ๆ นี่มันจะใช้เงินเปลืองเกินไปรึเปล่า” เทียนเผิงเตือน


            “ไม่หรอกครับ  ผมคำนวณดูแล้ว  งานที่รับทั้งหมด  เงินรายได้หลังหักให้บริษัทกับจ่ายภาษีแล้ว  ก็ยังมากกว่าเงินก้อนนี้ 10 เท่า  ผมคิดว่าถ้ามองในฐานะนักธุรกิจมันก็ถือว่าไม่ขาดทุน  แต่มองในแง่มนุษยธรรม  พวกเขาต้องมาเหนื่อยเพราะเรื่องของผม  ผมก็ต้องตอบแทนพวกเขาด้วยตัวของผมเอง” ไป่ฉีกล่าว  คำพูดของไป่ฉีทำให้พนักงานในแผนกประทับใจในตัวเขามากขึ้นไปอีก


            ในบริษัทนั้นมีศิลปินเพียงไม่กี่คนที่เป็นกันเองกับพนักงานแบบนี้  แทบจะนับนิ้วได้  ส่วนพวกที่มีเส้นสายหรือความสัมพันธ์กับผู้บริหารส่วนใหญ่มักกดขี่และดูถูกพนักงานอย่างพวกเขา  แต่ไป่ฉีนั้นต่างออกไป  พวกเขารู้ว่าไป่ฉีมีความสัมพันธ์อันดีกับตงไห่  หากแต่กลับทำตัวเป็นมิตร  เข้าถึงง่าย   ไม่ดูถูกพวกเขาและเห็นอกเห็นใจพวกเขาที่เป็นเพียงพนักงานกินเงินเดือนที่ต้องคอยแต่ฟังคำสั่งจากคนที่มีอำนาจมากกว่า


            เมื่องานทุกอย่างเรียบร้อย  ไป่ฉีกับเมิ่งชิงชิงขอตัวกลับไปพักผ่อน  ระหว่างกำลังกลับไปยังห้องเช่า  ไป่ฉีดูตารางงานอันแสนแน่นของเขาจนแทบไม่มีเวลาให้พักหายใจ


            “นายดูไม่หนักใจเลยนะ” เมิ่งชิงชิงถาม


            “ผมจะจ้างคนขับรถ” ไป่ฉีกล่าว


            “จะจ้างทำไมล่ะ  ฉันขับให้ได้อยู่แล้ว” เมิ่งชิงชิงถาม


            “ไม่เอา  เดี๋ยวพี่เหนื่อย” ไป่ฉีบอกเหตุผล


            เมิ่งชิงชิงหน้าแดงระเรื่อทันที  เธอรู้ว่าไป่ฉีเป็นห่วงเธอ  หากไป่ฉีไม่ได้นอน  เธอก็แทบจะไม่ได้นอนเหมือนกัน  ดังนั้นช่วงที่งานเยอะแบบนี้เธอที่ต้องทำหน้าที่ผู้จัดการกับคนขับรถ  เธอจะเหนื่อยมาก


            “ขอบใจที่เป็นห่วงนะ  เดี๋ยวฉันจะติดต่อหาคนขับรถให้” เมิ่งชิงชิงกล่าว


            “ให้ปู่ซีหลัวหาให้ก็ได้ครับ  คนอื่นผมไม่ค่อยไว้ใจเท่าไหร่” ไป่ฉีกล่าว


            “ทำไมล่ะ” เมิ่งชิงชิงถาม


            “ผมเป็นดารา  ระหว่างเดินทางอาจมีหลับหรือไม่ทันระวังตัว  คนที่จะจ้างต้องมั่นใจว่าจะไม่แอบถ่ายรูปหรือนำเรื่องส่วนตัวผมไปขายหรือเผยแพร่  ผมคิดว่าให้ปู่ซีหลัวหาให้ดีกว่า” ไป่ฉีกล่าว


            “ได้  เดี๋ยวฉันจะติดต่อปู่ซีให้นะ” เมิ่งชิงชิงกล่าว


            เมื่อกลับมาถึงห้องเช่า  ไป่ฉีให้เมิ่งชิงชิงไปอาบน้ำ  ส่วนเขาก็เขียนนิยายรอ  เขากะว่าหากนิยายเทพกระบี่จบเมื่อไหร่  เขาจะเสนอนิยายเรื่องนี้ให้สำนักพิมพ์ซานหลงต่อ


            “ไป่ฉี  นายไปอาบน้ำสิ  จะได้พักผ่อน  เหนื่อยมาทั้งวันแล้ว” เมิ่งชิงชิงเดินออกมาจากห้องน้ำ  เธอเช็ดผมหมาด ๆ ก่อนจะใช้ไดร์เป่าผมเป่าผมให้แห้ง  ไป่ฉีจึงลุกไปอาบน้ำต่อจากเมิ่งชิงชิงทันที


            ขณะที่เมิ่งชิงชิงกำลังแต่งตัวอยู่  สมาร์ทโฟนของเธอดังขึ้น  เธอมองไปยังหน้าจอ  ก่อนที่ดวงตาจะเบิกกว้างขึ้น  ชื่อที่เธอไม่ได้เห็นมานานมากแล้วกำลังปรากฏอยู่บนหน้าจอ  เธอจึงรีบกดรับทันที


            “สวัสดีค่ะ  คุณแม่” เมิ่งชิงชิงกล่าว


            [ลูกอยู่ที่ไหน  ทำไม่แม่ไปหาที่คอนโดถึงไม่อยู่] เสียงหญิงวัยกลางคนดังตอบกลับมา  เธอคือเมิ่งเสวี่ยไป๋  เป็นแม่ของเมิ่งชิงชิงนั่นเอง


            “หนูย้ายมาอยู่บ้านคนรู้จักค่ะ  เพราะว่ามีช่วงหนึ่งผีดูดเลือดอาละวาดหนัก  หนูอยู่คนเดียวแล้วรู้สึกไม่ปลอดภัยก็เลยย้ายออกมาค่ะ” เมิ่งชิงชิงกล่าว


            [แล้วนี่ว่างรึเปล่า] เมิ่งเสวี่ยไป๋ถาม  น้ำเสียงเธอเปลี่ยนจากไม่พอใจเป็นอ่อนโยนขึ้นมาทันที


            “ว่างค่ะ  คุณแม่มีอะไรรึเปล่าคะ” เมิ่งชิงชิงถาม


            [แต่งตัวให้สวยแล้วออกมาหาแม่ที่ภัตตาคารหลันฮวา] เมิ่งเสวี่ยไป๋ไม่ได้อธิบายอะไร  แต่กลับพูดเชิงออกคำสั่งแทน


            “ทำไมต้องแต่งตัวให้สวยด้วยคะ  แค่นัดทานข้าวเอง” เมิ่งชิงชิงถาม  เธอรู้สึกใจคอไม่ดีเลยกับการที่จะต้องไปพบแม่ของเธอคราวนี้


            [แม่จะแนะนำให้ลูกรู้จักกับลูกชายของบริษัทคู่ค้าของเรา  พอดีแม่เอารูปลูกให้เขาดู  เขาก็อยากจะพบลูกเพื่อพูดคุยทำความรู้จักกัน  รีบมาล่ะ] เมิ่งเสวี่ยไป๋กล่าวก่อนจะวางสายไป


            เมิ่งชิงชิงมีสีหน้าเหมือนกินยาขมขึ้นมาทันที  นี่มันบังคับคลุมถุงชนเธอชัด ๆ  คำพูดของคนเป็นแม่ทำให้เธอแทบจะทำสมาร์ทโฟนหลุดมือ  แต่ก็มีมือใหญ่ของชายหนุ่มมากอบกุมมือเธอเอาไว้  พอเธอหันไปมองด้านหลังเธอก็เห็นไป่ฉีที่มีสีหน้าจริงจังดูน่ากลัวแบบที่เธอไม่เคยเห็นมาก่อน  คาดว่าคงได้ยินที่เธอคุยกับคุณแม่เมื่อกี้แน่ ๆ


            “คุณแม่วางไปแล้ว” เมิ่งชิงชิงกล่าว  เธอไม่คิดจะปิดบังไป่ฉี


            “อืม  ผมเข้าใจความลำบากใจของพี่นะ” ไป่ฉีกล่าว


            “ทำไงดีล่ะ  ความสัมพันธ์ของเราก็ยังเปิดเผยไม่ได้  แถมคุณแม่ออกคำสั่งมาแบบนี้ฉันจะทำยังไงดี” เมิ่งชิงชิงซุกหน้าเข้ากับอกของไป่ฉี  มือเธอทาบบนอกของไป่ฉี  หยาดน้ำไหลเอ่อออกมาจากดวงตาของเธอ  สำหรับไป่ฉีมือของเมิ่งชิงชิงนั้นราวกับไฟที่จะจุดเสี่ยวฉีน้อยของเขาให้ตื่นได้ทุกเมื่อ  แต่นี่ไม่ใช่เวลาที่เขาจะมาสนใจเรื่องแบบนั้น


            “โทรหาปู่เมิ่งตงก่อน” ไป่ฉีกล่าวอย่างใจเย็น  เขารู้ว่าควรใช้ใครจัดการเรื่องนี้  ในฐานะที่แม่ของเมิ่งชิงชิงเป็นลูกสะใภ้  ไหนเลยจะกล้าหาญมีเรื่องกับเมิ่งตงที่เป็นพ่อของสามีได้


            “ปู่เหรอคะ  คือ......” เมิ่งชิงชิงไม่รอช้ารีบโทรหาปู่เมิ่งตงทันที  เธอเล่าเรื่องทั้งหมดให้เมิ่งตงฟัง


            [แต่งตัวรอปู่อยู่ที่ห้องไป่ฉี  เดี๋ยวปู่ไปรับ  ยัยสะใภ้คนนี้ชักจะเอาใหญ่  กล้าบังคับหลานแบบนี้  เห็นทีคงปล่อยไว้ไม่ได้] ฟังจากน้ำเสียง  เมิ่งตงดูโกรธมาก  เพราะเขาต้องการให้หลานสาวได้เลือกคู่ครองเอง  ไม่ใช่ให้แต่งงานเพื่อธุรกิจแบบนี้

    ________________________________

    บริษัท LSA สำนักงานใหญ่ป้าจาง : หัวหน้าแผนก ไหน ๆ ก็พักกินข้าว เรามาเล่นทายปัญหากันหน่อยไหมหัวหน้าแผนก : เอาสิ ถามมา เดี๋ยวผมจะลองตอบ แต่ผมไม่ตั้งคำถามนะ ตอนนี้คิดอะไรไม่ค่อยออกป้าจาง : งั้นเริ่มนะคะ คนชื่ออะไรที่คนจีนจะไม่เรียกหัวหน้าแผนก : ไม่รู้สิ ยอม คิดอะไรไม่ออกจริง ๆป้าจาง : คำตอบคือ บังลัย (บรรลัย)หัวหน้าแผนก : อย่างงี้ก็ได้เรอะป้าจาง : งั้นคำถามต่อไปนะ เปาบุ้นจิ้น มักเรียกชื่อใครประจำหัวหน้าแผนก : ท่านกงซุนป้าจาง : ผิด คำตอบคือ บังอาจหัวหน้าแผนก : .......ป้าจาง : ต่อนะคะ พระต้องการพบใครมากที่สุดหัวหน้าแผนก : พระพุทธองค์ป้าจาง : ผิด คำตอบคือ บังลุ (บรรลุ ไหมป้า)

    หัวหน้าแผนก : พอ ๆ ไม่ต้องถามต่อแล้ว ยิ่งฟังคำตอบยิ่งปวดหัว อื้อหือ ไมน์เกรนมาเต็มเลยตอนนี้ (เอามือกุมหัว)
    +ฝากเพจนิยายด้วยครับ+

    คล้ายกับเรื่องจอมยุทธ์ซุปตาร์ ที่คุณอ่าน