รอจนถึงวันที่สิบห้าเดือนห้าคืนก่อนถึงเช้าวันที่ป้ายประกาศระบุเนรเทศคนสกุลเจินออกจากเมืองหนานจิง
บนศาลาสูงห้าชั้นกลางเมืองบนนั้นมีเด็กหญิงในชุดคลุมสีดำอำพรางกายอย่างมิดชิด ที่ด้านข้างยังมีผู้ติดตามพร้อมกระบี่ขาวห้อยข้างเอว
ขณะนั้นลมพายุพัดสะบัดชายชุดคลุมของคนทั้งสองดังพึ่บๆประกายแสงสีเงินสว่างวาบยังขอบฟ้า ชั่วอึดใจนั้นเสียงเปรี้ยง!ดังสนั่นหวั่นไหวไปทั้งพสุธาก็ดังขึ้นราวกับฟ้าพิโรธ ทว่าหลินหลานหรูยังคงยืนนิ่งใบหน้าเล็กเกลี้ยงเกลาไม่ได้หลุดสีหน้าสะดุ้งตกใจแต่อย่างใด
นัยน์ตางามดำลึกดุจเหยี่ยวกลางฤดูหนาวของนางเฉียบคมยิ่งกว่าน้ำแข็งปลายเดือนสิบสอง
"พวกเขาเข้าไปในจวนเจ้าเมืองแล้วขอรับ"เป็นเฉิงอิ้นเอ่ยทำลายความเงียบ
ที่เฉิงอิ้นพูดเขาหมายถึงกองโจรภูเขาที่เวลานี้ตกอับอย่างที่สุด ดังนั้นจึงรับงานปล้นคลังสมบัติเจ้าเมืองจากมู่หวังจงอย่างง่ายดายเพียงหวังอยากพลิกฟื้นกองโจรให้รุ่งโรจน์เหมือนดั่งในอดีตจนประมาทเลินเล่อในเล่ห์เหลี่ยมของขุนนางราชสำนัก
"ทางด้านมู่หวังจงมีความเคลื่อนไหวใดหรือไม่"หลินหลานหรูมองไปยังทิศที่จวนสกุลเจินตั้งอยู่
"เป็นอย่างที่คุณหนูคาดการณ์หลังจากที่เกาฟังและพรรคพวกสิบกว่าคนเข้าไปด้านในได้ไม่นานมู่หวังจงก็ส่งทหารเข้าล้อมเขตจวนสกุลเจินทันทีส่วนทหารอีกกลุ่มใหญ่ก็มุ่งหน้าขึ้นเขาหนานซานไปแล้วเช่นกันขอรับ"
มู่หวังจงใช้แผนตลบหลังแสร้งเป็นหมูหลอกกินเสือ ทำตัวเหมือนโง่เขลา รักตัวกลัวตาย แท้จริงหลอกให้ผู้อื่นตายใจจนประมาท
แรกเริ่มก็เป็นขุนนางกังฉินว่าจ้างกองโจรสังหารคนในคุกเป้าหมายเพียงต้องการฆ่าครอบครัวบัณฑิตที่เจินชิ่วอีรักนักรักหนาหลอกให้นางออกจากจวน จากนั้นจับตัวไปด้วยเสียเลย
ต่อมาค่อยจัดฉากฆ่าล้างจวนเจ้าเมืองล้อมจับเกาฟังและพรรคพวก ฆ่าพวกเขาปิดปากไม่ให้ซัดทอดถึงตนสุดท้ายจบลงที่การเป็นขุนนางตงฉิน จับโจรภูเขาลึกลับที่ไปมาไร้ร่องรอยสร้างชื่อเสียงโด่งดังไปทั่วเมือง ใครเห็นใครได้ยินก็ยกย่องเป็นละครที่เล่นเองเหนื่อยเองทั้งเรื่อง ช่างยากลำบากไม่น้อย
ได้ทั้งทรัพย์สมบัติทั้งหญิงงามล่มเมือง ทั้งคำสรรเสริญจากปากมหาชนหมูอ้วนตัวนี้จะโลภมากเกินหน้าเกินตาไปแล้ว
ชั่วเวลานั้นหลินหลานหรูพลันเหยียดมุมปากเป็นรอยยิ้มจางๆ
เรื่องราวทั้งหมดดำเนินมาถึงวันนี้ในใจนางไม่ได้คิดประณามความโหดเหี้ยมของมู่หวังจงแต่อย่างใดนางเองก็ไม่นับว่าเป็นคนดีมีศีลธรรม แล้วมีสิทธิ์อะไรไปตัดสินความชั่วช้าของผู้อื่นทำเช่นนั้นมิเท่ากับประณามตัวเองหรือ
สุดท้ายแล้วจะต่างอะไรกับฆาตกรร้องกล่าวต่อศาลว่าไม่ได้ฆ่าคนทั้งๆ ที่อาวุธสังหารเห็นชัดว่าอยู่ในมือ ผู้ใดจะเชื่อมีแต่จะได้รับสายตาเหยียดหยามกลับมาเท่านั้น
คิดมาถึงตรงนี้หลินหลานหรูก็ไม่สนใจมู่หวังจงอีก ตายังคงมองไปข้างหน้าอย่างสงบนิ่ง
เมื่อมองจากมุมสูง นางเห็นประกายไฟแดงๆสว่างขึ้นเป็นจุดๆ ภายในจวนสกุลเจิน ช่างท้าทายพายุฝนในเวลานี้เสียจริงในจวนแห่งนั้นคงจะกำลังต่อสู้กันดุเดือดกระมัง
ลมพายุพัดมาอีกระลอกใหญ่กระโชกแรงจนหลังคาเรือนดังพรึ่บๆ โคมไฟหลุดจากไม้แขวนปลิวลิ่วไปตามถนนเศษฟางเศษหญ้าพัดหมุน วนเป็นคลื่นลมลูกใหญ่
ช่างเป็นวันที่ทรมานอะไรเยี่ยงนี้
"พาข้าไป"หลินหลานหรูเอ่ยกับเฉิงอิ้น
ปล่อยให้เขาอุ้มนางกระโดดลงจากศาลาชั้นห้าวิ่งต่อไปตามหลังคาเรือนจวบจนมาหยุดยังหน้าประตูจวนสกุลเจินที่เปิดทิ้งอ้าอย่างน่าเห็นใจ
ทหารชุดแรกนำกำลังฝ่าเข้าไปแล้วส่วนทหารกองหนุนชุดที่สองยังคุมเชิงสถานการณ์อยู่ ไม่ช้าคงบุกตามมานางต้องอาศัยช่องว่างระหว่างช่วงนี้พาคนออกไป
เปรี้ยง!
เสียงฟ้าผ่าดังสนั่นบนยอดศาลาไม่ใกล้ไม่ไกลหลินหลานหรูปิดเปลือกตาลงฉับพลัน ด้วยรู้สึกแน่นไปทั้งอกจากนั้นฝนห่าใหญ่ก็เทกระหน่ำลงมาอย่างไม่ลืมหูลืมตา
นางเพียงกระชับหมวกชุดคลุมให้ปิดบังใบหน้าเล็กน้อยเม็ดฝนเหล่านี้ไม่เป็นอุปสรรคให้นางต้องถอยกลับแต่อย่างใดกลับกันนางยืดอกขึ้นอย่างหาญกล้า ก้าวเท้าด้วยช่วงขาสั้นๆข้ามประตูจวนไปอย่างหมั่นคง
ตั้งแต่ก้าวแรกที่หลินหลานหรูกับผู้ติดตามข้ามพ้นประตูจวนศพแรกที่เห็นคือบ่าวเฝ้าประตู ต่อมาอีกหลายๆ ศพก็นอนกันตายเกลื่อนกลาดโลหิตสีแดงอาบย้อมไปกับน้ำฝน ช่างเป็นภาพที่น่าสยดสยอง
นางถอนหายใจอย่างปลงตกสองวันก่อนให้เฉิงอิ้นยิงหน้าไม้ส่งจดหมายเตือนมาแล้วไม่รู้ว่าพวกเขาตีความหมายไม่ออกหรือไร นางอุตส่าห์ตั้งใจคัดบทกลอนงามๆส่งไปให้เลยเชียว ไม่แน่เจ้าเมืองอาจยอมรับชะตากรรมตัวเองแล้วกระมังถึงได้ยอมตายดีกว่าโดนชาวเมืองรุมประชาทัณฑ์ในเช้าวันรุ่งขึ้น
เฉิงอิ้นเดินนำเปิดทางให้คุณหนูเข้าไปด้านในเรื่อยๆจนกระทั่งมาถึงลานกว้างชั้นกลาง...
บุรุษผู้หนึ่งในอาภรณ์สีดำนอนแผ่หลาไปกับพื้นอย่างหมดสิ้นเรี่ยวแรงใบหน้าครึ่งล่างของเขาอำพรางปิดไว้อย่างมิดชิดปล่อยให้หยาดฝนเปียกชุ่มรินรดให้กับความอัปยศครั้งนี้ถูกหลอกตลับหลังได้อย่างน่าสมเพช เขาพาพี่น้องสิบสามคนมาตายเปล่า!
เมื่อครึ่งชั่วยามก่อนพลทหารติดอาวุธธนูของทางการโผล่ล้อมพวกเขาบนหลังคา ไม่เอ่ยวาจาใดให้มากก็กระหน่ำยิงธนูขึ้นฟ้าตกร่วงลงมาราวกับห่าฝน
'อาเกา เจ้าหนีไป!พี่น้องเราบนเขายังต้องพึ่งพาเจ้า'
ยามนั้นเกาฟังโกรธแค้นถึงที่สุดร่างพี่น้องร่วมอาชีพถูกยิงทรุดลงทีละคน ช่างเป็นภาพที่ทรมานจิตใจคนพบเห็นอย่างมากพี่น้องที่เหลืออยู่ห้าหกคนป้องกันลูกธนูมาได้ ไม่ตายก็บาดเจ็บยังต้องรับมือกับพลทหารราบรุมล้อม
เกาฟังจับกระบี่ดำสังหารศัตรูอย่างเคียดแค้นพลางนึกหน้ามู่หวังจงไปด้วย หากเขารอดจากคืนนี้ไปได้แล้วไม่ได้กุดศีรษะเจ้าหมูอ้วนสกปรกนั่น จะไม่ขอใช้แซ่เกาให้อับอายวงศ์ตระกูล!
จากทหารนับสิบนายตายร่วงลงทีละคนกระทั่งไม่มีเหลือรอด พี่น้องนับสิบคนของเขาก็ตายไม่เหลือรอดเช่นกัน
ต่อมาเรี่ยวแรงทั้งหมดที่มีลดฮวบลงอย่างรวดเร็วเมื่อเห็นศัตรูตรงหน้าตายเกลื่อนหมดแล้วพิษบาดแผลจากการถูกคมดาบฟาดฟัน ยามนี้ไม่อาจทนและทรงตัวยืนได้อีกต่อไปเขาปักกระบี่ลงดินเป็นหลักประคองตัวฝืนลุกขึ้นยืน
ขณะเดียวกันเสียงฝีเท้าทหารสวมเกราะเหล็กหลายสิบคู่ก็ดังใกล้เข้ามาเรื่อยๆทว่ามือที่จับกระบี่ไม่อาจยกขึ้นไหวร่างกายกระตุกเพียงหนเดียวก็หงายหลังลงไปนอนกับพื้นเปียกแฉะริมฝีปากเขากระตุกยิ้มอย่างเวทนาสงสารตนเอง ปล่อยให้หยาดฝนตกเคล้าไปกับหยาดน้ำตาเวลานี้ถึงจะร้องไห้ได้อย่างไม่น่าอับอาย
เขาถึงกับทอดถอนใจอาลัยในชีวิตของตนเอง
พริบตานั้นเงามืดสายหนึ่งปัดผ่านหางตาพร้อมกับเสียงเล็กทรงอำนาจดังขึ้น กลบได้แม้กระทั่งเสียงฝน"ยอมแพ้แล้วหรือ"
เกาฟังลืมตาขึ้นสิ่งแรกที่เห็นคือปลายกระบี่ขาวจ่อที่ปลายคาง เขาขมวดคิ้วมองคนสองผู้ในชุดคลุมสีดำจำได้ว่าใบหน้าเล็กๆ ในเงาหมวกเสื้อคลุมนี้เขาเคยเห็นมาก่อนทั้งเคยจับเด็กหญิงที่มีใบหน้าเดียวกันมาเค้นถามทว่าแววตาเย็นชาแฝงไปด้วยความอำมหิตนี้ เขาเพิ่งเคยเห็นเป็นครั้งแรก
"พี่น้องเจ้าตายได้น่าอนาถยิ่งยอมแพ้แค่นี้หรือ" นางยังกล่าวอีกว่า "ข้าเพียงผ่านถนนมากำลังจะเดินผ่านไป จะทำเป็นมองไม่เห็นสิ่งใดก็แล้วกัน"
เกาฟังไม่ขยับและไม่เอ่ยสิ่งใดราวกับกำลังประเมินสองคนคู่นี้อยู่
หลินหลานหรูยังคงยืนหันข้างเช่นเดิมนางเหลือบมองเกาฟังซึ่งนอนหมดสภาพบนพื้น ฉับพลันนั้นมือหนึ่งกำชายชุดคลุมของนางกระตุกมันแรงๆ จนนางต้องละสายตาจากเกาฟัง ก้มมองมือหาญกล้าข้างนั้น
"ชะ...ช่วยเขา ช่วยอา...เกา"จากนั้นมือที่จับชายชุดคลุมของนางก็ร่วงเผาะลงในเวลาต่อมาเจ้าของมือแน่นิ่งไปในที่สุด
เกาฟังได้ยินประโยคนั้นแม้ตัวตายพี่น้องที่เคยร่วมเป็นร่วมตายกันมาพวกเขายังปรารถนาเพียงให้หัวหน้าไร้ความสามารถเช่นเขามีชีวิตรอด
"ไปกับข้า" หลินหลานหรูเอ่ยซ้ำ"ขอเพียงเจ้ายอมเป็นสุนัขรับใช้ข้า พี่น้องเจ้าอีกหลายร้อยชีวิตบนเขาข้าจะรับรองความปลอดภัยให้"
นัยน์ตาเกาฟังลุกวาวอย่างโกรธขึ้งแค่นเสียงเอ่ยให้ดังเท่าที่จะทำได้ "เจ้าหมายความว่าอย่างไร!เหตุใดต้องให้เจ้ารับรองความปลอดภัยของพี่น้องข้า"
"เจ้าคิดว่าอย่างไรเล่าขณะที่เจ้าหน้ามืดตามัวตามหาคลังสมบัติอย่างบ้าคลั่งอีกทางหนึ่งมู่หวังจงได้ส่งทหารนับร้อยนาย ล้อมหุบเขาหนานซานเรียบร้อยแล้วไม่แน่ว่าเวลานี้กำลังใกล้ถึงที่ซ่อนของพวกเจ้าแล้วกระมัง"
เกาฟังแค้นจัดถึงอย่างนั้นก็ยังไม่อยากเทใจเชื่อทั้งหมด"มันไม่มีทางรู้ที่ซ่อนของพี่น้องข้า!"
"เจ้ามั่นใจขนาดนั้นเชียวไม่ใช่ว่าเมื่อไม่นานมานี้มีคนพลัดหลงเข้าไปในรังโจรของพวกเจ้ารึซ้ำภายหลังคนผู้นี้ยังหายตัวไปอย่างไร้ร่องรอย เจ้าคิดว่าน่าสงสัยใช่หรือไม่"
เกาฟังจุกจนพูดไม่ออกมีเรื่องเช่นนี้จริง
"ยอมรับมันเสียเถอะ"นางไม่อยากให้เรื่องนี้ยืดเยื้ออีกต่อไป ทหารกองหนุนกำลังใกล้เข้ามา หากช้าจะตายกันทั้งหมด "เจ้ารีบตกลง ขอเพียงยอมติดตามรับใช้ข้า พลุไฟในมือข้าอันนี้จะเป็นสัญญาณแจ้งให้คนของข้าบนเขาหยุดทหารเหล่านั้นไว้พี่น้องเจ้าทุกคนตอนนี้และนับจากนี้จะปลอดภัย"
เกาฟังสะอึกเขาไม่มีทางตกลงอย่างแน่นอนแต่ถ้าหากไม่ทำตามที่นางเอ่ยพี่น้องทั้งหมดอาจถูกกวาดล้าง
ทว่าเกาฟังตัดสินใจนานเกินไปทหารอีกนับสิบนายแห่เข้าล้อมพวกนางเป็นวงกลม
หลินหลานหรูแสร้งถอนหายใจ"เห็นทีพลุไฟในมือข้าคงไม่ต้องใช้แล้วกระมัง"
ทันทีที่กล่าวจบประโยคมือเล็กขว้างพลุไฟลงพื้นอย่างไม่แยแส พลุไฟอันนั้นเปียกชุ่มไปกับน้ำฝนไม่มีทางใช้งานได้อีกแล้ว การกระทำเช่นนี้ของหลินหลานหรูได้กระชากใจเกาฟังให้ร่วงลงเหวอย่างแรง
นางยังหันกายเตรียมหมุนจากไปอีกด้วยส่วนเฉิงอิ้นเปลี่ยนทิศปลายกระบี่ไปยังทหารหลายสิบนายเพื่อฝ่าวงล้อม
"ตกลง!" เกาฟังตะโกนสุดเสียงแม้เสียดายที่พลุไฟเปียกฝนไปแล้วขอเพียงเขารอดและได้แก้แค้นให้พี่น้องนับร้อยชีวิต เพียงแค่นั้นก็ขอให้เขามีชีวิตอยู่เพื่อล้างแค้นเถอะ! "ข้าตกลง ขอเพียงมีชีวิตรอดขอเพียงเจ้าทำให้ข้าได้กุดหัวมู่หวังจงบัดซบนั่น ข้าตกลง!"
เกาฟังเอ่ยตกลงราวกับโอกาสนี้คือฟางเส้นสุดท้ายของชีวิตแล้วเป็นลำแสงเดียวที่ยื่นให้เขาคว้าไว้
ขณะเดียวกันชีวิตต่อจากนี้ของเกาฟังก็ไม่ใช่ของเขาอีกต่อไปแล้ว
หลินหลานหรูเอี้ยวคอมองข้ามไหล่ตัวเองกลับไปแววตาเกาฟังบอกชัดถึงความตั้งใจอย่างแน่วแน่"เจ้าจะเปลี่ยนใจไม่ได้อีกแล้ว"
นางเอ่ยกับเกาฟังเพียงเท่านั้นก่อนพยักหน้าให้เฉิงอิ้นลงมือ
ทหารนับสิบเห็นจังหวะลงมือก็รุมล้อมกันเข้ามาราวกับมดงานเจอของหวานเกาฟังหยัดยืนขึ้นด้วยเรี่ยวแรงทั้งหมดที่ยังเหลืออยู่ส่งกระบี่ดำในมือปะทะคมดาบทหารรักษาชีวิตตน ฟาดกระบี่ตัดผ่านหยาดฝนอย่างบ้าคลั่ง
เฉิงอิ้นเองก็ไม่แพ้กันเกาฟังเพิ่งเข้าใจขึ้นมาบางส่วนเหตุใดคนผู้นี้ถึงอยู่ข้างกายเด็กน้อยอย่างนางท่าทางเช่นนั้น แววตาและกลิ่นอายเช่นนั้น ราวกับจะบอกว่า
...ไยต้องสนศักดิ์ศรีบ้าบออีกในเมื่อสิ่งสำคัญกว่าคือการปกป้องสิ่งที่ตนเองรัก
ภายใต้ความวุ่นวายนี้ อาวุธไร้ตาหลินหลานหรูจึงได้แผลบริเวณลำคอมาเล็กน้อย
ทว่ามุมหนึ่งในเงามืดใต้สะพานสระบัวไม่มีผู้ใดรับรู้ถึงสายตาคู่นี้
เจินชิ่วอิงกอดเขาตัวสั่นร้องไห้ด้วยความหวาดกลัวชั่วขณะหนึ่งนางตื่นตระหนกจนแทบขาดสติ ใบหน้าคนผู้นั้นในเสื้อคลุมสีดำเป็นหลินหลานหรูไม่ผิดแน่ เป็นหลินหลานหรูสมคบคิดโจรชั่วสังหารครอบครัวนาง
ยามนั้นเงามืดในใจเจินชิ่วอิงสลักชื่อหลินหลานหรูลึกลงไปถึงก้นบึ้งจิตใจแววตาที่ก่อนหน้านั้นหวาดกลัวสุดขีดยามนี้ได้สลักความแค้นผสมความอาฆาตจนแข็งกระด้างไปในที่สุดนอกจากฆาตกรผู้ฆ่าล้างครอบครัวนางแล้ว ก็มองไม่เห็นผู้ใดอีก...
สามวันให้หลังเรื่องสกุลเจินถูกโจรปล้นในยามตกอับ คนสกุลเจินเคราะห์ซ้ำกรรมซัดอย่างไรถึงตอนนี้ยังลือกันหนาหู
แรกเริ่มเจินชิ่วอีถูกลักพาตัวส่งคนตามหายังมิทันพบ เจ้าเมืองพลันตกเป็นผู้ต้องหาคดีทุจริตภาษี หลักฐานหมัดตัวดิ้นหนีไม่หลุด ต่อมาศาลได้ตัดสินเนรเทศคนทั้งตระกูลเจินออกจากเมืองเพียงคืนเดียวก็ถูกสังหารตายเกลี้ยงยกครัว
ส่วนอีกเรื่องที่ลือติดปากไม่แพ้กันเล่าว่าผู้ตรวจการมู่ ขุนนางตงฉินผู้น่าเลื่อมใส ตรงไปตรงมาไม่คดโกงย้ายจากเมืองหลวงมาไม่ถึงปี สามารถปิดคดีใหญ่ได้ถึงสองคดีแล้วนับว่าเป็นคนเก่งมีความสามารถมากบารมีมาเกิดโดยแท้
'มากบารมีกับผีสิ!'
หลินหลานหรูนึกไปถึงประโยคที่เกาฟังสบถด่ามู่หวังจงอย่างหยาบคายยามได้ยินข่าวลือเรื่องนี้ไม่ยักคิดว่าประโยคเช่นนี้จะหลุดออกจากปากหัวหน้ากองโจรภูเขาผู้เลื่องชื่อได้ช่างหยาบคายสมคำร่ำลือ
หลังเกาฟังรักษาตัวได้เพียงสองวันบาดแผลไม่ทันสมานดีก็เริ่มก่อกวนหลินหลานหรู ยิ่งเขามารู้ความจริงภายหลังว่าพลุไฟอันนั้นถึงนางไม่จุดเหลยเมี่ยวพร้อมกำลังคนส่วนหนึ่งได้ขวางทางทหารเหล่านั้นไว้แล้ว
กล่าวให้ถูกคือนางไม่จำเป็นต้องให้เขาตอบตกลงก็ได้ เพียงใช้ชีวิตพี่น้องของเขาเป็นเครื่องต่อรองตราบใดที่เขาทำงานให้นาง คนเหล่านั้นก็จะยังมีชีวิตอยู่ได้นานเช่นกัน
ถึงตอนนี้เขาคิดเปลี่ยนใจก็ไม่ทันแล้วเหลยเมี่ยวซ่อนพี่น้องเขาไว้ที่ใด นางยังไม่รู้ ถามนางก็เหมือนถามตอไม้แล้วละ
ดังนั้นหลายวันมานี้เกาฟังจึงยิกๆใส่หลินหลานหรู จนหลินหลานหรูทนไม่ไหว ให้เกาฟังไปถามกับเหลยเมี่ยวเองหากหลินหลานหรูไปเองคงต้องเจอกับเชียนหลีต๋าที่ไม่รู้ว่าจะโผล่มาในบุคลิกใดทั้งหลินหลานหรูยังให้เฉิงอิ้นวางมือจากเรื่องมู่หวังจงแล้วส่งงานนี้ให้เกาฟังรับช่วงต่อตามที่เขาต้องการไป
ถัดจากนั้นกว่าหลินหลานหรูจะจัดการทุกอย่างให้ลงตัวรอนานจนถึงต้นเดือนหก ค่อยออกจากจวนมายังท่าเรือสินค้าอีกครั้ง
ชายหน้าไฝเดินลงจากเรือใบหน้าโพกด้วยผ้าโปร่งสีดำสนิทปิดมิดชิด ลมทะเลพัดสะบัดชายเสื้อน้อยๆ
หลินหลานหรูขยับมือเป็นสัญญาณให้เฉิงอิ้นส่งขวดยาสีขาวให้ชายหน้าไฝก่อนเอ่ย "เสียใจด้วย ยาเม็ดนั้นไม่ได้อยู่ในจวนสกุลเจินที่ข้าให้เจ้าได้คงมีแต่ยาในขวดนี้ ถือเป็นค่าผิดสัญญาก็แล้วกัน"
ชายหน้าไฝรับมาพร้อมเก็บไว้ในอกเสื้ออย่างดีเขาไม่ได้สนใจอีกแล้วว่าหลินหลานหรูจะหายามาได้หรือไม่"ข้าได้ยินมาว่าในจำนวนศพทั้งหมดภายในจวนสกุลเจิน ไม่พบศพเจินชิ่วอิงใช่เรื่องจริงหรือไม่"
หลินหลานหรูไม่ได้ตอบในทันทีกลับกันนางมองข้ามชายหน้าไฝไปยังหญิงสาวนางหนึ่งทางด้านหลังเขาอย่างสนใจหญิงนางนั้นโพกผ้าปิดหน้ามิดชิด ขอบตาดำห้อเลือดเป็นวงใหญ่บนมือข้างที่โผล่พ้นชายแขนเสื้อ ยังมีรอยแผลคลายถูกทำทารุณมาอย่างหนัก
พอหญิงนางนั้นเห็นหลินหลานหรูให้ความสนใจจึงผงกศีรษะน้อยๆส่งมาให้
หลังหลินหลานหรูดึงสายตากลับมาแล้วค่อยตอบคำถามชายหน้าไฝ"เป็นเช่นนั้นจริง เจินชิ่วอิงน่าจะหนีไปได้และคงกินยาบุปผาหงส์หยกไปด้วยกระมัง"
ต่อมานางชั่งใจชั่วครู่ราวกับกำลังกังวลถึงเรื่องที่จะเอ่ยนี้อย่างไรอย่างนั้น"เจ้าขึ้นเรือไปเร็วหน่อย มู่หวังจงยังไม่ถูกกำจัดจะส่งทหารมาค้นเรือเมื่อไรก็ได้ หญิงสาวนางนั้นอาจไม่ปลอดภัยแม้แต่ตัวเจ้าเองก็ด้วย"
"ข้าไปแน่ไม่รอให้เด็กอย่างเจ้าเตือนให้เสียผู้ใหญ่ ส่วนเรื่องที่เจ้าอยากรู้เห็นทีคงบอกไม่ได้ ไม่มียาก็ช่วยไม่ได้"
"ข้าไม่ถือสา"หลินหลานหรูส่ายศีรษะพลางยิ้มเอ่ยอย่างไม่ใส่ใจ
ชายหน้าไฝเหยียดมุมปากยิ้มราวกับกำลังดูแคลนอย่างไรอย่างนั้นทว่าอันที่จริงเขานับถือในความไม่ใส่ใจและความเป็นผู้ใหญ่เกินวัยของนางมาก"ตอนยังเด็กข้าเคยได้ยินท่านพ่อเล่าให้ฟังเรื่องคนที่กลับชาติมาเกิดแล้วยังหลงเหลือความทรงจำอยู่ เจ้าคงเป็นหนึ่งในคนจำพวกนั้น"
"ข้าเป็นแล้วอย่างไร ไม่เป็นแล้วอย่างไรนรกจะเรียกข้ากลับหรือไร"
ชายหน้าไฝได้ฟังก็แค่นเสียงขึ้นจมูกเกรงว่านรกยังไม่อยากรับนางกลับ
"เอาไป"เขาล้วงของบางอย่างโยนให้นาง "เจ้านั่นทำตกไว้"
หลินหลานหรูมองป้ายไม้สลักสีดำๆในมือ มองมันอย่างพิจารณาครู่เดียวก็เผยยิ้มออกมา นางรู้สึกพึงพอใจเป็นที่สุด 'เจ้านั่น' ที่ชายหน้าไฝเอ่ยถึงจะมีใครไหนอีกนอกจากผู้ว่าจ้างมือสังหารแผ่นป้ายนี้มีประโยชน์อย่างมาก
ชายหน้าไฝเห็นนางยิ้มไม่หุบจึงเอ่ยต่ออย่างหมั่นไส้"ข้าเห็นแก่ที่เจ้าช่วยจัดการเรื่องฝังศพให้น้องสาวข้า นี่ถือเป็นสิ่งตอบแทนถือว่าข้าไม่ได้แหกกฎเผลอปากสว่างมากเกินไปแล้วกัน"
"นับว่าเจ้ายังรู้จักสำนึกบุญคุณ"นางเอ่ย ทว่าสายตาไม่ได้ละไปจากป้ายในมือสักอึดใจ
กิริยาเมินเฉยของนางเช่นนี้คนอุตส่าห์พูดดีด้วยรู้สึกขัดใจยิ่ง จึงลาพวกนางเสียตอนนี้ "ข้าไปล่ะ"
"อืม ไม่ส่ง"
ชายหน้าไฝเหล่มองหลินหลานหรูคิ้วเล็กๆ นั้นของนางขมวดแล้วคลาย แล้วก็ขมวดอีกยามมองแผ่นป้ายเขานึกอยากเขกศีรษะนางสั่งสอนสักโป๊ก เสียแต่ผู้ติดตามของนางด้านหลังน่ากลัวเกินไปจึงล้มเลิกความคิด
ทว่าอย่างไรก็ไม่อาจปล่อยนางไปเช่นนี้จึงเอ่ยเตือนด้วยความหวังดี "เจ้าระวังคนในเมืองหลวงไว้หน่อยย่อมดี บิดาเจ้าเองก็ถูกหมายหัวไม่ต่างจากพวกเจ้าสองแม่ลูกครอบครัวเจ้าเดินทางกลับเมืองหลวงครั้งนี้คงไม่ง่ายนัก"
หลินหลานหรูเงยหน้าขึ้นในที่สุดเพราะประโยคนี้ที่ชายหน้าไฝใช้เตือนนางเกรงว่าคนที่คิดร้ายกับคนสกุลหลินคงมีไม่น้อยและคนที่ต้องถูกเอาชีวิตก็มีมากเช่นกัน แล้วนางจะช่วยพวกเขาหมดหรือจำเป็นต้องช่วยด้วยหรือ ลำพังตัวนางยังลำบากแล้ว
นางไม่ใช่เทพ ไม่ได้มีอำนาจวิเศษใดที่ต้องทำคือป้องกันไม่ให้ภัยมาเยือนถึงตัวเท่านั้นดังนั้นก่อนอื่นนางต้องสร้างรากฐานให้มั่นคง ถึงจะไม่ถูกผู้ใดโค่นล้มลงโดยง่าย
เพียงแต่ตอนที่นางเงยหน้าขึ้นมาชายหน้าไฝได้หันหลังเดินจากไปจวนจะถึงเรือแล้ว เขาประคองแผ่นหลังหญิงสาวนางนั้นไปอย่างทะนุถนอมทุกการกระทำแสดงให้เห็นถึงความรักใคร่ได้อย่างชัดเจน
นางเพิ่มแรงบีบแผ่นป้ายในมือเบาๆตามอารมณ์ที่อัดแน่นในใจ ก่อนพึมพำเอ่ย "ขอบใจที่เตือนข้า"
พวกเขาทั้งสองขึ้นเรือไปแล้วรอจนเรือลอยห่างออกจากท่าอย่างเชื่องช้า หญิงสาวนางนั้นโบกมือให้นางพร้อมร้องตะโกนฝ่าคลื่นลมกลับมาว่า"คุณหนูหลิน ขอบใจเจ้า หากวันหน้าเจ้ามีโอกาสพบน้องสาวข้าช่วยบอกนางว่าข้ายังมีชีวิตอยู่"
หลินหลานหรูได้ยินนางผงกศีรษะน้อยๆ ให้หญิงสาวนางนั้น ให้กับ...เจินชิ่วอี