บทที่ 27: เยี่ยมเยือน
เมื่อวานศพของอลันไม่ได้ถูกส่งกลับมาเนื่องจากตำรวจกำลังวุ่นวายแต่พวกเขามาในตอนเช้าโดยกลุ่มตำรวจทั่วไป ศพของเขาถูกใส่เสื้อผ้ามาอย่างดีและสะอาดสะอ้านถ้าไม่เคยเห็นมาก่อนว่าร่างนั้นแยกส่วนอย่างไรเขาก็คิดว่าสภาพคงไม่แตกต่างจากผู้ที่เสียชีวิตด้วยเหตุทั่วไป
พวกตำรวจมีความมืออาชีพอยู่มากจริงๆ
สองพี่น้องที่เตรียมพร้อมสำหรับทำพิธีอยู่แล้วได้เรียกสัปเหร่อมาและซื้อดอกไม้สีขาวจากร้านใกล้ๆไว้จำนวนหนึ่งสำหรับวางในโลงศพ สถานที่ฝังคือสุสานทางตะวันออกเฉียงใต้ถนนเลวิสใกล้กับโบสถ์เทพจักรกล
เพราะเป็สุสานที่อยู่ใกล้บ้านสองพี่น้องจึงเลือกที่นั่นแทนที่จะเป็สุสานใกล้โบสถ์องค์เทพทั้งสิบ
ยังไงสองพี่น้องก็ไม่ได้เป็พวกเคร่งศาสนาอยู่แล้ว จะฝังที่ไหนก็ได้ขอแค่ให้เดินทางเยี่ยมหลุมศพได้สะดวกก็พอ
และวันนี้มาร์ชเงียบมาก เขาไม่พูดอะไรเลยตอนทำพิธีฝังศพก็เพียงมองใบหน้าของอลันเท่านั้นจนกระทั่งกลับมาถึงบ้าน น้องชายที่เข็มแข็งของเขาก็นั่งที่เก้าอี้ตัวเดิมของพ่อซึ่งมักนั่งกินอาหารด้วยกันกุมมือของตนแล้วประสานไว้ที่หน้าผากราวกับสวดภาวนา
เขาเห็นว่าขอบตาของอีกฝ่ายแดงก่ำหยดน้ำตาไหลลงมาอย่างเงียบงันไร้เสียสะอื้น ลูซีฟเพียงนั่งลงข้างๆ เด็กหนุ่มโดยไม่กล่าวอะไร
ลูซีฟรับรู้ถึงความเสียใจของน้องชาย ถึงตอนเกิดเหตุจะไม่ได้พูดอะไรมากมายและเก็บความเสียใจไว้ในใจเงียบๆจนกระทั่งตอนนี้ มาร์ชทำเพื่อให้เขาสบายใจไปอย่างนั้นเอง
ดูได้จากการกล่าวขอโทษที่ช่วยอะไรไม่ได้ เด็กหนุ่มเป็ห่วงเขาหวาดกลัวว่าจะต้องสูญเสียพี่ไปอีกคน กลัวกับการต้องเผชิญโลกเพียงลำพัง พยายามที่จะเข้มแข็งและไม่นึกถึงการสูญเสียพ่อไปอีกทั้งตอนเกิดเหตุมีพี่ชายและเสื้อคลุมของแคชปิดไว้เขาจึงไม่ได้เห็นการตายที่ะเืใจของอลันจิตใจจึงสามารถสงบลงได้บ้าง
มาวันนี้เมื่อได้เห็นศพด้วยตาตัวเองอีกครั้งเด็กหนุ่มเก็บอารมณ์ไม่ได้อีกเขาร้องไห้ออกมาเงียบๆ ปล่อยความเสียใจออกมาต่อหน้าพี่ชาย เป็การฝากความไว้วางใจให้กับลูซีฟอย่างแท้จริงในฐานะผู้นำครอบครัวคนใหม่และมันก็เป็ข้อผูกมัดเขาไว้ด้วย
ด้วยความเสียใจและความไว้วางใจนี้ลูซีฟไม่มีทางทิ้งน้องชายไปได้แน่และความผิดพลาดเื่ทำให้อลันต้องตายก็เป็ของเขาเอง เขาจะทำทุกทางเพื่อปกป้องทายาทที่เหลืออยู่ของฮิลเกรม
ลูซีฟไม่ได้นับตัวเองเป็ทายาทโดยตรงของฮิลเกรมั้แ่แรกแล้ว
เพราะนี่คือร่างที่ยืมมา และสักวันต้องจากไปเขาไม่มีทางอยู่บนโลกนี้ไปตลอดชีวิตได้ ที่ทำได้ดีที่สุดคือการปกป้องเท่านั้นเอง
เสียงเคาะประตูหน้าห้องดังขึ้นลูซีฟเลิกคิ้วแล้วลุกไปเปิดประตูอย่างประหลาดใจคนที่มาเคาะประตูเป็บุคคลที่คาดไม่ถึงจริงๆ
เป็อังเดรเพื่อนสนิทของเขา และอีกคน... แคลร์ เบอริง
“อรุณสวัสดิ์ มาทำอะไรกันเหรอ?” ลูซีฟเอ่ยทักทายนี่ยังไม่ทันเที่ยงวันเลยนะ พวกเขาไม่ไปเรียนกันหรือไง
“เรามาเยี่ยม” อังเดรตอบ “นายไม่ไปเรียนเมื่อวานและมีข่าวเื่พ่อนายเสียชีวิตแล้ว... ขอแสดงความเสียใจด้วย และขอโทษที่ไม่ได้มาร่วมพิธีนะเพื่อน”
“ไม่เป็ไร ผมโอเค” ลูซีฟยิ้มอ่อน “เชิญเข้ามาก่อนสิ กินอะไรกันมาหรือยังผมกำลังจะทำอาหารกลางวันพอดี”
เพราะการทำอาหารต้องใช้เวลาอย่างน้อยก็หนึ่งชั่วโมงสำหรับทำหลายเมนูเพราะห้องครัวที่กระทัดรัดทำให้พื้นที่เตรียมอาหารจำกัดนั่นเอง
เมื่อมีคนมาเพิ่มก็ต้องเพิ่มเวลาในการทำอาหาร
“พวกเรายังไม่ได้กินน่ะ งั้นขอรบกวนด้วย” ครั้งนี้แคลร์เป็ผู้ตอบคำพูดดูสนิทสนมไม่ต่างจากอังเดรเลยสักนิด
ลูซีฟเลิกคิ้วสูงมองตามหลังหญิงสาวร่างเล็กไปอย่างประหลาดใจมากก่อนจะแอบกระซิบถามกับอังเดรอย่างสงสัย
“ทำไมนายถึงมาพร้อมกับคุณแคลร์ได้ล่ะอังเดร”
“เจอกันระหว่างทางน่ะสิไม่คิดว่าเธอจะมาเยี่ยมนายเหมือนกัน แต่ดูนายสนิทกับเธอดีนะลูซีฟ”
“ผมไม่ได้สนิทกับเธอขนาดนั้น”
“ในรุ่นของเรานายสนิทกับเธอที่สุด เพื่อนๆ ก็พูดกันแบบนั้น”
“ก็แค่เธอคุยกับผมมากกว่าคนอื่นนิดหน่อยเอง”
“นายไปหลอกคนอื่นเถอะลูซีฟ”
“...ผมหลอกนายตรงไหนอังเดร นายนี่นะ” ลูซีฟเหลือบมองเพื่อนข้างตัวอย่างเอือมระอาเห็นรอยยิ้มกรุ้มกริ่มนั่นแล้วรู้สึกอยากจะไล่ออกจากบ้านไปให้พ้นจริงๆ
เมื่อเห็นว่ามีแขกมามาร์ชก็เข้าห้องน้ำไปล้างหน้าก่อนจะออกมาต้อนรับแขกและช่วยพี่ชายทำอาหารทักษะการทำอาหารของมาร์ชที่เพิ่มขึ้นอาหารที่เรียบง่ายพวกนี้ก็อร่อยขึ้นตามไปด้วย
ไม่ว่าจะซุปเข้มเห็ดเบคอน ขนมปังแยมเลม่อนทำเองผัดเนื้อแกะเปรี้ยวหวาน และน้ำชารสอ่อนก็ทำออกมาได้กลมกล่อมมาก แขกผู้มาเยือนไม่เคยกินรสนี้มาก่อนยิ่งกินยิ่งดื่มก็ยิ่งหยุดไม่ได้...กลายเป็ว่าอาหารทุกอย่างหมดเกลี้ยงไม่มีเหลือ
ลูซีฟถึงกับเกลือบมองพวกเขาหลายๆ ครั้งอย่างอดไม่ได้
นี่คงไม่ได้อดอาหารมื้อเช้ากันมาหรอกใช่ไหม?
“ขอโทษด้วยนะลูซีฟ นายกับน้องชายทำอาหารได้อร่อยมากจริงๆ”อังเดรพูดอย่างอายๆ เมื่อถูกมอง “ผัดเนื้อแกะนุ่มมากซุปก็เข้มข้นจนเกือบจะกลืนลิ้นตนเอง ขนมปังทาแยมนี่ก็อร่อยมันขายที่ไหนกันนะอยากจะซื้อกลับไปที่บ้านมากเลย”
“แยมทำเองน่ะ ขอโทษทีนะ มันโหลสุดท้ายแล้ว”เพราะเป็ของผลิตเองที่ไม่มีวัตถุกันเสียจึงเก็บได้ไม่นานมากพวกเขาเลยทำเก็บไว้ในปริมาณน้อย ไม่พอขายหรือแจกจ่าย
“ไม่เคยรู้เลยว่าคุณทำอาหารเป็” แคลร์มองลูซีฟด้วยรอยยิ้มอย่างหาได้ยากเขายิ้มตอบแล้วโคลงศีรษะไปมา
“ส่วนใหญ่น้องชายทำน่ะ ผมก็แค่ลูกมือ”
“อาหารของคุณอร่อยมาก ขอบคุณสำหรับมื้ออาหารที่ยอดเยี่ยมค่ะ”เธอหันไปทางมาร์ชที่ยิ้มรับคำชมอย่างเปิดเผย
“ดีใจที่ชอบครับ”
“แล้วพวกนายมาทำไมกัน” ลูซีฟเอ่ยเข้าประเด็น
“เราเป็ห่วงคุณเลยมาเยี่ยม แต่คุณดูปกติดีมากกว่าที่คิดไว้มาก”
“ขอบคุณสำหรับความเป็ห่วงคุณแคลร์ผมพยายามปรับตัวเพราะยังมีน้องชายต้องดูแล ผ่านวันนี้ไปผมก็ไปเรียนตามปกติแล้วล่ะ”
“ถ้ามีปัญหาอะไรก็มาหาฉันนะคะ ยินดีช่วยเหลืออย่างยิ่ง”
“ใช่แล้วลูซีฟ ถ้ามีปัญหาอะไรก็มาหาฉันได้เลยนะ!”
“ขอบคุณครับ” ลูซีฟไม่ปฏิเสธเมื่ออีกฝ่ายยื่นมือมาแต่ตอนนี้เขายังไม่้ามือใครช่วยเหลือ เพราะยังจัดการกับกลุ่มคนร้ายที่ฆ่าพ่อไม่ได้หากมีคนเข้ามาพัวพันเพิ่มก็มีแต่จะเพิ่มจำนวนเหยื่อเท่านั้นเอง
หากผ่านตรงนี้ไปได้เมื่อไร ความช่วยเหลือจากที่ไหนก็จะใช้ให้คุ้มค่าแน่นอน
“เพื่อนกันไม่ต้องเกรงใจ” อังเดรยิ้มกว้าง
อังเดรและแคลร์สอบถามด้วยความเป็ห่วงอีกสองสามประโยคก็กลับพวกเขาทั้งคู่มาจากถนนเส้นเดียวกันจึงกลับพร้อมกันลูซีฟก็ไปส่งถึงรถม้าด้วยความเป็สุภาพบุรุษที่ดี
เมื่อพูดถึงเื่ไปเรียนแล้ว มาร์ชก็ยังต้องเรียนอยู่เขาคงให้น้องชายหยุดนานไม่ได้สำหรับโรงเรียนเฉพาะทาง การเรียนมีแค่่เช้าถึงเที่ยง บ่ายเป็กิจกรรมให้นักเรียนได้เข้าสังคมอย่างอิสระแต่มีเรียนถึงหกวันในหนึ่งสัปดาห์ ไม่ถือว่าเรียนหนักอะไร
เด็กหนุ่มมีเวลาสำหรับทำงานเสียด้วยซ้ำแต่อลันไม่ยอมให้เขาทำงานเพราะงานที่พอจะให้ทำได้ก็มีแต่โรงงานอุตสาหกรรมที่รับแรงงานแบบไม่จำกัดอายุซึ่งมันลำบากมาก ลูกจ้างร้านอื่นๆ จะเป็แบบทำงานเต็มวันพวกเขาคงไม่รับนักเรียนเข้าทำงาน
ตอนนี้ลูซีฟเป็หัวหน้าครอบครัวเขาก็ไม่ยอมให้น้องชายทำงานเช่นกัน ยังคงให้เด็กหนุ่มตั้งใจเรียนส่วนตัวเขานั้นไม่มีปัญหาสำหรับการทำงานไปด้วยเรียนไปด้วย
ตอนอยู่ที่โลกเดิมก็เป็แบบนี้ เมื่อขึ้นมหาวิทยาลัยก็ทำงานหารายได้เสริมตลอดแทบไม่ได้ขอเงินจากที่บ้านเลย ครั้งนี้ได้ที่ทำงานแล้วแถมยังทำใน่เวลาว่างหลังเลิกเรียนด้วยไม่ได้ลำบากอะไรเลย
วันนี้เขาก็ไม่ได้ไปที่สำนักงานนักสืบทิวลิปและพรุ่งนี้ก็จะไม่ไปพวกเทจก็จะไม่มาหาเพราะเขาได้ฝากข้อความไว้แล้วว่าเขาวางแผนจะทำอะไร
ด้วยความเข้าใจอันน้อยนิดที่มีต่อรองสารวัตรคนนั้นลูซีฟเชื่อว่าอีกฝ่ายจะต้องคิดตามแผนของเขาได้แน่และเตรียมกำลังคนไว้สนับสนุนอยู่เงียบๆ
แต่ถ้าทำไม่ได้ก็ไม่คุ้มค่ากับความร่วมมือและความเชื่อใจ...
ลูซีฟวางแผนที่จะหากลุ่มคนร่วมมือด้วย หน่วยผู้วิเศษของเทจโคเลอร์ก็เป็เพียงตัวเลือก เขายังสามารถสร้างกลุ่มของตนเองขึ้นมาได้อีก แต่การจะจับกลุ่มผู้วิเศษนอกสังกัดก็จำเป็ต้องเข้าไปอยู่ในวงนั้นด้วย
ผู้วิเศษมือใหม่อย่างเขาจะเข้าไปร่วมวงได้ยังไงกันนะ
มีคนเคยกล่าวไว้ว่าอยากจะเจอกับคนแบบไหนให้เอาตัวเองเข้าไปที่ที่คนพวกนั้นอยู่จากสังคมในปัจจุบัน เขายังไม่รู้เลยว่าจะผู้วิเศษไปที่ไหนกันบ้าง
เื่นี้คงยังต้องเพิ่งพาหน่วยผู้วิเศษอยู่กระมัง
ในเื่การหาบุคลากรและเส้นสายอย่างลับๆ อาจจะใช้วิธีเก็บคนจรจัดมาชุบเลี้ยงด้วยยุคสมัยที่การทุจริตมีไม่มากนักและมีพลังพิเศษในการผูกพันธะได้ จึงสามารถเลือกบุคลากรได้ค่อนข้างวางใจ
แต่ทั้งหมดแล้วก็ใช้เงิน ลูซีฟถอนหายใจเฮือกปัญหาหนักอกที่แท้จริงยังคงเป็เงินที่มีน้อยนิดของตนเอง
ก๊อกๆ
เสียงเคาะหน้าต่างเป็จังหวะแ่เบาลูซีฟที่นั่งคิดอะไรเพลินๆ อยู่บนเตียงโดนกางหนังสือบังหน้าค่อยๆ เบนสายตาไปมองอย่างเงียบสงบดวงตาผู้วิเศษเปิดใช้งาน
เป็ร่างมนุษย์ออร่าสีแดง
ผู้วิเศษที่เจอกันเมื่อวันนั้นสินะ
เขาลุกขึ้นไปเปิดหน้าต่างเงียบๆ แล้วมองร่างสูงของเฮนรี่ะโเข้ามาเขายืนมองลูซีฟครู่หนึ่งก่อนจะมองไปรอบๆ แล้วติดแผ่นโลหะสลักอักขระบางอย่างที่ลูซีฟมองไม่ค่อยชัดไว้ที่กำแพงแล้วออร่าสีเหลืองเบาบางก็แผ่ออกมา
อยู่ๆ ก็รู้สึกได้ถึงความเงียบสงบที่แม้แต่เสียงแมลงก็ไม่ได้ยินเขาเลิกคิ้วขึ้นเล็กน้อยด้วยความสงสัย แต่ก็ไม่ได้มองไปที่โลหะแผ่นนั้นซ้ำ
เพราะเขารู้ว่านั่นคือวัตถุวิเศษที่ใช้ปิดกันพื้นที่
ในเมื่อไม่ได้ยินเสียงข้างนอกเข้ามาก็หมายความว่าเสียงข้างในก็จะไม่ดังออกไปเช่นกันเป็การปิดกั้นพื้นที่ได้ดีทีเดียว
“มาพบตามเวลาดีนะครับ” ลูซีฟเอ่ยทักทายอีกฝ่ายด้วยรอยยิ้มเฮนรี่ผู้พบเจอกับมนุษย์ประหลาดยังคงขมวดคิ้วใส่เขาไม่เปลี่ยนเช่นกัน
“ทางเราได้ปรึกษากันแล้ว”
“ครับ แล้วผลเป็อย่างไร?”
“ร้านผ้าสองร้านที่ถนนมารีและถนนเวลล์ มูลค่ารวมแล้วมากกว่าหนึ่งพันปอนด์มันจะเป็ของนายทันทีหลังจากทำพิธีกรรมเสร็จ”
“ไม่ครับ จนกว่าจะได้เซ็นชื่อในเอกสารโอนย้ายที่สมบูรณ์แล้วผมถึงจะยอมเข้าร่วมพิธี”
“หมายความว่ายังไง จะไม่ทำตามที่ตกลงกันเหรอ”
“ไม่ใช่ไม่ทำตาม แต่ผม้าทำธุรกรรมให้เสร็จก่อนที่จะทำพิธี”ลูซีฟฉีกยิ้มกว้าง “อย่าคิดว่ามีแต่พวกคุณที่ไม่ไว้วางใจสิ ผมเองก็ไม่วางใจเหมือนกันใครจะรู้ว่ากิจการนั้นจะถึงมือน้องของผมจริงหรือเปล่าเมื่อผมตายแล้ว”
“เราไม่โกหก”
“แต่ผมไม่เชื่อคุณ เราไม่ใช่เพื่อนกันด้วยซ้ำ แล้วจะเอาความน่าเชื่อถือมาจากไหน?แล้วก็ไม่ต้องพยายามใช้ความกลัวเข้าข่มขู่ผมที่จับเืกรดด้วยมือเปล่ามาแล้วยังจะกลัวอะไรกับแค่จิตคุกคาม”
“...”
“อ้อ คุณยัง้าเวลาคิดอีกใช่ไหม งั้นเชิญกลับไปคุยกันตามสบาย”ว่าแล้วลูซีฟก็ผายมืออกไปนอกหน้าต่าง เขาไม่มีปัญหากับการรอคอย
“ต่อรองได้เก่งจริงนะไม่มีใครเคยบอกหรือไงว่าอย่าได้ท้าทายสิ่งที่ไม่รู้จักน่ะ” มีเสียงหนึ่งดังขึ้นมาจากด้านหลังของเฮนรี่เป็เงาร่างพร่ามัวที่มองไม่ชัด แต่ก็โปร่งแสงจนมองทะลุได้
ผี? ิญญา?
ผู้วิเศษประเภทพลังิญญารึ?
“งั้นพวกคุณคงไม่มีใครบอกสินะว่า... อย่ามองผู้คนแต่เพียงภายนอกน่ะ”ลูซีฟตอบกลับไปด้วยท่าทางสุขุม ก็คิดไว้แล้วว่าอีกฝ่ายจะต้องไม่ได้มาคนเดียวแต่ก็ไม่ได้เกินคาดหมาย
หากขนกันมาทั้งองค์กรต่างหากที่จะทำให้เขาคิดหนัก
“ดูแล้วก็มีดีอยู่บ้างเหมือนกันสินะไม่อย่างนั้นคงไม่รอดจากพิธีกรรมมาได้จนถึงตอนนี้” ร่างิญญาโปร่งแสงนั้นกล่าวเสียงแหบแห้งดวงตาที่เด่นอยู่บนเงาร่างนั้นจับจ้องลูซีฟอย่างพิจารณา
ลูซีฟพยักหน้าบลัฟฟ์อย่างไม่ลังเล
“ไม่อย่างนั้นผมจะต่อรองได้ยังไงกัน มันดูปกติมากไม่ใช่เหรอ?”
“ไม่ปกติสักนิดเดียว” เฮนรี่ตอบออกมาเบาๆเขายังไม่เคยเจอคำว่าปกติจากลูซีฟ ฮิลเกรมเลยสักครั้งั้แ่ที่พบกันมาจนถึงตอนนี้
มีแต่คำว่าแปลก แปลกมาก แปลกสุดๆ !!
ลูซีฟยิ้มขำไม่ตอบคำ ยังคงรักษาภาพลักษณ์ที่ผ่อนคลายของตนไว้อย่างเหนียวแน่รอยยิ้มที่ดูเฉื่อยชาแต่มั่นใจของเขาน่าจะขัดตาของผู้มาเยือนยามวิกาลมาก
“ผมไม่เคยบังคับหรือท้าทายให้พวกคุณทำตามข้อตกลงก็แค่มันง่ายกับการแลกเปลี่ยนเท่านั้น หากคุณจะอยากบังคับพาตัวผมไปหรือทำให้ผมกลายเป็ศพเดี๋ยวนี้เพื่อทำพิธีกรรมก็แล้วแต่พวคุณเลยเพียงแต่... คิดว่าผมมาอยู่ที่บ้านนี้ตัวคนเดียวไร้การเฝ้าระวังจริงเหรอคิดว่าวัตถุวิเศษแค่นั้นจะปิดกันผมได้สินะ คิดว่าผมเป็คนธรรมดาจริงๆ ใช่ไหม?”
ลูซีฟหรี่ตาลง รอยยิ้มที่ปรากฏขึ้นไม่ได้เฉื่อยชาอีกต่อไปแต่เป็ความชั่วร้ายที่เยือกเย็น อำมหิตและเย้ยหยันจนผู้พบเห็นต้องผงะความคิดเริ่มรวนเรเมื่อต้องเผชิญกับด้านนิสัยเสียของเขาอ่ยางกะทันหัน
แต่ลูซีฟไม่เปิดโอกาสให้พวกเขามีเวลาไตร่ตรองนานนัก พูดขึ้นด้วยน้ำเสียงกลั้วหัวเราะราวกับรอยยิ้มเมื่อครู่ไม่มีอยู่จริง
“ว่ายังไงครับ จะตกลงกันดีๆ หรือว่าจะใช้กำลังบังคับผมไปล่ะพวกคุณเป็ผู้เลือกได้ตามความพอใจเลย”