หลังจากดูแลให้เหล่าสาวใช้จัดเก็บข้าวของและสัมภาระจนเสร็จสิ้น เสิ่นเชียนเกอก็รีบเดินทางออกจากเรือนกุยเยี่ยน มุ่งตรงไปยังสวนรองหนิงโช่วทันที
ขณะกำลังก้าวผ่านประตูสวนเพื่อออกจากเขตเรือนร่างบางก็หยุดชะงัก คุณหนูรองตระกูลเสิ่นเงยหน้าขึ้นมองแผ่นไม้ขนาดใหญ่ที่อยู่เหนือศีรษะ บนแผ่นไม้นั้นสลักคำว่า ‘เรือนกุยเยี่ยน’
ในภพก่อน ไม่ว่าอย่างไรเสิ่นเชียนเกอก็ไม่มีวันจากที่แห่งนี้ไปเป็อันขาด ทว่าในท้ายที่สุดแล้วนางก็ถูกคนเ่าั้ขับไล่ออกไปอยู่ดี คิดไม่ถึงว่าในภพนี้หลังจากหวนกลับมา ‘เริ่มต้นใหม่’ ได้เพียงไม่นาน นางกลับไม่หลงเหลือความอาลัยอาวรณ์ต่อเรือนอันเป็ที่รักเลยแม้แต่น้อย มุมปากเล็กภายใต้ผืนผ้าบางถูกยกขึ้นเป็รอยยิ้มงดงาม…แต่กลับเป็ความงามที่แผ่ไปไม่ถึงดวงตาเมล็ดซิ่งแต่อย่างใด
เรือนกุยเยี่ยนหลังนี้มีสิ่งใดให้นางต้องอาลัยอาวรณ์ ตัวเรือนตั้งอยู่ใกล้ลำธาร เมื่อเหมันตฤดูมาเยือนก็ทั้งหนาวเหน็บและชื้นแฉะไปหมด ยามคิมหันตฤดูเข้าย่างกรายก็ร้อนชื้นไปทั่ว ยุงและแมลงบินว่อนไปเสียทุกที่ สถานที่แห่งนี้แทบไม่มีสายลมพัดผ่าน ความร้อนอบอ้าวที่ต้องพบเจอทำให้เอือมระอาเสียเต็มประดา ตัวเรือนก็เล็กและคับแคบ แม้กระทั่งห้องครัวเล็ก ๆ ก็ยังไม่มี สิ่งของจำเป็ก็ล้วนแต่ต้องแบ่งมาจากส่วนของเรือนใหญ่ทั้งสิ้น ใน่เวลาที่อาศัยอยู่ภายใต้ชายคาจวนตระกูลเสิ่น เสิ่นเชียนเกอไม่เคยได้รับการเอาอกเอาใจใด ๆ ซ้ำร้าย แม้แต่การจะสรรหาข้าวของเครื่องใช้ในชีวิตประจำวันต่าง ๆ ก็ยังถูกบรรดาพ่อบ้านของเรือนใหญ่ขัดขวางไม่อำนวยความสะดวกให้อยู่เป็นิจ
ตรงกันข้าม สวนโต้วชุนของเสิ่นเจียวเจียวซึ่งตั้งอยู่ข้าง ๆ เรือนกุยเยี่ยนกลับมีพื้นที่กว้างใหญ่กว่าถึงสองเท่า ไม่ว่าจะฤดูใดก็ล้วนมีต้นไม้ใบหญ้าขึ้นเขียวขจีและดอกไม้นานาพรรณออกดอกงดงามตลอดปี เรือนที่คุณหนูใหญ่อาศัยอยู่นั้นเป็เรือนหลักที่หันไปทางทิศทักษิณ ในคิมหันตฤดูนางจะใช้ห้องหนังสือซึ่งตั้งอยู่ติดลำธารเพื่อตากลมคลายร้อน ยามเข้าฤดูเหมันต์นางก็จะเข้าไปรับไออุ่นในเรือนหลังเล็กซึ่งเชื่อมติดกับเรือนหลังใหญ่ ข้าง ๆ เรือนหลังเล็กจะมีห้องครัวเล็กที่มีข้าวของเครื่องใช้เตรียมไว้อย่างครบครัน กลิ่นหอมจากห้องครัวเล็กที่เคี่ยวน้ำแกงในทุก ๆ วันไม่เคยจางหายไป
เสียดายที่เมื่อก่อนนางคิดว่าอย่างน้อย ๆ ก็ยังได้พักอาศัยอยู่ในเรือนที่อยู่ติดกับเรือนของเสิ่นเจียวเจียว ถึงแม้ใต้เท้าเสิ่นและเสิ่นฮูหยินจะดูลำเอียงไปบ้างแต่นั่นก็ไม่นับว่าหนักหนามากนัก หากนางพยายามเป็บุตรีที่ดีเอาอกเอาใจบิดามารดาให้มาก อย่างไรก็คงสามารถเข้าถึงใจพวกเขาได้บ้าง
นึกมาถึงตรงนี้ เสิ่นเชียนเกอยอมรับแล้วว่า ‘ก่อนหน้านี้ดวงตาของนางนั้นมืดบอดไปจริง ๆ’
เมื่อเสิ่นเชียนเกอหลุดออกจากภวังค์แห่งห้วงความคิด แม้กระทั่งประตูสวนนางก็คร้านที่จะเหลือบมอง ไม่นานนักคุณหนูรองตระกูลเสิ่นและเหล่าผู้ติดตามก็ก้าวย่างจากไป ลาจากเรือนกุยเยี่ยนที่แสนอบอ้าวและชีวิตอันแสนรันทดไปตลอดกาล
ออกเดินทางต่อไปได้ไม่ไกลนัก เหลียงเฉินที่เดินละล้าละหลังตามเสิ่นเชียนเกอมาตลอดก็เปลี่ยนมาเดินอยู่เคียงข้างคุณหนูของตน สาวใช้มีสีหน้าลำบากใจ นางก้มหน้างุดพลางบ่นกระปอดกระแปดก่อนจะทำท่าทีคล้าย้าบอกบางอย่างกับผู้เป็นาย
ทว่ายังไม่ทันที่เหลียงเฉินจะเอ่ยปาก เสิ่นเชียนเกอก็พูดออกมาเสียก่อน “หากเหมยจิ่งไม่สบายก็ให้นางพักรักษาตัวอยู่ที่เรือนกุยเยี่ยนเถอะ”
เสิ่นเชียนเกอมีหัวหน้าสาวใช้สองคน คนหนึ่งคือเหลียงเฉินส่วนอีกคนมีนามว่าเหมยจิ่ง ทั้งสองล้วนเป็คนที่เสิ่นฮูหยินส่งมาให้รับใช้นาง ั้แ่ครั้งแรกที่นางได้กลับมายังจวนเสิ่น
ในภพก่อน หลังจากนี้ไม่นานเหมยจิ่งจะเอาใจออกหาก พยายามเปลี่ยนเ้านาย หาโอกาสติดตามรับใช้เสิ่นเจียวเจียวแทน ในเมื่อสุดท้ายแล้วต้องเป็เช่นนั้น เสิ่นเชียนเกอก็ขอทำความปรารถนาของสาวใช้ผู้คิดแปรพักตร์ให้เป็จริงเสียล่วงหน้าเลยก็แล้วกัน
ทันทีที่ได้ฟังวาจาของคุณหนูรอง เหลียงเฉินก็เงยหน้าขึ้นมองอย่างตื่นตะลึง สองตาของสาวใช้เบิกกว้าง ‘ปะ…เป็ไปได้อย่างไร ? ก็เมื่อก่อนคุณหนูเชื่อใจเหมยจิ่งมากที่สุดไม่ใช่หรือ?แล้วเหตุใดตอนนี้ถึงได้ตัดขาดไปเสียง่าย ๆ เช่นนี้ได้เล่า?หระ….หรือว่า คุณหนูคาดเดาเื่นี้ได้ ?’
ในเวลานั้นเองที่เหลียงเฉินรู้สึกราวกับถูกตบหน้าเข้าฉาดใหญ่ และนั่นเป็การกระทำเพื่อเตือนสติผู้ทำหน้าที่สาวใช้อย่างนาง คุณหนูรองไม่คิดห้ามปรามหรือหาวิธีลงโทษเหมยจิ่ง ยิ่งกว่านั้นยังไม่มีท่าทีโกรธแค้น นี่ทำให้ความจงรักภักดีของเหลียงเฉินที่มีต่อเสิ่นเชียนเกอเพิ่มมากขึ้นเท่าทวี ต่อไปนี้นางสัญญากับตัวเองว่าจะทุ่มเททุกสิ่งอย่างมากยิ่งขึ้นเพื่อรับใช้อยู่ข้างกายคุณหนูรองตลอดไป
“เ้าค่ะ คุณหนูรอง บ่าวจะรีบไปบอกเหมยจิ่งเดี๋ยวนี้เ้าค่ะ” เหลียงเฉินกล่าวด้วยท่าทีนอบน้อม
ทันทีที่เหมยจิ่งผู้ซึ่งกำลังแสร้งนอนซมอยู่ในห้องได้ยินสิ่งที่เหลียงเฉินนำมาบอกเล่าก็รู้สึกตกตะลึงเป็อย่างมาก สาวใช้ผู้คิดเปลี่ยนเ้านายนิ่งอึ้งไปพักใหญ่จนถึงกับหลงลืมอาการไอที่แกล้งทำมาตลอดั้แ่มองเห็นเพื่อนก้าวเข้ามาในห้องไปจนหมดสิ้น
เมื่อก่อนคุณหนูรองทั้งไว้ใจและมักจะเรียกใช้นางมากที่สุด แล้วเหตุใดในตอนนี้ถึงได้คิดทิ้งนางไว้ที่เรือนกุยเยี่ยนได้ง่ายดายถึงเพียงนั้น ?
เหลียงเฉินที่เห็นว่าเหมยจิ่งนิ่งอึ้งจนพูดไม่ออกก็นึกอยากบอกบางสิ่งเพื่อเตือนสติเพื่อนแต่ก็รู้สึกลังเล นางพยายามข่มใจอดทนอดกลั้น ทว่าสุดท้ายแล้วก็อดใจไว้ไม่ได้จึงกล่าวออกไป “เหมยจิ่ง คุณหนูรองต่างหากที่เป็เ้านายของพวกเรา!”
เหมยจิ่งคาดไม่ถึงว่าเหลียงเฉินที่ปกติแล้วเป็คนอ่อนแอปวกเปียกจะกล้าออกปากสั่งสอนนางในเวลานี้ สาวใช้ผู้ถูกต่อว่ารู้สึกเสียหน้าจึงตะคอกกลับไปด้วยความโกรธ “คนอย่างข้าไม่ต้องให้เ้ามาสอน!”
เมื่อรู้ว่าไร้ประโยชน์ที่จะเจรจาต่อ เหลียงเฉินก็ตัดสินใจลาจาก ก่อนไปนางเหลือบมองเพื่อนสาวใช้ที่ทำงานเคียงข้างกันมานานเล็กน้อยก่อนทิ้งคำพูดสุดท้ายไว้ “ทำหน้าที่ของเ้าให้ดีที่สุดก็แล้วกัน” แล้วรีบเดินจากไป
+++++++++++++++++++++++
ไม่นานนักตระกูลเสิ่นทั้งหมดก็รับรู้ว่าเสิ่นเชียนเกอพาคนรับใช้ในเรือนย้ายบ้านตามนางไปเรียบร้อยแล้ว
สิ้นเสียงรายงานจากคนรับใช้ใกล้ชิด เสิ่นฮูหยินก็มีอาการใอย่างเห็นได้ชัด สตรีวัยกลางคนเหม่อลอยไปชั่วขณะ “เ้าว่าอะไรนะ?คุณหนูรองย้ายไปอยู่ที่ใด?”
หลิ่วมามาที่ตัวสั่นงันงก ทำใจดีสู้เสือกล่าวย้ำอีกครั้ง “สวนรองหอหนิงโช่วเ้าค่ะ…”
เสิ่นเจียวเจียวที่นั่งข้างกายเสิ่นฮูหยินก็มีสีหน้าตื่นตะลึงไม่แพ้กัน นางคาดไม่ถึงเลยว่าวันนี้ไม่เพียงเสิ่นเชียนเกอจะยินยอมตอบตกลงเื่การแต่งงาน แต่ยังย้ายออกจากเรือนกุยเยี่ยนอีกด้วย… วันนี้น้องรองของนางเกิดวิปลาสอะไรขึ้นมา?
เสิ่นเจียวเจียวเข้าไปกอดแขนมารดาพลางกล่าวด้วยท่าทีเป็กังวล “ท่านแม่ แต่ ‘ท่านอาหญิง’ ก็พักอาศัยอยู่ที่สวนรองหอหนิงโช่วด้วยนะเ้าคะ…มันจะไม่กระทบต่อชื่อเสียงของน้องหรือเ้าคะ?”
ผู้ใดได้คบค้าสมาคมกับ ‘ท่านอาหญิง’ ก็เกรงว่าจะไม่พ้นต้องถูกดูิ่ให้เสื่อมเกียรติ ชื่อเสียงมัวหมองเป็ที่น่าอับอาย
หากไม่ใช่เพราะ้าปกป้องบุตรสาวคนนี้ ฮูหยินผู้เฒ่าก็คงไม่เลือกพักอาศัยในสวนที่ซอมซ่อที่สุดของจวนเสิ่นเช่นนั้นอย่างแน่นอน
การย้ายออกไปของเสิ่นเชียนเกอนี้ ถ้าเสิ่นฮูหยินได้ทราบเื่ก่อน ไม่ว่าอย่างไรนางก็ต้องรีบเข้าไปห้ามปรามเป็แน่ นางเป็คนดูแลและตัดสินใจเื่ราวต่าง ๆ ภายในจวนตระกูลเสิ่น ผู้ใดจะไปจะมานางต้องรับรู้ บุตรสาวผู้นี้นึกดื้อด้านไม่สนใจมารดาแล้วหรือ จู่ ๆ คิดจะย้ายก็ย้ายออกไปเสียดื้อ ๆ ไม่เพียงไม่ขออนุญาตแต่กลับไม่บอกกล่าวสักคำ
ทว่าเมื่อนึกทบทวนดู เมื่อครู่เสิ่นเชียนเกอก็เพิ่งจะ ‘เสียสละ’ ตัวเองยอมตอบตกลงแต่งงานกับเยี่ยนอ๋องไปหมาด ๆ เช่นนี้แล้วฮูหยินเสิ่นคิดว่าตนคงไม่มีหน้าไปเอ่ยปากบังคับสิ่งใดเสิ่นเชียนเกอได้อีก
แต่คิดอีกครั้ง ก็ช่างเสียปะไร ชื่อเสียงเรียงนามของเยี่ยนอ๋องก็ใช่ว่าจะดี อย่างไรเสียวันจัดพิธีมงคลของเสิ่นเชียนเกอกับเยี่ยนอ๋องก็ถูกกำหนดเอาไว้แล้ว ถึงแม้ชื่อเสียงฝ่ายเ้าสาวจะแปดเปื้อนไปสักหน่อย แต่ก็คงยังนับว่าดีเกินพอที่จะเคียงคู่อ๋องโฉดผู้นั้นแล้ว
เสิ่นฮูหยินดึงร่างของเสิ่นเจียวเจียวมากอดไว้อย่างนุ่มนวล มืออวบอิ่มบรรจงจัดแต่งผมเผ้าที่ไม่เรียบร้อยของบุตรสาวให้เข้าที่ก่อนถอนหายใจออกมาเฮือกใหญ่ “เจียวเจียว การแต่งงานของเชียนเกอถูกกำหนดไว้แล้ว นางเหลือเวลาที่จะอาศัยในจวนเสิ่นนี้อีกไม่นาน ในเมื่อนาง้าจะย้ายก็ให้นางย้ายไปเถอะ จะใกล้หรือไกลก็ไม่พ้นเขตของตระกูลเราไปหรอก มีท่านแม่และท่านพ่อของเ้าคอยดูแลอยู่ จะไม่มีทางเกิดเื่อะไรขึ้นได้อย่างแน่นอน”
“เ้าค่ะ ท่านแม่” แท้จริงแล้วเสิ่นเจียวเจียวไม่ได้รู้สึกอะไรกับการที่เสิ่นเชียนเกอย้ายออกจากเรือนกุยเยี่ยนเลยแม้แต่น้อย แต่สิ่งที่นางเป็กังวลคือหากบิดามารดาเกิดตระหนักรู้ว่าการที่ให้เสิ่นเชียนเกอพักอยู่ที่เรือนกุยเยี่ยนเป็สิ่งที่ไม่เป็ธรรม แล้วเมื่อถึงตอนนั้นหากนางถูกสั่งให้ย้ายออกมาจากสวนโต้วชุนเสีย นางคงทำใจไม่ได้
อันที่จริง เสิ่นเชียนเกอจะย้ายไปแห่งหนใดนั้นนางไม่เคยคิดแยแส อย่างไรก็ตาม การที่น้องสาวผู้นี้เลือกที่จะย้ายไปอยู่สวนรองหอหนิงโช่ว มันก็อยู่เหนือความคาดหมายของนางจริง ๆ หรือว่าเสิ่นเชียนเกอจะเริ่มหมดอาลัยตายอยากกับชีวิตไปเสียแล้ว?
+++++++++++++++++++++++
ณ หอบูชาสิ่งศักดิ์สิทธิ์แห่งหอหนิงโช่ว
คนรับใช้ชราผู้หนึ่งวิ่งกระหืดกระหอบเข้าไปกระซิบข้างหูฮูหยินเฒ่าผู้เป็นาย
เสิ่นฮูหยินผู้เฒ่านั้นยามนี้กำลังหลับตาพลางเคาะปลาไม้เพื่อสงบจิตสงบใจ ทันทีที่ได้ฟังสิ่งที่คนรับใช้รายงาน หญิงชราก็เบิกตาโพลงแล้วหันไปถามคนพูดในทันที “เป็เื่จริงรึ?”
หญิงชราพยักหน้าอย่างหนักแน่น พลางชี้ไปยังประตู “คุณหนูรองพาคนรับใช้ขนข้าวของย้ายเข้ามาแล้วเ้าค่ะ”
ถึงแม้หอหนิงโช่วจะตั้งอยู่ในพื้นที่แสนห่างไกลและเข้าถึงยาก แต่ตัวเรือนกลับกว้างขวางใหญ่โตอยู่ไม่น้อย
เสิ่นฮูหยินผู้เฒ่าพักอาศัยอยู่กับบุตรสาวที่เรือนหลัก เรือนที่อยู่ถัดไปก็ปล่อยว่างมาโดยตลอด อีกอย่างประตูที่เชื่อมกันระหว่างเรือนหลักและเรือนรองก็ถูกปิดตายมานานแล้ว ตอนนี้จึงนับว่าในพื้นที่ของสวนรองหอหนิงโช่วไม่ได้แตกต่างกับการมีเรือนสองหลังเลย
เมื่อตั้งสติได้ฮูหยินผู้เฒ่าก็เริ่มกลับมานับลูกประคำและเคาะปลาไม้ในมืออีกครั้ง
เมื่อเห็นท่าทีเช่นนั้นของเ้านายตน คนรับใช้ชราก็เริ่มเข้าใจ นางเอ่ยถามเสียงแ่เบา “ฮูหยินผู้เฒ่า ให้บ่าวไปเชิญคุณหนูรองมาพูดคุยด้วยดีหรือไม่เ้าคะ?”
เสิ่นฮูหยินผู้เฒ่าและบุตรสาวปลีกวิเวกจากเรือนใหญ่ ออกมาใช้ชีวิตอย่างสงบสุขสองคนแม่ลูกมานานแล้ว น้อยมากที่จะเอ่ยถามถึงทางฝั่งของนายท่านเสิ่นผู้นำตระกูลคนปัจจุบันและเสิ่นฮูหยิน รวมไปถึงได้งดรับการคารวะในยามเช้าและเย็นอีกด้วย นางเพียงแค่เคยได้ยินคนรับใช้เอ่ยถึงคุณหนูทั้งสองเป็ครั้งคราวเท่านั้น ความเป็จริงแล้วแม้แต่จะพบหน้ากันสักครั้งในรอบปีก็ยังไม่มี ตอนนี้ไม่ว่าจะมีเื่ใดนางก็คร้านที่จะเข้าไปยุ่งวุ่นวายด้วย
เสิ่นฮูหยินผู้เฒ่าส่ายหน้าไปมาพลางตอบเสียงเบา “ไม่ต้องสนใจ”
เมื่อได้ยินคำตอบนั้นหญิงชราก็หันหลังกลับ และค่อย ๆ ย้ายร่างของตนออกจากหอบูชาสิ่งศักดิ์สิทธิ์ไป
การที่เสิ่นเชียนเกอเลือกย้ายเข้ามาอาศัยในสวนรองหอหนิงโช่วนั้น มิใช่การเลือกแบบขอไปที นางมีเหตุผลสำคัญสองประการ
ประการแรก แม้จะมีชื่อเสียงไม่ดีเพียงใด แต่ความจริงแล้วท่านอารวมถึงท่านย่าของนางล้วนแต่เป็คนดีมีศีลธรรม การได้อยู่ร่วมกับท่านทั้งสองย่อมไม่ใช่เื่ไม่ดี
ส่วนประการที่สองนั้น เป็เื่ของความสะดวกสบายของสวนรองหอหนิงโช่วแห่งนี้
เวลานี้ เสิ่นเชียนเกอและเหล่าผู้ติดตามทั้งหมดเดินมาถึงด้านหน้าประตูรั้วใหญ่ของสวนรองหอหนิงโช่วเรียบร้อยแล้ว
เสิ่นเชียนเกอเอื้อมมือไปผลักประตูเก่าอันทรุดโทรมของสถานที่ที่นางตั้งใจจะใช้เป็ที่พำนักให้เปิดออก
ทันทีที่ก้าวเท้าผ่านเข้าไป หญิงสาวก็พบว่าสภาพของสถานที่แห่งนี้ดีกว่าที่คาดไว้มาก
แน่นอนว่าสวนรองนั้นไม่ได้ใหญ่โตโอ่อ่าเหมือนสวนหลักซึ่งเป็ที่ตั้งเรือนหลักของตระกูล ทว่าสถานที่แห่งนี้กลับทั้งเป็ระเบียบ งดงาม โล่งกว้างและเรียบง่ายกว่ามาก ยิ่งไปกว่านั้นภายในสวนนี้ยังปลูกต้นพุทราที่ออกดอกมากมายและออกผลกลมโตไว้อีกด้วย
ยามนี้เป็่เวลาที่วสันตฤดูกำลังจะลาลับ ใบพุทราเขียวชอุ่มลู่ไปตามสายลมและเสียดสีกันจนเกิดเสียงเสนาะหู ความเขียวชอุ่มนั้นทำให้รู้สึกได้ถึงความสดชื่นชุ่มฉ่ำยามได้มอง นานมาแล้วที่เรือนรองไม่มีผู้เข้าพักอาศัย กระนั้นก็กลับสะอาดสะอ้านเป็ระเบียบเรียบร้อย ต้องเป็ท่านย่าที่พักอยู่ในเรือนหลักข้าง ๆ สั่งให้บ่าวไพร่หมั่นมาดูแลปัดกวาดอย่างแน่นอน
เมื่อได้เห็นสภาพของสวนที่ดูสะอาดตาแล้ว เก๋อมามาและเหลียงเฉินที่เดิมทีรู้สึกกลัดกลุ้มและร้อนใจกับการย้ายที่อยู่ของคุณหนูรองก็รู้สึกผ่อนคลายและวางใจลงไปมาก
เก๋อมามากระวีกระวาดสั่งการให้บรรดาสาวใช้จัดเก็บสัมภาระ เมื่อเห็นเสิ่นเชียนเกอเดินเข้ามาใกล้ก็หันมายิ้มให้และเอ่ยปาก “ย้ายมาก็ดีนะเ้าคะ สถานที่แห่งนี้ค่อนข้างกว้างขวาง อีกทั้งยังอยู่ห่างจากลำธารชื้น ๆ มาก เป็สถานที่ที่เหมาะกับการพักผ่อนหย่อนใจจริง ๆ”
ถึงแม้จะเป็เพียงเรือนรองของสวนรองหนิงโช่ว แต่ก็ยังมีพื้นที่กว้างกว่าเรือนกุยเยี่ยนที่ตั้งอยู่ในพื้นที่สวนหลักหลายเท่าตัว
“มามา คุณหนูรอง ที่ด้านหลังเรือนมีห้องครัวเล็ก ๆ ด้วยนะเ้าคะ”เหลียงเฉินที่ยืนอยู่อีกฟากห้องส่งเสียงร้องบอกด้วยสีหน้าท่าทางที่ทั้งดีอกดีใจและประหลาดใจไปพร้อม ๆ กัน
คำบอกเล่าของสาวใช้ทำให้รอยยิ้มสดใสปรากฏบนใบหน้าของเสิ่นเชียนเกอทันที “ในเมื่อมีห้องครัว เช่นนั้นคืนนี้ข้าจะแสดงฝีมือปรุงอาหารให้พวกเ้าทุกคนได้กินเอง!”
เก๋อมามารีบออกปากห้ามในทันใด “คุณหนูรอง พวกเราเป็สาวใช้ทั้งยังมีกันตั้งหลายคน จะให้คุณหนูปรุงอาหารให้กินทั้งหมดได้อย่างไรเ้าคะ”
“วันนี้เป็วันที่น่ายินดี มามา พวกเราได้ย้ายมาที่นี่แล้ว ไม่ต้องไปใส่ใจอะไรให้มากนักหรอก ข้าก็เพียงแค่ทำอาหารก็เท่านั้น”
เก๋อมามาชะงักไปกับคำกล่าวของเสิ่นเชียนเกอ ไม่รู้เพราะเหตุใด จู่ ๆ นางก็รู้สึกว่าคุณหนูรองเข้าใจสิ่งต่าง ๆ อย่างลึกซึ้งขึ้นในชั่วพริบตา
แม่นมวัยกลางคนเผยรอยยิ้มยินดี “เช่นนั้น วันนี้บ่าวก็มีลาภปากแล้วเ้าค่ะ”
ถึงแม้คนรับใช้ที่เสิ่นเชียนเกอพามาด้วยจะไม่ได้มีจำนวนมากมายนัก แต่พวกนางทั้งหมดกลับทำงานได้อย่างละเอียดและคล่องแคล่วเป็ที่สุด เวลาเพียงแค่ครึ่งวันก็สามารถจัดเก็บสิ่งของต่าง ๆ รวมถึงจัดการที่พักอาศัยภายในเรือนรองของสวนรองหอหนิงโช่วได้จนเกือบจะสมบูรณ์แล้ว
อย่างน้อยในราตรีนี้ก็สามารถใช้หลับนอนได้
เมื่อใกล้ยามอาทิตย์อัสดง เสิ่นเชียนเกอก็เข้าไปผลัดเปลี่ยนเสื้อผ้า นางถอดชุดกระโปรงสีขาวสะอาดที่ใช้สวมใส่ในทุก ๆ วันออกและสวมชุดที่เหมาะสำหรับทำครัว ก่อนจะพาเหลียงเฉินมุ่งหน้าไปยังห้องครัวเล็ก
เหล่าสาวใช้ทำความสะอาดห้องครัวเล็กจนพร้อมใช้งานไว้ก่อนหน้านี้แล้ว ทว่าเวลานี้ในครัวยังว่างเปล่าไร้วัตถุดิบ ทั้งของสดของแห้ง หรือแม้แต่เครื่องปรุงที่จำเป็
เมื่อเหลียงเฉินที่เดินตามหลังคุณหนูรองต้อย ๆ ได้เห็นความว่างเปล่าในห้องครัวความรู้สึกหดหู่ก็พุ่งเข้าจู่โจม แม้จะมีฝีมือที่ล้ำเลิศเพียงใด แต่ถ้าหากไร้สิ่งจำเป็ที่ต้องใช้ก็เปล่าประโยชน์ สาวใช้ถอนหายใจแล้วกระซิบถามเสียงเบา “คุณหนูรองเ้าคะ ให้บ่าวไปขอแบ่งวัตถุดิบจากห้องครัวใหญ่ที่เรือนหลักมาสักหน่อยดีหรือไม่เ้าคะ?”
เสิ่นเชียนเกอกวาดสายตามองห้องครัวที่สะอาดสบายตา “ไม่ต้องหรอก ไปขอเศษเงินจากมามามาสักหน่อย แล้วเดินออกไปซื้อทางประตูตรงนั้นกันดีกว่า”
เพื่อความสะดวกสบาย ท่านย่าและท่านอาได้สั่งให้เจาะช่องทำประตูบนรั้วด้านหนึ่งของสวนรองหอหนิงโช่วเอาไว้ใช้ส่วนตัว ในยามที่้าออกไปจับจ่ายซื้อของก็มักจะใช้ประตูบานนี้เสมอโดยไม่จำเป็ต้องเดินผ่านจวนด้านหน้าเลยแม้แต่น้อย ซึ่งนี่ก็เป็หนึ่งในเหตุผลที่ทำให้เสิ่นเชียนเกอเลือกย้ายมาพักอาศัยที่นี่
หากเทียบกันแล้ว การไปขอแลกซื้อสิ่งของมาจากห้องครัวใหญ่นั้นมีราคาสูงกว่าการออกไปจับจ่ายซื้อหาจากภายนอกจวนเองเสียอีก
ทันทีที่ได้ยินว่าสามารถออกไปซื้อของข้างนอกเองได้ เหลียงเฉินก็ดีใจมาก สาวใช้ผู้ไม่ค่อยได้ออกนอกจวนเบิกบานอย่างเห็นได้ชัด หลังจากหันไปค้อมศีรษะให้เสิ่นเชียนเกอแล้ว นางก็รีบพุ่งไปหาเก๋อมามาอย่างรวดเร็ว
+++++++++++++++++++++++
ผ่านไปไม่นาน เหลียงเฉินก็ถือตะกร้าผักใบน้อยกลับมา เมื่อเห็นเสิ่นเชียนเกอ สาวน้อยก็รีบเข้าไปกระซิบกระซาบข้างหูคุณหนูของตนด้วยท่าทางดีอกดีใจ “คุณหนูรองเ้าคะ ท่านลุงที่เฝ้าอยู่ตรงหน้าประตูได้นำทางบ่าวไปยังตลาดกลางคืน ตอนนี้บ่าวพอจะคุ้นชินกับลู่ทางบ้างแล้วเ้าค่ะ”
คำบอกเล่าดังกล่าวทำให้เสิ่นเชียนเกออึ้งไปเล็กน้อย ทว่าไม่นานนักรอยยิ้มงดงามก็ปรากฏขึ้นภายใต้ผ้าคลุมหน้าผืนบาง หรือนี่จะเป็วิธีมอบความสะดวกสบายของท่านย่าที่มีให้นาง?
ในตอนนี้ฟ้ามืดมาสักพักแล้ว เหลียงเฉินออกไปจับจ่ายซื้อของใช้เวลาไปไม่น้อยและคงจะหิวมาก ในเรือนหลังนี้มีสาวใช้ที่ทำความสะอาดปัดกวาดเช็ดถูอยู่ทั้งหมดหกคน หากจะทำอาหารมื้อใหญ่เลี้ยงคนทั้งหมดก็คงเสียเวลาไปมาก มิสู้ทำบะหมี่สักหม้อกับกับข้าวง่าย ๆ อีกสักสองสามอย่างคงจะดีกว่า
เสิ่นเชียนเกอสั่งให้เหลียงเฉินนวดแป้ง ส่วนบรรดาสาวใช้คนอื่น ๆ ก็ให้ช่วยกันจัดการหั่นวัตถุดิบและเครื่องปรุงต่าง ๆ ส่วนตัวนางจัดการนำไก่หนึ่งตัว น่องเป็ด กีบเท้าหมูและซี่โครงหมูลงไปต้มในหม้อใบใหญ่ พร้อมกับวัตถุดิบสำคัญที่ขาดไม่ได้คือปลาจี้1ตากแห้ง จากนั้นก็ตามด้วยวัตถุดิบสำหรับปรุงรสจำพวกผักและเครื่องเทศ รอจนน้ำเดือด แล้วปรับให้ไฟอ่อน คุณหนูรองตระกูลเสิ่นเคี่ยวน้ำแกงอย่างพิถีพิถันและชำนาญ
ฝีมือการนวดแป้งของเหลียงเฉินไม่เลว ผ่านไปเพียงครึ่งชั่วยาม แป้งบะหมี่ก็ถูกคลึงจนเป็เส้นที่เท่ากันและเรียงตัวสวยงามเป็ที่เรียบร้อย
ขณะเดียวกันน้ำแกงที่ถูกเคี่ยวในหม้อก็สุกได้ที่พอดี ทันทีที่ฝาหม้อถูกเปิดออก กลิ่นหอมยั่วน้ำลายก็ลอยออกจากห้องครัวเล็กและอบอวลไปทั่วสวนรองหนิงโช่ว ไม่เพียงเท่านั้นกลิ่นหอมชวนน้ำลายสอนี้ยังลอยไกลจนข้ามรั้วออกไปถึงภายนอกอีกด้วย
เสิ่นเชียนเกอไม่ได้นำเส้นบะหมี่ที่คลึงเสร็จแล้วใส่ลงไปในน้ำแกงเดือด ๆ อย่างที่เหลียงเฉินคิด นางสั่งให้สาวใช้นำผ้าบางมากรองตะกอนและวัตถุดิบต่าง ๆ ในน้ำแกงออกจนหมดก่อน แล้วแบ่งน้ำแกงส่วนหนึ่งไว้ลวกบะหมี่ให้สุก บะหมี่ที่ถูกลวกจนสุกนั้นจะถูกนำขึ้นพักรอไว้ ส่วนน้ำแกงที่เหลือนี้จะใช้ใส่ในชามบะหมี่เพื่อกินคู่กัน
สีของน้ำแกงที่ถูกกรองแล้วดูเข้มข้นแต่กลับใสไม่ขุ่นมัว เสิ่นเชียนเกอสั่งให้เหลียงเฉินตักบะหมี่ใส่ชามของตน เมื่อเห็นเส้นบะหมี่ที่หนาเท่าต้นข้าวฟ่าง แม่ครัวใหญ่ของอาหารมื้อนี้ก็ขมวดคิ้วด้วยความเสียดายเล็กน้อย พลางบ่นพึมพำ “หากคลึงเส้นบะหมี่ให้บางเท่าหนวดัได้ก็คงจะดี”
หนวดั?นั่นมันบางเท่าเส้นด้ายเลยไม่ใช่หรือ?จะมีเส้นบะหมี่ที่บางขนาดนั้นได้อย่างไร!เหลียงเฉินเกาศีรษะแกรก ๆ อย่างงุนงง นางนึกไม่ออกจริง ๆ ว่าจะสามารถคลึงเส้นบะหมี่ให้เล็กเท่าหนวดัได้อย่างไรกัน ?
น้ำแกงที่ใช้ลวกบะหมี่ถูกใช้ในการลวกผักกาดขาวและผักโขมสดใหม่ด้วย ทว่าการลวกผักจะใช้เวลาไม่นานก็นำขึ้นพักรอไว้
ส่วนไก่ เป็ดและซี่โครงหมูที่ได้หลังจากเคี่ยวน้ำแกงเมื่อครู่นี้ก็ถูกหั่นเตรียมและทำเป็น้ำแดงต่อไป
ผ่านไปอีกหนึ่งเค่อ บะหมี่และกับข้าวสองสามอย่างก็ถูกรังสรรค์ออกมาเป็ที่เรียบร้อย
ยามนี้ เมื่อมีกลิ่นหอมรัญจวนใจของไก่และซี่โครงหมูน้ำแดงผสมผสานเข้ากับกลิ่นชวนน้ำลายไหลของน้ำแกงบะหมี่อันเข้มข้นแล้ว ก็ยิ่งทำให้ความหอมหวนนั้นครอบคลุมไปทั่วทุกอณูพื้นที่ของสวนรองหนิงโช่ว
บรรดาสาวใช้ที่ยืนเรียงรายกันอยู่ในห้องครัวเล็กต่างก็พากันน้ำลายสอมาั้แ่ตอนน้ำแกงในหม้อเริ่มเดือดครั้งแรกแล้ว
เสิ่นเชียนเกอหันไปสั่งการสาวใช้ “ตักบะหมี่สองถ้วยพร้อมกับข้าวอีกอย่างละหนึ่งจานเอาไปส่งที่หอหนิงโช่ว ส่วนคนอื่น ๆ ก็ยกบะหมี่ในหม้อออกไปกินด้วยกันที่ห้องรับแขกเถอะ”
เก๋อมามาอยู่รับใช้ที่จวนเสิ่นมาเป็เวลาหลายสิบปีแล้ว ถึงแม้ในเมืองหลวงตระกูลเสิ่นจะไม่ได้เป็ตระกูลที่สร้างคุณูปการต่อแผ่นดินในทุก ๆ รุ่น แต่ก็เป็ตระกูลที่มีขุนนางผู้สูงศักดิ์และรับหน้าที่สำคัญอยู่มากมาย คนเก่าแก่อย่างนางจึงมีโอกาสได้ลิ้มลองอาหารเลิศรสมาไม่น้อย เมื่อครั้งยังเป็สาว นางยังเคยได้ติดตามฮูหยินไปเป็แขกของกั๋วฮูหยินด้วย แต่ถึงแม้จะเป็เช่นนั้น นางก็ไม่เคยได้กินบะหมี่ที่โอชารสเช่นนี้มาก่อน แล้วคุณหนูรองที่อายุน้อยถึงเพียงนี้ไปร่ำเรียนสูตรลับการทำน้ำแกงแบบนี้มาได้อย่างไร?
เก๋อมามาแปลกใจอยู่ไม่นานแต่เมื่อนึกขึ้นได้ว่าคุณหนูรองเพิ่งจะกลับเข้ามาในจวนตอนอายุได้สิบปี นางก็ปล่อยวางเื่นี้ไป
+++++++++++++++++++++++
ถัดจากรั้วของจวนตระกูลเสิ่นไปเป็ตรอกเล็ก ๆ อันเงียบสงบ ริมทางมีร้านสุราร้อยปีอยู่ร้านหนึ่ง ว่ากันว่าร้านสุรานี้เป็ร้านที่สืบทอดกันมาจากรุ่นสู่รุ่นเป็เวลายาวนานมากกว่าหนึ่งร้อยปี ดังนั้นสุราที่หมักออกมาจำหน่ายจึงมีรสชาติล้ำเลิศไม่เหมือนที่ใด บรรดาผู้ชื่นชอบในรสสุราของร้านแห่งนี้มาต่อแถวนั่งดื่ม บ้างก็มาเลือกซื้อสุรากลับบ้านกันไม่ขาดสาย
ในเวลานั้น ภายในร้านสุรามีบุรุษหนุ่มสวมชุดสีเสวียน2นั่งอยู่ที่โต๊ะติดริมกำแพงตรงมุมหนึ่งของร้าน
คนผู้นี้แม้จะทำสีหน้าเ็าไม่ยิ้มแย้มแต่ด้วยใบหน้าที่งดงามราวหยกสลักก็ยังคงทำให้เขาดูน่ามองไม่น้อย มิใช่เพียงใบหน้าแต่ความงามสมส่วนทั่วทั้งสรรพางค์กายนั้นประดุจดั่งเทพเซียนที่ประทับอยู่บนแดน์
นิ้วมือเรียวยาวของบุรุษในชุดสีเสวียนบรรจงยกจอกสุราขึ้นจิบ แม้ปากและมือจะกระดกเหล้า แต่ดวงตาของเขากลับจ้องมองเถ้าแก่ที่ยืนอยู่หน้าร้าน เถ้าแก่ผู้นั้นทำจมูกฟุดฟิดสูดดมอากาศตลอดเวลา กิริยาท่าทางดูแปลกพิลึก ความสงสัยในอาการประหลาดนั้นทำให้คิ้วกระบี่ของหนุ่มรูปงามขมวดเข้าหากัน เขาเบี่ยงหน้าเล็กน้อยก่อนส่งสายตาเป็สัญญาณให้แก่ผู้ติดตามของตนชั่ววูบหนึ่ง ผู้ติดตามผู้นั้นผุดลุกขึ้นและรีบเดินเข้าไปสอบถามเพื่อคลายความสงสัยให้เ้านายของตนในทันที
“เถ้าแก่ เหตุใดท่านถึงมายืนอยู่ตรงหน้าร้านเช่นนี้ล่ะ?”
เถ้าแก่แซ่ขวนที่ยืนเหม่อลอยทำท่าประหลาดเมื่อถูกเอ่ยถามก็สะดุ้งโหยงร้องเสียงหลง ทว่าเมื่อได้สติก็อดเขินอายใบหน้าแดงก่ำไม่ได้ เขายิ้มแห้ง ๆ แล้วตอบ “นายท่าน วันนี้ไม่รู้ว่าจวนใดทำอาหารเลิศรส กลิ่นนี่หอมกระจายไปทั่ว ช่างยั่วยวนยิ่งนัก เอ่อ หากท่านไม่ว่าอะไร ให้ข้าน้อยออกไปสอดส่องดีหรือไม่ขอรับ”
ยังไม่ทันสิ้นเสียงตอบของเถ้าแก่ กลิ่นหอมแปลกประหลาดแต่กลับสุดแสนจะเย้ายวนใจก็ลอยเข้าไปถึงด้านในร้านและตรงเข้าปะทะจมูกของชายหนุ่มชุดสีเสวียนแล้ว
.
.
.
[1] 鲫鱼 ชื่อปลาน้ำจืดชนิดหนึ่ง
[2] เสวียน (玄) ไม่ใช่สีดำสนิทแต่เป็สีดำเจือแดงออกเป็สีน้ำตาลแก่จนเกือบดำ สีนี้ถูกยกย่องให้เป็สีระดับสูงส่งที่สุดมายาวนานเพราะสื่อถึงฟ้าดิน