ยามราตรีอันเงียบสงัดคือ่เวลาที่ทุกพื้นที่ถูกปกคลุมไปด้วยความมืดมิดไม่ไกลจากหมู่บ้านอูเจิ้นมีูเาลูกใหญ่นามว่า ‘เขาเยียนหลาง’ ตั้งตระหง่านอยู่และยามนี้มีเงาร่างของคนผู้หนึ่งยืนนิ่งอยู่ตรงปากทางขึ้นเขา
เมื่อแสงจันทร์สาดส่องจึงพบว่านั่นคือใบหน้าเล็กๆ ของเมิ่งฝานนั่นเองเขากัดฟันแน่นแล้วก้าวเดินมาถึงที่นี่อย่างใจเย็นซึ่งเห็นได้ชัดว่าเขากำลังลังเลใจ
เขาเยียนหลางแห่งนี้คือหนึ่งในขุนเขาที่ตั้งอยู่บริเวณเทือกเขาชิงหลงหากเดินเข้าไปในป่าลึกก็จะพบกับสถานที่ที่เต็มไปด้วยอันตรายรอบด้าน เล่ากันว่าข้างในนั้นคือที่อยู่อาศัยของสิ่งที่เป็ปรปักษ์กับผู้บำเพ็ญพลังปราณสัตว์อสูร!
และสิ่งที่อยู่ปากทางขึ้นเขาเบื้องหน้าเมิ่งฝานในตอนนี้ก็คือป้ายหินขนาดใหญ่ั์ที่สลักอักษรคำว่า ‘ห้ามเข้า’ เอาไว้บนนั้น!
หมู่บ้านอูเจิ้นที่เมิ่งฝานอาศัยอยู่นั้น ดำรงอยู่และสืบทอดกันมานานหลายชั่วอายุคนมีกฎระเบียบที่เก่าแก่โบราณและการห้ามผู้ที่ไม่ใช่ผู้คุ้มกันหมู่บ้านเข้าไปภายในเขาเยียนหลางก็ถือเป็หนึ่งในกฎที่เข้มงวดที่สุด
กฎดังกล่าวทางหนึ่งสร้างขึ้นเพื่อไม่ให้ผู้ใดบุกรุกเข้าไปในผืนป่าซึ่งอาจถูกสัตว์อสูรทำร้ายจนถึงแก่ชีวิตแต่ความจริงแล้วทุกคนต่างก็รู้กันดีว่าเื่ที่สำคัญไปกว่านั้นคือเพื่อไม่ให้พืชวิเศษที่อยู่ภายในเขาแห่งนี้สูญหาย
เพราะถึงแม้ว่าภายในเขาเยียนหลางแห่งนี้จะมีสัตว์อสูรอาศัยอยู่แต่ก็มีพืชวิเศษที่ให้ผู้บำเพ็ญพลังปราณตาลุกวาวอยู่ด้วยเช่นกันซึ่งพืชวิเศษเหล่านี้จะถูกนำออกมาโดยผู้คุ้มกันหมู่บ้าน
ทว่าต่อให้เป็ผู้ที่มากความสามารถอย่างกองกำลังคุ้มกันหมู่บ้านก็ทำได้เพียงตระเวนอยู่รอบนอกเขาเยียนหลางเท่านั้นไม่มีความกล้ามากพอที่จะเข้าไปด้านใน เพราะด้านในนั้นถือเป็หนึ่งในสถานที่ที่เต็มไปด้วยอันตรายอย่างยิ่งยวดของเทือกเขาชิงหลงไม่มีผู้ใดรับรองได้ว่าพวกเขาจะบังเอิญไปล่วงเกินผู้ทรงพลังที่ด้านในหรือไม่ดังนั้นการแสวงหาพืชวิเศษจึงมีข้อจำกัด
แต่หนทางเดียวที่เมิ่งฝานคิดได้ในยามนี้ก็คืออาศัย่เวลายามราตรีเพื่อบุกเข้าไปด้านในเขาเยียนหลางแล้วดูว่าจะสามารถตามหาพืชวิเศษมาสักต้นได้หรือไม่
แม้จะเป็เพียงพืชวิเศษระดับหนึ่งก็ยังสามารถชะลอและบรรเทาโรคหานซางของซินหลันไปได้่หนึ่งแต่สิ่งที่ทำให้เมิ่งฝานลังเลก็คือผลของการทำผิดกฎของหมู่บ้านนั้นร้ายแรงยิ่งผู้ที่ลักลอบเข้าไปในเขาเยียนหลางคราก่อนถูกจับได้แล้วถูกโบยอย่างหนักถึงห้าสิบที
เมื่อนึกถึงภาพของไม้ขนาดใหญ่ที่โบยลงมาบนร่างใบหน้าของเมิ่งฝานก็ปรากฎความลังเลและเคร่งเครียดผู้ที่ถูกทำโทษครั้งก่อนเป็ผู้ใหญ่ยังถูกโบยจนเนื้อแตกเืไหลนองแล้วคนที่ยังเป็เพียงเด็กอย่างเขาอาจถึงกับต้องพิการเลยก็ว่าได้
ครั้นคิดถึงมารดาที่ต้องทนทุกข์กับโรคหานซางอยู่ที่บ้านเมิ่งฝานจึงกัดฟันแน่นแล้วก้าวเข้าไปในผืนป่ามืดที่มืดครึ้มกลายเป็ส่วนหนึ่งของความมืดจนแทบมองไม่เห็นอันใด
ทางขึ้นเขาที่มืดมิดเต็มไปด้วยต้นไม้ใบหญ้ารกครึ้ม มีแสงจันทร์เล็ดลอดผ่านกิ่งไม้ที่สอดสลับลงมาให้ความสว่างยังเบื้องล่างอยู่เป็ครั้งคราวมันเป็เส้นทางที่ลาดชันหรืออาจบอกว่าไม่มีถนนเลยก็ว่าได้การเดินทางครั้งนี้ส่วนใหญ่แล้วล้วนแต่ต้องอาศัยความรู้สึกของตนเองเท่านั้น
เมิ่งฝานได้แต่อาศัยแสงจันทร์ที่ริบหรี่ในการก้าวเดินหากจะบอกว่าไม่รู้สึกหวาดกลัวในยามที่อยู่ท่ามกลางความมืดมิดเช่นนี้ก็คงจะเป็ไปไม่ได้แต่เมิ่งฝานก็กัดฟันแน่นแล้วพยายามทำให้ตนเองมีสติที่สุด
ประสบการณ์การเปลี่ยนแปลงที่ยิ่งใหญ่จากตระกูลทำให้เมิ่งฝานรู้ว่าต้องช่วยแบ่งเบาภาระของมารดาั้แ่จำความได้ดังนั้นเขาจึงมีความอดทนมากกว่าผู้อื่นที่อยู่ในวัยเดียวกัน
ซู่ ซู่~~~~
อยู่ๆ ก็มีสายลมพัดปลิวผ่านไปอย่างแ่เบาท่ามกลางความมืดมิดนี้มีเพียงเสียงก้าวเดินของเมิ่งฝานและเสียงยอดไม้ที่พลิ้วไหวไปตามแรงลมเท่านั้นขณะเดียวกันเขาก็มองไปรอบตัวเพื่อพยายามหาพืชวิเศษที่เหล่าผู้คุ้มกันหมู่บ้านไม่ทันได้สังเกต
ยามนี้เมิ่งฝานไม่กล้าประมาทแม้เพียงเสี้ยววินาทีเพราะในเขาเยียนหลางแห่งนี้คือสถานที่ที่ไม่ว่าสิ่งใดก็เกิดขึ้นได้ต่อให้ผู้ที่เข้ามาที่นี่จะเป็ผู้บำเพ็ญตนขั้นเกลาิญญาก็ยังไม่มีความมั่นใจว่าจะสามารถกลับออกไปได้
ผ่านไปกว่าครึ่งชั่วยามเมิ่งฝานก็รู้สึกหมดหวังเล็กน้อยยามนี้เขาได้เข้ามาในจุดที่ลึกที่สุดของรอบนอกเขาเยียนหลางแล้วแต่กลับไม่พบแม้แต่พืชวิเศษระดับหนึ่งเช่นนี้พืชวิเศษอันล้ำค่าก็ยิ่งไม่ต้องพูดถึง
ใบหน้าเล็กเคร่งขรึมขึ้นในทันที พลางเอ่ยอย่างจนปัญญา
“หึ คิดไม่ผิดเลยว่าพืชวิเศษคือสิ่งที่ตามหาได้ยากดูเหมือนว่าพืชวิเศษรอบนอกคงจะถูกพวกผู้คุ้มกันหมู่บ้านเก็บไปจนหมดแล้วคงต้องเข้าไปในจุดที่ลึกกว่าเดิมแล้ว!”
เมื่อคิดได้เช่นนี้เมิ่งฝานก็สูดหายใจเพื่อให้จนเองใจกล้ายิ่งกว่าเดิมจากนั้นจึงปีนขึ้นไปบนหน้าผาราวกับชะนีตัวหนึ่ง
ทว่ายิ่งปีนตามทางขึ้นเขาที่เก่าแก่แห่งนี้ขึ้นไปสูงเท่าใดก็ยิ่งลาดชันขึ้นเท่านั้นความมืดมิดรอบด้านยิ่งทำให้เมิ่งฝานไม่อาจทำสิ่งใดได้สะดวกดังนั้นเพียงไม่นานบนร่างของเด็กหนุ่มจึงมีาแที่เกิดจากคมหินบนหน้าผาหลายจุด
เมิ่งฝานขมวดคิ้วเข้ม เขาเสี่ยงอันตรายมาถึงเพียงนี้แล้วไม่มีทางยินยอมกลับไปมือเปล่าอย่างแน่นอนแต่หากต้องปีนต่อไปร่างกายของเมิ่งฝานก็คงจะทนไม่ไหวเป็แน่แท้
ในขณะที่เด็กหนุ่มกำลังชะงักงันอย่างลังเลดวงตาทั้งคู่พลันลุกวาวขึ้นทันทีที่เห็นบางอย่างบริเวณหน้าผาอันลาดชัน
นั่นเป็หน้าผาที่อันตรายยิ่งบริเวณโดยรอบเรียบลื่นมองเห็นต้นไม้ใหญ่ได้เพียงไม่กี่ต้นที่ไกลออกไปคือความมืดมิดที่เมิ่งฝานมองไม่เห็นและยิ่งไม่รู้ว่ามีสิ่งใดอยู่บ้าง
ครั้นเห็นหน้าผาแห่งนี้ร่างของเมิ่งฝานหยุดชะงักทันใดทั้งรู้สึกลังเลอยู่บ้าง
เห็นได้ชัดยิ่งว่าต่อให้เป็ผู้คุ้มกันหมู่บ้านก็ยังไม่อยากจะเสี่ยงอันตรายไปยังหน้าผานี้เพราะหากไม่ระวังก็อาจจะต้องลื่นไถลตกลงไปตาย อันตรายอย่างไม่ต้องสงสัยแต่อาจจะมีพืชวิเศษในบริเวณนั้นก็เป็ได้
หากกลับไปมือเปล่าเช่นนี้ความพยายามที่ทำมาทั้งหมดก็คงสูญเปล่า
เห็นทีคงต้องลองเสี่ยงดูสักครั้งแล้วล่ะ!
เมิ่งฝานกัดฟันแน่นแม้รู้ว่ามันอันตรายแต่ร่างกายก็ยังปีนขึ้นไปต่ออย่างไม่อาจห้ามใจ