ทลายภพสยบหมื่นดารา

    ตอนที่ 45 การทดสอบแห่งชีวิต

    ก่อนฟ้าสาง ผู้เฒ่าโม่เปิดประตูใต้เรือน

    กุญแจเหล็กหมุนในรูกุญแจสามครั้ง เสียงกลไกเก่าครางอยู่ใต้พื้นจากนั้นแผ่นไม้ข้างเตาถ่านเลื่อนออก เผยบันไดหินซึ่งทอดลงสู่ความมืด

    ไอเย็นพุ่งขึ้นมา ไม่มีกลิ่นเลือดเจืออยู่

    นี่เป็นทางแรกใต้โม่เหอที่ปราณโลหิตยังแตะไม่ถึง

    เยี่ยซิงเหอยืนข้างโต๊ะ สวมเสื้อคลุมและคาดกระบี่เรียบร้อยผ้าไหมวิเศษอยู่แนบอก พิกัดประตูสวรรค์อยู่ในความทรงจำ ไม่มีสัมภาระอื่น

    ผู้เฒ่าโม่ยื่นตะเกียงให้ “ทางนี้ไปสิ้นสุดหลังผาน้ำแข็งเดินตรงไป อย่าแตะผนังด้านซ้าย เมื่อเห็นรากสนให้ดับไฟจากนั้นเดินตามลมเหนือจนพ้นหุบเขา”

    เยี่ยซิงเหอรับตะเกียง แต่ไม่ก้าวลงบันได

    “ค่ายกลโลหิตไม่พบทางนี้ได้อย่างไร?”

    “เพราะมันเก่ากว่าค่ายกล”

    “ใครสร้าง?”

    “คำถามนั้นไม่ช่วยให้เจ้าเดินเร็วขึ้น”

    “ท่านสัญญาว่าจะบอกสิ่งที่ข้าจำเป็นต้องรู้”

    “หลังเจ้าเลือก”

    ผู้เฒ่าโม่วางกุญแจไว้ในฝ่ามือเขา “ถ้าไป จงปิดประตูจากด้านในกลไกจะถล่มช่วงท้าย ไม่มีผู้ใดตามได้ รวมทั้งข้า”

    “แล้วถ้าอยู่?”

    “วางกุญแจคืน”

    ไม่มีการเร่ง ไม่มีคำเตือนเรื่องกองทัพไม่มีการบอกว่าชีวิตของเขาสำคัญกว่าชีวิตผู้ใด ผู้เฒ่าโม่ถอยไปยืนข้างเตาปล่อยให้บันไดมืดและประตูเรือนที่อยู่ด้านหลังเป็นสองทางซึ่งมีน้ำหนักเท่ากัน

    เยี่ยซิงเหอมองลงไป

    ทางใต้ดินเงียบ สะอาดและปลอดภัยพอให้คนหนึ่งคนพาพิกัดออกจากวงล้อม หากเขาเดินตอนนี้ ก่อนแสงแตะยอดสนเขาจะอยู่หลังผาน้ำแข็ง ศัตรูบนสันเขาอาจไม่รู้จนสาย

    เขาจะยังมีชีวิตเพื่อหาประตูสวรรค์

    ยังมีชีวิตเพื่อถามว่าบิดามารดาเป็นใคร

    ยังมีชีวิตเพื่อฝึกจนแข็งแกร่งแล้ววันหนึ่งอาจกลับมาชำระแค้นให้โม่เหอ

    ทุกเหตุผลเป็นความจริง

    เขาหันมองประตูเรือน

    อีกด้านของประตูมีคนที่แบ่งข้าวก้นหม้อมีหญิงแก่ซึ่งหลังคาเพิ่งหยุดรั่วมีเด็กสามคนที่เชื่อว่าตุ๊กตาหิมะกำลังเฝ้าหมู่บ้านและมีคนเจ็บซึ่งยังนอนรอฟังว่ากลองจะดังเมื่อใด

    หากเขาไป พวกเขาจะไม่ได้กล่าวโทษ

    นั่นยิ่งทำให้ก้าวแรกหนักขึ้น

    ผ้าไหมที่อกอุ่นขึ้นเล็กน้อยราวกับรับรู้ว่าการตัดสินใจอยู่ใกล้ แต่ไม่เปิดแผนที่ ไม่ส่งเสียงและไม่บอกว่าทางใดถูก

    เยี่ยซิงเหอยกตะเกียงขึ้น

    ผู้เฒ่าโม่ไม่ขยับ

    เขาก้าวลงบันไดหนึ่งขั้น

    กลิ่นหินเก่าและลมเหนือชัดขึ้น ทางหนีอยู่ตรงหน้าเพียงเดินต่อไป โลกทั้งโลกจะกว้างกว่าโม่เหออีกครั้ง

    เยี่ยซิงเหอคุกเข่า วางตะเกียงบนขั้นหินแล้วใช้กุญแจล็อกประตูจากด้านนี้

    ผู้เฒ่าโม่มองผ่านช่องเปิด “เจ้าเลือกแล้ว?”

    “เลือกแล้ว”

    “ข้าจะถามอีกครั้งเพียงครั้งเดียวเจ้าอยู่เพราะรู้สึกเป็นหนี้ข้าหรือ?”

    “ไม่”

    “เพราะอยากพิสูจน์ว่าตนไม่กลัว?”

    “ไม่”

    “เพราะคิดว่าดวงตราทำให้เจ้าชนะคนพันคนได้?”

    “ไม่”

    “เช่นนั้นเพราะอะไร?”

    เยี่ยซิงเหอยกตะเกียงกลับขึ้น วางบนพื้นเรือนแล้วดึงกุญแจออกจากกลไก เขามองผู้เฒ่าโม่ตรง ๆ

    “นี่คือบ้านของข้า”

    เขาวางกุญแจคืนบนโต๊ะ

    ผ้าไหมแนบอกคลายความอุ่นลง การตัดสินใจไม่ได้เปิดแผนที่ใหม่แต่น้ำหนักซึ่งเคยดึงจิตใจไปสองทางหายไปในทันที

    ผู้เฒ่าโม่ปิดแผ่นไม้เหนือบันได เสียงกลไกกลับเข้าที่

    ทางหนียังอยู่

    แต่ไม่ใช่ทางของเยี่ยซิงเหออีกแล้ว

    “ตามข้ามา” ผู้เฒ่ากล่าว

    ทั้งสองออกจากเรือน ฟ้ายังมืดแต่ขอบตะวันออกเริ่มมีสีเงินชาวบ้านตามจุดค่ายกลมองมา ไม่มีผู้ใดถามว่าเขาเลือกอะไรเมื่อเห็นกระบี่ยังอยู่บนหลังเขา พวกเขาก็หันกลับไปทำหน้าที่

    ผู้เฒ่าโม่พาเขาออกทางหลังเรือนผ่านช่องแนวกั้นไปยังป่าสนด้านในซึ่งยังอยู่ในวงป้องกัน หิมะสูงถึงหน้าแข้งต้นไม้บดบังธงบนภูเขา ทำให้สถานที่นี้ดูห่างจากสงครามเพียงชั่วคราว

    กลางป่ามีลานหินเล็ก ๆ ใต้หิมะผู้เฒ่าโม่กวาดไม้เท้าครั้งเดียว หิมะเปิดออกเผยรอยวงกลมเก้าวงซ้อนกันเส้นทุกเส้นเชื่อมลงไปใต้หมู่บ้าน

    “แนวผนึก” เยี่ยซิงเหอกล่าว

    “ส่วนหนึ่งของมัน”

    “ผนึกค่ายกลโลหิต?”

    “ไม่”

    ผู้เฒ่าโม่หันมา “ผนึกเจ้า”

    เยี่ยซิงเหอนิ่ง

    ลมเหนือพัดผ่านยอดสน แต่ในลานหินไม่มีเกล็ดหิมะขยับราวกับคำสองคำนั้นหยุดทุกสิ่งไว้

    “ตั้งแต่เมื่อใด?” เขาถาม

    “ก่อนเจ้าจำความได้”

    “ท่านทำหรือ?”

    “ข้าช่วยรักษามัน”

    “ใครเป็นผู้ผนึก?”

    “ยังไม่ใช่คำตอบที่เจ้าจำเป็นต้องแบกในวันนี้”

    เยี่ยซิงเหอชักกระบี่ครึ่งฝัก ความโกรธเย็นแล่นผ่านปลายนิ้ว“ท่านมอบความลับเพียงครึ่งเดียวอีกแล้ว”

    “ใช่”

    “แล้วหวังให้ข้าขอบคุณ?”

    “ไม่” ผู้เฒ่าโม่ตอบ “ข้าหวังให้เจ้าไม่ตายในครึ่งชั่วยาม”

    เขาใช้ไม้เท้าชี้วงผนึก “เจ้าเคยคิดว่าตนไร้ปราณเพราะเส้นปราณว่างเปล่า ความจริงคือมันไม่เคยว่างสิ่งที่อยู่ข้างในถูกบีบไว้จนปราณภายนอกเข้าไม่ได้รากฐานสีทองของเจ้าก่อขึ้นรอบผนึก ไม่ได้แทนที่มัน”

    เยี่ยซิงเหอนึกถึงทุกครั้งที่ปราณไหลผิดวิถีทุกครั้งที่พลังสีทองปรากฏทั้งที่ตำราไม่มีและทุกครั้งที่ตราบนหลังร้อนราวกับสิ่งมีชีวิต

    “เหตุใดต้องรักษาผนึก?”

    “เพราะตอนเจ้ายังควบคุมตนไม่ได้ หากมันเปิดเต็มที่ร่างจะพังก่อนเจ้ารู้ว่ามีพลัง”

    “แล้วตอนนี้?”

    ผู้เฒ่าโม่มองรอยเลือดแห้งที่หางตาเขา “ตอนนี้ร่างยังอาจพังแต่เจ้าอย่างน้อยรู้ว่ากำลังเลือกเพื่ออะไร”

    ความจริงส่วนนี้ไม่ให้ชื่อของบิดามารดาไม่ตอบว่าใครส่งเขาผ่านประตู และไม่เปิดว่าผู้เฒ่าโม่เป็นใคร

    แต่มันทำลายความเข้าใจเดิมอย่างสิ้นเชิง

    ความว่างเปล่าที่เขาเกลียดมาตลอดไม่ใช่ความพิการ

    มันคือประตูซึ่งถูกปิดไว้

    และผู้เฒ่าโม่เป็นหนึ่งในคนที่จับกลอนประตูนั้นมาตลอดหลายปี

    “นี่คือราคาที่ท่านพูดถึง?” เยี่ยซิงเหอถาม

    “ความลับของข้าเป็นเพียงราคาแรก”

    ผู้เฒ่าโม่ยกไม้เท้า ปลายไม้ชี้ตรงอกเขา“ราคาที่สองอยู่ในตัวเจ้า ถ้าจะข้ามจากก่อเกิดรากฐานไปสู่ผสานแกนทองคำเจ้าต้องทำให้รากฐานที่แตกร้าวรวมแรงเข้าศูนย์กลาง แต่ผนึกจะต่อต้านและกระบี่จะคืนแรงทุกส่วนที่เจ้ายืมมัน”

    “ถ้าไม่ทำ?”

    “เจ้าจะเข้าศึกด้วยรากฐานซึ่งแตกจากการใช้เนตรอีกครั้งเดียว”

    “ถ้าทำไม่สำเร็จ?”

    “เส้นปราณขาด”

    “ถ้าสำเร็จ?”

    “เจ้าเพียงเหยียบธรณีของขั้นถัดไป แกนยังไม่ก่อ ร่างยังไม่คุ้นและพลังมากเกินไปจะฆ่าเจ้าได้เช่นเดิม”

    ไม่มีรางวัลใดไร้เงื่อนไข

    เยี่ยซิงเหอชักกระบี่ออกเต็มฝัก “เริ่มอย่างไร?”

    ผู้เฒ่าโม่ฟาดไม้เท้าใส่ทันที

    เยี่ยซิงเหอยกกระบี่รับ แรงกระแทกกดเข่าลงหิมะปราณที่ตั้งใจเก็บไว้ถูกบีบออกจากรากฐานสีทองแล้วสะท้อนกลับเข้าข้อมือ

    “อย่ารับด้วยกระบี่อย่างเดียว” ผู้เฒ่ากล่าว

    ไม้เท้าฟาดครั้งที่สอง

    เยี่ยซิงเหอเบี่ยงตัว ใช้สันกระบี่นำแรงลงพื้นหิมะระเบิดเป็นแนวยาว แต่วงผนึกใต้เท้าสว่างขึ้นแล้วส่งแรงกลับจากพื้นเข้าสู่ขา

    เขาเสียหลัก

    ปลายไม้เท้าหยุดตรงลำคอ

    “เจ้าคิดว่าศัตรูมีทิศเดียว”

    “ค่ายกลส่งแรงกลับ”

    “ชีวิตก็เช่นกัน”

    ผู้เฒ่าถอยสามก้าว “อีกครั้ง”

    การฝึกไม่ได้มีท่วงท่างดงาม ผู้เฒ่าโม่ไม่สอนวิชาใหม่เขาโจมตีจากมุมที่บังคับให้เยี่ยซิงเหอต้องเลือกว่าแรงใดควรรับ แรงใดควรปล่อยและแรงใดต้องส่งต่อไปยังสิ่งที่มั่นคงกว่า

    ครั้งที่สาม เยี่ยซิงเหอส่งแรงลงวงผนึกมากเกินไปเส้นสีดำใต้หมู่บ้านจึงสั่นรับ ปราณโลหิตฉวยช่องแทรกเข้าข้อเท้า

    เขาตัดมันทิ้งด้วยปราณสีทอง รากฐานร้าวอีกเส้น

    ครั้งที่ห้า เขาใช้กระบี่เงาดารารับแรงเต็มคมกระบี่ตอบสนองต่อภาระที่เขาเลือก พลังคมขึ้นชั่วขณะแต่แรงสะท้อนแล่นย้อนขึ้นแขนจนหัวไหล่เคลื่อน

    ผู้เฒ่าโม่ไม่หยุดให้พักใช้ไม้เท้าแตะหัวไหล่แล้วดันกลับเข้าที่ เสียงกระดูกดังกรอบ

    “เจ็บหรือ?”

    “ถามเพื่ออะไร?”

    “ดูว่าเจ้ายังพูดได้หรือไม่”

    ไม้เท้าฟาดมาอีก

    เยี่ยซิงเหอหมุนตัว หลบปลายไม้แล้วใช้ฝักกระบี่รับแทนคมเขาไม่ต่อต้านแรงทั้งหมด ปล่อยให้ร่างถอยตามไปสองก้าวจากนั้นใช้ส้นเท้ากดวงผนึกวงนอก ส่งแรงส่วนเกินกระจายเป็นเก้าทิศ

    แสงใต้หิมะสว่างพร้อมกัน

    ครั้งแรกที่รากฐานไม่รับแรงเพียงลำพัง

    “ดี” ผู้เฒ่าโม่กล่าว “แต่ช้า”

    เขาแทงไม้เท้าตรงกลางอก

    เยี่ยซิงเหอเปิดเนตรโดยสัญชาตญาณ เส้นทางของไม้เท้าชัดขึ้นแต่ทันทีที่มองลึก เขาเห็นปราณของผู้เฒ่าเป็นความว่างซ้อนหลายชั้น มองไม่เห็นปลายไม่เห็นจุดเริ่ม และมีสายตาบางอย่างเกือบหันกลับมาจากส่วนลึก

    เขาปิดเนตรทันที

    ช้าเกินไป

    ภาพรับรู้แตกเป็นเสี้ยว ความเจ็บแล่นเข้าศีรษะ ไม้เท้ากระแทกอกร่างเขาปลิวผ่านลานหิน ชนต้นสนจนหิมะบนกิ่งร่วงทับ

    เยี่ยซิงเหอกระอักเลือด

    “ท่านจงใจ” เขากล่าว

    “ศัตรูก็จะจงใจ”

    “ข้าเกือบเห็น—”

    “สิ่งที่ไม่เกี่ยวกับการรอดวันนี้” ผู้เฒ่าโม่ตัดบทเสียงเย็นกว่าทุกครั้ง “อย่าใช้เนตรกับข้าอีก”

    คำเตือนไม่ได้ฟังเหมือนความโกรธเพียงอย่างเดียว

    มันคือความกลัวว่าหากเยี่ยซิงเหอมองลึกกว่านั้นบางสิ่งจะมองกลับ

    เขาลุกขึ้น ใช้หลังมือเช็ดเลือด “อีกครั้ง”

    “ร่างเจ้าถึงขีดแล้ว”

    “ยังไม่ถึง”

    “รากฐานเจ้าไม่เห็นด้วย”

    “มันไม่เคยเห็นด้วยกับข้า”

    ผู้เฒ่าโม่ถอนหายใจ“เด็กดื้อควรมีอายุยืนกว่านี้จึงค่อยน่ารำคาญ”

    แต่เขายกไม้เท้าขึ้น

    คราวนี้เยี่ยซิงเหอไม่รอรับ เขาก้าวเข้าไปก่อนกระบี่ฟันต่ำเพื่อบังคับให้ผู้เฒ่าเปลี่ยนฐานเท้าจากนั้นพลิกสันกระบี่รับไม้เท้าด้านบน แรงสองทางชนกันตรงรากฐาน

    รอยร้าวทุกเส้นสว่าง

    ความเจ็บระเบิดในอก

    เยี่ยซิงเหอไม่ผลักมันออกเขาดึงแรงกลับเข้าศูนย์กลางตามวิถีที่เพิ่งเข้าใจ แทนที่จะอุดรอยร้าวทีละเส้นเขาให้รอยร้าวทั้งหมดชี้ไปยังจุดเดียว

    รากฐานสีทองเริ่มหมุน

    ช้า หนัก และไม่สมดุล

    ปราณตามเส้นลมปราณไหลย้อนร่างกายสูญเสียความรู้สึกตั้งแต่ปลายนิ้วถึงหัวไหล่ กระบี่เงาดาราสั่นในมือส่งแรงสะท้อนเพิ่มราวกับถามว่าเขาจะแบกภาระนี้จริงหรือไม่

    เขาตอบด้วยการกำด้ามแน่นขึ้น

    ผู้เฒ่าโม่ถอนแรงจากไม้เท้าในฉับพลัน

    เยี่ยซิงเหอเสียจุดต้าน รากฐานที่กำลังหมุนเกือบแตกกระจายเขาทิ้งกระบี่ลง ปักมือทั้งสองบนหิมะ และส่งแรงส่วนเกินเข้าสู่วงผนึก

    เส้นเก้าวงสว่างวาบ

    ใต้หมู่บ้าน ค่ายกลโลหิตตอบรับทันที

    เสียงกรีดร้องนับพันสายดังผ่านพื้นปราณเลือดพยายามปีนตามพลังสีทองเข้าร่างเขา หากปล่อยให้มันเข้ามาเขาอาจใช้พลังศัตรูเติมส่วนที่ขาดและบังคับทะลวงได้เร็วขึ้น

    ทางนั้นง่าย

    และสกปรก

    เยี่ยซิงเหอนึกถึงคนทรยศซึ่งขายวิญญาณเพราะเชื่อว่าทางรอดมีราคานึกถึงจ้าวนิกายที่ใช้คนเป็นเชื้อเพลิงและนึกถึงชามน้ำข้าวซึ่งผู้ใหญ่บ้านยังแบ่งให้เชลย

    เขาปิดทางปราณโลหิต

    ทันทีที่ปฏิเสธพลังจากภายนอก รากฐานสีทองขาดแรงประคองวงหมุนในอกชะงัก ความเจ็บบิดอวัยวะจนภาพตรงหน้ามืดลง

    “ถอยตอนนี้ยังทัน” เสียงผู้เฒ่าโม่ดังไกลออกไป

    เยี่ยซิงเหอพยายามตอบ แต่ไม่มีลมหายใจ

    หิมะเย็นใต้ฝ่ามือหายไป

    เมื่อเขาลืมตาอีกครั้ง เบื้องหน้าเป็นประตูหอคอย

    ท้องฟ้าไม่มีดาว พื้นไม่มีเงาหอคอยดาราผันกาลเวลายืนอยู่ในความมืดอย่างที่เคยปรากฏในฝัน ประตูเปิดแง้มแสงสีทองไหลออกมาเป็นเส้น

    เขาไม่ได้เข้ามาด้วยกาย

    ร่างจริงยังคุกเข่าอยู่กลางป่าหิมะ โลกภายนอกยังเดินต่อทุกลมหายใจที่นี่เผาความแข็งแรงของวิญญาณ

    เสียงหนึ่งดังจากหลังประตู ไม่มีถ้อยคำชัดเจนมีเพียงความหมายซึ่งถูกส่งตรงเข้าสู่ใจ

    ปล่อยสิ่งผูกพัน

    ตัดความกลัว

    รวมพลังเพื่อตนเพียงผู้เดียว

    ภาพทางหนึ่งปรากฏบนพื้นหอคอยในภาพนั้นเยี่ยซิงเหอเดินออกจากโม่เหอเพียงลำพัง รากฐานไม่ต้องแบ่งแรงให้ค่ายกลไม่ต้องรับเสียงกรีดร้องจากใต้ดินไม่ต้องห่วงว่าการระเบิดของพลังจะทำร้ายคนข้างเคียง

    วงหมุนสีทองในอกสมบูรณ์อย่างรวดเร็ว

    เป็นทางทะลวงที่ปลอดภัยกว่า

    แต่ปลายทางว่างเปล่า

    ไม่มีหลังคา ไม่มีชามข้าว ไม่มีตุ๊กตาหิมะไม่มีสิ่งใดที่ทำให้พลังนั้นจำเป็น

    เยี่ยซิงเหอมองประตูหอคอย“ข้าไม่ได้เลือกอยู่เพื่อให้พวกเขากลายเป็นภาระ”

    แสงหลังประตูสั่น

    “ข้าเลือกอยู่ เพราะการมีพวกเขาทำให้ข้ารู้ว่าพลังควรไปทางใด”

    เขาหันหลังให้ทางลวง

    กระบี่เงาดาราปรากฏในมือจิตคมกระบี่เต็มไปด้วยรอยร้าวเดียวกับรากฐาน ทุกภาระที่เขารับทำให้มันหนักขึ้นทุกครั้งที่ใช้โดยไม่ยอมรับราคา มันส่งความเจ็บกลับมา

    เยี่ยซิงเหอไม่ได้ฟันรอยร้าว

    เขาวางกระบี่ลงกลางวงหมุนให้มันเป็นแกนชั่วคราวซึ่งรวบแรงทุกด้าน แต่ไม่ยึดพลังไว้เป็นของตนทั้งหมด

    เสียงเด็กหัวเราะในหิมะ

    เสียงหญิงแก่บอกให้ซ่อมหลังคา

    เสียงผู้เฒ่าโม่ถามว่าจะไปไหน

    ความทรงจำเหล่านั้นไหลเข้าวงหมุน ไม่ได้กลายเป็นปราณหากกลายเป็นทิศทาง

    หอคอยสั่นสะเทือน

    วิญญาณของเยี่ยซิงเหอปวดร้าวราวถูกดึงยาวเกินขีดเขารู้สึกว่าช่วงความทรงจำบางส่วนเริ่มพร่าใบหน้าของเด็กที่ปั้นหิมะเลือนลงชั่วขณะ

    เขารีบถอนจิต

    ประตูหอคอยปิดดังสนั่น

    โลกหิมะกลับมาในคราวเดียว

    เยี่ยซิงเหอสูดลมหายใจเฮือก ร่างจริงล้มลงข้างวงผนึกเวลาภายนอกผ่านไปไม่ถึงหนึ่งถ้วยชา แต่เหงื่อชุ่มเสื้อทั้งที่อากาศหนาวจัด

    “จำข้าได้หรือไม่?” ผู้เฒ่าโม่ถาม

    เยี่ยซิงเหอมองใบหน้าเขา ภาพซ้อนสองชั้นก่อนค่อยรวมเป็นหนึ่ง“คนแก่ปากมาก”

    “ยังพอใช้ได้”

    ผู้เฒ่ากดสองนิ้วบนชีพจรเขาสีหน้าซึ่งเคยผ่อนคลายกลับเคร่งขึ้น

    “เจ้าเอากระบี่เป็นแกนชั่วคราว”

    “มันรับแรงได้”

    “และจะคืนแรงตอนแกนจริงก่อ”

    “ข้ารู้”

    “เจ้าไม่รู้ทั้งหมด”

    “ไม่มีผู้ใดบอกทั้งหมด”

    ผู้เฒ่าโม่ไม่เถียง เขาช่วยเยี่ยซิงเหอนั่งขึ้น

    ในอก รากฐานสีทองไม่ได้หยุดอยู่เป็นแท่นอีกต่อไปมันหมุนรอบศูนย์กลางว่างเปล่า ปราณทุกสายเริ่มถูกดึงเข้าหาจุดนั้นแต่ยังไม่มีแกนก่อขึ้น

    เยี่ยซิงเหอข้ามธรณีแล้ว

    จากก่อเกิดรากฐานเข้าสู่ผสานแกนทองคำ

    แต่การควบคุมยังไม่สมบูรณ์ ทุกครั้งที่วงหมุนเร็วขึ้นเส้นปราณทั่วร่างจะตึงจนเกือบขาด และแรงสะท้อนจากกระบี่ยังซ่อนอยู่กลางศูนย์ว่างรอเวลาคืนกลับ

    “อย่าเร่งให้แกนก่อที่นี่” ผู้เฒ่าโม่กล่าว“ปล่อยให้ทะเลปราณหาทางของมัน หากบังคับตอนนี้ เจ้าจะไม่มีร่างเหลือไปถึงสนามรบ”

    เยี่ยซิงเหอพยักหน้า

    เสียงแตกดังขึ้นจากแผ่นหลัง

    ไม่ใช่กระดูก

    เสื้อคลุมตรงกลางหลังปริออกเอง แสงสีทองลอดผ่านผ้าเป็นเส้นก่อนเส้นที่สองและสามจะวิ่งออกจากจุดเดียวกันลวดลายซึ่งเคยปรากฏเพียงบางส่วนขยายทั่วแผ่นหลัง

    วงดาว

    วงโคจร

    เส้นตราซึ่งเหมือนประตูซ้อนอยู่ในท้องฟ้า

    แสงทุกเส้นเชื่อมเข้าหากันจนดวงตรามหาจักรวาลปรากฏเต็มรูปเป็นครั้งแรก

    หิมะทั่วลานละลายเป็นวงกว้าง

    แนวผนึกใต้โม่เหอสว่างตอบรับ ค่ายกลโลหิตชะงักไปหนึ่งลมหายใจและไกลออกไปบนสันเขา แผ่นหยกสีเลือดทุกแผ่นหันมาทางเดียวกัน

    แสงไม่ได้หยุดอยู่ในลานหิน มันวิ่งตามเส้นผนึกลงสู่บ่อน้ำผ่านเรือนบรรพชน และย้อนขึ้นตรงจุดค่ายกลทั้งห้าชาวบ้านที่ยืนเฝ้าเห็นพื้นใต้เท้าสว่างจึงยกอาวุธขึ้นแต่ผู้เฒ่าโม่ส่งเสียงบอกไม่ให้แตะต้อง

    นี่ไม่ใช่พลังที่หมู่บ้านยืมใช้ได้

    และไม่ใช่เกราะซึ่งช่วยให้คนหนึ่งพันหายไป

    มันคือสัญญาณ

    เยี่ยซิงเหอรู้ทันทีว่าราคาของการทะลวงไม่ได้อยู่เพียงในเส้นปราณศัตรูซึ่งเคยมีหลักฐานเพียงเงาของรากฐานบัดนี้เห็นตำแหน่งของเขาชัดเจนกว่ากองไฟกลางหิมะ

    บนภูเขา ธงสีเลือดเปลี่ยนทิศพร้อมกันหน่วยซึ่งเคยหันเข้าหาจุดค่ายกลกระจายตัวใหม่ แล้วรวมแนวตรงกับป่าด้านใน

    เขาเป็นผู้เลือกอยู่

    ดังนั้นภัยซึ่งตามดวงตรามาก็จะตกลงบนบ้านที่เขาเลือกเช่นกัน

    เยี่ยซิงเหอกดฝ่ามือลงบนพื้น ไม่ส่งพลังต่อเพียงพยายามจำจังหวะวงหมุนเพื่อไม่ให้มันระเบิดใส่คนข้างหลังความเจ็บในเส้นปราณย้ำว่าเขาไม่ได้กลายเป็นผู้ไร้เทียมทานเขาเพียงไม่มีสิทธิ์กลับไปเป็นคนเดิม

    ผู้เฒ่าโม่มองตราบนหลังเขา ไม่มีความยินดี

    “มันเห็นเจ้าแล้ว”

    เยี่ยซิงเหอกำมือ วงหมุนในอกยังไร้แกนแต่ไม่อาจย้อนกลับเป็นรากฐานเดิมอีก

    ขอบฟ้าด้านตะวันออกเริ่มสว่าง

    ดวงตราส่องแสงเต็มแผ่นหลัง

    คล้ายกับเรื่องทลายภพสยบหมื่นดารา ที่คุณอ่าน