ยุทธวิจิตรพิชิตจักรภพ

    บทที่ ๑๑๗ แผนร้ายพลิกแผ่นดิน (re-edition)

            รัชชะยืดหยัดลุกขึ้นหันมากล่าวกับอุทัยว่า “ชกระยะประชิดเช่นนี้ ยังหลบรอดได้อีกหรือ ..”

            อุทัยยิ้มอย่างบางเบาจ้องมองรัชชะและแสงสูรย์ แล้วกล่าวขึ้นว่า “นี่ พวกท่านทั้งสอง ..”

            ฮา ฮา แสงสูรย์หัวเราะสบตากับรัชชะอย่างมีลับลมคมใน กล่าวกับอุทัยว่า “งงละซิมึง .. ไอ้หัวโล้น .. ฮา ฮา”

            เหตุการณ์ชักไปกันใหญ่ .. อย่าบอกนะว่าฝ่ายโอริสาก็รู้เห็นเรื่องราวเหล่านี้

            รัชชะกล่าวกับแสงสูรย์ “ท่านไปก่อนก้าวหนึ่ง ..”

            แสงสูรย์กล่าวถาม “มีผู้ล่วงรู้แผนการแล้ว .. ควรสังหารมันก่อน ..”

            รัชชะตอบห้วน “ท่านเสียเวลามากแล้ว .. ทางนี้ข้าจัดการเอง ..”

            แสงสูรย์อารมณ์ดีกล่าว “.. เช่นนั้นก็ดี .. แต่คนตำหนักเทพยุทธ์นี่สุดยอด วิชาการแสดงเมื่อครู่ บอกได้เพียงว่า .. นับถือ .. นับถือ .. ฮาาาา” แล้วจึงเดินไปเตะว่านกฤษณาตัวน้อยจนกระเด็นกระดอน นำร่างว่านกฤษณาเลือดตัวใหญ่ตัวหนึ่งมาถือไว้

            แสงสูรย์ใช้พลังปราณดูดรั้งกงจักรทั้งสามมาเก็บไว้ แล้วนำแท่งผลึกมนตราสีเหลืองอมส้มออกมา ผลึกมนตราอันนี้ใช้สำหรับเดินทางข้ามมิติกลับไปยังโอริสนคร

            .. อุทัยเห็นเช่นนั้นจึงคลำที่หน้าอกของมัน

            .. เอ๊ะ ! ผลึกมนตร์ที่ห้อยคอไว้ไม่คงอยู่เสียแล้ว

            รัชชะเห็นท่าทางของอุทัยจึงหัวเราะ ฮา ฮา .. กล่าวว่า “ของเจ้าอยู่นี่ .. อยู่ที่ข้านี่ ..” มันแสดงผลึกมนตร์ที่หยิบฉวยจากอุทัยขึ้นมากวัดแกว่ง

            “นั่น .. ผลึกมนตร์ของข้า ..” อุทัยร้องกล่าว

            รัชชะปล่อยผลึกมนตราอันนั้นลงพื้น แล้วนำส้นเท้าเหยียบทำลายดัง .. โผล๊ะ !

            “เป็นเช่นนี้เอง อิ อิ ..” แสงสูรย์หัวเราะ มันท่องมนตราใส่ผลึกแก้ว ผลึกนั้นก็เปลี่ยนเป็นสีแสดสว่างเจิดจ้า

            เพียงชั่วครู่ .. แสงสีส้มส่องประกายวิบวับเป็นวงรัศมีครอบคลุมร่างของแสงสูรย์เอาไว้ มันกล่าวกับรัชชะ “ข้าล่วงหน้าไปก่อน .. เจ้าก็รีบเร่งเข้า ยังมีเรื่องราวให้กระทำอีกมากมาย”

            อุทัยสบถ “เจ้าพวกบัดซบ!”

            ..ว๊าบบบบบ .. ร่างของแสงสูรย์และมนตราสีแสดหายวับไปกับตา มันใช้มนตราในผลึกท่องมิติกลับไปแล้ว ..

            อุทัยหงุดหงิดกล่าวขึ้นว่า “นี่เจ้า ร่วมรู้เห็นกับพวกมัน ..”

            รัชชะกล่าวราวไม่มีเรื่องราวใด “นกฉลาดย่อมต้องเลือกเกาะกิ่งไม้ดี .. ผู้มีปัญญาย่อมต้องหาหนทางก้าวหน้า .. ฮา”

            อุทัยนึกอันใดขึ้นได้จึงถามมาว่า “พวกเจ้าอยู่เบื้องหลังการตายเด็กหนุ่มที่ชื่ออยาลอง ผู้มาจากแคว้นกุมพกาม .. ใช่หรือไม่”

            รัชชะทำหน้างงเล็กน้อย มันครุ่นคิดนิดหนึ่งแล้วจึงร้อง “อ่อออ ... เด็กหนุ่มผู้นั้น เจ้าเป็นเกลอกับมันหรือ .. น่าเสียดายอายุยังน้อย .. ตายเสียแล้ว”

            อุทัยถามย้ำ “เจ้าเป็นผู้สังหารมัน”

            รัชชะตอบอย่างหน้าตาเฉย “เปล่า .. ข้ามิได้สังหารมัน” มันยักไหล่กล่าวต่อ “.. เป็นเกลอผู้หนึ่งของมัน .. ที่สังหารมัน ..”

            ฮ่ะ อุทัยอุทาน .. รัชชะกล่าวต่อ “ความโลภ ความหลง ล้วนมีอยู่ในทุกผู้คน .. คนผู้นั้นตายเพราะป้ายมังกรเหินที่มันครอบครอง .. ฮา”

            อุทัยครุ่นคิด กล่าวขึ้นว่า “เป็น .. วันฉลอง ..”

            ฮา ฮา .. รัชชะหัวเราะ “เรื่องราวปลีกย่อยเช่นนี้ ล้วนมิอยู่ในหัวสมองข้า”

            อุทัยถามต่อ “วันฉลองจากอโยธยา เป็นคนของสมาพันธ์ปักษาเทวาหรือ ..”

            รัชชะกล่าว “ใช่หรือไม่ แล้วอย่างไร .. เพียงใช้งานให้ประสบผลก็พอ .. คนผู้นั้นยินดีทำทุกอย่างเพื่อให้ได้ครอบครองดวงใจของสตรีที่มันปรารถนา ฮา ฮา”

            อันใดของมัน .. อุทัยยังถามอีก “.. และเจ้าก็เป็นคนของ สมาพันธ์ปักษาเทวาเช่นกัน”

            ฮา ฮา .. รัชชะหัวเราะกล่าวว่า “เป็นคนของใครไม่สำคัญ สำคัญว่าฝ่ายไหนจะตอบแทนแก่ข้าอย่างไร .. ผู้ที่ยืนอยู่ถูกตำแหน่งจะเก็บเกี่ยวผลประโยชน์อย่างไม่มีที่สิ้นสุด ..” มันหยิบผลึกมนตราของมันออกมาแล้วท่องมนตร์

            ร่างของรัชชะถูกปกคลุมด้วยมาตราสีแสด มันยิ้มอย่างเจ้าเล่ห์กล่าวว่า “แต่มิต้องกังวลไป ข้ามิจำเป็นต้องสังหารเจ้าดอก แต่จะปล่อยให้เจ้าตกตายอยู่ในดินแดนแห่งนี้ ..”

            “อ่อ .. แล้วมิต้องคิดแย่งชิงผลึกมนตร์ของผู้อื่นมาใช้หนา เพราะมนตราในผลึกผูกอยู่กับผู้มา”

            “.. ไม่สามารถเอาผลึกมนตร์ของผู้อื่นมาใช้ได้”

            ได้ยินเช่นนั้น อุทัยถึงกับอารมณ์เสียเดินไปหยิบดาบหยิกๆ งอๆ ของรัชชะขึ้นมาดู

            รัชชะยังกล่าวต่อ “จะหาว่าข้าไร้ซึ่งมโนธรรม .. ในถ้ำบนภูเขารูปกรวยที่ฝากกระโน้น เห็นว่ามีประตูมิติอยู่บานหนึ่ง .. เจ้าสมควรลองไปเสี่ยงโชคดู .. อาจนำเจ้ากลับไปแจ้งข่าวที่โอริสาได้ ฮา ฮา”

            อุทัยแยกเขี้ยวกล่าว “ขอบน้ำใจท่านจอมยุทธ์ หวังว่าท่านจะได้เป็นผู้ยิ่งใหญ่สมใจ .. แต่ท่านลืมดาบแล้ว ..”

            แล้วจึงบรรจุพลังอสูรซัดดาบเล่มนั้นเข้าหารัชชะ .. ดาบแฝงพลังปราณอสูรทมิฬพุ่งมาอย่างรวดเร็ว มิติโดยรอบตัวดาบถูกฉีกกระชากเป็นริ้วๆ

            เปรี๊ยะ !!! ผลึกแว่นทิพย์ที่ใช้วัดพลังแตกละเอียด .. ดวงตาของรัชชะเบิกโพลง ..

            .. ว๊าบบบบบ !!! ร่างของมันและมาตราสีแสดหายวับไป .. ดาบเล่มนั้นพลาดเป้าไปอย่างฉิวเฉียด

            อุทัยบ่นพึมพำ “.. เจ้าพวกนั้นได้ว่านกฤษณาเลือดไปแล้ว”

            แผ่นดินที่รัชชะยืนอยู่เมื่อครู่ว่างเปล่า มนตรานำรัชชะเดินทางผ่านมิติกลับไปแล้ว

            .. อุทัยยืนครุ่นคิดถึงว่านกฤษณาเลือด และความเป็นไปได้ของแผนการร้ายของบุคคลกลุ่มนี้

            .. ทันใดนั้น มันรู้สึกอึดอัดที่หน้าอก ตาขวากระตุกอีกครั้งราวกำลังเกิดลางร้าย

            ฮา ฮา ฮา .. เสียงหัวเราะลอยมาตามสายลม ต้นเสียงสมควรอยู่ห่างไปกว่าหนึ่งโยชน์

            “เจ้าเด็กรัชชะช่างเผอเรอ ยังปล่อยให้เจ้ามีชีวิตรอดอยู่อีก” เสียงชราเสียงหนึ่งดังขึ้น

            .. หัวใจของอุทัยเต้นโครมคราม เสียงนี้มาพร้อมพลังปราณเยียบหยุนลึกล้ำ

            .. เจ้าของเสียงปรากฏกายตรงหน้าราวภาพหลอน

            เฒ่าชราในชุดนักพรตยาวสีเข้ม ในมือถือไม้เท้าเป็นเถาไม้หงิกงอ หลังงองุ้มร่างกายเล็กผอม ผมหงอกขาวเกล้ามวยขัดด้วยกิ่งไผ่ เคราขาวยาวถึงกลางอก คิ้วขาวยาวปิดบังดวงตาทั้งสองไว้

            อุทัยอ้าปากค้าง อุทานขึ้นว่า “เป็นท่าน ..”

            ผู้มาคือ .. นักพรตสัมผัสฟ้า

            อุทัยยิ่งปากอ้าค้างกว่าเดิม เมื่อระดับพลังที่ปรากฏในผลึกแว่นทิพย์ถูกแสดง

            .. ‘มนุษย์ : เทวะปราณ - ระดับพลัง ๑๑,๕๘๕ จุด’

            อุทัยเหงื่อผุดตามแผ่นหลัง .. เฒ่าผู้นี้เป็นยอดยุทธ์ระดับเทวะมีพลังหมื่นกว่าจุด .. หาใช่บุคคลที่มันควรตอแยไม่

            นักพรตสัมผัสฟ้ากล่าว “ยังดีที่ข้าลอบติดตามมาด้วย จะได้เก็บกวาดสะสางให้เรียบร้อย .. ฮี ฮี”

            เพียงการตามหาว่านกฤษณาเลือด กลุ่มคนเหล่านี้ยังวางแผนอย่างรัดกุม ส่งบุคคลมากมายเข้าร่วมปฏิบัติการ

            อุทัยกล่าวอย่างตระหนก “นี่ .. นี่ท่าน .. ก็เข้าร่วมกับพวกมัน ..”

            ฮี ฮี .. นักพรตสัมผัสฟ้าหัวเราะแทนคำตอบ แล้วถามกลับไปว่า “ใครส่งเจ้ามา .. ฮืออออ”

            อุทัยยังไม่ทันตอบคำใด แสงสว่างรอบกายก็มัวหม่น ป่าเขาและสัตว์เทวะภายในดินแดนสุขาวดีสูญหายไป

            “เจ้าผู้ไร้ซึ่งดวงชะตา .. วันนี้ข้าจะเป็นผู้กำหนดวันสิ้นสุดของชะตาเจ้า ดินแดนแห่งนี้จะเป็นสุสานบรรจุร่างโสโครกร่างนี้ไว้” เสียงชราอันเย็นเยือกของนักพรตสัมผัสฟ้า

            รอบกายของอุทัยมืดมิดไม่คงเหลือแสงอื่นใดอีก มีเพียงอุทัยและนักพรตสัมผัสฟ้าที่ยืนอยู่ตรงหน้า

            ด้วยสติปัญญาอันลึกซึ้ง .. นักพรตสัมผัสฟ้าต้องทำความเข้าใจเสียก่อนว่าเด็กหนุ่มผู้นี้เป็นบุคคลมาจากฝ่ายใด จึงนำไม้เท้าอันหยิกงอขึ้นมาชี้หน้า เน้นถามอีกครั้ง “เจ้าทำงานให้ใคร”

            ร่างของอุทัยค่อยๆ ถูกดูดรั้งเข้าหา .. ยิ่งเข้าใกล้ ความมืดหม่นยิ่งเข้มข้น ..

            อุทัยคล้ายต้องมนตร์สะกด .. กำลังกายหดหาย .. พลังปราณภายในสาบสูญ .. เหมือนล่องลอยอยู่ในห่วงมิติอันว่างเปล่า .. นี่มันวิชาบ้าบออันใด มันถูกกักอยู่ในเขตพลังหลอนจิตขั้นสุดยอดแล้ว

            สมองของอุทัยเริ่มหาหนทางรอด .. ตาเฒ่าผู้นี้คงไม่สังหารมันโดยทันใด อย่างน้อยต้องสืบถามที่มาของมันเสียก่อน

            แต่เหมือนเฒ่าพรตสัมผัสฟ้าจะรับรู้ถึงความคิดนี้ มันกล่าวขึ้นว่า “ฮิ .. อายุเพียงนี้ช่างเจ้าเล่ห์ .. เจ้าไม่บอกไม่เป็นไร ข้ามีวิธีทำให้เจ้าเผยความลับออกมา”

            “ดะ .. เดี๋ยวก่อน ท่านผู้เฒ่า” อุทัยกล่าวประวิงเวลา

            “เจ้าเด็กโสโครก กลัวตายขึ้นมาหล่ะซิ .. ฮี ฮี” เฒ่าพรตสัมผัสฟ้ากล่าวด้วยความลำพอง

            ความมืดมิดรอบกายยิ่งทวีความเข้มข้น อุทัยรีบกล่าว “ข้า .. ข้า มิได้ทำงานให้ผู้ใด .. โปรดไว้ชีวิตบัดซบน้อยๆ นี้ด้วย ..”

            เฒ่าพรตสัมผัสฟ้าเป็นผู้เชี่ยวชาญในการอ่านจิตใจ จากคำกล่าวของอุทัยมันยังไม่พบสิ่งผิดปกติใด

            เฒ่าพรตสัมผัสฟ้ากล่าว “เหมือนเจ้ามิได้พูดปด .. แต่อาจเป็นเพราะเจ้าพูดปดจนชาชิน ..” มันถามย้ำด้วยพลังกล้าแกร่งอีกครั้ง “เจ้าทำงานให้ผู้ใด ..”

            ร่างของอุทัยค่อยๆ ถูกดูดเข้าใกล้ มันแสดงท่าทางหวาดหวั่นปากกล่าวว่า “.. ทะ .. ท่านปรมาจารย์เฒ่าผู้ยิ่งใหญ่ โปรดละเว้นแมลงตัวน้อยนิดเช่นข้าด้วยเถิด ..”

            ฮา ฮา .. เฒ่าพรตสัมผัสฟ้าหัวเราะร่า “รู้ตัวเช่นนั้นก็ดีแล้ว เจ้าแมลงอันโสโครก”

            อุทัยกล่าวต่อ “.. ข้าพอรู้วิชาดูนรลักษณ์อยู่บ้าง .. ลักษณะเช่นท่านปรมาจารย์ .. ในภายภาคหน้า ท่านต้องอยู่เหนือจ้าวจักรพรรดิอย่างแน่นอน”

            ฮา ฮา ฮา .. เฒ่าพรตสัมผัสฟ้าหัวเราะอย่างสบอารมณ์ “ย่อมแน่นอน ! .. เจ้าแมลงโสโครกผู้นี้ ยังมีความสามารถอยู่บ้าง”

            “.. ข้าเฝ้ารอเวลาเช่นนี้มาหลายร้อยปีแล้ว ดวงชะตาของข้ากำลังขึ้นถึงจุดสูงสุด”

            “.. ส่วนชะตาแห่งแผ่นดินกำลังเปลี่ยนพลิก ตัวข้านี้จะผุดเด่นขึ้นมาดังดาวประกายพรึก .. ฮา”

            อุทัยตกใจกล่าว “ฮ่ะ .. แผ่นดินเปลี่ยนพลิก ..”

            ฮา ฮา ฮา ฮา .. เฒ่าพรตสัมผัสฟ้าหัวเราะอย่างบ้าคลั่ง “โอริสาจะแปรเปลี่ยนเป็นอยู่ในกำมือข้า แต่นั่นเป็นเพียงจุดเริ่มต้น .. ในไม่ช้าแผ่นดินชมพูทวีปจะอยู่ภายใต้ฝ่าเท้าของข้าเช่นกัน .. ฮา ฮา ฮา”

            อุทัย !!! หัวใจตกวูบ เหตุการณ์เลวร้ายถึงเพียงนั้นหรือ

            อีกเพียงก้าวเดียวก็จะถึงปลายไม้เท้านั้น เฒ่าพรตสัมผัสฟ้าจ้องมองตาเขม็ง .. เจ้าเด็กหนุ่มผู้นี้ช่างมีพลังจิตที่กล้าแข็ง วิชาสะกดจิตนี้ยังไม่สามารถทำให้มันกล่าวความจริงออกมาได้

            แล้วจึงกล่าวอย่างเย็นชาขึ้นว่า “เอาหล่ะ .. ปากแข็งเสียจริง .. ข้าจะเข้าไปอ่านเรื่องราวในจิตใจเจ้าเอง .. ฮี ฮี”

            .. กึกกก .. ปลายไม้เท้าสัมผัสหน้าผากของอุทัย ทันใดนั้นพลังปราณสายหนึ่งวิ่งผ่านแปร๊บเข้าไปยังห่วงความคิด

            ภาพเหตุการณ์ในอดีตถูกถ่ายทอดย้อนออกมาตามลำดับอย่างชัดเจน

            .. รัชชะหายวับไปกับแสงมนตราสีแดด

            .. การปรากฏของรัชชะเข้าช่วยเหลือแสงสูรย์

            .. อุทัยขัดขวางแสงสูรย์เก็บว่านกฤษณาเลือด

            .. อุทัยรับประทานผลชีวันร้อยราตรี

            .. เข้าช่วยเหลือวาวาจากการพุ่งใส่ของกระทิงเทวะ

            อุทัยรู้สึกประหวั่นกับวิชาของเฒ่าพรตสัมผัสฟ้า มันรวบรวมจิตสมาธิขึ้นมาอีกครั้ง .. ภาพเหตุการณ์ยังคงหลั่งไหลออกมาอย่างต่อเนื่อง

            .. การปรากฏของอวิ๋นเหลย นาธา องค์ชายฤทธา และวาวา

            .. มณีจันทร์ถูกสุนัขเทวะห้อมล้อมไว้

            .. พบเจออุษาและนักบวชวัชระ

            .. อุทัยเดินทางผ่านมิติมายังดินแดนสุขาวดี

            ภาพเหตุการณ์หยุดชะงักอยู่เพียงเท่านั้น .. ขณะนี้ภายในดวงจิตของอุทัยว่างเปล่า จิตสมาธิและพลังปราณทั้งสามรวมรั้งกันเป็นหนึ่งเดียว

            เฒ่าพรตสัมผัสฟ้า ! .. ความสงสัยก่อเกิด เกิดอันใดกับวิชาของมัน ..

            อุทัยเงยหน้าขึ้น สายตาสะดุดกับใบหน้าของเฒ่าพรตสัมผัสฟ้า พบเห็นสะเก็ดแผลเป็นทางยาวบางเบาสี่เส้น

            คิก ! อุทัยกลั้นหัวเราะ .. รอยแผลนั้นเป็นฝ่าเท้าของเจ้าเวรุงกะที่ฝากไว้เมื่อพบเจอกันครั้งก่อน

            ฮึ ! เฒ่าพรตสัมผัสฟ้ารับรู้ถึงการยิ้มเยาะ เรื่องน่าอายเช่นนี้ทำจิตสมาธิสั่นคลอน สภาวะสนามพลังของมันกระเพื่อมไหว .. โอกาสเกิดขึ้นเพียงเศษเสี้ยววินาที .. จังหวะนี้แหละ

            อุทัยไม่รีรอกระโดดเตะปลายไม้เท้าตรงหน้าของมัน .. ปุ๊กกก !

            ปลายไม้เท้าข้างนั้นเหวี่ยงกลับไปกระแทกกบาลนักพรตเฒ่าอย่างจัง .. โป๊กกก !

            อุทัยเคลื่อนไหวต่อเนื่อง ลอยม้วนตัวขึ้นตรงหน้า ปากกล่าววาจา “ตาเฒ่า ! อยากรู้เรื่องของข้านักใช่ไหม ..”

            “ผู้ที่ส่งข้ามา .. ก็คือ ..” ปราณอรุณโรจน์โคจรผ่านจุดชีพจรลงสองเท้า

            “มารดาของเจ้าไง ..” แล้วจึงถีบใส่เฒ่าพรตสัมผัสฟ้าอย่างรุนแรง

            .. เปรี้ยงงง ! นักพรตเฒ่าถูกถีบยอดอกจนหงายกระเด็น

            .. อุทัยใช้แรงส่งจากการถีบพุ่งกายลอยไปทิศทางตรงข้าม

            .. แต่กระนั้นมันยังถูกกักอยู่ในสนามพลังอันเข้มข้น พลังปราณระดับราชันปราณมิใช่สิ่งล้อเล่น สิ่งที่ต้องทำในตอนนี้คือหลบหนีก่อน

            อุทัยนำดาบสยบภพออกมาบรรจุพลังปราณอสูรฟาดฟันอยากสุดแรง

            .. แคว๊กกก !!! สนามพลังอันมืดมิดของเฒ่าพรตสัมผัสฟ้าขาดเป็นช่อง แล้วจึงมุดตัวออกมา

            ความมืดหม่นสลายไปในบัดดล ปรากฏแสงสีชมพูกระจ่าง สายลมป่าไม้กลับมาคงเดิมอีกครั้ง

            ไม่ต้องหันหน้ากลับไปมองก็พุ่งกายอย่างต่อเนื่อง ชีวิตน้อยๆ ฝากไว้กับความเร็วของเท้าทั้งสองข้างนี้

            อ๊ากกกกก .. นักพรตสัมผัสฟ้าร่ำร้องอย่างบ้าคลั่ง

            “ไอ้แมลงโสโครก .. ข้าจะฆ่าเจ้า ..” เฒ่าพรตสัมผัสฟ้ากู่ร้อง .. มันเสียท่าเด็กน้อยผู้นี้อีกแล้ว .. เมื่อตั้งหลักได้จึงดีดกายติดตามมาอย่างรวดเร็ว

            หนึ่งหลบหนี หนึ่งไล่ตาม .. ทั้งสองเร่งเร้าพลังไล่กวดกัน .. ท่าร่างมายาอสูรก็รวดเร็วสุดประมาณ ระยะห่างของทั้งสองยืดยาวออกไปเรื่อยๆ

            แต่เฒ่าพรตสัมผัสฟ้าก็ยังตามติดอย่างไม่ลดละ หากถูกไล่ทันขึ้นมาคราวนี้คงหลบหนีไม่ง่ายเช่นคราวก่อน

            .. ทันใดสายตาของอุทัยพลันกระจ่างจ้า ห่างไปร้อยเส้นพบเห็นเงารางสามสายลอยตัวอยู่บนยอดไม้

            .. เป็นสามดรุณีน้อยกำลังพุ่งกายมายังทิศทางของมัน

            ทั้งหมดทิ้งตัวลงพื้นดิน เป็นอุษามาถึงก็กล่าวกับอุทัย “อยู่นี่นี่เอง”

            วาวากล่าวถามขึ้นว่า “นี่ท่านไปยังที่ใดมา แต่ .. เอ ..”

            คิก คิก .. วาวาแอบอมยิ้มอดหัวเราะไม่ได้ เมื่อเห็นสภาพอันน่าอนาถของอุทัย .. ร่างกายสะบักสะบอมเสื้อขาดวิ่นราวขอทานน้อย

            มณีจันทร์เพิ่งติดตามมาถึงก็หัวเราะเข้าใส่ “ก๊ากกก .. เจ้าทึ่ม .. ไปฟัดกับสุนัขป่ามาหรือไร ถึงมีสภาพเช่นนี้ ..”

            อุษากล่าว “อย่าบอกนะว่า .. ท่านออกไปสังหารสัตว์เหล่านั้น ..”

            มณีจันทร์ได้ทีกล่าวขึ้นว่า “พี่สาว .. คงเป็นเช่นนั้น .. เจ้าคนผู้นี้คงลอบไปเก็บพลังของสัตว์เทวะ”

            “เปล่า .. เปล่า .. นะ” อุทัยรีบปฏิเสธ มันหยุดพักหายใจหันหลังกลับไปมอง แต่ก็ไม่พบเห็นตาเฒ่าสัมผัสฟ้าเสียแล้ว

            วาวากล่าวกับอุทัย “รีบกลับไปดูมังกรน้อยของท่านเถิด มันกินผลชีวันร้อยราตรีจนตัวบวมเป่งแล้ว”

            ฮ่ะ อุทัยอุทาน “มันกินไปมากน้อยเท่าไร”

            วาวากล่าว “ข้าก็ไม่รู้ ว่ามันรับประทานไปเท่าไร”

            อุษารีบกล่าว “พวกข้าเพียงรับประทานไปหนึ่งผล ยังรู้สึกอึดอัดเป็นอย่างยิ่ง เจ้ามังกรน้อยคง ..”

            มณีจันทร์กล่าวแทรก “เจ้ามังกรตะกละนั้น ต้องท้องแตกตายเป็นแน่แล้ว”

            วาวาสังเกตอาการของอุทัย กล่าวว่า “นี่ท่าน วิ่งหนีอันใดมา”

            อุทัยกล่าวตามตรง “ข้า .. ข้าวิ่งหนีบุคคลผู้หนึ่งมา”

            มณีจันทร์กล่าว “อิ อิ .. เจ้าทึ่มอวดดี คงถูกผู้อื่นไล่ทุบตีมา” .. นางสมใจในคราวเคราะห์ของอุทัย

            วาวามองไปด้านหลังกล่าวว่า “ไม่พบเห็นมีผู้ใด”

            อุษากล่าว “นั่นสิ .. ไม่เห็นมีใคร ..”

            อุทัยครุ่นคิด .. ตาเฒ่าสัมผัสฟ้าหายไปที่ใดเสียแล้ว .. มันตั้งสติกล่าวอย่างจริงจังขึ้นว่า “แย่แล้ว .. คงเกิดเรื่องที่โอริสาเป็นแน่ ..”

            อุษาเห็นสีหน้าของอุทัย กล่าวขึ้นว่า “เรื่องอันใด ..”

            อุทัยกล่าว “มีผู้วางแผนร้าย ลอบวางยาพิษในงานเลี้ยงฉลองที่จะจัดขึ้น”

            วาวาอุทาน “ห่ะ .. ท่านว่าอย่างไรนะ!”

            มณีจันทร์กล่าว “เจ้าทึ่ม ! อันใดของเจ้า .. นี้เจ้ารับประทานผลไม้นั้นไปกี่ผล ใช้กำลังหลอนหรือไม่ ..”

            อุษากล่าวขึ้นบ้าง “จะเป็นไปได้อย่างไร งานครั้งนี้ชุมนุมปรมาจารย์ยุทธ์มากมาย จะเกิดเรื่องราวเช่นนั้นได้อย่างไร”

            วาวาเห็นด้วยกับอุษา กล่าวว่า “นั่นสิ .. ผู้ใดจะกล้าก่อการเช่นนั้น”

            มณีจันทร์กล่าว “เจ้าผู้นี้ช่างเพ้อเจ้อ”

            เฮ้อ .. อุทัยทอดถอนใจ กล่าวเช่นไรพวกนางคงไม่เชื่อวาจาของมัน ได้แต่เพียงกล่าวว่า “ข้าก็ไม่รู้ว่าแท้จริงจะเกิดเรื่องราวใด แต่นั่นย่อมมิใช่สิ่งดีงามแน่นอน .. พวกท่านต้องระวังตัวไว้ ..”

            ขณะที่ทุกคนกำลังอึ้งในท่าทางจริงจังของอุทัย ก็มีบุคคลกลุ่มหนึ่งตามมาสมทบ เป็นเงาร่างวูบวาบรวดเร็วประหนึ่งสายลม พบเห็นสามบุรุษหยุดยืนอย่างสง่างาม

    คล้ายกับเรื่องยุทธวิจิตรพิชิตจักรภพ ที่คุณอ่าน