...มีอีกอย่างหนึ่งที่สงสัย
เราสังเกตมาั้แ่เด็กแล้วว่าความสามารถในการอ่านใจของเรามันพัฒนาขึ้น
จากเมื่อก่อนอ่านได้แค่ทีละคนแต่หลังจากใช้บ่อยๆมาตลอด 2 ปี ตอนนี้เราสามารถฟังเสียงความคิดทีละหลายคนได้แล้ว
เฉกเช่นเดียวกับ ‘ไฮเปอร์ อินเทลลิเจนท์’ของเรา ที่พัฒนาขึ้นทั้งการคำนวณและความจำเช่นกันความไวของกระบวนการความคิดก็เร็วขึ้นกว่าตอน 3 ขวบมาก
บางที่ทาเลนท์หรือสกิลคงสามารถพัฒนาได้
“ครูใหญ่ครับ ทาเลนท์หรือสกิลเนี่ยมันพัฒนากันได้ไหมครับ”
“ได้สิ! นั่นคือเหตุผลที่พวกครูก่อตั้งโรงเรียนนี้ขึ้นมาเลย เพื่อพัฒนาทาเลนท์ของเด็กอย่างพวกเธอไงล่ะ”
“แล้วจะพัฒนายังไงครับ”
“หลักๆก็เป็การใช้งานให้บ่อยมันก็เหมือนกับกล้ามเนื้อเรานั่นแหละ ยิ่งใช้งานบ่อย ก็ยิ่งแข็งแรง เติบใหญ่ขึ้น”
[อืม...พอจะเข้าใจหลายเื่แล้ว ทีนี้ก็เหลือเื่ที่สงสัยที่สุดอยู่เื่เดียวคือ พอมาโลกนี้แล้วทำไมเราถึงมีพลังพิเศษขึ้นมาได้]
“คำถามสุดท้ายแล้วครับ...ทาเลนท์และสกิลทั้งสองเกิดมาจากอะไรครับ”
“ถ้าถามว่า...อะไรทำให้เกิดสกิลหรือทาเลนท์ขึ้นมาในมนุษย์ครูเองก็ตอบไม่ได้เหมือนกัน ที่รู้คือพลังพวกนี้มีมาั้แ่อดีตแล้วน่าจะั้แ่กำเนิดมนุษย์เลยล่ะมั้ง บางทีคงเป็ฝีมือพระเ้าที่มอบพลังเหล่านี้ให้มนุษย์ก็ได้
แต่ถ้าถามว่าทำยังไงถึงมีสกิลหรือทาเลนท์ล่ะก็ ครูก็พอจะตอบให้ได้บ้างอย่างที่เล่าไปแล้วว่าสกิลได้จากการฝึกฝนและการเรียนรู้ ไม่ว่าใครก็มีได้ถ้าพยายามมากพอจึงมีคัมภีร์หรือตำราสอน หรือแม้แต่สำนักถ่ายทอดวิชาเลย
ส่วนทาเลนท์...เื่นี้ครูยังค้นคว้าอยู่ครูเองก็ไม่ทราบว่ามันเกิดมาได้ยังไง ทำอย่างไรจึงจะมีทาเลนท์แต่เท่าที่รู้คือจะพบทาเลนท์ในเด็กอายุไม่เกิน 6 ขวบเป็ส่วนใหญ่ทาเลนท์จึงคล้ายกับ พร์ของเด็กพิเศษ”
“จึงเรียกว่า เด็กกิฟท์ สินะครับ”
“ถูกต้อง”
อืม...คล้ายกับพร์สินะ...แถมยังโผล่มาในเด็กอีก...ถ้าสกิลกับทาเลนท์คล้ายคลึงกันต้นกำเนิดของทาเลนท์ก็ต้องคล้ายกับสกิล นั่นคือการเรียนรู้และการฝีกฝน
แต่ในเด็กวัยไม่เกิน 6 ขวบนี้ ถ้าพูดถึงการเรียนรู้ในวัยก่อน6 ขวบ ก็มีเพียง ครอบครัวเท่านั้น
ประสบการณ์ในวัยเด็ก สภาพครอบครัวการสั่งสอนของพ่อแม่
ทั้งหมดนี้คือสิ่งที่เด็กจะได้เรียนรู้ก่อนวัยประถมคล้ายกับทฤษฎีของ ซิกมันด์ ฟรอยด์ เลยแฮะ ที่ว่าประสบการณ์ในวัยเด็กจะเป็ตัวกำหนดอุปนิสัยของผู้คนเมื่อโตขึ้น
...จะว่าไป ‘มาสเตอร์มายด์’ ของเราในส่วนของ ‘การอ่านใจ’ กับ ‘ความฉลาด’ก็กำเนิดมาทันทีที่เราลืมตาดูโลกนี้ มันมาจากการเรียนรู้ตอนไหนกันก็ต้องเป็ก่อนที่เราจะมาโลกนี้
หรือก็คือมาจากประสบการณ์ชีวิตทั้งหมดของเราเมื่อชาติก่อนนั่นเอง
‘การอ่านใจ’เป็ทักษะที่เราทำได้อยู่แล้วกับผู้คนในโลกเก่า ไม่ถึงขนาดฟังเสียงความคิดได้แต่เราอ่านความคิดจาก ภาษากาย อารมณ์ ด้วยหลักทางจิตวิทยาและการสังเกต
ส่วน ‘ความฉลาด’ ก็เป็ทักษะที่เรามีอยู่แล้วเช่นกัน อาจจะไม่ระดับชุปเปอร์คอมพิวเตอร์ตอนโลกนี้แต่ก็มากพอทำให้เราประสบความสำเร็จในวิชาชีพหลายสาขา มีลูกศิษย์มากมายมีคณาจารย์นับหน้าถือตา เป็ที่ปรึกษาให้กับหลายองค์กร
...ประสบการณ์ในชาติก่อนของเรา เป็ตัวกำหนดทาเลนท์ของเราในชาตินี้สินะ
กล่าวโดยสรุป ทาเลนท์ตามการวิเคราะห์ของเรามันเกิดจากประสบการณ์ในวัยเด็กนั่นเอง
บางที น่าจะแนะนำให้ครูใหญ่ลองไปทดสอบสมมติฐานนี้ดู...สมมติฐานที่เราตั้งข้อนี้
“...ถ้าเป็แบบนั้น จากที่ครูใหญ่เล่ามามันก็หมายความว่า ทาเลนท์ของเด็กกิฟท์อาจมีที่มาจากครอบครัวใช่มั้ยครับ
...บางทีอาจมาจากสิ่งที่พวกเค้าได้เรียนรู้ตอนก่อนหน้านี้ก็ได้อย่างเช่น การสอนสั่งของพ่อแม่ ความสัมพันธ์กับคนในครอบครัวเื่ราวหรือประสบการณ์ต่างๆที่พวกเค้าเคยพบเจอมา
...ผมคิดว่างั้นนะครับ”
“หือ!?...อือ...ก็เป็ไปได้นะ...เอ...หรือว่าบางที...”
ครูใหญ่เอามือมาจับคางที่มีหนวดขึ้นอยู่นั่นคิ้วขมวด ริมฝีปากเม้มแน่น นั่งนิ่ง ครุ่นคิดอย่างตั้งใจ ดำดิ่งลงในห้วงแห่งปัญญา
นี่เป็ภาพที่ผมชอบ
ใบหน้าแห่งการครุ่นคิดด้วยตัวเองใช้ปัญญาของตัวเอง แก้ปัญหาด้วยตัวเอง เวลาที่เห็นนักศึกษาทำท่าทางแบบนี้มันหมายถึงจุดเริ่มต้นของสิ่งที่ยิ่งใหญ่ ทั้งวิทยาการ เทคโนโลยีหรือองค์ความรู้ใหม่ๆ ก็กำเนิดขึ้นมาจากท่าทางแบบนี้
...คาบเรียนแห่งการฝึกทักษะในวันแรกจึงจบลงประมาณนี้
คาบต่อไปเป็่ของกิจกรรม
เพราะเป็วันแรก เลยให้เด็กๆเล่นกันเองทำความรู้จักกันเอง
เหล่าเด็กๆที่เพิ่งได้รับการฝึกทาเลนท์มาต่างอยู่ในอารมณ์ที่เรียกว่า‘ร้อนวิชา’ จึงมีพฤติกรรม ‘โชว์พาวน์’หรืออวดพลังทาเลนท์ของตนเองกันยกใหญ่
ที่เห็นก็จะมี
เด็กที่มีกำลังแขนมหาศาลยกก้อนหินขนาดเท่าร่างตัวเองได้สบาย เหมือนยกกล่องกระดาษ
เด็กที่ตัดต้นไม้ กิ่งไม้ได้ในที่ๆไม่มีอะไรเลย คาดว่าน่าจะเป็มีดอากาศ
เด็กที่ทำให้ไม้ดัดทรงเป็รูปร่างได้ดั่งใจ
เด็กที่พอจับค้อนก็สามารถเคาะเปลี่ยนรูปร่างของโลหะอะไรก็ได้
เด็กที่เริ่มส่องแสงออกมาจากตัวราวกับจะแข่งความสว่างสู้กับดวงอาทิตย์ตอนกลางวัน
เด็กที่ขยับก้อนหินให้ลอยล้อมรอบตัวเอง
เด็กที่เรียกลมให้มาเป่ากองใบไม้ที่ภารโรงกวาดรวมกันไว้จนกระจาย
...นี่คือเด็กที่กระตือรือร้นเรียนรู้พลังของตัวเอง
เป็พวกแรก
ส่วนอีกพวกหนึ่ง
คือ...เด็กที่ จับจ้องดูเด็กพวกแรก
เด็กที่แยกตัวออกไปมองต้นไม้
เด็กสดใสที่กำลังชวนเด็กที่ไม่ยอมเปิดปากอีกคนให้คุยด้วย
ผมที่เฝ้าสังเกตทาเลนท์ของทุกคนเห็นแองจี้กำลังชวนเด็กผู้หญิงใส่แว่นคนหนึ่งคุยอยู่มองไปอีกทางก็เห็นเด็กหนุ่มผมบลอนด์กำลังจ้องมองไปบนต้นไม้
ลองอ่านใจดู
[นี่...จะบินได้ต้องทำยังไงเหรอ...ผลเบอร์รี่เหรอแถวนี้ไม่เห็นเลย...นายมาจากไหนเหรอ...หรือว่าแค่กางแขนก็พอนะ...ไม่ตอบกันหน่อยเหรอ]
เด็กคนนี้...ไฮเดลริค เคราเซอร์
จากที่แนะนำตัว มีทาเลนท์ ‘สื่อสารกับสรรพสัตว์’
บางทีคงกำลังคุยกับนกโรบิ้น อกสีส้มที่กำลังส่งเสียงร้องเพลงบนต้นไม้อยู่ก็ได้
ผมสนใจ จึงเดินเข้าไปหาเพื่อทักทาย
“สวัสดี คุยกับคุณนกอยู่เหรอ”
เขาหันมา หมายจะสบตาผม แต่ก็พลันหันไปทางอื่นแล้วก็เดินหนีไป
“...ไฮเดลริคสินะ น่าสงสารจัง”
แองจึ้เข้ามาจากทางด้านหลังจูงมือเด็กสาวใส่แว่นมาด้วย เด็กสาวจ้องมองมาทางผม แต่ไม่พูดอะไร
[สีขาว] นี่คือสิ่งที่เธอคิด
เธอคนนี้ชื่อว่า คลาร่า ไคนด์เลอร์ทาเลนท์คือ ‘สีแห่งอารมณ์’
“ตอนนำเสนอสินะ โดนคนอื่นหัวเราะเยาะใส่...ก็น่าสงสารจริงๆ”
ผมนึกย้อนไปถึงเหตุการณ์ที่ไฮเดลริคเป็คนแนะนำตัวเองก่อนหน้าผม เขาโดนคนอื่นหัวเราะเยาะใส่เพราะเ้าตัวพูดติดอ่าง
สำหรับเด็กวัยนี้การติดอ่างถือว่าไม่ใช่เื่ที่ต้องกังวล มันจะหายไปเองเมื่อโตขึ้น แค่ต้องอาศัยกำลังใจจากครอบครัวและผู้คนรอบข้างเท่านั้น
แต่ถ้าขืนปล่อยไว้อาจมีผลต่อความมั่นใจและจิตใจของเ้าตัว...
“ชื่อคลาร่าใช่มั้ยยินดีที่รู้จักนะ” ผมยื่นมือไปให้จับ และเธอก็ยื่นมือมาจับตอบ
แม้จะไม่พูดอะไรทั้งหลบตามองไปทางอื่น แก้มแดง
[เช่นกันค่ะ]
แต่เธอคนนี้ก็แค่ขี้อายเท่านั้น