อัฒจันทร์ผู้อาวุโส
“ตะ ตัวที่สอง ไอ้อสุรกายบ้านั่น มีสองตัว” เสียงตื่นตกใจจากประมุขตระกูลระดับกลางคนหนึ่งดังขึ้นจากนั้นเสียงของผู้อาวุโสของแต่ละตระกูลก็ดังขึ้น มีตัวเดียวว่าแย่แล้วแต่นี้มีถึงสองตัว
“ผู้อาวุโสสอง คนของเราถึงไหนแล้ว” โอวหยางชิงหลงถาม ตระกูลโอวหยางนั้นไม่ได้เตรียมคนไว้รอบๆ เทือกเขา เพราะว่างานประลองในครั้งก่อนๆ ไม่เคยมีเหตุการณ์ที่ผู้เข้าแข่งล้มตายเป็นจำนวนมาก แม้ตอนนี้จำนวนผู้เสียชีวิตคือสี่สิบหกคนจากหลายพัน แต่ว่าการเกิดเหตุแบบนี้ในงานที่ตระกูลโอวหยางเป็นแกนนำนั้นไม่ใช่เรื่องดี แม้ว่าตระกูลโอวหยางจะมอบป้ายหยกไว้ให้สำหรับการหนีแต่ว่าก็มีคนที่ตื่นตกใจจนไม่อาจใช้ได้อย่างทันท่วงที
“อีกราวๆ สามสิบนาทีขอรับ ว่าที่ประมุข” ผู้อาวุโสสองตอบ
“คิดว่าพวกเขาจะหยุดมันได้อีกหรือไม่” ปราชญ์ดาบกล่าวออกมา
“เซี่ยชิงเอ๋อร์ แม้จะมีลมปราณสมบูรณ์ แต่การใช้แก่นแท้ติดๆ กันสร้างภาระทางจิตให้กับนาง อย่างมากคงไม่อาจประสานแก่นแท้ไปที่กระบี่ได้อีก” ปราชญ์กระบี่ที่รับรู้ถึงความสามารถของศิษย์ตัวเองกล่าว หากไม่ได้ใช้แก่นแท้ได้ ก็ไม่อาจแสดงพลังของกระบี่หยกขาวออกมาได้
“คุณชายเยว่เองก็เคลื่อนที่ไม่หยุดตั้งแต่การต่อสู้ครั้งแรก ลูกแตะที่ช่วยเด็กหนุ่มในยักษ์ศิลาก็คงใช้พลังปราณจำนวนมาก ตอนนี้ร่างกายคงอ่อนล้าเต็มที” ปราชญ์ดาบเองก็วิเคราะห์สิ่งที่ตัวเองเห็นเช่นกัน
“ส่วนเด็กหนุ่มจตุรธาตุผู้นั้นแม้มีลมปราณปริมาณมหาศาลแม้มีการโจมตีที่ต่อเนื่องที่ดี แต่ว่าก็ขาดการโจมตีปิดฉากที่รุนแรง ตอนนี้หากต้องการเพียงถ่วงเวลาอาจจะทำได้ แต่หากหวังให้สังหารอสุรกายอีกตัวอาจไม่สามารถทำได้” ปราชญ์เพลิงเหมันต์กล่าวเสริม
“ท่านคิดว่าอย่างไร ปราชญ์วิญญาณ” ปราชญ์เพลิงเหมันต์ถามปราชญ์วิญญาณที่มีสายตาเฉียบคมที่สุด
“พวกเขาจะรอดทั้งหมด”
…..
เยว่ฟง จงหมิ่น เซี่ยชิงเอ๋อร์ ไป๋หลันฮวาต่างโคจรลมปราณเตรียมออกท่าต่อสู้
วิชาสำเนียงเก้าชั้น บทเพลงที่สี่ เพลงสยบสี่ทิศ
ไป๋หลันฮวาโจมตีเป็นคนแรกใช้คลื่นเสียงสร้างแรงกดมหาศาลแก่อสุรกายไร้ผิว ตรึงตัวของอสุรกายไร้ผิวไม่ให้มันขยับได้
เพลงกระบี่ไร้สำนึก กระบี่รวมศูนย์
ปราณดาบจตุรธาตุ ขั้นไตรลักษณ์ สามประสานรวมศูนย์ รูปแบบระยะไกล
ปราณแสงวายุอัสนี หอกแสงวายุอัสนี
จากนั้นแต่ละคนก็โจมตีสุดแรง เข้าไปที่อสุรกายไร้ผิว
“โฮกกกกก” เสียงคำรามของมันดั่งขึ้น ดังมากจนพลังจากเสียงของมันสามารถสร้างคลื่นเสียงโจมตีสวนกลับคลื่นเสียงของไป๋หลันฮวาได้ มันสั่นแขนไปมาด้วยความเร็วสูงสะสมแรงสั่นสะเทือนของกล้ามเนื้อ รวมพลังกับการเพิ่มมวลของกล้ามเนื้อชกหมัดคู่เป็นคลื่นหมัดผ่าอากาศที่มีแรงสั่นสะเทือนระดับสูงแฝงไปกับการโจมตีนี้
ตู้ม!!! เสียงระดับจากการปะทะดังขึ้น ไม่ใช่ว่าพลังโจมตีของอสุรกายไร้ผิวสามารถต้านทั้งรังสีกระบี่ คลื่นดาบและหอกของเยว่ฟงทั้งสามได้ แต่ว่าพลังโจมตีของมันที่แฝงการสั่นสะเทือนระดับสูงนั้นทำให้พลังของทั้งสามไม่เสถียรระเบิดออกก่อนที่จะถึงตัวของมัน
“รูปแบบของตัวนี้….ไม่เหมือนกับตัวที่แล้ว” เยว่ฟงกล่าว ตอนนี้ตัวเขาเริ่มเกิดอาการล้าแล้ว ต่อให้เร่งความเร็วก็ไม่อาจเร็วเท่าเดิม
“เหมือนว่าพลังโจมตีของเจ้านี่จะสูงกว่าด้วย” จงหมิ่นกล่าวหลังจากเห็นพลังโจมตีของอสุรกายไร้ผิว
“มันต้านพลังของข้าได้ จะทำยังไงต่อ” ไป๋หลันฮวากล่าว
อสุรกายไร้ผิวที่ไม่รอให้คนทั้งหมดวางแผนกัน มันสั่นสะเทือนแขนตัวเองอีกครั้งแต่ครั้งนี้ไม่ได้ปล่อยแรงสั่นสะเทือนออกมา แต่พุ่งเขามาเป็นการโจมตีระยะใกล้แทน ทั้งสี่คนต่างโคจรลมปราณตั้งรับการโจมตี แต่ก่อนที่อสุรกายไร้ผิวจะโจมตี มีร่างเงาสีดำพุ่งสวนเลยหัวของทั้งสี่ไปด้วยความเร็วสูง ต่อยหมัดออกไปปะทะกับหมัดพลังสั่นสะเทือนของอสุรกายไร้ผิว
ตู้มมม เพียงการปะทะหมัดของทั้งสองก็ส่งเสียงดังสนั่นออกมา แสดงให้เห็นว่าพลังกายของทั้งสองฝ่ายพอๆ กัน แต่ว่ามีเพียงแค่อสุรกายไร้ผิวที่ถอยออกไปจากการที่แพ้ในเรื่องระดับพลังกาย ฝุ่นที่ตลบอบอวลจากการปะทะที่รุนแรงค่อยๆ หายไป เผยให้เห็นร่างอรชรสวมชุดสีดำ ผมสีม่วงอ่อน ร่างนั้นคือ กู่ซือเอิน
หลังจากที่อูหลินเฟิงออกมาจนใกล้ระดับที่แสงส่องถึงจึงได้เก็บเสี่ยวหยุน แล้วใช้พลังจิตเหาะแทน จนสามารถกลับขึ้นมาได้ ตอนนั้นอูหลินเฟิงเขาได้มองผ่านยันต์ของฮุยฮุยทำให้เห็นการต่อสู้ตั้งแต่ตอนที่เยว่ฟงแตะอสุรกายไร้ผิวเพื่อช่วยลี่เจียง เขาบอกเหตุการณ์กับกู่ซือเอิน จากที่เขาอุ้มกู่ซือเอินเหาะขึ้นมา กลายเป็นกู่ซือเอินอุ้มเขาวิ่งมาที่นี่ด้วยความเร็วสูงแทน
“เหมือนว่าข้าจะมาทันนะ” อูหลินเฟิงกล่าวขึ้นขณะที่เดินมาร่วมกลุ่ม
“ข้าเกือบสังหารมันได้แล้วจนพวกเจ้าเข้ามาขว้าง” จงหมิ่นกล่าว
“งั้นหรือ...ข้านึกว่าเจ้ากำลังจนปัญญาเสียอีก” อูหลินเฟิงกล่าวย้อนสหายของตน
เยว่ฟง มองคนที่เขามาใหม่อย่างสงสัย มีพลังลมปราณเพียงระดับสี่ขั้นกลาง บริเวณนี้อันตรายเกินไปในขณะที่เยว่ฟงกำลังจะกล่าวเตือน อูหลินเฟิงก็เดินเลยออกไปจนไปถึงตัวของกู่ซือเอิน
“คุณหนูกู่ ข้าขอจัดการเจ้านี้เองได้หรือไม่” อูหลินเฟิงกล่าวความต้องการของตน
“ไหวงั้นหรือ...เจ้านี้มีกำลังมหาศาล” กู่ซือเอินกล่าว นางที่ปะทะหมัดกับอีกฝ่ายรับรู้ถึงความแข็งแกร่งของอสุรกายไร้ผิวได้กันที
“ข้าแค่อยากลองอะไรนิดหน่อย แต่ว่าคนที่จะปิดฉากมันเกรงว่าต้องเป็นท่าน” อูหลินเฟิงกล่าว หลังจากที่พลังวิญญาณตื่นขึ้น พลังจิตและพลังวิญญาณเลื่อนระดับทำให้สัมผัสถึงสายใยวิญญาณจากสัตว์อสูรแต่ละตัวที่เพิ่มมากขึ้น อูหลินเฟิงจ้องมองไปยังอสุรกายไร้ผิว มือของมันที่ปะทะมันกับกู่ซือเอินค่อยๆ ถูกพิษของกู่ซือเอินลามไปเรื่อยๆ อสุรกายไร้ผิวใช้มืออีกข้างตัดแขนของตัวเองที่มีพิษและงอกแขนขึ้นมาใหม่
“พลังฟื้นฟูสุดยอดจริงๆ” ไป๋หลันฮวาที่เห็นพลังฟื้นฟูของอสุรกายไร้ผิวเป็นครั้งแรกได้กล่าวขึ้น
“เหตุใดข้าถึงได้ชอบมาเจอสัตว์ประหลาดที่รักษาตนเองได้กัน” เซี่ยชิงเอ๋อร์กล่าว ตอนที่สู้กับกู่ซือเอินอีกฝ่ายก็รักษาตัวเองได้วิชากระบี่ของนางแทบจะไร้ความหมายต่อหน้ากู่ซือเอิน
“ชายคนนั้นคือผู้ใดงั้นหรือ คิดจะให้เขาสู้กับอสุรกายคนเดียวงั้นหรือ” เยว่ฟงกล่าวขณะที่มองไปยังอูหลินเฟิงที่เดินเข้าไปหาอสุรกายไร้ผิวเรื่อยๆ ขนาดอสุรกายไร้ผิวตัวแรก ยังต้องใช้ยอดอัจฉริยะสี่คนช่วยกันสังหาร แต่ว่าอูหลินเฟิงที่ระดับลมปราณไม่สูงกลับกล้าเผชิญหน้าด้วยตัวคนเดียว
“ชายคนนั้นคือสหายสนิทของข้า นามอูหลินเฟิง ท่านไม่ต้องห่วงเจ้านั่นหรอก เจ้านั่นหากไม่มั่นใจว่าจะรอดหรือสู้ได้ จะไม่ลงมือเด็ดขาด ....คงไปเจออะไรใต้เหวมาแน่ๆ” จงหมิ่นตอบและว่าเขาสัมผัสพลังปราณที่เพิ่มขึ้นของอีกฝ่ายได้ จังหวะนั้นกู่ซือเอินก็เดินมารวมที่กลุ่มทุกคนก็ได้จ้องมองไปยังอูหลินเฟิง แต่ละคนรับรู้ถึงความแข็งแกร่งของอสุรกายไร้ผิวเป็นอย่างดี
“กังปี้” อูหลินเฟิงเรียกกังปี้ ไม่นานกังปี้ก็กระโดดกลับมาหาอูหลินเฟิง
"เจี๊ยก เจี๊ยก"กังปี้ร้องออกมาพร้อมกับสำรวจร่างกายเจ้านายของตนเอง
“เป็นห่วงข้างั้นหรือ” อูหลินเฟิงลูบหัวกังปี้ที่กระโดดมาหาเขา
อูหลินเฟิงรับรู้พลังของอสุรกายหยกอย่างดี ไม่ใช้เพราะว่าเห็นการต่อสู้จากฮุยฮุย แต่ว่าอสุรกายตนนี้ในนิยายราชันจตุรธาตุ จงหมิ่นในนิยายจะได้สู้กับอีกฝ่ายตอนที่เขาสามารถเปิดขั้นจตุรลักษณ์ได้แล้ว อสุรกายตัวนั้นจะแข็งแกร่งยิ่งกว่าอสุรกายไร้ผิวซะอีก อสุรกายในนิยายจะสามารถใช้ลมปราณได้แล้ว ไม่ใช้แค่นั้นมีบางตัวที่มีความสามารถการแปลงร่างและใช้ปราณของผู้ที่มันกลืนกินได้ แถมมีสติปัญญาระดับสูง อสุรกายไร้ผิวที่อยู่ตรงหน้าคงเป็นเพียงตัวทดลองเริ่มต้น ไม่สามารถใช้ลมปราณได้และไม่สามารถกลายร่างเป็นคนที่มันกลืนกินได้
“เป้าหมาย สังหาร กิน” อสุรกายไร้ผิวที่จ้องของอูหลินเฟิงส่งเสียงออกมา
“หือ?? อยากกินข้างั้นหรือ...งั้นก็ลองมาเข้ากินดูสิ” อูหลินเฟิงท้าทายจากนั้นก็เรียกหมาป่าขนเพลิงทั้งแปดออกมา
“เจ้านั่นจะทำอะไร? นำสัตว์อสูรระดับสี่ออกมาทำไมกัน จะไปเพิ่มอาหารให้มันแกร่งขึ้นอีกหรือไง” เยว่ฟงที่เห็นดังนั้นถึงกับวิตกทันที จงหมิ่นที่เห็นเองก็ขมวดคิ้วไม่เข้าใจสหายของตนเช่นกัน
“เอาล่ะนะ” อูหลินเฟิงปล่อยพลังวิญญาณของตนเองออกมา คราวนี้เขาไม่คิดจะปิดบังเรื่องพลังวิญญาณแล้ว ดูจากที่อีกฝ่ายลงมือโจ่งแจ้งแบบนี้ อีกไม่นานคงกล้าลงมือโดยไม่สนเรื่องที่จะโดนตระกูลโอวหยางจับได้แล้ว ตอนนี้ยิ่งเขากับจงหมิ่นแสดงความสามารถมาเท่าไร ตระกูลอูจะยิ่งน่ากลัว ในอนาคตพวกมันยิ่งจะต้องลงโจมตีเร็วขึ้นแน่นอน ไม่แน่ว่าเมื่อเขากลับไปถึงตระกูลการโจมตีตระกูลอูอาจมาถึงในเวลาเพียงสิบวัน
พลังวิญญาณมหาศาลไหลออกมาจากร่างของอูหลินเฟิง ถึงขนาดที่แม้แต่คนที่ไม่มีสัมผัสวิญญาณอย่าง จงหมิ่น เยว่ฟง กู่ซือเอิน ไป๋หลันฮวา เซี่ยชิงเอ๋อร์ สามารถสัมผัสและมองเห็นแสงสีขาวได้ด้วยตาเปล่า
“พลังวิญญาณงั้นหรือ” ไป๋หลันฮวากล่าว อีกฝ่ายถึงกับมีพลังวิญญาณแต่ว่าตอนที่สู้กันกลับไม่ได้ใช้ออกมาเลยแม้แต่นิดเดียว
……
ยันต์อาคม เชื่อมประสานวิญญาณเปลี่ยนกาย
พลังวิญญาณ พลังจิต และ ลมปราณ ประสานกันจนหมายเป็นพลังอาคมอันแข็งแกร่ง ร่างกายของหมาป่าขนเพลิงค่อยๆ ขยายออก ปกติแล้วความสูงของหมาป่าขนเพลิงแต่ละตัวคือสูงเท่าหัวเข่า แต่ว่าร่างกายของหมาป่าขนเพลิงแต่ละตัวตอนนี้ กลับสูงถึงหัวไหล่ของอูหลินเฟิงแล้ว พลังลมปราณที่ออกมาจากระดับสี่ขั้นสูง ตอนนี้กลับกลายเป็นระดับหกขั้นสูงออกมาแทน
…..
“อะไรกัน!!!..หมาป่าขนเพลิงมีพลังแบบนั้นด้วยงั้นหรือ” เซี่ยชิงเอ๋อร์กล่าว มันไม่ควรที่จะมีความสามารถในการขยายร่าง
“พลังแบบนั้น...ของวานรแขนยักษ์นี่นา” ไป๋หลันฮวากล่าว นางที่เคยได้สู้กับกังปี้มาก่อนกล่าว
“มอบพลังของสายเลือดวานรแขนยักษ์ให้กับหมาป่าขนเพลิง ของแบบนั้นทำได้ด้วยงั้นหรือ” เยว่ฟงกล่าว เขาเองก็ไม่เคยเห็นว่าจะมีนักฝึกสัตว์คนไหนทำแบบนี้ได้เลย
..
“กังปี้เจ้าเองก็ด้วย”
“เจี๊ยก” กังปี้ขยายร่างพลังปราณของกังปี้เองก็พุ่งสูงถึงลมปราณระดับหกเช่นกัน อูหลินเฟิงอาศัยพลังอาคมของตนสร้างทางเดินพลังวิญญาณของสัตว์อสูรแต่ละตัว ผ่านยันต์ที่ผนึกในดวงวิญญาณของสัตว์อสูร ให้เสี่ยวหยุน วิหคมรณะที่มีลมปราณมากที่สุดมอบพลังปราณให้กลับสัตว์อสูรตัวอื่นชั่วคราว ปราณมหาศาลของวิหคมรณะ สามารถทำให้กังปี้และหมาป่าขนเพลิงทั้งแปดยกระดับลมปราณถึงระดับหกขั้นต้นได้ทั้งหมด
“เอาละ...แบบนี้คงพอสู้ได้” อูหลินเฟิงกล่าว
อสุรกายไร้ผิวหลังจากที่แขนงอกออกมาใหม่ จ้องมองสัตว์อสูรเก้าตัวที่อยู่ตรงหน้า จ้องราวกับเห็นอาหารกระโดดเข้าหาหนึ่งในหมาป่าขนเพลิงที่อยู่ใกล้ที่สุด ปากของมันกัดลงไปยังคอของหมาป่าขนเพลิง แต่ว่ากลับกัดได้เพียงแต่อากาศ ร่างของหมาป่าขนเพลิงกลายเป็นเพียงภาพมายาที่ไร้ตัวตน
“อ้าว หิวจนตาลายหรือไง” เสียงของอูหลินเฟิงดังขึ้นแต่เมื่อมันหันไปมองรอบๆ ก็ไม่เห็นตัวของอูหลินเฟิงแล้ว ไม่ใช่เพียงแค่ตัวของอูหลินเฟิงเท่านั้นที่หายไป แต่สัตว์อสูรทุกตัวก็ไม่เห็นเลยสักตัว จู่ๆ ที่ด้านหลังของมัน ร่างของกังปี้โผล่ออกมาจากความว่างเปล่า หมัดยักษ์ของกังปี้มีเพลิงลุกท่วมอยู่เป็นเพลิงของหมาป่าขนเพลิง
ตู้ม!!!! หมัดของกังปี้ต่อยเข้าไปที่ร่างของอสุรกายไร้ผิวส่งร่างของอสุรกายไร้ผิวกระเด็นออกไปไกล