บทที่44มรสุมใหญ่รอบด้าน
เพลิงสีฟ้าแผดเผาขึ้นสู่ท้องนภาอันมืดมิดให้ความร้อนระอุที่แฝงความงามอันลึกล้ำยากหยั่งถึง เพลิงสีฟ้าลุกไหม้บนพลังญาณที่มีทั้งหมดของอวิ๋นเซ่อแม้อานุภาพของเปลวเพลิงจะไม่แกร่งกร้าวร้อนแรงเท่าที่ควรจะเป็น เนื่องเพราะพลังธรรมชาติของโลกนี้ไม่เพียงพอให้มันได้ฝ่าระดับในด่านญาณชั้นต่างๆแต่พลังในระดับนี้ก็ยังเพียงพอที่จะใช้แผดเผาบุคคลชุดดำตรงหน้า!
ทั่วร่างของอวิ๋นเซ่อปลดปล่อยพลังญาณทั้งหมดที่มีอย่างไม่ออมรั้งเพลิงสีฟ้าจึงลุกท่วมบนร่างของชายหนุ่ม ทั้งยังแผดเผาลามเลียไปที่ตัวกระบี่ที่แตกร้าวตัวกระบี่ลั่นอึงอลพร้อมเสียงเปรี๊ยะดังแผ่วเบาเพราะรอยแตกร้าวได้แผ่ขยายเพิ่มขึ้นแสดงให้เห็นถึงกระบี่ฝึกหัดเล่มนี้มิอาจทานทนเพลิงสีฟ้าพร้อมด้วยพลังญาณทั้งหมดของมันได้
“ถ้าอยากได้ชีวิตของพวกข้านัก ก็ลองถามเพลิงฟ้านี้ก่อน!”
อวิ๋นเซ่อคำรามก้อง พร้อมฟาดฟันกระบี่ออกปลายกระบี่ตวัดจากล่างเฉียงขึ้นบน นำพาเพลิงสีฟ้าแผ่พุ่งขยายออกไปราวเสี้ยวจันทรา แผดเผาผ่าทะลวงเข้าหาบุคคลชุดดำอย่างรุนแรงนัยน์ตาของคนชุดดำหดรีบ ในใจบังเกิดความแตกตื่นและย่นระย่อต่อเปลวไฟสีฟ้าเบื้องหน้าขาจึงคล้ายมีอะไรมาถ่วงไว้ให้ยากขยับหลบพ้น เมื่อจวนตัวคนจึงตวัดดรรชนีซ้ายส่งปราณกระบี่ที่อัดแน่นไปด้วยพลังลมปราณทั้งหมดเข้าต้านรับแต่พลังญาณเฮือกสุดท้ายที่อวิ๋นเซ่อทุ่มสุดตัวปลดปล่อยออกมาก็ยังนับว่าแข็งแกร่งกว่ามันอยู่ชั้นหนึ่ง
เปรี้ยง
ปราณกระบี่อันเป็นดรรชนีที่แข็งแกร่งที่สุดของบุคคลชุดดำถูกเพลิงสีฟ้ารูปจันทร์เสี้ยวของอวิ๋นเซ่อตัดผ่าทำลายลงจนแตกดับในทันที ส่วนเพลิงฟ้ากลับมิได้หยุดชะงักหรือลดระดับความรุนแรงลงแต่อย่างใดมันยังพุ่งทะลวงตัดหน้าอกซ้ายของบุคคลชุดดำ พร้อมแผดเผาร่างของมันจนมอดไหม้หลงเหลือเพียงเศษเถ้าธุลี
เคร้ง
กระบี่ฝึกหัดของอวิ๋นเซ่อมิอาจทานทนได้อีกต่อไปเพียงฟาดฟันออกเมื่อครู่ตัวกระบี่ก็แตกละเอียดร่วงกราวลงพื้นจนหมดสิ้น หมดสิ้นไปพร้อมกับพลังญาณของบุรุษหนุ่มในตอนนี้อวิ๋นเซ่อคุกเข่าลงยังพื้นอย่างอ่อนล้า นี่เป็นอีกครั้งที่มันทุ่มพลังญาณทั้งหมดที่มีออกมาพลังญาณอันเป็นพลังก้นหีบที่มันซุกซ่อนไว้บัดนี้ไม่หลงเหลือ เห็นทีมันจะต้องหาทางแอบฝึกปรือพลังญาณในสำนักมือปราบแล้วแม้จะเป็นเรื่องเสี่ยง แต่ถ้ามันไม่รีบรวบรวมพลังธรรมชาติและฝึกปรือพลังญาณไว้ หากต้องตกอยู่ในสถานการณ์ลำบากโดยที่พลังลมปราณยังไม่มากพอเช่นนี้อีกมันต้องย่ำแย่เป็นแน่
สมองก็ครุ่นคิด ร่างก็รีบปรี่ไปตรวจดูอาการของเทียนหยวนพบว่าบาดแผลไม่ลึกพอจะเป็นอันตรายถึงชีวิตมันก็คลายใจลง คนรีบสกัดจุดห้ามเลือดก่อนแบกร่างของสหายรุ่นพี่ผู้นี้ขึ้นรีบทะยานร่างกลับสู่สำนักมือปราบทันที
ก่อนจาก อวิ๋นเซ่อได้เหลือบมองเหล่าคนชุดดำที่ทอดร่างไร้ชีวิตเกลื่อนกราดพร้อมกองเศษเถ้าธุลีของบุคคลชุดดำผู้นั้น ในหัวก็ได้นึกถึงคำพูดของมัน
“ก็ในเมื่อพวกเจ้าตายหมดแล้วใครเล่าจะพูด"
พอนึกถึงคำพูดประโยคดังกล่าว นึกถึงว่าบุคคลชุดดำซึ่งเป็นบุคคลที่ได้เห็นพลังญาณอันเป็นพลังนอกรีตของโลกแห่งนี้ได้ตกตายไปแล้วมิอาจมีใครเอาเรื่องพลังญาณของตนไปเปิดโปงได้ ชายหนุ่มจึงพึมพำขึ้น
“ดาบนั้นคืนสนอง"
เพลิงสีฟ้ามอดดับลงไปนานแล้ว อวิ๋นเซ่อก็นำร่างของเทียนหยวนมาถึงกำแพงสถานที่ฝึกมือปราบเช่นเดียวกันคนนำพาร่างอันสาหัสของเทียนหยวนกระโดดไต่กำแพงขึ้นลงทางด้านหลังสถานฝึก อันเป็นตำแหน่งที่ตั้งของต้นไม้ต้องห้ามวิ่งเลียบอ้อมผ่านเส้นสายสีแดงที่ล้อมต้นไม้นั้นไว้ หางตาพลันบังเอิญเหลือบมองเห็นคนผู้หนึ่งกำลังลักลอบเข้าใกล้ต้นไม้ใหญ่อันเป็นสถานที่ต้องห้ามซึ่งผู้ที่ลักลอบเข้าไปก็เห็นผู้วิ่งสวนมาเช่นเดียวกัน ประกายตาของมันจึงฉายแววตื่นตระหนกก่อนกลับกลายเป็นเย็นเยียบอวิ๋นเซ่อจดจำนัยน์ตาและรูปพรรณสัณฐานภายใต้ชุดคลุมปกปิดนั่นได้ เช่นนั้นอวิ๋นเซ่อจึงกล่าวเสียงดัง
“ต้าจงหมิง เจ้ากล้าลักลอบเข้าสู่สถานที่ต้องห้าม"
ต้าจงหมิงมิคิดว่าอวิ๋นเซ่อจะจดจำมันได้คนบังเกิดความแตกตื่นและเกรงว่าเรื่องราวนี้จะถูกเปิดโปงจนเป็นเหตุให้มันต้องสูญเสียอนาคตไปมันคิดสังหารอวิ๋นเซ่อเพื่อปิดปาก และยิ่งอวิ๋นเซ่อเป็นบุคคลที่มันเกลียดชังเป็นทุนเดิมอยู่แล้วการตัดสินใจลงมือจึงไม่เป็นที่ลังเลนักทว่าที่นี่อยู่ในสถานที่ฝึกมือปราบ การจะสังหารใครซักคนย่อมเป็นปัญหาใหญ่ ดังนั้นมันจึงรีบคิดหาทางออกสุดท้ายพบว่าอวิ๋นเซ่อก็แอบไปที่ไหนมาซักที่เช่นเดียวกัน ทั้งบนร่างมันก็มีเทียนหยวนที่ดูบาดเจ็บสาหัสร่วมมาด้วยคนจึงคิดแผนได้ รอยยิ้มอันชั่วร้ายจึงปรากฏ โดยไม่พูดพร่ำมันเคลื่อนกายเข้าหาอวิ๋นเซ่อทันที!
อวิ๋นเซ่อแม้มีปฏิกิริยารวดเร็วเพียงใดแต่บนหลังของมันมีร่างของเทียนหยวนอยู่ อีกทั้งพลังลมปราณและพลังญาณก็พึ่งใช้ออกไปจำนวนมากจึงมิอาจที่จะปัดป้องการลงมือของต้าจงหมิงได้ทันต้าจงหมิงฟาดฝ่ามือออกคิดหมายทำร้ายอวิ๋นเซ่อ แต่มิถึงขั้นเอาชีวิตมัน ฝ่ามือของต้าจงหมิงฟาดถูกหน้าอกของอวิ๋นเซ่อรอยยิ้มเย็นบนใบหน้าของต้าจงหมิงพลันชะงักค้าง มันคิดมาโดยตลอดว่าอวิ๋นเซ่อเป็นบุคคลที่ไม่เอาไหนด้านพลังลมปราณแต่ทว่าครั้งนี้มันต้องแตกตื่นที่ถูกพลังลมปราณที่ไหลเวียนพิสดารของอวิ๋นเซ่อดีดสะท้อนคืนกลับจนแขนชาด้านส่วนอวิ๋นเซ่อก็มิได้ดีไปกว่ากัน ถูกพลังดีดสะท้อนจากฝ่ามือจนกระอักโลหิตออกมา เทียนหยวนต้องร่วงหล่นลงจากหลังของมันแล้วต้าจงหมิงค่อยหมุนกายฟาดมือส่งร่างของอวิ๋นเซ่อให้ล้มกลิ้งตัดผ่านเส้นสายสีแดงกระแทกเข้าใส่ต้นไม้ต้องห้ามจนดังโครมใหญ่อวิ๋นเซ่อคิดดีดตัวออกมา แต่แล้วต้นไม้ดังกล่าวคล้ายมีชีวิต ผู้ใดสัมผัสต้นของมัน ไม้เลื้อยที่ห้อยระโยงระยางลงมาจากปลายยอดจะเลื้อยเข้าพันธนาการร่างของมันผู้นั้นไว้ทันทีซึ่งร่างของอวิ๋นเซ่อก็กำลังถูกพันธนาการอย่างแน่นหนา ไม่ว่าคนจะออกแรงเพียงใดก็มิอาจที่จะสะบัดหลุด
ต้าจงหมิงยิ้มเย็น สิ่งที่มันแก้ไขเฉพาะหน้ามิคิดว่าจะมีผลลัพธ์ที่ดีเกินคาดเช่นนี้เมื่อเป็นดั่งใจหวังคนก็ใช้ออกด้วยวิชาตัวเบา แต่ก่อนจากมันได้จัดฉากสร้างเสียงดังคล้ายเกิดการต่อขึ้นแล้วร่างก็หายลับไปกลับความมืดมิด ทิ้งไว้เพียงร่างของอวิ๋นเซ่อที่ดิ้นรนจากการถูกพันธนาการและร่างอันบาดเจ็บสาหัสแลสลบไสลของเทียนหยวน
เพียงชั่วพริบตาแสงไฟคบเพลิงจำนวนมากก็สว่างไสวขึ้นเหล่าอาจารย์มือปราบทั้งหมดก็บรรลุมาถึงจุดเกิดเหตุที่มีการต่อสู้ พร้อมกับเหล่ามือปราบตั้งแต่ชั้นปีที่หนึ่งจนถึงชั้นปีที่สามที่ออกมาออกันแน่นรอบบริเวณต้นไม้ต้องห้ามต้นไม้ใหญ่แห่งนี้ถือเป็นกฎเหล็กของสถานที่ฝึกมือปราบว่าห้ามย่างกลายผ่านเส้นสายสีแดงโดยเด็ดขาดทว่าตอนนี้อวิ๋นเซ่อมันกลับอยู่ในนั้น!
“นั่นมันเทียนหยวน”
“มันบาดเจ็บสาหัส!”
อาจารย์มือปราบนายหนึ่งรีบเข้าไปตรวจดูอาการดูร่องรอยบาดแผล และร่องรอยการต่อสู้ก็คาดเดาไปในทิศทางเดียวกันกับทุกคน อวิ๋นเซ่อมันต้องแอบเข้ามายังต้นไม้ต้องห้ามแห่งนี้แล้วเป็นจังหวะที่เทียนหยวนเข้ามาพบเจอพอดีจึงเกิดการต่อสู้กัน เทียนหยวนแม้อยู่ชั้นปีที่สามแต่ก็มิได้มีความโดดเด่นและแข็งแกร่งอันใดจึงมิแปลกที่จะถูกจัดการโดยบุคคลที่มีชื่อกระฉ่อนสามารถสยบคนจากแดนเทพอัคคีได้
เป็นฟ่านเหลียนที่มิเชื่อในสิ่งที่เห็นนางรีบออกมากล่าวแก้ต่างให้กับอวิ๋นเซ่อ
“ข้ามิเชื่อว่าจะเป็นฝีมือของมัน อาจารย์ใหญ่ขอท่านให้ความเป็นธรรมด้วย”
เสียงเหล่ามือปราบฝึกหัดหลายเสียงดังขึ้น
“หลักฐานชี้ชัดขนาดนี้ยังจะมีใดให้มันแก้ตัว"
ต้าจงหมิงที่ทำทีพึ่งมาถึงก็ออกหน้า
“อาจารย์ใหญ่ ลองให้ความเป็นธรรมแก่มันซักครั้ง”
หานตงสือจ้องมองอวิ๋นเซ่อด้วยนัยน์ตาที่ลึกล้ำ
“เจ้ามีอะไรจะอธิบายหรือไม่”
อวิ๋นเซ่อที่ถูกยึดตรึงร่างจนมิอาจขยับจ้องนัยน์ตาที่แน่วแน่โต้ตอบอาจารย์ใหญ่ผู้มีพระคุณของตน แล้วกล่าว
“เป็นต้าจงหมิงที่ใส่ร้ายข้า"
อาจารย์มือปราบร่างท้วมเห็นอวิ๋นเซ่อกล่าวเช่นนั้นและพอได้นึกย้อนว่าอวิ๋นเซ่อมิชอบหน้าต้าจงหมิงมาแต่ต้น คนก็บังเกิดโทสะแทนต้าจงหมิงที่เป็นคนภูมิลำเนาเดียวกัน
“สารเลว มันอุตส่าห์ออกหน้าช่วยเหลือเจ้าเจ้ายังจะใส่ร้ายมันอีก เจ้ามันเลี้ยงไม่เชื่อง นอกจากจะฝ่าฝืนกฎเหล็ก ยังกล้าลงมือทำร้ายสหายมือปราบด้วยกันเองโทษถูกขับออกจากสำนักมันน้อยไป เจ้าต้องได้รับโทษตามกฎของบ้านเมือง!”
เสียงกล่าวสนับสนุนของเหล่ามือปราบฝึกหัดหลายนายดังขึ้น
“ข้ามิคิดว่าเจ้าจะเป็นคนเช่นนี้”
“เสียแรงที่พวกข้าชื่นชม”
“ช่างเลวร้ายจริงๆ"
ยังเป็นฟ่านเหลียนที่ออกหน้าแทนอวิ๋นเซ่อ
“ไม่จริง อวิ๋นเซ่อมิใช่คนเช่นนั้น"
อาจารย์ใหญ่หานตงสือเพียงเห็นนัยน์ตาที่หนักแน่นคู่นั้นคนก็เชื่อในตัวของอวิ๋นเซ่อบุรุษชราเฝ้าดูอวิ๋นเซ่อมาโดยตลอด มันจึงรู้จักนิสัยใจคอของบุรุษหนุ่มผู้นี้ดี อีกทั้งชายหนุ่มไม่มีทางลงมือต่อสหายเป็นแน่แต่หลักฐานที่ปรากฏออกมากลับมัดตัวมันแน่น ยากที่จะหาความบริสุทธิ์แก่มันได้ พยานคนสำคัญอย่างเทียนหยวนก็บาดเจ็บสาหัสมิได้สติล้วนมิอาจให้การได้ในเร็ววัน
ขณะที่หานตงสือจะตัดสินใจกล่าวคำขึ้น ที่เบื้องหลังพลันมีเหล่ามือปราบนับสิบท่าทางเคร่งเครียดพร้อมด้วยเหล่าทหารแห่งราชวงศ์หลิงกลุ่มหนึ่งได้บรรลุมาถึง
“อวิ๋นเซ่อ ข้าขอจับกุมเจ้าในข้อหาชิงทรัพย์แลลักพาตัวผู้อื่น”
ทุกผู้ล้วนปรากฏแววความสงสัยขึ้นเต็มใบหน้าอาจารย์ใหญ่หานตงสือจึงออกไปกล่าวกับมือปราบนายนั้น
“หัวหน้ามือปราบ นี่มันเรื่องอะไร”
มือปราบนายนั้นตอบ
“อาจารย์ใหญ่ สำนักมือปราบเราได้รับแจ้งจากจวนขุนนางหลินเรื่องบุตรีที่สูญหายพวกข้าร่วมกับทหารแห่งจวนขุนนางหลินได้สืบหาข้อเท็จจริง รวมถึงสอบพยานปากสำคัญมากมายและกระดาษสมัครสอบของอวิ๋นเซ่อแผ่นนั้นพบว่าสุดท้ายแล้วล้วนมีข้อสรุปอยู่ที่มันทั้งสิ้น มันคือผู้ชิงกระดาษแผ่นนั้นมา และผู้ที่มันชิงกระดาษมายังหายสาปสูญไร้ร่องรอย”
น้ำเสียงอันแก่ชราดังขึ้นที่เบื้องหลังของเหล่าทหาร
“นั่นมันผ้าคลุมของบุตรีข้า มันเป็นของบุตรีข้าจริงๆเจ้าคนสารเลว เจ้าเอาบุตรีของข้าไปไว้ที่ไหน!"
ผู้กล่าวย่อมเป็นขุนนางหลิน มันชี้หน้ากล่าววาจาด่าทออวิ๋นเซ่อที่ถูกพันธนาการอยู่จนไม่มีช่องว่างให้ผู้ใดได้กล่าวแม้ไม่มีผู้กล่าว แต่เสียงซุบซิบนินทาก็เริ่มดังหนาหูขึ้น ทุกผู้ต่างใช้สายตาจ้องมองอวิ๋นเซ่อราวกับจ้องมองมารร้ายที่น่ารังเกียจจะมีก็เพียงฟ่านเหลียนที่ยืนนิ่งอึ้งมิเชื่อในสิ่งที่ได้ยินและได้เห็นตรงหน้า
ในหมู่คนทั้งหมดนี้ดูจะมีต้าจงหมิงที่สาสมใจเป็นที่สุดมรสุมแรกที่ถาโถมเข้าใส่บุคคลที่มันรังเกียจนับว่าร้ายแรงแล้ว มรสุมลูกหลังยังนับว่าร้ายแรงกว่าหลายเท่าเช่นนั้นขยะตนนี้ยังจะเอาตัวรอดได้อย่างไร นับว่ามันได้จบสิ้นแล้ว ผู้ที่สะเออะจะมาทัดเทียมมันไม่มีทางรอดแล้ว
“น้องอวิ๋นเซ่อ ข้ามิคิดว่าเจ้าจะเป็นคนเช่นนี้ให้ร้ายข้าข้ายังไม่ใส่ใจ แต่ทำร้ายผู้อื่นเพื่อชิงของ โดยเฉพาะจากสตรีเช่นนี้ จิตใจเจ้าทำด้วยอะไรเจ้ามันคนบัดซบ!”
“ใช่ๆ คนบัดซบ"
“ลงโทษคนสารเลวให้มันเข็ดหลาบ"
จางอู่จี้ที่เป็นอีกผู้หนึ่งที่ถูกสอบปากคำกรณีแย่งชิงใบสมัครของอวิ๋นจื่อลู่แต่มันก็รอดตัวไปเพราะพยานหลักฐานและพยานปากสำคัญชี้ชัดว่ามันถูกเล่นงานมากกว่าเล่นงานผู้อื่นจะมีก็เพียงต้องโทษเล็กน้อยบางข้อเท่านั้น พอเห็นอวิ๋นเซ่อบุคคลที่มันเกิดความกริ่งเกรงตกอยู่ในสถานการณ์ยากลำบากมันกลับมิได้แสดงความสาสมใจดั่งเช่นต้าจงหมิงมิได้แสดงความเสียใจมึนงงสงสัยดั่งฟ่านเหลียน แต่มันกำลังรู้สึกคลายใจ หากบุรุษผู้นี้ออกจากชีวิตมันไปได้มันก็จะรู้สึกปลอดภัยมากกว่านี้ เพราะแต่ก่อนตนมักเป็นผู้ที่แสดงความไม่เป็นมิตรต่อมันออกนอกหน้าเสมอยิ่งมันแข็งแกร่งขึ้นตนก็กลัวว่ามันจะเล่นงานตนคืน นี่จึงเป็นเหตุผลให้คนคลายใจลงที่เห็นอวิ๋นเซ่อจะถูกจับกุม
ด้านอาจารย์ใหญ่หานตงสือไร้วาจาที่จะกล่าวอะไรบางทีตนก็คงจะต้องปล่อยให้เป็นไปตามหลักฐาน ส่วนอวิ๋นเซ่อบัดนี้ในใจของชายหนุ่มกลับบังเกิดความอัดอั้นอย่างท่วมท้นสิ่งที่มันมิได้ก่อแต่ตนต้องมารับผิด ความตายของจื่อลู่นอกจากถูกยกขึ้นมาทำร้ายจิตใจมันยังไม่พอยังยกนางมาให้ร้ายมันอีก ยังให้นางที่มีปณิธานแน่วแน่ว่าจะเป็นมือปราบร่วมกัน มาฉุดดึงมันลงจากปณิธานทำให้โอกาสอันจะเป็นมือปราบติดลำดับถึงขนาดต้องมอดดับลง นี่ฟ้าต้องการจะเล่นงานมันจริงๆหรือ หรือว่าโลกอันมืดมิดแห่งนี้ไม่พอใจในการดำรงอยู่ของมัน จึงได้สร้างมรสุมอันร้ายกาจมาให้มันไม่รู้จักจบรู้จักสิ้นเช่นนี้!
ความอัดอั้นแลโทสะของอวิ๋นเซ่อเริ่มพลั่งพรูออกมากระตุ้นการเปิดรับพลังธรรมชาติของชายหนุ่มให้เวียนไหล สิ่งที่มันปกปิดมาโดยตลอดกลับกำลังเปิดออกอย่างช้าๆมิอาจควบคุม ความเปลี่ยนแปลงนี้ยังไม่มีผู้ใดสัมผัสหรือสังเกตเห็น แต่ทว่าต้นไม้ต้องห้ามต้นนี้กลับสั่นสะท้านเอนลู่ราวลมลูกใหญ่พัดผ่านอักขระศาสตร์โบราณที่ถูกสลักไว้อย่างเลือนลางที่กลางต้นไม้พลันเปล่งแสงสีทองเรืองรองขึ้นในห้วงมโนจิตให้อวิ๋นเซ่อสัมผัสได้เพียงผู้เดียวอักขระศาสตร์โบราณเหล่านี้คล้ายตอบรับต่อการไหลเวียนของพลังธรรมชาติในกายของอวิ๋นเซ่อหรือว่าต้นไม้แห่งนี้ อักขระศาสตร์โบราณที่มิทราบว่าผู้ใดสลักไว้นี้ ล้วนเกี่ยวข้องกับผู้มีพลังญาณตกทอดไว้!