ร้านต้าฝูกลายเป็นร้านขนมชื่อดังประจำเมืองไปแล้ว ไม่ใช่แค่เรื่องขนมที่ถูกกล่าวถึงกันอย่างแพร่หลายต่อมายังมีการขายชา กาแฟและเครื่องดื่มชนิดอื่นๆ ที่สามารถนั่งดื่มในร้านได้ ใช้เวลาไม่ถึงสองปีเจียงม่านม่านก็สามารถซื้อตึกหลังนี้มาเป็นของตนเองได้แล้ว อีกทั้งยังสามารถเก็บเงินซื้ออาคารและที่ดินบริเวณข้างเคียงมาเป็นของตนเองได้อีกด้วย
ส่วนเฉินเสวี่ยก็ใช้การทำงานพิสูจน์ความสามารถของตนเองจากนายทหารระดับล่างไต่เต้าขึ้นมาเป็นนายทหารระดับสูงได้ล้วนเป็นเพราะการทำงานอย่างตรากตรำในตอนที่อยู่หน่วยรบพิเศษ ยามที่ทางหน่วยงานพูดถึงการเลื่อนตำแหน่งเฉินเสวี่ยมักจะมีรายชื่อติดอยู่ในอันดับต้นๆ เสมอ ใช้เวลาเพียงไม่กี่ปีเขาก็ได้เลื่อนตำแหน่งขึ้นมาเป็นทหารระดับนายพันแล้ว พอตำแหน่งสูงขึ้นเงินเดือนก็สูงขึ้น ทั้งเฉินเสวี่ยและเจียงม่านม่านจึงได้ซื้อบ้านใหม่แล้วย้ายไปอยู่บ้านที่ใหญ่ขึ้นและมีพื้นที่มากยิ่งขึ้น
ส่วนโจวต้าเหนียงพอหลานๆ เริ่มช่วยเหลือตนเองได้แล้วเธอก็กลับไปใช้ชีวิตในวัยชรากับสามีอย่างมีความสุข ครอบครัวของเฉินสวินเองก็มีหน้ามีตามากที่สุดในหมูบ้านพอกาลเวลาเปลี่ยนร้านขายของชำก็เริ่มปรับตัว จนระยะหลังเฉินสวินและเจียงเม่ยเม่ยก็เปลี่ยนจากเจ้าของร้านขายของชำมาเป็นเจ้าของมินิมาร์ทที่มีร้านสาขาเพิ่มขึ้นอีกหลายร้าน มีร้านสาขาทั้งในตัวเมืองและในเขตชุมชนใหญ่ๆ จนเจียงม่านม่านเองก็ยังคิดไม่ถึงว่าพวกเขาจะประสบความสำเร็จได้มากขนาดนี้
กาลเวลาเปลี่ยน ความเป็นอยู่เปลี่ยน ความคิดของคนหลายคนก็เปลี่ยนแปลงไป บ้านเฉินกลายเป็นเศรษฐีประจำหมู่บ้านที่คนทั่วไปเข้าหาได้ยากแล้ว ลูกชายคนโตเป็นนายทหารที่มีตำแหน่งใหญ่โต ลูกชายคนรองเป็นเจ้าของกิจการที่มีคนนับหน้าถือตา ส่วนลูกชายคนเล็กก็เป็นถึงระดับศาสตราจารย์ของมหาวิทยาลัย บ้านเฉินที่เดิมทีเป็นแค่เรือนสี่ประสานขนาดกลางก็ถูกรื้อออก สร้างเป็นคฤหาสน์ใหญ่โตแค่รั่วปูนอันสูงลิบลิ่วก็ทำให้คนทั่วไปยากจะเข้าไปหาด้านในได้แล้ว ทั้งเฉินม่อและโจวต้าเหนียงก็ต่างพูดเป็นเสียงเดียวกันว่าการที่ความเป็นอยู่ของบ้านของพวกเขาดีขึ้นมาขนาดนี้ต้องยกความดีให้แก่สะใภ้ใหญ่ของพวกเขา ถ้าเธอไม่ปรับเปลี่ยนตนเองจากคนไม่เอาไหนมาเป็นคนขยันขันแข็งสร้างรายได้ให้แก่ครอบครัวทำให้คนในครอบครัวมีทุนรอนในการก่อร่างสร้างตัว ทุกคนในบ้านก็คงจะไม่ได้ประสบกับความสำเร็จได้มากถึงขนาดนี้
ส่วนคนบ้านเจียงก็เปลี่ยนแปลงไปมาก จากครอบครัวที่ยากจนที่สุดในหมู่บ้านก็กลายเป็นเจ้าของฟาร์มไก่ที่ใหญ่ที่สุดในแถบนี้ เป็นแหล่งสร้างงานสร้างรายได้หลักของคนในหมู่บ้าน แม้ว่าพวกเขาจะย้ายไปอยู่อาศัยในตัวเมืองแล้ว แต่ฟาร์มไก่ที่ใหญ่ที่สุดก็ยังคงอยู่ท้ายหมู่บ้านสุ่ยโจวเช่นเดิม แถมยังซื้อที่ดินของหมู่บ้านข้างเคียงมาขยายขนาดฟาร์มไปเรื่อยๆ อีกด้วย แถมยังเข้าไปบริษัทแปรรูปเนื้อไก่ที่ได้รับการรับรองมาตรฐานจากหน่วยงานของรัฐในเขตอุตสาหกรรมในตัวเมือง ทำให้คนบ้านเจียงมีฐานะที่ร่ำรวยกันอย่างก้าวกระโดด
เจียงม่านม่านเฝ้ามองความเปลี่ยนแปลงนี้ด้วยความสุขใจ สิ่งที่ทำให้เธอรู้สึกสุขใจมากยิ่งกว่าก็คือการได้เฝ้ามองการเติบโตของลูกๆ ของเธอที่แม้ว่าอาจจะไม่ได้ดังใจอยู่บ้างแต่พวกเขาก็ต่างใช้ชีวิตของตนเองได้อย่างมีความสุข ไม่ได้สร้างความเดือดเนื้อร้อนใจให้แก่เธอและคนรอบข้าง แม้ว่าจะบางครั้งจะทำตัวเป็นตัวปัญหาอยู่บ้างแต่ส่วนใหญ่ก็ล้วนเป็นแค่เพียงปัญหาเล็กน้อยเพียงเท่านั้น
“ทำไมยังไม่ไปมหาวิทยาลัยอีก อย่าบอกนะว่าวันนี้ลูกจะไม่เข้าเรียนอีกแล้ว” เจียงม่านม่านถามลูกชายเมื่อเห็นว่าสายจนถึงขนาดนี้แล้วแต่ลูกชายคนโตของเธอยังนอนเล่นอยู่บ้านอย่างสบายอกสบายใจอยู่เลย
“โธ่! คุณแม่ผมก็แค่อยากพักผ่อนบ้าง วางใจเถอะครับยังไม่ถึงขั้นเวลาเรียนไม่ครบจนไม่มีสิทธิ์สอบหรอกครับ” เมื่อเขาพูดเช่นนี้เจียงม่านม่านก็ทอดถอนใจออกมาแล้วนั่งมองลูกชายที่กำลังกดวิดีโอเกมบนหน้าจอทีวีอย่างเมามัน
“หนานหนาน ลูกไม่คิดจะทำตัวให้เป็นแบบอย่างให้น้องๆ บ้างหรือ” เมื่อเจียงม่านม่านถามเช่นนี้เฉินมู่หนานที่ถูกฆ่าตายในเกมพอดีก็วางเครื่องควบคุมเกมในมือลงแล้วหันไปมองแม่เขาด้วยสีหน้าที่เต็มไปด้วยความอ่อนอกอ่อนใจ
“คุณแม่ยังคิดว่าผมจะทำตัวเป็นตัวอย่างอะไรได้ คนหนึ่งก็สอบเข้ามหาวิทยาลัยอันดับต้นๆ ของประเทศได้ ส่วนอีกคนตอนนี้ก็ไปรายงานตัวเป็นนักศึกษาแพทย์ปีหนึ่งแล้ว พวกเขาจะยังต้องการแบบอย่างอะไรจากผม” เมื่อเฉินมู่หนานพูดเช่นนี้เจียงม่านม่านก็พยักหน้าอย่างเห็นด้วย
“ก็จริง! แม่ลืมคิดถึงเรื่องพวกนี้ไป” เมื่อแม่ของเขาพยักหน้าอย่างเห็นด้วยเช่นนี้เฉินมู่หนานก็ได้แต่ทอดถอนใจออกมา
“ผมใกล้จะจบแล้ว ตอนนี้ผมกำลังคิดว่าถ้าเรียนจบแล้วผมจะทำอะไรต่อดี” พอเฉินมู่หนานพูดเช่นนี้เจียงม่านม่านก็พูดออกมาอย่างรวดเร็ว
“ไม่รู้ว่าจะทำอะไรก็เรียนต่อก็ได้นี่ ครอบครัวของเราไม่ได้เดือดร้อนเรื่องเงิน ส่วนเรื่องความรู้นั้นถ้าตักตวงได้มากเท่าไหร่ก็ถือว่าเป็นเรื่องที่ดีสำหรับตัวเอง” เมื่อเจียงม่านม่านพูดเช่นนี้เฉินมู่หนานก็ส่ายหน้า
“ผมไม่ใช่คนชอบเรียนแบบน้อง คุณแม่ดูพวกเขาสิอายุเพียงเท่านี้แต่กลับสอบเทียบเข้าเรียนมหาวิทยาลัยได้แล้ว ส่วนผมแค่คิดว่าจะต้องเรียนต่ออีกก็ขนลุกแล้ว” เมื่อลูกชายพูดเช่นนี้เจียงม่านม่านก็ทอดถอนใจออกมา
“ถ้าอย่างนั้นลูกจะมาถามแม่ทำไมว่าควรจะทำอะไรต่อดี” เมื่อเจียงม่านม่านพูดเช่นนี้เฉินมู่หนานก็หัวเราะออกมาเบาๆ
“แต่อันที่จริงลูกจะมาช่วยแม่ดูแลร้านขนมของพวกเราก็ได้นะ แม่เองก็อยากจะพักบ้างแล้ว” พอเจียงม่านม่านพูดเช่นนี้เฉินมู่หนานก็ส่ายหน้า เขาจ้องมองแม่ของเขาครู่หนึ่งแล้วก็พูดกับแม่ของเขาด้วยน้ำเสียงที่เต็มไปด้วยความเพ้อฝัน
“คุณแม่ลงทุนให้ผมสักก้อนได้ไหม ผมมีความคิดว่าจะลงทุนทางด้านเทคโนโลยีคอมพิวเตอร์และอุปกรณ์โทรคมนาคม” เมื่อลูกชายพูดเช่นนี้เจียงม่านม่านก็ส่ายหน้า
“แม่ไม่มีความรู้เกี่ยวกับเรื่องพวกนี้เลย เอาไว้ลูกไปปรึกษาคุณพ่อดีกว่าไหมลูก” เจียงม่านม่านพูดพลางส่ายหน้า ด้วยต่อให้เป็นคนที่รักความก้าวหน้าและชื่นชอบการเรียนรู้แต่ความก้าวหน้าอย่างก้าวกระโดดของยุคนี้ทำให้เธอเริ่มรู้สึกว่าเธอเริ่มจะล้าหลังอยู่บ้าง
“คุณแม่ไม่ต้องมีความรู้อะไรเลย ให้เงินผมยืมสักก้อนก็พอ ผมรับรองว่าไม่เกินสองปีผมสามารถคืนเงินให้คุณแม่ได้ทั้งหมดแน่” เมื่อเฉินมู่หนานทำสีหน้ามั่นอกมั่นใจมากถึงขนาดนี้เจียงม่านม่านก็ไปถอนเงินเก็บมากกว่าครึ่งของตนเองให้ลูกชายของเธอในทันที
ตอนที่ญาติพี่น้องของเธอรู้เรื่องนี้ต่างก็พากันตำหนิเธอกันทั้งนั้นและต่อว่าเธอเรื่องที่เธอตามใจเฉินมู่หนานมากจนเกิน มีเพียงคนเดียวที่ไม่เคยตำหนิเธอเลยแถมยังเชื่อมั่นใจการตัดสินใจของเธออีกด้วยนั่นก็คือเฉินเสวี่ย หลังจากนั้นไม่ถึงสองปีดีเฉินมู่หนานก็สามารถนำเงินมาคืนเธอได้จนครบ แถมยังมอบหุ้นบางส่วนในบริษัทขายอุปกรณ์โทรคมนาคมของเขาให้แก่เธออีกด้วย ตอนที่ได้รับเงินปันผลไตรมาสแรกของลูกชายเจียงม่านม่านถึงกับหลั่งน้ำตาออกมาในทันที
“นี่คุณแม่ดีใจที่ได้รับเงินปันผลจากบริษัทของผมมากขนาดนี้เชียวหรือ” เมื่อลูกชายถามเช่นนี้เจียงม่านม่านก็ส่ายหน้า
“แม่ก็แค่คิดไม่ถึงว่าเจ้าเด็กมอมแมมที่เคยดื้อรั้นจนทำให้แม่ล้มหัวฟาดพื้นคนนั้นจะสามารถหาเงินให้แม่ได้มากถึงขนาดนี้” เมื่อเจียงม่านม่านพูดเช่นนี้เฉินมู่หนานก็ทำหน้ามุ่ยในทันที
“ผมเคยทำให้แม่ล้มหัวฟาดพื้นด้วยหรือ ทำไมผมถึงจำไม่ได้เลยล่ะครับ” เมื่อเขาพูดเช่นนี้เจียงม่านม่านก็หัวเราะออกมาแล้วก็ส่ายหน้า
“ลูกจำไม่ได้ก็ดีแล้ว มีแค่แม่ที่จำได้ก็พอ” เจียงม่านม่านพึมพำออกมาเสียงเบาพลางจ้องมองใบหน้าของลูกชายด้วยสีหน้าเปื้อนยิ้ม หากไม่ใช่เพราะเหตุการณ์นั้นเธอก็คงไม่ได้เข้ามาอยู่ร่างนี้และคงจะไม่ได้สัมผัสกับความรู้สึกที่เต็มไปด้วยความสุขมากมายถึงขนาดนี้ จากเด็กชายตัวน้อยที่ซุกซนและขี้โรค ตอนนี้เฉินมู่หนานกลายเป็นชายหนุ่มหน้าตาดีบุคลิกโดดเด่น และประสบความสำเร็จตั้งแต่อายุยังน้อย เขาทำให้เจียงม่านม่านได้เห็นแล้วว่าความทุ่มเทหลายปีมานี้ของเธอไม่ได้สูญเปล่า