“ออกไปจากร้านผมเดี๋ยวนี้!!!!!!!!!!!”
“ห๊ะ???”
“ก่อนที่ผมจะระงับอารมณ์ไม่อยู่”
ภูผาบอกหน้าดำหน้าแดงโกรธที่ไม่สามารถทำอะไรอีกฝ่ายได้ และโกรธตัวเองที่เผลอจูบตอบอีกฝ่ายอย่างไม่ตั้งใจ ใช่ เขากำลังโกรธความรู้สึกทรยศของตัวเอง แต่วาตาก็ยอมแต่โดยดีเพราะไม่้าให้อีกฝ่ายโกรธตัวเองมากไปกว่านี้เพราะมันจะยิ่งทำให้อีกฝ่ายเกลียดเขามากไปอีก
“ไม่เอาน่า ผมกลับก็ได้ก็แค่จูบทำไมต้องโกรธมากมายขนาดนี้”
วาตาพึมพำ นึกดีใจที่ถ้าเขาไม่คิดไปเองเขาว่าอีกฝ่ายเผลอจูบตอบเขาด้วยความเต็มใจ
“ออกไป!!” ภูผาไล่อีกรอบด้วยน้ำเสียงดังแข่งกับเสียงฝน
“ครับ ๆ แต่...มาม่าคุณอร่อยจริงๆ นะครับ”
ไม่วายที่จะพูดกวนประสาทอีกฝ่ายที่น่ากลัวขึ้นทุกขณะ และแม้ฝนจะยังไม่หยุดเสียงฟ้าร้องยังคงดังอย่างต่อเนื่อง วาตาก็ยอมจะเดินออกจากร้านเพื่อให้อีกฝ่ายเย็นลง เขาเหลือบมองอีกฝ่ายราวกับจะถามย้ำว่าจะให้เขาออกไปตอนนี้จริง ๆ หรือ แต่เมื่อสบตาโกรธอย่างเต็มประดาของอีกฝ่ายเลยต้องยอมเดินออกแต่โดยดี
ประตูร้านถูกปิดลงภูผาหลับตาถอนหายใจเสียงดังอย่างระบายอารมณ์
“โธ่เว้ย !!!!!!!!!!!!!! นี่มันเื่บ้าอะไรว่ะเนี่ย”
เขาสบถเสียงดังกระแทกก้นกับเก้าอี้อย่างไม่หายโมโห ผู้ชายคนนั้นกล้าดียังไงขโมยจูบแรกเขาไปแบบนี้ แล้วนี่อะไรทำไมเขาต้องคล้อยตามจูบบ้า ๆ นั้นด้วย นั่นมันผู้ชายนะภูผา ผู้ชายเหมือนกับมึงเลยน่ะ ความรู้สึกสับสนทำเอาภูผายกมือขยี้ผมตัวเองไปมา
และเมื่อเขาจัดการอารมณ์ตัวเองได้บ้างแล้ว เขาก็เริ่มเก็บถ้วยชามบนโต๊ะไปทำความสะอาด พร้อมกับตั้งใจจะออกไปล๊อกประตูร้านเพื่อเตรียมเข้าห้อง แต่เมื่อกำลังจะล๊อกประตูแล้วเอามูลี่ลงสายตาเขาก็เหลือบไปเห็นหลังคุ้น ๆ ของใครบางคนนั่งพิงกระจกอีกข้างท่าทางสั่น ๆ เมื่อได้ยินเสียงฟ้าที่พากันร้องอย่างไม่หยุด ความแรงของฝนทำให้เสื้อข้างหลังเปียกจนแนบกับแผ่นหลังขาวสะอาดและหดตัวทุกครั้งที่ฟ้าฟาดลงมา
ภูผามองอย่างคาดไม่ถึงไม่คิดว่าอีกฝ่ายจะยังไม่ไปไหน และเมื่อนึกถึงอาการกลัวเสียงฟ้าร้องจนต้องถลาเข้าหลบหลังเขาและสุดท้ายก็กอดเขาไว้แน่น ก็แอบรู้สึกผิดที่ออกปากไล่อีกฝ่ายทั้ง ๆ ที่ฝนยังไม่หยุดตกและอีกฝ่ายเดินออกจากร้านไปโดยไม่มีเครื่องกันฝนเลยสักชิ้น เขามองแล้วก็ถอนหายใจแรง ๆ อย่างตัดสินใจอีกครั้ง จึงเปิดประตูออกไป
“เข้ามา เดี๋ยวก็ปอดบวมกันหมดพอดี”
เขาว่าแม้จะไม่ตรงกับใจนักก็ตาม วาตาเงยหน้าขึ้นมองตามเสียงนั้นช้า ๆ ส่งยิ้มให้อย่างรู้สึกผิดที่เขาไล่แล้วก็ยังไม่ยอมไปเสียทีจนอีกฝ่ายต้องพลอยโดนละอองฝนไปด้วย
“คุณนั่นแหละกลับเข้าไปโดนละอองฝนเดี๋ยวจะไม่สบาย” เขาพูดอย่างนึกเป็ห่วงจากใจจริง ๆ แต่ทำเอาอีกฝ่ายพูดไม่ออก
“.........”
“ขอโทษนะแต่อย่าเพิ่งไล่ผมตอนนี้เลย ผมสัญญาว่าเดี๋ยวฝนหยุดผมก็จะไป แต่ตอนนี้.....”
พูดไม่ทันจบวาตาก็รีบซบหน้ากับเข่าตัวเองเพราะฟ้าร้องขึ้นมาอีกรอบและก็รีบเงยหน้าเหยเกมองอีกฝ่าย
“ตอนนี้ขออาศัยหน้าร้านคุณหน่อยนะ“
ภูผาถอนหายใจอีกรอบตัดสินใจคว้าแขนที่เปียกไปด้วยน้ำฝนอีกฝ่ายให้ลุกขึ้นและลากเข้าร้านอย่างรวดเร็ว แล้วก็หันไปล๊อกประตูร้านพร้อมดึงมูลี่ลงก่อนจะเดินนำเข้าไปในร้าน แต่วาตายังคงยืนยิ่งอยู่อย่างนั้นจนอีกฝ่ายหยุดแล้วหันมามอง
“เข้ามาสิจะยืนขาแข็งอยู่ตรงนั้นหรือไง”
“ไม่ดีกว่าชุดผมเปียกหมดแล้วเดี๋ยวร้านคุณจะเลอะ “
วาตาบอกไม่เต็มเสียงนักอย่างนึกเกรงใจ แม้เขาจะเอาแต่ใจเพราะแค่อยากเข้าใกล้อีกฝ่ายมากเท่าไหร่แต่บางสถานการณ์เขาก็เลือกที่จะไม่ทำ ภูผาเอามือลูบหน้าตัวเองก่อนจะพุ่งตรงมาหาอีกฝ่ายท่าทางเอาเื่
“ถ้ารู้จักเกรงใจแบบนี้ทุกเื่ก็ดีสินะ แต่นี่มันใช่เื่ที่ต้องมาเกรงใจไหม ??? ตากฝนแบบนั้นไม่สบายขึ้นมาจะทำไงพรุ่งนี้มีงานไม่ใช่หรอ”
เอ้า......... อึ้งกันไปสิ วาตาสบตาอีกฝ่ายอึ้ง ๆ
“ไม่ได้เป็ห่วงหรอกนะแค่เวทนาเฉยๆ “
ภูผารีบบอกอย่างรู้ทันเมื่อเห็นแววตาของอีกฝ่าย วาตาที่กำลังอ้าปากพูดเลยต้องรีบหุบปากทันที แต่ก็ยังอมยิ้มดีใจพยักหน้าน้อย ๆ
“ตามมาสิ ไปเปลี่ยนชุดฝนตกหนักขนาดนี้คงไม่หยุดง่ายๆ หรอก”
วาตาพยักหน้าแล้วก็ก้าวเท้าจะเดินตามแต่เพราะรองเท้าที่ชุ่มไปด้วยน้ำทำให้เขาเสียหลักลื่นจนเกือบหน้าคมำ โชคดีที่มือแข็งแรงของอีกฝ่ายคว้าไว้ทันเขาเลยยึดไว้เป็หลักพยุงตัว
“ซุ่มซ่าม”
อีกคนบ่นพอได้ยินแล้วรีบปล่อยมือเดินนำไปอีกทาง วาตามองตามท่าทีแปลก ๆ นั่นอย่างนึกสงสัยทำไมต้องหูแดงหน้าแดงขนาดนั้นด้วย
และเมื่อเขาเข้าไปเปลี่ยนชุดที่ดูจะสบายตามากขึ้น แม้จะใหญ่ไปหน่อยเพราะเ้าของตัวโตกว่าเขาไม่น้อยแต่ก็อบอุ่นอย่างบอกไม่ถูก
“จะนอนนี่ก็นอนหรือจะกลับไปนอนคอนโดก็ตามใจ “
ภูผาบอกเมื่อเห็นอีกฝ่ายเดินออกมาสมทบ วาตามองสิ่งที่อีกฝ่ายทำให้อย่างอึ้ง ๆ แม้คำพูดจะดูไม่มีเยื่อใย แต่การกระทำบ่งบอกว่าเป็ห่วงเขามากกว่า หมอนสีขาวสะอาด ๆ ถูกวางพร้อมผ้าห่มบนโซฟาตัวยาว
“คุณจะให้ผมค้างที่นี่จริง ๆ เหรอครับ”
วาตาถามเสียงน้ำเสียงตื่นเต้นทั้ง ๆ ที่ไม่ถึงสิบนาทีที่ผ่านมาเขาเพิ่งจะโดนเ้าของไล่ไปหมาด ๆ
“แล้วคุณไม่โกรธเื่ .... จ-...จูบ”
“อยากโดนไล่เป็ครั้งที่สองหรือไง ก็บอกแล้วไงว่าแค่เวทนาแล้วก็หยุดพูดเื่บ้า ๆ นั้นเสียที” ภูผาย้ำไม่มองหน้า กดปุ่มปรับแอร์ให้เบาลงจนแน่ใจว่าไม่ทำให้อีกฝ่ายหนาวจนเกินไป
“ความสงสารเป็บ่อเกิดแห่ง....ความรัก”
วาตายักไหล่พร้อมพูดเบา ๆ ขณะที่เดินผ่านอีกฝ่ายไปยังที่นอนเฉพาะกิจของตัวเอง ได้ยินเสียงจิ๊ปากตามหลังแต่เขาเลือกที่จะไม่สนใจ แถมหัวเราะเบา ๆ ล้มตัวลงนอนอย่างเหนื่อยอ่อน
“ขอบคุณนะครับ” เขาว่าแล้วก็ซุกหน้ากับหมอนนิ่งไปซักพักก็หลับไปอย่างง่ายดาย จนอีกฝ่ายส่ายหน้าเบา ๆ กับความเรียบง่ายที่บทจะง่ายก็ง๊ายยย ง่าย
เขาเผลอมองร่างบางใต้ผ้าห่มที่หลับตาพริ้มนั่นอย่างเต็มตาอีกรอบ เสียงฟ้าร้องทำเอาร่างนั้นสะดุ้ง แต่ก็ยังคงหลับต่อ นี่คงกลัวมากจริง ๆ เขาเลยเดินไปหยิบหมอนอีกใบมาวางใกล้ ๆ ยกมือสะอาด ๆ ของคนที่หลับไม่รู้เื่นั้นมากอดหมอนไว้อย่างน้อยเมื่อเขาสะดุ้งการกอดหมอนก็คงพอช่วยให้หลับสบายขึ้น
ไม่รู้ทำไมบางเวลาเขาก็แทบโมโหจนอยากจะกินเืกินเนื้ออีกฝ่าย แต่พอเจอแววตาตัดพ้อ แววตาถ่อมตน แววตาเกรงใจ แววตาห่วงใยและแววตาอะไรอีกหลาย ๆ ที่อีกฝ่ายแสดงออกมาตรง ๆ กลับทำให้ใจเ็าของเขาอ่อนลงอย่างไม่น่าเชื่อทั้งที่ไม่อยากยอมรับด้วยซ้ำ แต่สุดท้ายเขาก็ใจแข็งได้ไม่นาน
เขามองหน้าอีกฝ่ายอีกครั้งก่อนลุกขึ้นเพื่อเข้านอนบ้าง แต่เพราะเสียงฟ้าร้องดังกว่าปกติทำเอาอีกฝ่ายสะดุ้งตื่น เห็นชัดว่าแววตาคู่นั้นมองหาใครซักคนเป็ที่พึ่งจนเมื่อสบตากับเขาแววตานั้นก็ลดความกลัวลงอย่างเห็นได้ชัด
“ไม่ต้องกลัว ฟ้าร้องมันทำอะไรคุณไม่ได้หรอก”
น้ำเสียงอบอุ่นน่าฟังกระซิบเบา ๆ โชคดีที่ความมืดช่วยบดบังความรู้สึกจากแววตาคู่คมนั้น วาตายิ้มเบา ๆ ก่อนจะหลับตาลงอีกรอบ แต่เมื่อภูผาลุกขึ้นร่างบางก็รั้งร่างใหญ่จนล้มลงข้าง ๆ ทันทีเพราะความไม่ทันตั้งตัวของอีกฝ่าย
“เฮ้ย !!! จะทำอะไรเนี่ย ปล่อย!!!!”
ภูผาแม้จะร่างใหญ่กว่าแต่เมื่อโดนอีกฝ่ายคว้าตัวเข้าไปกอดแน่นราวกับเป็หมอนข้างชั้นดีเขาก็แทบขยับตัวไม่ได้เช่นกัน
“นอนนี่เถอะนะครับไม่งั้นผมคงสะดุ้งทั้งคืนแน่ ๆ “
วาตากระซิบเบา ๆ แขนยังคงกอดอีกฝ่ายไว้แน่น
“ไม่เอา!!!! เดี๋ยวใครมาเห็น” ภูผาปฏิเสธแต่ทำไมเสียงไม่จริงจังนัก
“ไม่กี่ชั่วโมงก็เช้าแล้วผมจะไปก่อนใครจะเข้ามาเห็น ผมสัญญา”
“แต่....”
ภูผาอึกอัก อยู่ดี ๆ ก็รู้สึกใจหายกับคำว่า “จะไป” ของอีกฝ่ายอย่างบอกไม่ถูก
"ถ้ามีคุณอยู่ใกล้ ๆ ผมจะไม่กลัวอะไรแม้แต่เสียงฟ้าร้องที่ผมกลัวมาตลอดชีวิต”
“แต่ ...”
“ผมขอโทษที่จูบคุณเมื่อกี้ แต่ผมแค่หงุดหงิดที่คุณทำตัวสนิทสนมกับคุณภา ผมเห็นั้แ่คุณเดินออกมาส่งเธอแล้ว ผมผิดที่ไม่รู้จักควบคุมอารมณ์ตัวเอง แต่... ผมไม่ชอบที่เห็นแบบนั้น ต่อไปอย่าทำแบบนั้นอีกได้ไหมครับ อย่าทำตัวสนิทสนมกับคุณภามากกว่าผม อย่ายิ้มให้คุณภามากกว่าที่ยิ้มให้ผม ผม .....”
วาตายั้งคำพูดตัวเองไว้แค่นั้นแล้วก็ซุกหน้ากับไหล่กว้างที่นอนอยู่ข้าง ๆ ก่อนจะหลับไปอีกรอบ ปล่อยให้ภูผาได้แต่อึ้งจนตัวแข็งไม่กล้าแม้แต่ขยับตัว แต่สุดท้ายก็ปล่อยให้อีกฝ่ายกอดอยู่อย่างนั้นจนเผลอหลับตามไปอีกคน....
อดยอมรับไม่ได้ว่ามันช่างอบอุ่นอย่างประหลาด
มีคนเคยบอกไว้ว่าความสงสารเป็บ่อเกิดแห่งความรัก แต่สำหรับเขาแล้วความเวทนาต่างหากที่ทำให้เขาใจอ่อนครั้งแล้วครั้งเล่า แม้จะไม่เข้าใจว่าคนอย่างวาตาผู้ที่มีพร้อมทุกอย่างจะมาอะไรกับเขามากมายทำไม ในเมื่อเขาไม่ได้มีอะไรที่เป็ประโยชน์กับเขาเลยสักนิด แม้แต่ความรู้สึกดี ๆ หรือรอยยิ้มสักนิดเขาก็ไม่เคยมีให้ แต่วาตาก็ไม่เคยไปไหนนาน ๆ พอหายโกรธ หายน้อยใจ ก็จะเป็กลับมาหาเขาทุกครั้ง ...
เขากำลังทำอะไรกับชีวิตธรรมดา ๆ ของผมกันแน่ ถ้าผมยอมให้เขาเข้ามาในชีวิต แล้วต่อไปหละจะเป็อย่างไร ถ้าวันนึงวาตาเกิดเบื่อที่จะต้องคอยวิ่งตามผม ถ้าวันนึงเขาจะหายจากผมไปตลอดชีวิต ใครกันจะรับผิดชอบความรู้สึกของผม เพราะไม่มีอะไรที่ผู้ชายคนนี้จะทำไม่ได้อยู่แล้ว แล้วผมหล่ะผมจะเอาอะไรไปเรียกร้องในเมื่อผมไม่มีอะไรเทียบเขาได้เลยและผมก็ไม่มีอะไรให้เขาได้เลยั้แ่....แรก
.
.
“ยาย ... ยาย... ผาคิดถึง .. คิดถึงยายยยยย”
ตกดึกท่ามกลางเสียงฝนที่ไม่มีทีท่าจะหยุดง่าย ๆ เสียงภูผาละเมอเรียกหายาย จนทำให้อีกฝ่ายที่ซุกหน้ากับอกกว้างรู้สึกตัว วาตาลืมตาเงยหน้ามองใบหน้าคมที่ห่างจากหน้าตัวเองเพียงเล็กน้อย
ใช่ ภูผากำลังละเมอและคิดว่าตอนนี้เขาอาจกำลังฝันถึงยายอยู่ก็เป็ได้ เขาคงคิดถึงยายเขามากสินะถึงได้เก็บเอามาฝันเอามาละเมอขนาดนี้ แค่คิดวาตาก็แอบรู้สึกผิดและยิ่งคิดไปว่าั้แ่เขาย้ายยายไปรักษาที่อื่นโดยไม่ยอมให้ภูผาเข้าพบจนเกือบเดือนจะทำให้เขาต้องนอนฝันและละเมอถึงยายทุกคืนแบบนี้หรือเปล่า ถ้าใช่เขาก็คงไม่แปลกใจที่ภูผาแสดงท่าทีหงุดหงิดตลอดเวลาที่เจอหน้าเขา
“คุณ ๆ ” เขากระซิบเรียกอีกฝ่ายเบา ๆ พร้อมกับยกศีรษะตัวเองขึ้นเพื่อมองอีกฝ่ายให้ถนัด แม้จะปิดไฟแล้วแต่แสงสว่างจากไฟนอกร้านพอทำให้เห็นสีหน้าอีกฝ่ายได้บ้าง
ใบหน้าคมเข้มลืมตาช้า ๆ สบตากับอีกฝ่ายที่จ้องอยู่ก่อนแล้วอย่างลืมเก็บอาการ เขาพยักหน้าน้อย ๆ สบตาอีกฝ่ายราวกับกำลังจะขอร้องและโดยที่ไม่ต้องพูดอะไรวาตาก็พอเข้าใจความหมายจากแววตาคู่นั้นที่ตอนนี้ดูเศร้าจนแปลกน่าใจหาย
“พรุ่งนี้ พรุ่งนี้น่ะครับผมสัญญาผมจะพายายกลับมา”
วาตาบอกเบา ๆ น้ำเสียงเต็มไปด้วยความเข้าใจ แปลกที่อีกฝ่ายอ่อนลงอย่างเห็นได้ชัดราวกับว่าพร้อมจะเชื่อในทุกคำพูดในทุกคำสัญญาของเขา ภูผายิ้มเศร้า ๆ ก่อนจะยอมหลับตาลงอีกรอบราวกับว่าเหนื่อยล้าเสียเต็มประดา ดาราหนุ่มมองใบหน้าคมเข้มที่หลับตาลงนั้นนิ่งนาน จนแน่ใจว่าอีกฝ่ายหลับไปอีกรอบ จึงถือวิสาสะจูบหน้าฝากได้รูปนั้นเบา ๆ
“คงทุกข์ใจมากสินะครับ ผมขอโทษนะภูผา ผมขอโทษ” วาตาพร่ำบอกซ้ำไปซ้ำมากับคนที่หลับตรงหน้า
“บางทีผมก็คิดนะ อะไรทำให้ผมชอบคุณได้มากขนาดนี้ ทั้ง ๆ ที่แม้แต่รอยยิ้มสักนิดผมก็ยังไม่เคยได้รับ คำพูดเพราะ ๆ สักคำผมก็ยังไม่เคยได้รับจากคุณเลยด้วยซ้ำ แต่ผมก็ยังบ้า บ้าที่จะวิ่งตามคุณอยู่อย่างนี้
ผมไม่รู้ว่าทำไม แต่ผมรู้ว่าความรู้สึกนี้มันเกิดขึ้นั้แ่วันที่เจอคุณครั้งแรก และมันก็รู้สึกอย่างนั้นตลอดมา ไม่เคยมีวันไหนที่ลดน้อยลงเลย คุณเชื่อไหม นับวันมันยิ่งทวีเพิ่มมากขึ้น จนบางครั้งผมแทบควบคุมมันไม่ได้เอาเสียเลย
ผมไม่ได้อยากเอาชนะคุณนะ ผมไม่ได้อยากเอาเปรียบคุณ ไม่ได้อยากให้คุณโกรธ ไม่ได้อยากให้คุณเกลียด ผมก็แค่อยากอยู่ใกล้ ๆ อยากเห็นหน้า อยากคุยด้วยก็เท่านั้น ... เท่านั้นเอง ... ผมก็พอใจ ผมก็มีความสุขแล้ว .... แม้จะรู้ดีว่าผมจะไม่ได้รับอะไรแบบนี้กลับมาเลยก็ตาม”
วาตาพร่ำบอกกับร่างใหญ่ที่หลับตาพริ้มราวกับว่ากำลังฝันดีนั้น เขาพูดซ้ำไปซ้ำมาราวกับว่าวันพรุ่งนี้จะไม่มีโอกาสได้พูดอีก แม้จะพูดโดยที่อีกฝ่ายไม่มีทางได้ยินไม่มีทางรับรู้เลยก็ตาม แต่เขาก็ยินที่จะพูดมันออกมา เผื่อว่าสักวันเขาอาจจะไม่มีโอกาสพูดให้ภูผาฟังเลยก็ได้เพราะภูผาอาจจะไม่อยากได้ยินเลยด้วยซ้ำ….