เฉินอี้ปลุกจางฝูลู่แต่เช้าเพื่อให้ออกไปข้างนอกด้วยกันจางฝูลู่ลุกขึ้นมานั่งสะลึมสะลืออยู่บนเตียงเห็นเฉินอี้หน้าตาสดใสราวกับได้นอนเต็มอิ่มก็ทั้งขำทั้งโมโหเจ้าเด็กน้อยคนนี้แต่ก็ทำอันใดเขามิได้
เมื่อกินข้าวเช้าเสร็จแล้วทั้งสองคนก็เดินอยู่ในตลาดเหยียนตั้นเพื่อหาทางไปที่โรงน้ำชาของจิงอี๋เหนียงซึ่งอยู่อีกฟากหนึ่งของตลาด
จางฝูลู่เดินไปหาวไปหลิวซูเจี๋ยเล่าเรื่องที่เกิดขึ้นหลังจากเฉินอี้ใช้ยันต์ให้เขาฟังคร่าวๆเฉินอี้จึงพอจะจำเหตุการณ์ได้รางๆ
“เหล่าจางๆ ประเดี๋ยวเสร็จธุระแล้วพาข้าไปหาซื้อผลบ๊วยตากแห้งหน่อยนะข้าจะทำชาบ๊วยให้เจ้ากินเจ้าจะได้สดชื่นขึ้น”เฉินอี้กล่าวพลางเกาะแขนจางฝูลู่ทำน้ำเสียงออดอ้อน จางฝูลู่ยิ้ม มุมปากหัวเราะหึๆคิดว่าจะเอาชาบ๊วยมาหลอกล่อเขางั้นรึ
“ได้ ใส่น้ำตาลกรวดด้วยนะ”
“ได้ๆ ข้าพกเงินมาเยอะ จะซื้อน้ำตาลใส่ให้เจ้ามากๆ เลย” เฉินอี้ยิ้ม
เขาเคยทำชาบ๊วยให้จางฝูลู่กินครั้งแรกเมื่อสี่ปีก่อนตอนนั้นจางฝูลู่โกรธเฉินอี้ที่ไม่ยอมมานอนค้างที่บ้านตอนวันเกิดครบอายุสิบเจ็ดปีของเขา
จางฝูลู่อายุมากกว่าเฉินอี้สามปีแต่นิสัยและความคิดดูอ่อนกว่าอายุจริง แม้ตอนนี้จางฝูลู่จะอายุยี่สิบเอ็ดปีแล้วแต่นิสัยก็มิได้เปลี่ยนไปจากเดิมเลย
ตอนนั้นจางฝูลู่น้อยใจที่เฉินอี้ไม่ยอมมานอนคุยเล่นตามใจเขาทั้งที่เขาเป็นเจ้าของวันเกิด แต่เมื่อคิดๆไปจางฝูลู่ก็รู้สึกผิดและเห็นใจเฉินอี้ที่ไปบังคับฝืนใจเขาพอไม่ได้อย่างใจตนเองก็ไปโกรธใส่เฉินอี้อีกวันรุ่งขึ้นจึงไปหาเฉินอี้ที่บ้านเพื่อขอโทษแต่ เฉินอี้กลับทำชาบ๊วยไว้ให้เขาแทนคำขอโทษเช่นกันพร้อมทั้งบอกสรรพคุณของบ๊วยร่ายยาวเป็นหางว่าวจนจางฝูลู่ขำ หลังจากนั้นเฉินอี้ก็ทำชาบ๊วยให้เขาในวันเกิดของทุกปี
เมื่อทั้งสองคนมาถึงโรงน้ำชาของจิงอี๋เหนียงก็ปรากฏว่าวันนี้ร้านมิได้เปิดจางฝูลู่จึงเอ่ยถามกับร้านค้าใกล้เคียงก็ได้คำตอบว่าจิงอี๋เหนียงปิดร้านมาสองวันแล้ว
จางฝูลู่กับเฉินอี้มีสีหน้าคิดหนักด้วยไม่รู้ว่าจะไปตามหาจิงอี๋เหนียงได้ที่ใดจึงพากันไปนั่งที่ร้านขนมแป้งนึ่งซึ่งอยู่ฝั่งตรงข้ามกับโรงน้ำชาของจิงอี๋เหนียง
"วันที่สี่เดือนสี่ ปล้นม้าจากพ่อค้าบนเขาซีฝู่สี่ตัวทำร้ายเจ้าทุกข์บาดเจ็บสาหัส
วันที่ยี่สิบห้าเดือนหกปล้นชิงทรัพย์ที่หมู่บ้านเยว่เล่อสามหลังคาเรือน มีผู้บาดเจ็บห้าคน เสียชีวิตสองคน
วันที่สิบเดือนแปดฉุดคร่าหญิงสาวหนึ่งคนจากหมู่บ้านเชิงเขาเพื่อขืนใจและสังหารทิ้งศพไว้ริมแม่น้ำเป้ยไฉ่"
เจ้าหน้าที่ศาลอ่านคดีที่คนร้ายทั้งสามคนได้ก่อเหตุไว้ตั้งแต่ต้นปีรวมๆแล้วเกือบสิบคดี ทั้งสังหารคนตายไปไม่น้อย
เมื่อเจ้าหน้าที่ศาลอ่านคดีที่คนร้ายได้ก่อเหตุเสร็จสิ้นต้วนห่าวอู๋ที่นั่งอยู่บนโต๊ะผู้พิพากษาก็ตบโต๊ะเสียงดังปัง!!
“ความผิดที่พวกเจ้าได้ก่อไว้ครั้งนี้ มีอันใดจะแก้ตัวหรือไม่!”
นักโทษสามคนที่นั่งคุกเข่าอยู่กลางศาลทำหน้าไม่รู้ทุกข์ร้อนและมิได้กล่าวคำพูดแก้ตัวอ้อนวอน หรือขอความเห็นใจอันใด
“มิกล่าวอันใดคือยอมรับความผิดสินะ”ต้วนห่าวอู๋มองใบหน้าเฉยเมยของทั้งสามคนนั้น
“ท่านว่าพวกข้าผิด แล้วหลักฐานความผิดของพวกข้าอยู่ที่ใดกันหรือ”หวูเอินยิ้มบางๆ เอ่ยถามต้วนห่าวอู๋สีหน้าไร้สำนึก
“หวูเอิน เจ้าช่างมีความรู้สมกับที่เคยเป็นบัณฑิตมาก่อน” เมื่อ ต้วนห่าวอู๋เอ่ยขึ้นรอยยิ้มของหวูเอินก็จางหายไปจากใบหน้า
“แต่จนแล้วจนรอดอายุก็ปาเข้าไปสามสิบห้าปีแล้วแม้แต่การสอบระดับ[1]ซิ่วไฉเจ้าก็ยังมิเคยสอบติด”ต้วนห่าวอู๋ส่ายหน้าน้อยๆ อย่างระอาใจ“ปล่อยให้บิดามารดาตั้งความหวังรอเก้อจนตายจาก ทำมาหากินอันใดก็มิได้ผู้คนก็ดูถูกเหยียดหยาม จึงหันหน้ามาเป็นโจรสินะ”
หวูเอินทั้งโกรธทั้งอับอายจนหน้าแดงตัวสั่นมิคิดว่าคนผู้นี้จะสืบสาวเรื่องราวและประวัติส่วนตัวของเขามาได้ถึงเพียงนี้
“แต่ในเมื่อเจ้าถามหาหลักฐาน เช่นนั้นข้าก็จะสนองเจ้าสักครั้ง”ต้วนห่าวอู๋โบกมือ เจ้าหน้าที่ศาลก็นำหลักฐานมากองไว้ตรงหน้าหวูเอิน
“อาวุธเหล่านี้ล้วนได้มาจากแหล่งกบดานของเจ้าบนเขาซีฝู่ฝั่งตะวันตกเขตเมืองซุนฉือเห็นชัดหรือไม่”
หวูเอินที่นั่งคุกเข่ามองกองอาวุธของตนทั้งมีดสั้น ดาบ ขวาน บางอันยังมีรอยเลือดเปื้อนอยู่
“ข้ามิอยากให้เจ้าอีกสองคนต้องรู้สึกน้อยหน้า” ต้วนห่าวอู๋กล่าวกับสื่อชิงฉีและเฝอจูจี “เบิกตัวพยาน!”
เจ้าหน้าที่ศาลเดินนำพยานเข้ามาสามคนเป็นชายชราหนึ่งคน หญิงสาวหนึ่งคน และชายหนุ่มอีกหนึ่งคน เมื่อเข้ามากลางศาลทั้งสามคนก็คุกเข่าคำนับจงฉงกับต้วนห่าวอู๋
“พวกเจ้าสามคนยืนขึ้นแล้วค่อยกล่าวเถิด เจ้าหน้าที่นำเก้าอี้มาให้ท่านผู้เฒ่าด้วย!” ต้วนห่าวอู๋สั่งเจ้าหน้าที่ศาลเจ้าหน้าที่สองคนรีบยกเก้าอี้มาให้พยานที่กลางศาลทันที
“ท่านผู้เฒ่าสือท่านได้รับความเดือดร้อนอันใดจากนักโทษสามคนนี้จงบอกกล่าวมาเถิด”ต้วนห่าวอู๋เอ่ยถามน้ำเสียงเมตตา เพียงเท่านั้นชายชราก็น้ำตาคลอ
“อาอี้ เมื่อคืนเกิดเหตุการณ์อันใดขึ้นบ้างเจ้าจำได้หรือไม่” จางฝูลู่เอ่ยถามขณะกำลังกินขนมแป้งนึ่ง
เฉินอี้หัวเราะแหะๆ“เหล่าจาง ข้าขอโทษเจ้าจริงๆแม้ความจำของข้าจะเลือนรางมากแต่ก็พอจะจำได้ว่าทำให้เจ้าลำบากไม่น้อย”
“แล้วที่เจ้าเป็นเช่นนั้น ใช่เกิดจากยันต์ปัญจธาตุหรือไม่”
เฉินอี้มีสีหน้าไม่แน่ใจนักแต่ก็พยักหน้า“ข้าคิดว่าน่าจะใช่ เพราะข้าไม่รู้ว่ายันต์แผ่นใดคือยันต์เพลิงจึงถือไว้หมดทั้งห้าใบพลังธาตุที่มากเกินไปไหลเข้าตัวข้า จึงกลายเป็นเช่นนั้น”
“ต่อไปเจ้าต้องศึกษายันต์ให้ดีก่อนใช้เข้าใจหรือไม่ หากไม่มีข้ากับใต้เท้าจินอยู่ด้วยเจ้าจะลำบากเอาได้”จางฝูลู่กล่าวน้ำเสียงตักเตือน
“ขอรับๆ เหล่าต้า(พี่ใหญ่) ต่อไปข้าจะระวังตัวขอรับ” เฉินอี้ลากเสียงประชดประชัน
“อาอี้ เจ้ารออยู่ตรงนี้ก่อนนะข้าจะไปซื้อถังหูลู่มาให้เมื่อคืนนี้งอแงร้องไห้อยากกินจะแย่นี่”จางฝูลู่กล่าวพลางหัวเราะและลุกขึ้นเดินออกไป เฉินอี้หน้าเหวอพลางกล่าวตามหลัง
“ผู้ใดร้องไห้งอแงกัน!”
เมื่อพยานทั้งสามคนให้การเสร็จสิ้นต้วนห่าวอู๋ก็เชิญทั้งสามคนกลับไป “คงมิต้องพูดอันใดกันให้มากความแล้วพยานหลักฐานพรั่งพร้อมขนาดนี้ เห็นทีการพิจารณาคดีในวันนี้จะใช้เวลาไม่นาน”
ต้วนห้าวอู๋กล่าวพลางยิ้มเขาก้มหน้าลงอ่านรายงานการจับกุมอีกครั้งและมีสีหน้าประหลาดใจ
“อ้าว เห็นเป็นคนเลวทรามต่ำช้า ทำร้ายคนไม่เลือกหน้าเช่นนี้แต่สื่อชิงฉีกับเฝอจูจีกลับถูกจับได้โดยคนตาบอดหรือนี่”ต้วนห่าวอู๋เงยหน้าขึ้นมาจากหนังสือรายงานและมองนักโทษที่คุกเข่าอยู่กลางศาลด้วยสีหน้าเวทนา“แหมๆๆ ช่างเหนือความคาดหมายจริงๆ”
สื่อชิงฉียังจำรสชาติของไม้เท้าที่ฟาดเข้าใส่ของรักของตนเองได้ดีส่วนเฝอจูจีก็ไม่อาจลืมดวงตาสีม่วงคู่นั้นก่อนที่เขาจะสิ้นสติได้ทั้งสองคนรู้สึกทั้งโกรธทั้งอับอายที่พ่ายแพ้ให้แก่คนตาบอดเช่นนั้น
“การจับกุมครั้งนี้ทำให้ข้าอยากรู้รายละเอียดขึ้นมาเสียแล้วเบิกตัวหัวหน้ากองทหารรักษาเมืองซุนฉือมาเล่าเหตุการณ์ให้ข้ากับท่านเจ้าเมืองฟังเสียหน่อยเถิด”ต้วนห่าวอู๋กล่าวพลางยิ้ม
จินลี่หยางเดินออกมายืนกลางศาลและทำความเคารพจงฉงกับต้วนห่าวอู๋ “ข้าน้อยจินลี่หยาง หัวหน้ากองทหารรักษาเมืองซุนฉือคำนับท่านเจ้าเมืองเจียงหลิงและท่านหัวหน้าตุลาการขอรับ”
จงฉงกับต้วนห่าวอู๋มองจินลี่หยางด้วยความตกตะลึงนักโทษสามคนมองจินลี่หยางด้วยสายตาเกลียดชัง
[1] ซิ่วไฉ - การสอบคัดเลือกระดับท้องถิ่นมีการจัดสอบปีละครั้งเพื่อเข้ารับราชการ