ตอนที่ 116
เพลิงและน้ำแข็ง 1
หลังจบการประลองประมุขซือไฉก็อารมณ์ดีเป็นพิเศษ จึงได้เอ่ยปากเลี้ยงอาหารหรูต่อผู้อาวุโสและศิษย์ทุกคนที่ติดตามมาในครั้งนี้ เพราะคืนนี้ต่อให้ทุกคนกลับที่พักดึกดื่นก็ไม่เป็นไร เนื่องจากวันรุ่งขึ้นไม่มีการประลองมีเพียงการจับสลากประกบคู่แข่งขันในรอบ 8 คนสุดท้ายเท่านั้น แถมพระเอกของงานเสวี่ยหมิงก็ไม่ได้รับบาดเจ็บใด ๆ จากการประลองในวันนี้จึงไม่จำเป็นต้องพักฟื้น
จิวซินที่รู้ว่าอาจารย์ของตัวเองกำลังจะทำผิดพลาด ตัวนางซึ่งเป็นศิษย์สายตรงจึงพยายามเอ่ยบอกใบ้ว่าเสวี่ยหมิงนั้นกินจุมากและอาจารย์อาจต้องเตรียมเงินไปเยอะเป็นพิเศษไม่เช่นนั้นหากไม่มีเงินจ่ายค่าอาหารอาจจะทำให้ผู้เป็นอาจารย์เสียหน้าได้ แต่ประมุขซือไฉก็หาได้ใส่ใจเพราะตอนนี้เขามีเรือเหาะลมปราณหัวมังกรซึ่งสวยกว่า...ไวกว่า..และกว้างขวางกว่าเรือลมปราณเก่า ๆ ที่โดยสารเมื่อตอนขามาอย่างไม่อาจเทียบ และความดีความชอบในครั้งนี้ก็ต้องยกให้กับเสวี่ยหมิง แม้จะต้องควักจ่ายเงินจนหมดกระเป๋าก็หาได้เกิดความรู้สึกเสียดาย
บรรยากาศการเฉลิมฉลองชัยชนะเป็นไปอย่างชื่นมื่น แม้จิวซินจะหวั่นใจแทนผู้เป็นอาจารย์แต่สุดท้ายเหตุการณ์กินจนถึงขั้นล้างผลาญของเสวี่ยหมิงก็ไม่ได้เกิดขึ้น แม้ว่าเสวี่ยหมิงจะกินเยอะกว่าผู้อื่นแต่ในครานี้ก็ยังอยู่ในวิสัยของมนุษย์ทั่วไป หาได้กินราวกับสัตว์ประหลาดเช่นในคราวที่เสวี่ยหมิงฟาดอาหารทุกอย่าง จนทำให้เหลาชะตามงคลถึงกับต้องปิดบริการไปหนึ่งวันเนื่องจากวัตถุดิบหมดเกลี้ยง
ลำพังชัยชนะจากการพนันก็น่ายินดีอยู่แล้วแต่นั่นก็เป็นเพียงแค่เรื่องส่วนตัว ซึ่งแตกต่างกับเรื่องของวันมะรืนที่จะมาถึงเพราะหากเสวี่ยหมิงสามารถเอาชนะผ่านเข้าสู่รอบ 4 คนสุดท้ายไปได้ คะแนนมังกรสะสมของสำนักมังกรฟ้าก็จะเพียงพอทำให้ศิษย์ในรุ่นต่อ ๆ ไปสามารถเข้าใช้ด่านกักมังกรได้ในทุก 4 ปี ไม่ใช่ทุก 5 ปีเช่นเดิมอีก และหากระดับคะแนนสูงยิ่งขึ้นไปอีกสิทธิพิเศษที่สำนักมังกรฟ้าจะได้รับก็จะยิ่งมากขึ้นไปอีก ซึ่งหากจะพูดว่าชัยชนะในวันรุ่งขึ้นของเสวี่ยหมิงนั้นมีผลโดยรวมต่ออนาคตของสำนักมังกรฟ้าก็คงจะไม่เกินเลยไปนัก...ทำให้ประมุขซือไฉมอบของวิเศษรวมถึงโอสถอีกหลายอย่างให้กับเสวี่ยหมิงเป็นของขวัญพิเศษก่อนที่งานเลี้ยงจะเลิกรา
.
.
เช้าวันรุ่งขึ้นหลังจากผลประกบคู่ประลองที่ประกาศออกมา ความหวังของประมุขซือไฉก็ถูกทำลายจนหมดสิ้น เพราะผู้ที่เสวี่ยหมิงต้องพบในการประลองวันพรุ่งนี้คือนายน้อยลำดับสองของสำนักมังกรเทวะแห่งตระกูลฉีนาม...ฉีปิง ซึ่งหากนับกันตามลำดับแล้วถือว่าฉีปิงนั้นฝีมือสูงส่งกว่าจูซินเฉิงอยู่อีกหนึ่งขั้น แถมหากนับเพียงด้านพรสวรรค์ฉีปิงกลับถูกยกย่องว่ามีพรสวรรค์เหนือกว่าซือหม่าเทียนนายน้อยอันดับหนึ่งแห่งสำนักมังกรเทวะและตัวเต็งอันดับหนึ่งในการประลองครั้งนี้เสียอีก
แม้ประมุขซือไฉจะผิดหวังกับผลการประคู่ในรอบนี้อยู่บ้าง แต่ก็ไม่ได้ถึงกับเสียใจอะไรเพียงเอ่ยกับเสวี่ยหมิงว่า...เจ้าจงทำให้ดีที่สุดเพื่ออนาคตของสำนักมังกรฟ้า ยิ่งเมื่อประมุขซือไฉคิดไปว่าตอนนี้เสวี่ยหมิงนั้นยังอายุแค่ 15 ปีเท่านั้น ซึ่งหากนับกันตามกฎการประลองในอีก 5 ปีข้างหน้าเสวี่ยหมิงก็ยังมีโอกาสในการประลองได้อีกหนึ่งครั้ง และแน่นอนว่าในตอนนั้นเสวี่ยหมิงคงจะแข็งแกร่งจนอาจจะคว้าตำแหน่งชนะเลิศมาให้สำนักมังกรฟ้าก็เป็นได้
ผิดกับโจวอู่เว่ยผู้เป็นอาจารย์ของเสวี่ยหมิงที่แม้ตัวมันจะมีตำแหน่งต่ำต้อยกว่าซือไฉ แต่เพราะเคยออกเดินทางไกลและพบปะผู้คนสร้างความสัมพันธ์มากมายเอาไว้ในวัยหนุ่ม ทำให้มีหูตากว้างไกลและสายข่าวที่พอจะพึ่งพาได้กระจายอยู่ในหลาย ๆ เมืองโดยรอบ ซึ่งตอนนี้โจวอู่เว่ยนั้นมีสีหน้าวิตกกังวลอย่างเห็นได้ชัดเนื่องจากมันเพิ่งได้รับรู้ข่าวกรองสำคัญจากสหายเก่าแก่คนหนึ่งในเมืองมังกรเทวะแห่งนี้ ว่ามีการเคลื่อนไหวของกลุ่มคนจากแดนใต้ซึ่งน่าจะเกี่ยวพันกับเด็กหนุ่มที่เข้าประลองของสำนักมังกรฟ้า แน่นอนว่าเด็กหนุ่มผู้นั้นจะเป็นใครไปไม่ได้นอกจากเสวี่ยหมิง แต่เพราะไม่รู้ว่าการเคลื่อนไหวนั้นเป็นเพราะสาเหตุใดกันแน่จึงทำให้โจวอู่เว่ยเป็นกังวลอยู่ในตอนนี้
...หรือว่าเสวี่ยหมิงจะโดดเด่นเตะตาจนผู้คนในสำนักแดนใต้หมายตารับเข้าเป็นศิษย์ หากว่าเป็นเช่นนั้นข้าก็คงไม่อาจรั้งตัวเสวี่ยหมิงเอาไว้ จะอย่างไรลูกนกเมื่อเติบใหญ่ก็ต้องบินจากรัง เพียงแต่ข้าเองก็ไม่คิดว่าเวลานั้นจะมาถึงเร็วเช่นนี้ แต่หากว่าสำนักแดนใต้ต้องการบ่อนทำลายขุมกำลังของฝั่งเราแล้วละก็...
.
.
หลังจากที่ข่าวเรื่องผลการประกบคู่ประลองถูกกระจายออกไป ผู้คนที่เคยเชียร์เสวี่ยหมิงต่างก็ส่ายหน้าผิดหวังเพราะการที่ต้องพบเจอกับคู่ต่อสู้ที่แข็งแกร่งเช่นฉีปิงนั้นก็เท่ากับว่าเสวี่ยหมิงหมดโอกาสที่จะไปต่อในรอบต่อไปเสียแล้ว แม้ว่าเสวี่ยหมิงจะสามารถพลิกเอาชนะฉิงหลงมาได้ซึ่งก็ถือว่าเกินความคาดหมายของหลาย ๆ คน แต่ก็ยังเป็นเรื่องที่พอจะเข้าใจได้ แต่สำหรับฉีปิงซึ่งเป็นายน้อยลำดับสองของสำนักมังกรเทวะนั้นแตกต่างออกไป เพราะฉีปิงนั้นโดดเด่นมาตั้งแต่อายุ 15 ปีเช่นเดียวกับเสวี่ยหมิงและใช้เวลาเพียงแค่หนึ่งปีไต่อันดับของสำนักมังกรเทวะจากนายน้อยไร้อันดับก็กลับสามารถเร่งฝึกฝนจนระดับฝีมือพุ่งทะยานจนกลายมาเป็นอันดับสองของสำนักมังกรเทวะได้อย่างไม่มีผู้ใดคาดคิด และตลอดเวลาครึ่งปีก่อนการประลองเก้ามังกรในครั้งนี้ มีผู้ที่ขอท้าชิงตำแหน่งอันดับสองของสำนักจากฉีปิงจำนวนนับไม่ถ้วนแต่ทุกคนก็พ่ายแพ้กลับไปอย่างไร้ทางสู้ จนมีคำกล่าวกันว่าอีกไม่เกินสองปีตระกูลซือหม่าอาจจะต้องสูญเสียตำแหน่งศิษย์อันดับหนึ่งของสำนักมังกรเทวะให้กับตระกูลฉีก็เป็นได้ หรืออย่างช้าที่สุดอีก 7 ปีหลังจากที่ซือหม่าเทียนอายุเกินยี่สิบห้าและเลื่อนศักดิ์ฐานะจากศิษย์อันดับหนึ่งไปเป็นผู้คุมกฎหรือผู้อาวุโส ตำแหน่งศิษย์อันดับหนึ่งก็คงต้องตกเป็นของฉีปิงอย่างไม่ต้องสงสัย
แม้การประลองของเสวี่ยหมิงกับฉีปิงจะเป็นที่สนอกสนใจของผู้คน แต่ก็ใช่ว่าการปะทะกันของคู่อื่น ๆ จะไม่ดุเดือดเพราะในรอบแปดคนสุดท้ายนั้นย่อมจะเหลือเพียงอัจฉริยะรุ่นใหม่ของแต่ละสำนักเท่านั้น ทุกคนล้วนสำคัญและมีผลต่อความรุ่งเรืองหรือตกต่ำของสำนักซึ่งพวกมันสังกัดในอนาคต
.
.
.
ณ โรงเตี๊ยมแห่งหนึ่งห่างออกไปทางใต้ 20 ลี้นอกเขตปกครองของเมืองมังกรเทวะ
"เจ้ามั่นใจนะ"เสียงทรงภูมิเอ่ยผ่านยันต์สื่อสารระยะไกล
"ขอรับท่านผู้อาวุโสสูงสุด"
"ดี หากเจ้ามั่นใจข้าก็คงต้องทำการยืนยันเสียก่อนว่าสิ่งที่เจ้าเห็นนั้นใช้พลังเพลิงหงส์อัคคีที่หลุดหายออกไปของสำนักเราหรือไม่" เสียงจากยันต์สื่อสารขาดหายไปครู่หนึ่งก่อนจะกลับมาอีกครั้ง "ข้าจะติดต่อให้ผู้อาวุโสมี่จวงที่ออกปฏิบัติภารกิจในสถานที่ใกล้เคียงให้เร่งรุดไปชมดู ส่วนเจ้าก็คอยสอดส่องรายงานสถานการณ์ต่อไป"
"ขอรับ"
แม้ตามระเบียบทำเนียมผู้ที่สังกัดค่ายสำนักล้วนผูกพันชีวิตหรือมีพันธะกับค่ายสำนักนั้น ๆ แต่ก็ไม่ใช่ว่าการย้ายสำนัก การถูกซื้อตัว หรือแม้แต่ทรยศค่ายสำนักจะไม่มี และหากเกิดสถานการณ์เช่นนั้นกับศิษย์ทั่วไปก็คงไม่มีผู้ใดใส่ใจ แต่หากเกิดขึ้นกับศิษย์เอก หรืออัจฉริยะซึ่งเป็นความหวังหรืออนาคตของสำนักก็อาจจะก่อให้เกิดข้อพิพาทบาดหมางกันระหว่างสำนักตามมาได้ ส่วนการทรยศของศิษย์นั้นล้วนมีเกิดขึ้นประปรายและแน่นอนว่าทุกสำนักย่อมมีกฎของตัวเอง แต่ส่วนใหญ่โทษสำหรับผู้ที่ทรยศก็คือ...ความตายเพียงสถานเดียว