ระบบบรรพบุรุษหลังโลกาวินาศ

    ระบบบรรพบุรุษหลังโลกาวินาศ 88 วิญญาณสถิต

    ระบบบรรพบุรุษหลังโลกาวินาศ 88 วิญญาณสถิต



            ร่างวิญญาณบรรพบุรุษตระกูลพีไรซ์จ้องมองสินค้าบนหน้าต่างระบบด้วยความรู้สึกฉงนใจ


            ก่อนหน้านี้เขายังรู้สึกดีใจอยู่เลยเมื่อรู้ว่าสามารถเลือกซื้อสินค้าได้มากขึ้นในพิธีเคารพบรรพชน แต่เมื่อกวาดสายตามองดูรายการสินค้า ดูเหมือนว่าจะมีสิ่งของไม่มากที่มีประโยชน์กับเขาในตอนนี้


            แน่นอนว่าเขาเลือกซื้อ [ยันต์เข้าฝัน] จำนวนหนึ่งแผ่นก่อนเป็นอันดับแรก ถึงแม้ว่าเขาจะได้รับมาเป็นจำนวนมากในตอนที่ตระกูลยกระดับขึ้นหนึ่งขั้น แต่นานวันไปมันย่อมหมดไปในที่สุด แม้จะเป็นแค่ยันต์เพียงหนึ่งแผ่น ก็ดีกว่าไม่ได้อะไรเลย


            สำหรับคัมภีร์วิชาฝึกฝนพลังทั้งสองเล่ม เขาไม่ได้สนใจมันมากนัก เนื่องจากวิชาฝึกฝนพลังที่ตระกูลพีไรซ์ใช้อยู่ในปัจจุบันก็เป็นระดับกลางอยู่แล้วไม่จำเป็นต้องเปลี่ยน ทั้งยังเป็นวิชาที่สมดุลในทุกด้าน เหมาะสมกับผู้คนทุกประเภท ฉะนั้นวิชาคัมภีร์ที่มีอยู่ในปัจจุบันจึงคุ้มค่าที่สุดแล้ว


            รายการอย่างสุดท้ายที่มีราคาแพงที่สุด อย่าง [แหวนมิติระดับกลาง] เป็นสิ่งของที่น่าสนใจอย่างยิ่ง มันคือเครื่องประดับที่บรรจุพื้นที่มิติเอาไว้ภายใน เปรียบเสมือนคลังเก็บของขนาดใหญ่ที่สามารถพกพาไปได้ทุกที่


            น่าเสียดายที่ราคาของมันแพงเกินกว่าแต้มระบบที่จินมีอยู่ไปเล็กน้อย ร่างวิญญาณโปร่งแสงจึงทำได้แค่มองมันด้วยสายตาละห้อย รู้สึกเสียดายอยู่ลึกๆ ในใจ


            หลังจากทำใจได้สักพัก วิญญาณบรรพบุรุษตระกูลพีไรซ์ก็กลับมาดูรายละเอียดของรายการที่เหลือ เป็นยันต์ทั้งสองชนิดที่ไม่เคยผ่านตาของจินมาก่อน จึงต้องใช้เวลาสักครู่ในการค้นหาข้อมูลภายในร้านค้าหลักของระบบ


            จินทำความเข้าใจยันต์ทั้งสองจนสรุปได้ดังนี้


            [ยันต์ปัดเป่า] เป็นยันต์ใช้ครั้งเดียวที่มีผลในการยับยั้งพลังหยิน ศาสตร์มืด และภูตผีปีศาจ ระยะการใช้งานค่อนข้างกว้าง สามารถปัดเป่าสิ่งชั่วร้ายได้ไกลหลายกิโลเมตรเลยทีเดียว เพียงแต่ว่าผลของมันคือปัดเป่าเท่านั้นหาใช่กำจัดทิ้งไม่ และนั่นคือข้อด้อยของยันต์ชนิดนี้


            จินอ่านข้อมูลของยันต์ชนิดนี้ คำนวณข้อดีข้อเสีย ในที่สุดก็ตัดสินใจซื้อมันมา


            ในอนาคตเขาอาจต้องเผชิญหน้ากับศัตรูอย่างสมาคมนักฆ่าหัวใจทมิฬ และหนึ่งในพวกมันจะต้องมีคนที่เชี่ยวชาญศาสตร์ด้านการใช้วิญญาณอยู่เป็นแน่ จินมั่นใจว่านั่นจะต้องเกี่ยวข้องกับศาสตร์มืด เพราะมันดูโหดร้ายทารุณเหลือเกิน การมีสิ่งของที่ช่วยต่อต้านอีกฝ่ายติดตัวเอาไว้สักหนึ่งชิ้นย่อมช่วยอะไรได้บ้างไม่มากก็น้อย


            สิ่งของอย่างต่อมาคือ [ยันต์วิญญาณสถิต]


            รายการนี้ร่างวิญญาณเกือบจะเมินมันไปเสียแล้วตอนอ่านรายละเอียดทีแรก แต่เมื่อขบคิดดีๆ ก็พบว่ามันดูเหมือนจะมีประโยชน์มากกว่าที่คิด


            [ยันต์วิญญาณสถิต] เป็นยันต์ที่อนุญาตให้ผู้ใช้บรรจุดวงวิญญาณลงไปในสิ่งของใดๆ ก็ได้ตามที่กำหนด ไม่ว่าจะเป็นของใช้ เสื้อผ้า อาวุธ เมื่อบรรจุลงไปแล้ว วิญญาณก็จะติดอยู่กับสิ่งของนั้นจนกว่าสิ่งของชิ้นนั้นจะพัง หรือวิญญาณต่อต้านพลังของยันต์ออกมาได้ด้วยตนเอง


            แม้ดวงวิญญาณอาจจะช่วยเสริมพลังให้กับอาวุธและอุปกรณ์สวมใส่ได้บ้าง แต่จินในตอนแรกก็ยังไม่เห็นประโยชน์ของมันอยู่ดี เสริมพลังได้แล้วอย่างไร ยังมีวิธีอีกมากมายที่จะเสริมพลังให้กับอุปกรณ์ของเรา การจะหาวิญญาณที่แข็งแกร่งพอมาเสริมพลังให้กับสิ่งของก็ยากเย็นอยู่แล้ว ไหนจะยังต้องเป็นวิญญาณที่เชื่อฟัง ไม่เช่นนั้นมันคงทำลายอุปกรณ์ทิ้งเพื่อการเป็นอิสระ ไม่ก็ยั่วยุผู้ใช้ให้เสียผู้เสียคนไปแทน


            แต่เมื่อไตร่ตรองอยู่หลายต่อหลายครั้ง จินพลันคิดขึ้นได้ว่าตนเองก็เป็นวิญญาณเช่นเดียวกัน จะเป็นเช่นไรหากเขาบรรจุวิญญาณของตนเองลงไปในสิ่งของ แล้วให้สมาชิกพกสิ่งนั้นติดตัวออกไปนอกเมือง


            นี่ไม่เท่ากับเป็นการทำลายข้อจำกัดของระบบที่ผูกติดเขาไว้กับศาลบรรพชนของตระกูลพีไรซ์หรอกหรือ?


            แน่นอนว่าเขาคงไม่สามารถออกมาจากสิ่งของเหล่านั้นได้ ไม่เช่นนั้นพลังแห่งกฎคงดึงเขากลับมาที่ตระกูลอีกครั้ง แต่นั่นก็ยอดเยี่ยมแล้วมิใช่หรือ? หากเขาสามารถเดินทางออกไปนอกเมืองได้โดยไม่ถูกลากกลับไปที่ตระกูล เท่ากับว่าเขาสามารถใช้สิ่งของที่จำกัดระยะทางในการใช้งานได้!


            เขามีกายเทียมและกายวิสุทธิ์ที่นอนนิ่งอยู่ในคลังของระบบ ยังคงไม่มีโอกาสนำออกมาใช้งาน เนื่องจากระยะเวลาที่จำกัดของพวกมัน และข้อจำกัดที่จะต้องใช้ร่างวิญญาณของเขาเป็นแกนกลาง


            ถ้าหากเขามีโอกาสใช้สิ่งเหล่านี้ด้านนอกเมือง มีโอกาสใช้สิ่งเหล่านี้ในสถานที่ที่ต้องการจะใช้จริงๆ เล่า?


            ร่างวิญญาณบรรพบุรุษแอบเลียริมฝีปากของตนเอง เขามีความคิดหนึ่งแล่นเข้ามาในหัว หากเขาให้ลูกหลานสักคนเดินทางไปที่เมืองขนาดใหญ่ C-04 พร้อมกับพกดวงวิญญาณของเขาติดตัวไปด้วย มันจะเกิดอะไรขึ้น?


            แปลว่าเขาสามารถใช้กายเทียมเป็นเวลาหนึ่งชั่วโมงได้อย่างเต็มที่ในสถานที่เป้าหมายโดยไม่จำเป็นต้องเสียเวลาในการใช้งานกายเทียมเพื่อการเดินทางเลยใช่หรือไม่?


            ร่างวิญญาณโปร่งแสงกำลังนึกภาพที่ตนเองไปปรากฏอยู่หน้าตระกูลหวงหลง สวมใส่กายเทียม กลับมาเป็นมนุษย์ชั่วคราว เป็นมนุษย์ที่เป็นอเวกระดับเก้า ไม่รู้ว่าตระกูลหวงหลงจะวุ่นวายแค่ไหนภายในหนึ่งชั่วโมงนั้น!


            จินที่กำลังนึกภาพพวกนั้นก็อดไม่ได้ที่จะหัวเราะออกมา ยิ่งคิดเขาก็ยิ่งเห็นว่ามันเป็นไปได้ เขาเคยคิดสิ่งนี้เพื่อใช้คู่กับยันต์ผู้พิทักษ์แล้วแต่ไม่สามารถทำได้ เนื่องจากการแสดงผลของร่างแสงไม่อาจทับซ้อนกับการใช้งานกายเทียมได้ ความคิดนี้จึงต้องเป็นอันยกเลิกไป


            แต่กับยันต์วิญญาณสถิตใบนี้...ความเป็นไปได้ของมันสูงมาก จินแน่ใจว่าความคิดของเขาถูกต้อง!


            ในที่สุดร่างวิญญาณชายหนุ่มก็ตัดสินใจเอื้อมมือไปแตะหน้าต่างแสดงผล กดซื้อ [ยันต์วิญญาณสถิต] จำนวนหนึ่งแผ่นมาไว้ในการครอบครองทันที


            ด้วยอารมณ์ดีใจ ชายหนุ่มจึงกดซื้อ [หนังสือตำนานพื้นบ้าน] ติดมาด้วย เพราะราคามันถูกแสนถูก ในใจก็คิดว่าเก็บไว้ให้เด็กๆ ในตระกูลเอาไปอ่านเล่นก็แล้วกัน


            จำนวนแต้มระบบที่สะสมมานานก็ลดลงไปเล็กน้อย เหลือประมาณสองแสนสามหมื่นแต้ม นับว่าเป็นการใช้จ่ายที่ไม่มากเท่าไหร่นัก เพราะของที่วิญญาณชายหนุ่มซื้อได้นั้นมีเพียงเท่านี้ ไม่มีโอกาสให้จินได้ใช้จ่ายแต้มที่มีอยู่ไปอย่างฟุ่มเฟือย


            วิญญาณชายหนุ่มชุดขาวยิ้มกริ่ม ลอยออกจากศาลบรรพชนที่กำลังยุ่งวุ่นวาย หลบเข้าไปอยู่ในสวนของตระกูลเพื่อคิดแผนการบางอย่างต่อไป


            ----------------------------------------------


            ขบวนรถคุ้มกันซีเลียเดินทางมาถึงจุดแวะพักเป็นที่เรียบร้อย ที่นี่คือฝั่งตะวันออกเฉียงใต้ของมหานครเขต B ห่างจากมหานครประมาณสิบกิโลเมตร


            สัตว์อสูรเท้ากีบรูปร่างท้วมที่กำลังลากเกวียนค่อยๆ ชะลอความเร็วลงเมื่อมาถึงที่นี่ ก่อนจะหยุดตัวลงตามคำสั่งของผู้ควบคุม


            ชายหนุ่มและหญิงสาวที่อยู่ในเกวียนรถคันหน้าสุดโผล่หัวออกมาจากม่านกั้น มองดูสภาพโดยรอบขณะที่สัตว์อสูรหยุดฝีเท้าลง


            รอบด้านเต็มไปด้วยขบวนรถจำนวนมาก บ้างก็ขบวนเล็กๆ บ้างก็เป็นขบวนขนาดใหญ่ ประดับประดาด้วยของตกแต่งมากมาย มองเห็นก็รู้ได้ทันทีว่าอีกฝ่ายคงมีฐานะและอำนาจไม่ใช่น้อยๆ


            แต่ดูเหมือนไม่ว่าจะยิ่งใหญ่มาจากไหน สุดท้ายทุกคนก็ต้องจอดเกวียนและเดินเท้าเข้าไปกันหมด


            ขบวนรถมากมายจอดเรียงแถวกันเป็นแนวยาว มากมายจนแทบมองไม่เห็นสถานการณ์ด้านใน เห็นได้ชัดว่ากลุ่มของพวกเขาเดินทางมาค่อนข้างช้ากว่าคนอื่น จุดจอดรถจึงอยู่ห่างไกลจากใจกลางไม่น้อย


            “พวกเราเข้าได้ลึกสุดเท่านี้ขอรับ หากต้องการเข้าไปด้านใน จะต้องเดินเข้าไปด้วยตนเอง” ชายชราที่เป็นคนควบคุมสัตว์อสูรหันกลับมาบอกคนทั้งสองที่เพิ่งโผล่หัวออกมาจากคันรถ


            ชายหนุ่มและหญิงสาวหันมองหน้ากัน ทั้งคู่เหมือนจะสื่อสารกันผ่านสายตา


            ตลอดการเดินทางสิบวันที่ผ่านมานี้ ดูเหมือนทั้งคู่จะมีความสนิทสนมกันมากขึ้น คาลอสไม่ได้ตั้งกำแพงในใจขึ้นมาปิดกั้นซีเลียมากเท่าเมื่อก่อนแล้ว หลายครั้งที่ชายหนุ่มมีท่าทีผ่อนคลายต่อหน้าหญิงสาว


            “ข้าจะเข้าไปกับเจ้าด้วย ข้าจะเข้าไปส่งเจ้า......” หญิงสาวเปิดปากพูดขึ้นมา แต่เมื่อเห็นสายตาดุดันของชายหนุ่ม เธอก็รีบพูดต่อทันที “แน่นอนว่าพร้อมผู้ติดตามของข้าด้วย”


            นั่นทำให้ชายหนุ่มผ่อนคลายลงเล็กน้อย แต่สายตาก็ยังเป็นกังวลอยู่ดี ที่นี่เต็มไปด้วยผู้คนมากมาย มาจากที่ไหนบ้างก็ไม่รู้ เขาไม่มีทางรู้ได้เลยว่าแต่ละคนจะมีจุดประสงค์เช่นไร ซีเลียที่เป็นเพียงอเวกระดับห้าอาจจะเดินไปเจอตอเข้าโดยไม่ทันระวังตัวก็เป็นได้


            “ไม่ต้องกังวลไป เจ้าก็รู้ว่าข้าเป็นนักเรียนภายใต้สถาบันอเวกเคนเนอร์ ต่อให้มีใครต้องการหาเรื่องข้า พวกเขาก็ต้องคิดหลายตลบทีเดียวล่ะ ที่สำคัญสถาบันอเวกเคนเนอร์เขต B ก็ส่งนักเรียนมาเข้าร่วมด้วยในครั้งนี้” หญิงสาวพูดด้วยน้ำเสียงหนักแน่น ใบหน้าของเธอบ่งบอกว่าสิ่งที่เธอพูดเป็นความจริง บารมีของสถาบันอเวกเคนเนอร์ไม่ใช่สิ่งที่ผู้ใดจะละเมิดได้ง่ายๆ


            ชายหนุ่มถอนหายใจออกมาเบาๆ ก่อนจะตอบรับกลับไป “ก็ได้”


            ในเมื่ออีกฝ่ายต้องการ เขาก็ไม่ห้าม เขาแค่ต้องการความมั่นใจว่าหญิงสาวตรงหน้าจะไม่เข้าไปพัวพันกับเรื่องยุ่งยาก


            หลังจากตกลงกันได้ คาลอส ซีเลีย และผู้ติดตามอีกสามคนก็เดินออกจากขบวนรถตรงเข้าไปด้านใน ทิ้งผู้คุ้มกัน และสัตว์อสูรเอาไว้ที่นี่เพื่อเฝ้าขบวนรถ


            เมื่อทั้งห้าคนเข้ามาถึงใจกลางได้ พวกเขาก็พบเห็นผู้คนเต็มไปหมด บางกลุ่มก็มากันไม่กี่คน บางกลุ่มก็พากันมาเป็นสิบ ทุกคนล้วนแต่งกายแตกต่างกันไป หลายกลุ่มก็สวมใส่เครื่องแบบเหมือนกันทั้งกลุ่มเห็นได้ชัดว่ามาจากกองกำลังเดียวกัน


            ซึ่งส่วนใหญ่จะเต็มไปด้วยกลุ่มคนหนุ่มสาว แต่ก็มีบ้างที่ดูแล้วเหมือนจะมีอายุอานามไม่น้อย คาดว่าคงเป็นผู้คุ้มกันไม่ก็อาจารย์ที่นำกลุ่มศิษย์มายังที่แห่งนี้


            สายตาของคาลอสกวาดไปทั่ว เห็นอัจฉริยะอายุน้อยมากมาย ถึงอาจจะไม่สามารถตรวจจับระดับพลังของคนอื่นๆ ได้ แต่คาลอสแน่ใจว่าทุกคนจะต้องมีความแข็งแกร่งที่ไม่ต่ำตมแน่ถึงกล้ามาที่นี่


            “โอ้ นั่นคนจากสถาบันอเวกเคนเนอร์!” ซีเลียชี้ให้คาลอสดู หลังจากที่สังเกตเห็นชุดเครื่องแบบที่คุ้นเคย แต่เหมือนว่ามันจะแตกต่างจากชุดที่ซีเลียหรือไอด้าสวมใส่เล็กน้อย เพราะมันคือเครื่องแบบของนักเรียนที่เรียนอยู่ในหลักสูตรขั้นสูง


            ตามที่รู้กันว่าผู้ที่ผ่านเกณฑ์ของสถาบันให้ศึกษาหลักสูตรขั้นสูงได้จะต้องเป็นอเวกระดับที่เจ็ดก่อนอายุยี่สิบสองปี นั่นหมายความว่าพวกเขาทุกคนที่ยืนอยู่ตรงนั้นล้วนเป็นอเวกระดับเจ็ด! หรือบางทีอาจจะแข็งแกร่งกว่านั้น!?


            คาลอสมองไปยังกลุ่มนักเรียนจากสถาบันอเวกเคนเนอร์ ในใจเต็มไปด้วยไฟอันลุกโชน


            อยู่ในเมืองขนาดเล็กเขาอาจเป็นอัจฉริยะผู้แข็งแกร่ง แต่เมื่อออกมาเผชิญกับโลกกว้าง ปรากฏว่าความแข็งแกร่งของเขาไม่ได้น่าชื่นชมเลย มีคนมากมายที่แข็งแกร่งไม่ต่างไปจากตัวเขา....


            สิ่งต่างๆ ในวันนี้ทำให้คาลอสรู้สึกว่าตนเองไม่สามารถหยุดพัฒนาได้ หลังจากกลับไป เขาจำเป็นต้องฝึกฝนให้มากกว่านี้ ในโลกกว้างยังมีกองกำลังที่แข็งแกร่งอีกมากมาย หากเราแข็งแกร่งไม่พอ เราก็จะถูกผู้ที่แข็งแกร่งกว่ากลืนกินไปในที่สุด


            คาลอสคิดหลายอย่างอยู่ภายในใจ ความมุ่งมั่นค่อยๆ ก่อตัวขึ้นภายในนั้น


            ชายหนุ่มตกอยู่ในภวังค์ครู่หนึ่งก่อนที่เสียงประกาศจากด้านในฝูงชนจะดังขึ้น ดึงความสนใจจากเขาไป