ตอนนั้นความรู้สึกของมัดหมี่เหมือนได้ตายแล้วเกิดใหม่ เธอตื่นขึ้นมาในร่างของกู้เลี่ยงรุ่ยที่าเ็สาหัสหลังจากอีกฝ่ายสิ้นใจไปแล้วได้ครู่เดียว ความเ็ปมากมายต่างถาโถมเข้าใส่เหมือนพายุโหม สองมือสั่นเทาลูบไล้ไปทั่วร่างเพื่อหาหนทางยืนยันว่ามันคือฝันไปใช่มั๊ย แต่สุดท้ายก็พบว่ามันไม่ใช่ความฝัน ภาพต้นไผ่และทิวทัศน์ไม่ต่างอะไรกับฉากในหนังสือเลย อีกทั้งชุดแต่งงานของกู้เลี่ยงรุ่ยยังเหมือนเปี๊ยบกับที่บรรยายในหนังสือ
...ลายปักประณีตเป็ลายนกกระเรียนทอง ชุดผ้าไหมเนื้อดีเข้ารูปเหมาะสมอย่างยิ่งเมื่ออยู่บนร่างของกู้เลี่ยงรุ่ย เ้าสำนักคุ้มภัยอันดับหนึ่งของสกุลกู้
มัดหมี่ในตอนนี้สับสนระหว่างจะทำอย่างไรต่อไปหรือจะบ้าตายก่อนดี จนสุดท้ายเมื่อตั้งสติได้ มัดหมี่ในตอนนี้ก็ลองกลั้นใจเคลื่อนมือไปยังเบื้องล่าง...
เบื้องล่างของเขามีไอ้นั้น...
บ้าไปแล้วๆๆๆๆๆ!!!!
จะทะลุมิติมาทำไมกลายเป็มีไอ้จ้อนได้ล่ะ นี่มันแย่ที่สุด แต่อะไรก็ไม่แย่ไปกว่าการที่มัดหมี่ในร่างกู้เลี่ยงรุ่ยกำลังจะตาย พอคิดว่ากำลังจะตายอีกรอบในเวลาไล่เลี่ย มัดหมี่ก็ไม่สนใจเื่หยุมหยิมอะไรอีกแล้ว จะเป็อะไรก็ช่าง เอาตัวรอดก่อนค่อยว่ากัน!
หลังจากนั้นเธอก็กลายเป็กู้เลี่ยงรุ่ย ซึ่งกว่าที่จะยอมรับเื่นี้ได้ มัดหมี่ในร่างกู้เลี่ยงลุ่ยก็ทั้งตบทั้งตีตัวเองเพื่อให้ตื่นจากความฝันอย่างเอาเป็เอาตาย แต่สุดท้ายก็ต้องยอมรับว่ามัดหมี่ได้ทะลุมิติมายังเื่ราวในนิยายที่เธอยังอ่านไม่จบ ทั้งยังกลายเป็กู้เลี่ยงลุ่ย ตัวเอกที่มีตอนจบสุดท้ายของเล่มห้าที่ความตาย
กู้เลี่ยงรุ่ยยังสวมชุดแต่งงานสีแดงเพลิงปักลายนกกระเรียนสีทองสวยงามที่จำได้อย่างชัดเจนเลยว่าชุดนี้เป็ความตั้งใจและความอุสาหะที่ฉีอ้ายอันตั้งใจปักทีละเข็มทีละเข็มเพื่อกู้เลี่ยงรุ่ยมากแค่ไหน ร่างโปร่งที่เดินโซเซมายันตัวกับต้นไม้ ก่อนจะกระอักเืออกมาคำหนึ่ง กู้เลี่ยงลุ่ยถูกกระบี่ของฉีอ๋องแทงไปหนึ่งแผลเฉียดหัวใจไปเล็กน้อย
หลังจากนั้นก็ตกเขาจนแทบเอาชีวิตไม่รอด แม้จะบอกว่าเป็ฉีอ๋องแทง แต่ที่กู้เลี่ยงลุ่ยโดนก็เป็เพราะหนี้แค้นในอดีต ความจริงแล้วกู้เลี่ยงลุ่ยและฉีอ๋องมีอดีตร่วมกันเมื่อครั้งยังเยาว์ ฉีอ๋องจึงแทงกู้เลี่ยงลุ่ยหนึ่งแผลที่ป่าไผ่เพื่อเป็การยุติ หลังจากนั้นก็ถือว่าจบกันด้วยดี โดนแทงไปแผลหนึ่งก็ไม่อาจเอาชีวิตกู้เลี่ยงรุ่ยได้ ด้วยพลังปราณบริสุทธิ์ของกระบี่แล้วกู้เลี่ยงรุ่ยเพียงแค่าเ็เท่านั้น ไม่อาจอันตรายเอาถึงชีวิตได้ แต่ไม่รู้ว่าตัวร้ายที่ซุ่มอยู่จะฉวยโอกาสที่เ้าสำนักกู้ไร้เขี้ยวเล็บ ลอบโจมตีจนกู้เลี่ยงรุ่ยตกเขาจนตาย ตัวร้ายที่แท้จริงคือ ‘ซีซวนหลิน’ มารร้ายอันดับหนึ่งที่เป็ปฏิปักษ์กับสำนักคุ้มภัยสกุลกู้มาตลอด ประมุขซีซวนเป็ผู้สังหารกู้เลี่ยงรุ่ยที่แท้จริงจากอาคมฝ่ามือพรากิญญาทำให้กู้เลี่ยงรุ่ยิญญาแตกสลาย!
ในนิยายได้เขียนเอาไว้เช่นนี้ว่าทั้งสองสู้กัน กู้เลี่ยงรุ่ยตายและประมุขซีซวนหลินาเ็สาหัส เธอก็อ่านถึงแค่ตรงนี้ เนื้อหาอีกห้าเล่มต่อจากนี้ก็ไม่รู้แล้ว แต่เดาว่าในที่สุดกู้เลี่ยงรุ่ยต้องรอดกลับมาแน่ๆ ก็เขาเป็พระเอกจะตายไปได้อย่างไร สิ่งที่มันผิดเพี้ยนคือิญญาในตอนนี้ไม่ใช่กู้เลี่ยงรุ่ย แต่กลายเป็ิญญาของสาววัยสามสิบต้นๆ ที่อยู่ไกลถึงเมืองไทย!
คำถามที่ว่าทำไม หรือเกิดอะไรขึ้นในตอนนี้ก็คิดไม่ออกแล้ว หรืออาจจะเป็เพราะจริงตัวกู้เลี่ยงลุ่ยนั้นได้ตายไปแล้วในขณะเดียวกันมัดหมี่ที่ร้องห่มร้องไห้จนหัวใจวายตายก็เลยถูกดูดเข้ามา ซึ่งไม่รู้จะร้องไห้หรือดีใจดีที่สภาพของกู้เลี่ยงรุ่ยก็ย่ำแย่ ลมหายใจแทบจะสิ้นชีพอยู่ร่ำไร การโดนทำร้ายจากประมุขซีซวน ทำให้กำลังภายในของกู้เลี่ยงรุ่ยสลายไปหมด เขาสูญสิ้นวรยุทธที่ฝึกมานับสิบปี อาการสาหัสจนแม้กระทั่งหมอเทวดาก็คงลงความเห็นว่าอยู่มิสู้ตาย
ด้านหน้าของกู้เลี่ยงลุ่ยมีกระท่อมน้อยอยู่ จากในนิยายบอกไว้ว่าชายที่อาศัยอยู่ในนั้นเป็คนที่มีวิชาแพทย์ล้ำเลิศ แต่ตอนที่มาเจอกู้เลี่ยงรุ่ยนั้น เขาได้สิ้นชีพไปแล้ว คราวนี้ดีหน่อยที่กู้เลี่ยงรุ่ยเวอร์ชันมัดหมี่สามารถกัดฟันทนความเ็ปนับแสน ซึ่งตรงนี้เริ่มจะเข้าใจมาแล้วว่าอะไรคือความเ็ปนับแสนที่บรรยายในนิยาย มาถึงกระท่อมน้อยได้เองคนเดียวก่อนที่เืจะไหลหมดตัวเสียก่อน แน่ละว่าคนเป็วิชายุทธ์จะมีกดจุดห้ามเื แต่กู้เลี่ยงรุ่ยในตอนนี้อย่าว่าแต่กดจุดห้ามเืเลย เพียงออกหมัดก็เกรงว่าจะดูพิกลๆ แล้ว เธอแทบจะไม่มีความรู้หรือความสามรถอะไรของกู้เลี่ยงรุ่ย เ้าสำนักอันดับหนึ่งติดตัวมาเลย นอกจากร่างกายแล้ว กู้เลี่ยงรุ่ยไม่ได้ให้อะไรมาอีก
ราวมีญาณทิพย์หยั่งรู้ เมื่อกู้เลี่ยงรุ่ยทรุดกายลงหน้ากระท่อมที่ปลูกผักไว้เป็ระเบียบเรียบร้อย ร่างโปร่งก็ยันเอาชั้นตากสมุนไพรคว่ำลงไปด้วย พอดีกับที่ท่านหมอเทวดาปรี่เข้ามาหาด้วยใบหน้าเงียบขรึม เริ่มจับชีพจรกู้เลี่ยงรุ่ยด้วยสีหน้าไม่สู้ดี
“คุณชาย ท่านาเ็สาหัสเหลือเกิน ขออภัยวรยุทธ์ท่านสูญสิ้นไปหมดแล้ว เกรงว่าภายภาคหน้าเกรงว่าจะไม่สามารถฝึกยุทธ์ได้อีก ท่านยังอยากให้ข้าช่วยท่านไว้หรือไม่” ทุกผู้ทุกคนล้วนยึดถือการฝึกยุทธ์และท่องยุทธภพเป็หนึ่ง คนผู้หนึ่งที่สูญสิ้นวรยุทธ์ไปแล้วนับเป็อะไรได้ อยู่มิสู้ตายไป เมื่อต้องกลายเป็ผู้พิการคนหนึ่งแล้ว
“ช่วยฉันเถอะ...” ทว่าตอนนี้กู้เลี่ยงรุ่ยไม่ใช่กู้เลี่ยงรุ่ย เมื่อไม่นานมานี้ก็ตายไปแล้ว กู้เลี่ยงรุ่ยในตอนนี้ไม่เหมือนเดิม ิญญาข้างในคือมัดหมี่ สาววัยกลางคนที่ไม่สนเื่วรยุทธ์บ้าบออะไรทั้งนั้นนอกจากเอาชีวิตรอดเป็พอ อาจจะเป็เพราะความ้าเอาชีวิตรอดของกู้เลี่ยงรุ่ยรุนแรงจนส่งผ่านไปจากสายตาได้อย่างดีจนท่านหมอรู้สึกได้
“คุณชายท่านช่างเข้มแข็งยิ่งนัก ได้ ข้าขอสัญญา เมื่อมีข้าอยู่แล้ว ท่านจะไม่ต้องไปเผชิญหน้ากับยมบาลอย่างแน่นอน วางใจเถอะคุณชาย ท่านจะต้องมีชีวิตรอด”
ได้ฟังอย่างนั้นกู้เลี่ยงรุ่ยก็หลับตาลง เขาข่มกลั้นความเ็ปทั้งมวลลงท้อง กำมือแน่นด้วยความรู้สึกอันมั่นคง จะเป็กู้เลี่ยงรุ่ยก็ช่าง จะเป็ใครก็ช่าง ตอนนี้ต้องรอดไปให้ได้เท่านั้น เขาจะไม่มีทางยอมตายง่ายๆ เด็ดขาด!
ว่ากันว่าหลังจากชีวิตผ่านพ้นเื่ราวอันเป็จุดพลิกผันมาแล้ว จะมองเห็นและเข้าใจโลกมากขึ้น ใน่ที่กู้เลี่ยงรุ่ยนอนหายใจโรยรินอยู่บนตั่งแข็งๆ ที่ทำขึ้นอย่างหยาบๆ จากไม้ไผ่ ด้านใต้ปูด้วยฟางแห้ง มีท่อนไม้รองศีรษะท่อนหนึ่งซึ่งไม่สบายเอาเสียเลย ตลอดเวลาที่อยู่ในกระท่อม กู้เลี่ยงรุ่ยกึ่งหลับกึ่งฝัน ในนั้นเต็มไปด้วยเื่ราวมากมายที่ผสมผสานปนเปกันไปมาระหว่างชีวิตก่อนจะตายของในปัจจุบันที่ไทยและเื่ราวของกู้เลี่ยงรุ่ยที่มักจะปรากฏชัดเจนขึ้นเรื่อยๆ ในความฝันจนกู้เลี่ยงรุ่ยต้องขมวดคิ้วแน่น
วันเวลาผ่านพ้นไป รุ่งเช้ายามอิ๋นก่อนไก่จะขัน ท่านหมอจะให้เด็กกำพร้าที่รับเลี้ยงไว้ชื่อ ‘เว่ยจื่อ’ ป้อนยารสขมให้กู้เลี่ยงรุ่ยหนึ่งหนเป็ชามใหญ่เท่าครึ่งหนึ่งของลูกแตง ยามอู่หนึ่งหนและยามซวีหนึ่งหน เป็เช่นนี้ซ้ำแล้วซ้ำเล่า จนกู้เลี่ยงรุ่ยกลายเป็ภาชนะรับสมุนไพรชิ้นหนึ่ง วันแล้ววันเล่าจนกู้เลี่ยงรุ่ยเริ่มจะมีสติรับรู้มากขึ้นแล้ว วันหนึ่งเมื่อสิ้นสุดฤดูสารทเข้าสู่ฤดูเหมันต์แรกที่หึมะแรกตก กู้เลี่ยงรุ่ยก็สามารถที่จะฟื้นคืนสติมานั่งพูดคุยกับท่านหมอที่ช่วยชีวิตเขาเอาไว้ได้
“ท่านจำตัวเองไม่ได้เลยหรือคุณชาย เป็เช่นนี้ก็แสดงว่าท่านที่สูญสิ้นวรยุทธและความทรงจำก็ช่างน่าเวทนาแล้ว ผู้ใดกันหน่อที่ทำร้ายท่านจนปางตายเช่นนี้ คุณชาย ข้าเห็นว่าท่านสวมชุดแต่งงานประณีตผ้าเนื้อดี ต้องเป็บุตรหลานตระกูลใหญ่มีฐานะ ทว่า่สามเดือนมานี้ข้าให้ เว่ยจื่อหาข่าวคราวแล้ว มิพบว่ามีเบาะแสของท่านแต่อย่างใด คิดว่าเมื่อท่านได้สติ จะสามารถบอกได้ว่าเป็ผู้ใด นี่เกรงว่าจะไม่ได้แล้ว”
“ข้าเองก็เศร้าใจนักที่จำอะไรไม่ได้เลย...” กู้เลี่ยงรุ่ยกล่าวเสียเบาสุ้มเสียงทุ้มแหบเป็ของบุรุษอย่างแท้จริง เขาเป็พวกปรับตัวเก่งแบบสามารถกลืนไปกับทุกสิ่งได้ เหมือนสายน้ำที่ไหลผ่านซอกแซกไปได้ทุกที่อย่างเชื่องช้าแต่มั่นคง เมื่อทำอะไรไม่ได้แล้วก็อยู่มันในร่างนี้และที่นี้เสียเลย แม้จะผิดเพศผิดร่างแต่ก็นับได้ว่ากู้เลี่ยงรุ่ยเป็บุรุษที่ใครๆ ก็ยกย่องว่ามีรูปโฉมโดดเด่นในใต้หล้าจนได้ฉายาว่า ‘เ้าสำนักรูปงาม’ อีกทั้งยังไงที่นี้ก็ไม่แย่ อากาศดีกว่า และไม่มีเื่เศรษฐกิจหรือปัญหาโรคไวรัสให้ต้องกังวลใจ ที่สำคัญคือไม่ว่ายังไงกู้เลี่ยงรุ่ยก็ไม่ถึงตายหรอก เขาเป็พระเอกเชียวนะ ยังเหลืออีกตั้งห้าเล่ม ยังไงก็ต้องรอดไปได้แน่ นับั้แ่ตัดสินใจแบบนั้นไปว่าจะอยู่ต่อไปในร่างกู้เลี่ยงรุ่ย มัดหมี่ก็คือกู้เลี่ยงรุ่ย จะทำตัวและเริ่มสะกดจิตตัวเองให้กลายเป็กู้เลี่ยงรุ่ยนับั้แ่บัดนี้
“คุณชาย ท่านจำอะไรไม่ได้สักนิดเลยจริงๆ หรือ”
“ข้าจำอะไรไม่ได้จริงๆ” ก่อนจะหลบสายตาท่านหมอ เนื่องเพราะกู้เลี่ยงรุ่ยโกหกเื่ที่ความจำเสื่อม เพราะเขาไม่อยากจะไปข้องเกี่ยวกับสกุลฉีอีก คิดดูสิ ตอนที่กู้เลี่ยงรุ่ยแต่งงานกับฉีอ้ายอัน ด้วยบารมีของสกุลฉีก็ทำให้กู้เลี่ยงรุ่ยต้องแต่งเข้า แม้จะเป็ความสมัครใจของกู้เลี่ยงรุ่ยในอดีตที่รักมั่นและทำตามความ้าของฉีอ๋องที่อยากให้กู้เลี่ยงรุ่ยแต่งเข้าจวนเพื่อจะได้ปกป้องฉีอ้ายอันต่อไปได้
แต่ในตอนนี้ กู้เลี่ยงรุ่ยผู้นั้นได้ตายไปแล้ว ในตอนนี้จึงไม่นับว่าเกี่ยวข้องอะไรอีกกับิญญาที่อยู่ในตัวกู้เลี่ยงรุ่ย อดีตนั้นเป็เ้าสำนักคุ้มภัยสกุลกู้ แต่เมื่อสูญสิ้นวรยุทธ์แล้วก็นับเป็อะไรได้ แม้ว่าจะสามารถกลับสกุลไปได้เพราะก็ยังไม่ได้เข้าพิธีตบแต่งกับฉีอ้ายอันอย่างเป็ทางการ แต่ด้วยคนที่ไม่ใช่คนเดิมแล้ว เื่อะไรที่กู้เลี่ยงรุ่ยในปัจจุบันต้องไปแบกรับภาระหน้าที่ของกู้เลี่ยงรุ่ยในอดีต การเป็เ้าสำนักคุ้มภัยสกุลกู้มิใช่จะสบาย ทั้งวี่ทั้งวันวิ่งวุ่นปราบปีศาจปราบผีอยู่ตลอด อันตรายแค่ไหนก็คิดเอา
อีกทั้งก้างชิ้นโตอย่างฉีอ๋องและประมุขซีซวนผู้นั้นอีก ขืนกู้เลี่ยงรุ่ยะโออกไปป่าวประกาศว่ายังไม่ตาย ไม่แน่ว่าจะต้องถูกไล่ฆ่าอีกหน ซึ่งคราวนี้คงตายอนาถด้วยวรยุทธ์ก็สูญสิ้น แค่บีบคอเอากระบี่แทง กู้เลี่ยงรุ่ยในตอนนี้ไหนเลยจะสู้ได้ พูดถึงเื่กระบี่แล้วกู้เลี่ยงรุ่ยจึงคิดได้ กระบี่ตนหายไปตอนไหนกัน อาจจะตอนสู้กับประมุขซีซวนหลินหรือก่อนหน้านั้นก็ไม่แน่ใจแล้ว
อีกทั้งกู้เลี่ยงรุ่ยไม่เหมือนเดิมแล้ว เขาในตอนนี้ไม่มีความรักหรือความรู้สึกเช่นกู้เลี่ยงรุ่ย จะให้แต่งงานกับฉีอ้ายอันและกลับเข้าสกุลฉีได้ยังไง ยังไงหัวจิตหัวใจของกู้เลี่ยงรุ่ยภายในก็เป็หญิงแท้ๆ คนหนึ่ง ทั้งยังเป็สาวบริสุทธิ์ จะให้ไปแต่งงานกับผู้หญิงด้วยกันก็รู้สึกจะฝืนใจกันเกินไป อีกอย่างทั้งนิสัยและท่าทางของกู้เลี่ยงรุ่ยในอดีตกับปัจจุบันแตกต่างกัน ช้าเร็วก็ต้องถูกจับได้ว่าไมใช่กู้เลี่ยงรุ่ยในอดีต เมื่อคิดคำนวนสารพัดสารเพแล้ว กู้เลี่ยงรุ่ยจึงคิดแล้วว่าหลังจากนี้เขาจะใช่ชีวิตใหม่ เป็คนอื่นที่ไม่ใช่กู้เลี่ยงรุ่ยเพื่อหลีกเลี่ยงเื่ราวมากมายที่กู้เลี่ยงรุ่ยไม่อยากแบกรับ
“เป็ข้าเองที่ไม่สามารถจะช่วยคุณชายเอาไว้ได้ อาจเป็ฝีมือข้าต่ำต้อยทำให้อาการท่านย่ำแย่อย่างยิ่ง คุณชาย ขออภัยด้วยข้าน้อยไร้สามารถ” ใบหน้าปรากฏความรู้สึกผิด ท่านหมอชราประสานมือค่อมกายจนกู้เลี่ยงรุ่ยต้องยกมือขึ้นห้าม
“อย่าทำเช่นนี้เลยท่านหมอ ข้ารู้ดีว่าท่านทำเต็มที่แล้ว นี่จะโทษท่านได้อย่างไร ข้าเองที่สมควรจะขอบคุณท่านหมอกับความช่วยเหลือที่ท่านมีให้ ท่านหมอ ท่านอย่าเรียกข้าว่าคุณชายอะไรอีกเลย เรียกข้าว่าอะไรก็ได้ จริงสิท่านหมอ ท่านชื่อเสียงเรียงนามว่าอะไร ข้าเสียมารยาทแล้ว” รู้อยู่แก่ใจว่าท่านหมอคนนี้ชื่อว่าอะไร แต่มีหรือที่จะเผยไต๋ ตอนนี้เขาจะทำตัวแนบเนียบ กลมกลืนไปกับเหล่าคนที่นี้ กลายเป็ส่วนหนึ่งของเื่รายอย่างแยบยล
“เรียนท่าน ข้านั้นมีชื่อว่า เว่ยชิง เป็เพียงผู้เฒ่าที่พอรู้วิชาแพทย์บ้างเท่านั้น ส่วนเด็กคนนี้ชื่อเว่ยจื่อ เป็เด็กกำพร้าที่ข้าเก็บมาเลี้ยง ่สามเดือนมานี่ ได้อาจื่อคอยช่วยท่านดื่มยารักษาตัว”
เมื่อแนะนำตัวเองแล้วก็ไม่ลืมจะดึงตัวเว่ยจื่อวัยสิบกว่าขวบมาแนะนำด้วย กู้เลี่ยงรุ่ยพิจารณาผู้าุโเว่ยและอาจื่อ ด้านผู้าุโเว่ยนั้นอยู่ในวัยกลางคน รูปร่างสันทัด เส้นผมม้วนรวบไว้แล้วใช้ปิ่นไม้ง่ายๆ เก็บให้เรียบร้อย ใบหน้าไม่มีอะไรโดดเด่น แต่เป็คนที่แววตาอบอุ่นคนหนึ่ง ส่วนอาจื่อนั้นเป็เด็กท่าทางใช้ได้ ซ้ำยังดูเฉลียวฉลาด บนศีรษะมีกลุ่มผมปกคลุมไว้ประบ่า
“ผู้าุโเว่ย อาจื่อ ของคุณพวกท่านที่ช่วยเหลือข้ามาตลอดสามเดือน ข้านั้นไม่มีอะไรเลย ไม่รู้จะตอบแทนพวกท่านเช่นไรดี ละอายใจนัก” กู้เลี่ยงรุ่ยประกบมือคารวะ เขาไม่มีอะไรตอบแทนกลับคืนความเมตตาของท่านหมอเลย อีกทั้งยังโกหกผู้มีพระคุณอีก ในใจรู้สึกไม่สบายใจนัก นิสัยแต่เดิมของกู้เลี่ยงรุ่ยนั้นเรียกได้ว่าเต็มเปี่ยมไปด้วยคุณธรรมน้ำใจ ไม่งั้นจะถูกฉีอ๋องล่อลวงออกมาแทงหนึ่งกระบี่บนเขารกร้างได้อย่างไร คิดแล้วก็อดปวดแปลบในอกไม่ได้ ความรู้สึกหลังถูกแทงเ่าั้เหมือนกู้เลี่ยงรุ่ยได้ประสบมาเมื่อวาน กู้เลี่ยงรุ่ยทอดสายตามองไปยังเว่ยจื่อที่ยิ้มเขินรับการคาราวะด้วยความเอ็นดู
“มิได้ๆ เป็สิ่งที่ข้าควรกระทำ คุณชาย ในเมื่อท่านจำชื่อแซ่มิได้ อีกทั้งไม่สะดวกให้เรียกว่าคุณชาย งั้นข้าควรจะเรียกท่านว่าเช่นไรดี ท่านพอจะมีชื่อในใจหรือไม่ อย่าว่ากระนั้นกระนี่เลยคุณชาย ข้าไม่ถนัดตั้งชื่อให้ผู้อื่นจริงๆ”
กู้เลี่ยงรุ่ยเองก็พอจะมีชื่อในใจบ้าง แต่ก็กลัวว่าถ้าพูดออกไปเลยจะดูไม่เหมือนคนความจำเสื่อม มันก็ต้องเป็ไปตามสเตปอยู่แล้ว นิยายเื่ไหนที่ตัวเอกความจำเสื่อมก็มักได้ชื่อใหม่จากคนที่ช่วยไว้ คิดได้อย่างนั้นจึงได้ยิ้มเก้อๆ ผลักภาระคืน “ผู้าุโเว่ย ลำบากท่านแล้ว ข้าไม่มีชื่ออะไรเลย”
“เช่นนั้นท่านชื่ออารุ่ยเป็อย่างไร ข้าเห็นว่าหยกบนตัวท่านมีตัวอักษรรุ่ย อาจจะเป็ชื่อของท่านก็ได้ อาจื่อ ไปนำหยกของคุณชายมาที”
“ขอรับอาจารย์” อาจื่อหายไปไม่นานก็กลับมา ในมือประคองหยกแตกหายไปครึ่งหนึ่งไว้ บนผ้าป่านหยาบๆ เมื่อส่งต่อให้ผู้อาจารย์แล้ว เว่ยชิงก็ส่งต่อให้คุณชายที่นอนอยู่บนตั่ง อธิบายไปด้วย
“คุณชาย ท่านดู ตัวรุ่ยบนนี่เป็รุ่ยตัวเดียวกับรุ่ยที่แปลว่าฉลาด ข้าคิดว่าในเมื่อคุณชายพกหยกไว้ ไม่แน่ อาจจะเป็ชื่อคุณชาย แต่น่าเสียดาย ตัวหยกแตกหักไป ก่อนหน้าตัวรุ่ย ไม่แน่ว่าเป็อักษรใดอีก”
ย่อมต้องเป็กู้เลี่ยงรุ่ย ทว่าจะพูดออกไปได้อย่างไร อีกทั้งนี่ยังเป็หยกที่กู้เลี่ยงรุ่ยพกติดตัวเสมอั้แ่เล่มหนึ่ง มีหรือที่นักอ่านที่อ่านจนตัวตายอย่างเธอจะจำไม่ได้ หยกชิ้นนี้ไม่ชัดเจนว่าผู้ใดเป็คนให้ไว้ อ่านมาจนถึงเล่มที่ห้าก็ยังไม่เฉลย ตัวหยกสีเขียวมรกตใสกระจ่าง ขนาดเท่าฝ่ามือเด็กแรกเกิด “นี่เป็หยกที่ท่านเก็บได้หรือ ข้ารู้สึกคุ้นเคยอยู่บ้าง เช่นนั้นเรียกข้าว่าอารุ่ยก็แล้วกัน”
อย่างไรเสีย ชื่อเลี่ยงรุ่ยก็เป็ชื่อที่ดี จะให้กู้เลี่ยงรุ่ยใช้ชื่ออื่นก็ดูจะทรยศกู้เลี่ยงรุ่ยเกินไป ยังไงร่างนี้ก็เป็ของเขา มีเพียงิญญาที่จากอนาคตมาแย่งชิงร่างนี้ก็เกินพอแล้ว ความเย็นลื่นของหยกที่บิ่นแตกทำให้กู้เลี่ยงรุ่ยรู้สึกเย็นลงอย่างไม่น่าเชื่อ คลายกับหยกชิ้นนี้เป็ของเขาจริงๆ
“เช่นนั้นเรียกอารุ่ยก็แล้วกัน ข้าเองก็รู้สึกว่าชื่อนี่เหมาะกับท่านเช่นกัน” ผู้าุโเว่ยสรุป
กู้เลี่ยงรุ่ยประสานมือคาราวะอีกหน ก่อนจะดื่มยาเพราะถึงยามอู่พอดี หลังยาขมปี๋ชามนั้นกู้เลี่ยงรุ่ยก็หลับไปอีก เข้าตื่นอีกทีตอนทีอาจื่อมาส่งยาและโจ๊กใสแจ๋ว กู้เลี่ยงรุ่ยทานโจ๊กไปด้วยความรู้สึกเปี่ยมล้นไปด้วยชีวิต รสชาติจืดชืดและไร้ความอร่อยไม่เป็ปัญหาใดๆ ในวันนี้แค่กู้เลี่ยงรุ่ยยังมีชีวิตอยู่ก็เพียงพอแล้ว หลังจากตายมาแล้วหนหนึ่ง เื่ราวทุกอย่างที่เคยดูน่าเบื่อหน่ายและธรรมดาทั่วไปในสายตากลับดูมีคุณค่าขึ้นมา ตอนนี้แค่ได้เหม่อมองแสงไฟเต้นระยิบจากตะเกียงกู้เลี่ยงรุ่ยก็รู้สึกพอใจแล้ว ทั้งยังกล่าวขอบคุณฟ้าดินและอะไรก็ตามที่ได้ให้โอกาสกำเนิดใหม่ที่แสนน่าอัศจรรย์ใจนี้
ก้าวสู่วันที่สาม นับแต่กู้เลี่ยงรุ่ยฟื้น ผู้าุโเว่ยก็มานั่งจับชีพจรตรวจอาการเป็ปกติ ทว่าวันนี้หลังตรวจชีพจรแล้ว สีหน้าผู้าุโไม่ค่อยสู้ดีนัก คล้ายมีเื่อยากจะกล่าวแต่ก็ไม่ได้กล่าวออกมา กู้เลี่ยงรุ่ยนั้นเป็คนปลงตกอย่างแท้จริง เขาสูญเสียวรยุทธ์ก็ไม่เป็ไร ความจำเสื่อมก็ไม่เป็ไร อาการของเขาหนักก็ไม่เป็ไร มีเพียงาุโเว่ยที่แสดงท่าทางเดือดร้อน ยิ่งนานวันอาการกู้เลี่ยงรุ่ยยิ่งแย่ เขากระอักเืเป็พักๆ ร่างกายที่โปร่งสูงเริ่มซูบผอม ตกกลางคืนกู้เลี่ยงรุ่ยเหมือนตายทั้งเป็ ภายในกายเหมือนมีแมลงวิ่งพล่าน ทรมานจนแทบจะสิ้นใจ อาการของเขาไม่เหมือนคนถูกพิษ แต่เป็เพราะผลของฝ่ามือ ‘พรากิญญา’ ของซีซวนหลินที่ทำให้กู้เลี่ยงรุ่ยสิ้นชีพ มันยังคงส่งผลกระทบต่อกู้เลี่ยงรุ่ยคล้ายเป็สิ่งที่แทรกตัวอยู่ในร่างกาย ยากจะหาหนทางสามัญรักษา ยิ่งเป็ผู้ที่สูญสิ้นวรยุทธ์แล้ว การจะต้านทานต่อรอยประทับ ‘พรากิญญา’ ยิ่งเป็ไปไม่ได้
“ท่านาุโเว่ย ข้าอาการแย่มากหรือ”
“เ้าสูญสิ้นวรยุทธ์ไปหมด อาการาเ็จึงไม่หายดีเสียที ภายในเ้ากำลังค่อยๆ เสื่อมลงอย่างช้าๆ ข้าเองก็จนใจนัก”
หลังตรวจดูอย่างละเอียดก็พบว่าเป็ฝ่ามือพรากิญญา ซึ่งเป็อาคมชนิดหนึ่ง ไม่มียารักษา ไม่มียาแก้ เป็อาคมที่จะประทับอยู่บนร่างของผู้ถูกอาคมจนกว่าจะสิ้นชีพ เพราะเช่นนี้เว่ยชิงจึงรู้ว่าอารุ่ยรุ่ยถูกประมุขซีซวนหลินทำร้าย เพราะนอกจากเขาแล้ว ไม่มีใครมีวิชาเช่นนี้อีก ที่น่าประหลาดก็คืออีกฝ่ายรอดชีวิตมาได้แล้ว แม้จะรอดมาแบบขาข้างหนึ่งเข้าสู่ยมโลกแล้วก็ตาม
กู้เลี่ยงรุ่ยใอยู่บ้าง แต่ในเมื่อมาถึงตอนนี้ มีชีวิตมาสามเดือนกว่าแล้ว นี่ไม่ใช่ถือว่าเป็กำไรแล้วจะเรียกว่าอะไร อีกอย่างกู้เลี่ยงรุ่ยมั่นใจหนักหนาว่ายังไงร่างนี้ก็ไม่ตายง่ายๆ ไม่งั้นเื่ราวอีกห้าเล่มจะทำยังไงล่ะ เข้าใจความสำคัญของพระเอกแล้วหรือไม่ ก็คือผู้ที่ตายไม่ได้ไม่ว่าจะเกิดเื่ราวอะไรขึ้นยังไงล่ะ ชีวิตนี้ของกู้เลี่ยงรุ่ยจะว่าราบรื่นก็ไม่ราบรื่นแต่ถึงแก่ชีวิตนั้นยังเป็เื่ที่ไม่น่าจะเกิดขึ้นได้
“ผู้าุโเว่ย ท่านอย่าเศร้าไป ข้าเข้าใจดี นี่ไม่ใช่ความผิดของท่าน”
ฝ่ามือพรากิญญาของประมุขซีซวนหลินเลื่องชื่อในใต้หล้า ไม่มีผู้ใดที่โดนอาคมจากเขาแล้วมีชีวิตรอด แน่นอนว่าไม่นับกู้เลี่ยงรุ่ยด้วย เพราะเขานั้นนับได้ว่าตายไปแล้ว ไม่รู้ว่ากู้เลี่ยงรุ่ยเป็พระเอกประสาอะไร สุดท้ายก็โดนลอบโจมตีจนตาย ฝ่ามือพรากิญญานั้นของประมุขซีซวนหลินในใต้หล้าไม่มีใครต้านทานได้ ไม่งั้นอีกฝ่ายจะกลายเป็ประมุขมารอันดับหนึ่งที่มีศัตรูเป็สำนักคุ้มภัยสกุลกู้ได้อย่างไร แต่ถึงอย่างไรในเล่มที่หกก็ยังมีเนื้อหาต่อ กู้เลี่ยงรุ่ยไม่ตายง่ายๆ หรอก สุดท้ายไม่ว่าด้วยวิธีไหนก็ตาม กู้เลี่ยงรุ่ยย่อมต้องมีชีวิตต่อ
“อารุ่ยข้ารู้ว่าเ้าเป็พวกจิตใจดี แต่จะปล่อยให้เ้าตายโดยไม่หาหนทางรักษา ข้าทำไม่ได้ สองสามวันหลังจากนี้ข้าจะออกเดินทางไปหาสมุนไพร มีเื่เล่าขานว่าบนหุบเขาเดี่ยวดายมีพืชชนิดหนึ่งชื่อ โสมคืนิญญา ของสิ่งนั้นช่วยเ้าฟื้นฟูร่างกายได้ แม้ว่าจะไม่สามารถฟื้นคืนวรยุทธแต่จะช่วยชีวิตเ้านั้นไม่ใช่เื่ยาก แต่เื่พวกนี้เป็เพียงตำนานเล่าขานนับแต่าไม่เคยมีผู้ใดพบเห็นโสมชนิดนี้”
ในนิยายได้ระบุไว้ชัดเจนว่าสาเหตุที่ผู้าุโเว่ยมาพบกู้เลี่ยงรุ่ยเพราะเข้าป่าหาสมุนไพร เื่ที่ต้องออกเดินทางไกลก็คงไม่แคล้วเป็การเดินทางหาสมุนไพรเช่นกัน อีกทั้งการเดินทางฝ่าหิมะไม่เหมาะกับกู้เลี่ยงรุ่ยจริงๆ เขาในตอนนี้แค่เดินได้ ์ก็เมตตาแล้ว “ลำบากท่านแล้ว ข้าเองก็ละอายใจที่เป็ตัวถ่วงท่าน ผู้าุโ แม้ข้าจะาเ็หนักแต่ก็ดีขึ้นมากแล้ว สิ่งที่ท่านพูดมาฟังดูดีอย่างยิ่ง แต่คงจะอันตรายมาก ผู้าุโเว่ย ข้ามีชีวิตเพิ่มขึ้นอีกวันก็นับว่าเป็กำไรแล้ว” ถึงจะรู้ว่ายังไงก็ไม่ตายแน่ๆ แต่จะกระดี้กระด๊าไม่ได้ อีกทั้งไม่รู้ว่าวิธีไหนทำให้กู้เลี่ยงรุ่ยรอดด้วย
โสมคืนิญญาในนิยายนั้นไม่เคยปรากฏ ในตอนท้ายๆ ฉีอ้ายอันขอร้องให้ฉีอ๋องตามหาโสมคืนิญญาด้วย แต่ก็ไม่รู้ว่าเจอมั๊ย ยังอ่านไมจบก็ซีม่องแท่งก่อน
ดังนั้นความหวังของกู้เลี่ยงรุ่ยย่อมอยู่ที่ผู้าุโเว่ย ซึ่งอันที่จริงเื่ราวของเว่ยชิงมีบทบาทแค่เล็กหน่อยเท่านั้น เรียกได้ว่าโผล่มาหน้าเดียว มีบรรยายไว้สั้นๆ ว่าเป็คนจิตใจดี วิชาแพทย์สูงส่ง ส่วนของอาจื่อ มีโผล่มาแค่นิดเดียว สักวรรคหนึ่งเห็นจะได้ กู้เลี่ยงรุ่ยในตอนนี้ก็เลยไม่รู้ว่าจะมีอะไรเกิดขึ้นต่อไปบ้าง หลังจากฉากงานแต่งแล้ว ก็ไม่ได้อ่านต่อไปอีก ตอนนี้กู้เลี่ยงรุ่ยไม่รู้ความอะไรทั้งสิ้น เนื้อเื่ในตอนนี้กำลังดำเนินไปอย่างไร กู้เลี่ยงรุ่ยก็เดาไม่ออก
ในตอนนี้เขาาเ็หนัก ดูจากสิ่งที่ผู้าุโเว่ยพูดแล้ว บางทีกู้เลี่ยงรุ่ยคงเหลือเวลาอีกไม่มาก ความทรมานในตอนกลางคืนยิ่งนานยิ่งทวี แต่กำลังว่าพระเอกย่อมไม่ตาย เป็สิ่งที่ช่วยชูใจกู้เลี่ยงรุ่ยให้อดทนผ่านมาได้
“มิได้ๆ เป็สิ่งที่ข้าควรทำ พืชโสมคืนิญญาหมื่นปี มีเวลาเดียวที่จะเก็บได้คือ่สิ้นฤดูเหมันต์เท่านั้น อารุ่ย ข้าไม่อาจนิ่งเฉยรอเ้าตาย ในเมื่อมีหนทาง แม้จะเป็เื่ราวในตำนานแต่ก็ใช่ว่าจะไม่มีปฎิหาริย์ ข้าอยากจะค้นหาโสมคืนิญญาให้พบเพื่อนำมารักษาเ้า แม้จะอันตรายไปบ้าง แต่ข้าย่อมต้องเสี่ยงสักคราเพื่อเ้า”
เวลาสามเดือนจะว่าสั้นก็สั้น จะว่ายาวก็ยาว ทุกวันทุกเวลาที่ได้รักษาและคอยมองดูอีกฝ่ายกลับมาจากปากเหว ในใจบังเกิดความสงสารเห็นใจแล้วครึ่งหนึ่ง กู้เลี่ยงรุ่ยอดทนอย่างหนัก าแเหล่านี้ใช้ว่าจะหายได้ง่ายๆ อีกทั้งจิตใจอันยิ่งใหญ่ที่ไม่ถือสาเื่ที่สูญสิ้นวรยุทธ์ ทั้งๆ ที่คนทั่วไปคงยอมตายดีกว่า แต่จิตใจแน่วแน่ห้าวหาญไม่ยึดติดเื่วรยุทธ์ที่สูญสิ้นไป คนเช่นนี้ทำให้ผู้คนที่ได้พบเห็นเกิดศรัทธา
“ผู้าุโ ท่านทำเช่นนี้ข้าจะตอบแทนท่านกลับเช่นไร” เื่ที่อีกฝ่ายพูดมานั้นไม่ได้โกหกเสแสร้ง เป็ความจริงใจอย่างแท้จริง สายตาสีจางบ่งบอกชัดเจนว่าหมายความตามที่พูดทำเอากู้เลี่ยงรุ่ยใจไหวหวั่น นอกจากพ่อแม่แล้วในอดีตก็ไม่ใครคอยห่วงหา เพื่อนน้อยและเก็บตัว มาวันนี้ได้พบกับคนใจดีที่กำลังจะเสี่ยงอันตรายเพื่อหาสมุนไพรมารักษากู้เลี่ยงรุ่ย ก็รู้สึกซาบซึ้ง
“อารุ่ย เ้าเป็คนที่ข้านับถือ ใต้หล้านี่จะมีสักกี่คนที่สามารถรับกับเื่สูญสิ้นวรยุทธ์ได้อย่างเ้าอีก นี่ไม่ใช่สิ่งที่ใครๆ ก็รับได้ ไม่แน่ว่าในอดีตเ้าคงเป็คนผู้หนึ่งที่เปี่ยมคุณธรรมน้ำใจ ข้าทนเห็นเ้ากลายเป็เช่นนี้มิได้ อย่างน้อยชีวิตของเ้าข้าต้องรักษาไว้ได้แน่”
“ผู้าุโเว่ย ข้าไม่รู้จะพูดเช่นไรดีต่อความเมตตาของท่าน ข้า...”
“อารุ่ย เ้าฟังข้านะ อาการของเ้าอาจจะทนได้ไม่นาน ข้าจะรีบไปรีบกลับมา เ้าต้องอดทนจนถึงเวลานั้น เข้าใจที่ข้าพูดหรือไม่” กู้เลี่ยงรุ่ยพยักหน้าอย่างซึ้งใจ รับรู้แล้วว่าโสมคืนิญญาน่าจะเป็ตัวช่วยให้กู้เลี่ยงรุ่ยรอดตาย ยามนี้รู้สึกอ่อนล้าอยู่บ้างที่ต้องตอบโต้ยาวๆ กับผู้าุโเว่ย จึงหลับไปอีกหน
สองสามวันถัดมา ผู้าุโเว่ยก็ออกเดินทางไกล โดยมีอาจื่อคอยพยุงกู้เลี่ยงรุ่ยออกมาส่งที่ประตู ท่ามกลางหิมะขาวโพลน ผู้าุโเว่ยขี่ม้าจากไปอย่างรวดเร็ว ทิ้งไว้แค่ร่องรอยบนหิมะว่าเคยมีคนผู้หนึ่งขี่ม้าจากไป...