การเกิดใหม่อีกครั้งของนักอัญเชิญอสูร

    ตอนที่ 8 เดินทางเข้าเมือง

    สถาบันอสูรฟ้าคราม
    จางหย่งและหลี่น่า หลังจากได้รับภารกิจส่วนตัวจากอาจารย์ใหญ่ทั้งสองจึงได้ออกเดินทางไปยังหมู่บ้านอสูรสีฟ้าในทันที  จางหย่งเด็กหนุ่มอายุ19ปี เป็นเด็กหนุ่มผู้มีพรสวรรค์ มีระดับเลเวล28 คลาสอาชีพนักอัญเชิญอสูรฝึกหัดขั้นสูง ในเมืองแห่งนี้ ผู้เยาว์ที่มีอายุใกล้เคียงกับจากหย่ง มีน้อยคนนักที่มีระดับเลเวลทัดเทียมกับจางหย่ง          หลี่น่าเด็กสาวอายุ18ปี ผู้มีหน้าตางดงามและรอยยิ้มอันทรงเสน่ห์ มีระดับเลเวล25 คลาสอาชีพนักอัญเชิญอสูรฝึกหัดขั้นสูง หลังจากเดินทางหนึ่งวันเต็มโดยอาศัยพาหนะสัตว์อสูรหมาป่าฟ้า ที่อาจารย์ใหญ่ได้จัดเตรียมไว้ให้ ทั้งสองจึงได้เดินทางมาถึงยังหมู่บ้านอสูรสีฟ้าเป็นที่เรียบร้อย         หลังจากมาถึงภายในหมู่บ้านจางหย่งและหลี่น่า ได้เข้าไปพูดคุยซักถามเรื่องราวจากหัวหน้าหมู่บ้านและชาวบ้านภายในหมู่บ้าน          เพื่อหาเบาะแสเพิ่มเติม หลังจากนั้นทั้งสองได้เข้าไปพักยังโรงเตี้ยมในหมู่บ้านและได้ฝากสัตว์อสูรหมาป่าฟ้าของอาจารย์ใหญ่ไว้กับโรงเตี้ยม เพื่อเตรียมออกเดินทางเข้าป่าหลังหมู่บ้านในเช้าวันรุ่งขึ้น         เมื่อยามเช้ามาถึง หลี่น่าได้ตื่นขึ้นมานั่งสมาธิเพื่อดูดซับพลังปราณอสูรจากพิภพ หลังจากนั่งสมาธิจนถึงเวลาสายของวัน หลี่น่าได้ออกจากห้องและได้ไปเรียกศิษย์พี่จางหย่งที่พักอยู่ห้องข้างๆ          จากนั้นทั้งสองได้ลงไปชั้นล่างของโรงเตี้ยม เพื่อสั่งอาหารมาทาน ระหว่างทานอาหารทั้งสองได้พูดคุยถึงแผนในการเดินทางเข้าป่าครั้งนี้          หลังจากทานอาหารเสร็จทั้งสองจึงได้เริ่มออกเดินทาง เข้าไปในป่าหลังหมู่บ้านอสูรสีฟ้าเพื่อตรวจสอบเรื่องราวจากภารกิจที่ได้รับในทันที
    ในป่าหลังหมู่บ้านอสูรสีฟ้า
           เวลาผ่านไปสองวัน หวังเหว่ยได้สอนวิธีการฝึกฝนให้เหล่าสัตว์อสูรในปกครองของ 3ราชาสัตว์อสูรเสร็จเรียบร้อย ในเวลานี้หวังเหว่ยได้มีอายุ15ปีแล้ว และมีระดับเลเวล31 สำหรับเด็กวัย15ปี เลเวลขนาดนี้อาจจะมากเกินไป         หวังเหว่ยจึงได้ตัดสินใจที่จะใช้ "ทักษะผนึกพลัง" ทักษะนี้จะทำการผนึกระดับเลเวลที่มีให้ลดลง ยิ่งผนึกระดับเลเวลให้ลดลงมากเท่าไหร่ พลังส่วนหนึ่งที่จะได้รับจากการผนึกระดับเลเวลก็จะยิ่งถูกสะสมไว้มากขึ้นเท่านั้น ในเวลาที่ปลดผนึก "ทักษะผนึกพลัง" จะทำให้ได้รับเลเวลในส่วนที่ถูกผนึกไว้ มาเพิ่มระดับเลเวลเพื่อใช้ในการต่อสู้ได้ชั่วคราว         หวังเหว่ยฝึกฝน "ทักษะผนึกพลัง" อยู่ราวหนึ่งชั่วโมงและได้ใช้ "ทักษะผนึกพลัง" ลดระดับเลเวลของตนเองลงเหลือระดับเลเวล12         หลังจากที่ใช้ "ทักษะผนึกพลัง" และได้ผลเป็นที่น่าพอใจ หวังเหว่ยจึงได้ให้ราชาหนูอสูรพงไพร คัดเลือกสัตว์อสูรระดับเลเวล19 มาสองตน          เพื่อให้หวังเหว่ยได้ทำสัญญากับมัน เพื่อเตรียมไว้สำหรับให้คนอื่นเห็นว่านี่คือสัตว์อสูรของประจำตัวของหวังเหว่ย        เนื่องด้วยในตอนนี้ยังไม่จำเป็นต้องเปิดเผยตัวตนของ3พยัคฆ์อสูร ซึ่งเป็นสายพันธุ์สัตว์อสูรชั้นสูง ที่อาศัยอยู่ในป่าภูเขาศักดิ์สิทธิ์          ซึ่งเป็นสถานที่ลึบลับภายในอาณาจักรมนุษย์ หลังจากทำสัญญาด้วยอักษรสัญญารูปแบบที่สี่สัญญายอมรับโดยสมบูรณ์กับสัตว์อสูรประเภทสุนัขจิ้งจอกระดับเลเวล19 ทั้งสอง          และจัดเตรียมทุกอย่างเสร็จเรียบร้อย หวังเหว่ยที่คิดได้ว่าเข้ามาอยู่ในป่าแห่งนี้นานพอสมควรแล้ว น่าจะได้เวลาเข้าไปในเมือง เพื่อหาข่าวสารต่างๆจากอาณาจักรทั้งสาม และสร้างกองกำลังของตนเอง เพื่อเตรียมพร้อมสำหรับอนาคตเมื่อคิดได้ดังนั้น        หวังเหว่ยจึงได้เริ่มเดินทางกลับเข้าหมู่บ้าน เพื่อเดินทางเข้าเมืองและนำหนังสัตว์อสูร แก่นอสูร สมุนไพรบางส่วน เข้าไปขายในเมืองตามแผนที่วางไว้ เพื่อหาเงินมาซื้อที่พักอาศัยภายในเมืองและลงหลักปักฐานเริ่มต้นใช้ชีวิตในเมือง        หลังจากจางหย่งและหลี่น่า เข้ามาในป่าหลังหมู่บ้านอสูรสีฟ้า ทั้งสองได้พบเจอกับชาวบ้านที่เข้ามาหาของป่าและล่าสัตว์ป่าหลายกลุ่ม ทั้งสองจึงได้พูดคุยทักทายและสอบถามข้อมูลเพิ่มเติม หลังจากนั้นก็เริ่มเดินทางเข้าป่าลึกเพื่อเข้าไปดูในจุดที่ได้รับข้อมูลจากแหล่งต่างๆ          พอเข้าไปถึงในบริเวณป่าตามคำบอกเล่า ทั้งสองก็รู้สึกได้ว่าสัตว์อสูรในป่าดูเบาบางลงมากผิดปกติ สมุนไพรต่างๆที่เคยพบเห็นได้มากพอสมควร ก็แทบจะไม่พบเห็นเลย         ทั้งสองจึงรู้สึกได้ทันทีว่าป่าแห่งนี้ผิดปกติไปจากเมื่อก่อนที่เคยเข้ามาสำรวจอย่างเห็นได้ชัด เป็นไปตามที่ได้ยินได้ฟังมาจากชาวบ้าน จากนั้นทั้งสองจึงเริ่มเดินสำรวจเข้าไปในป่าลึกขึ้นเรื่อยๆและก็ได้พบว่าเรื่องราวที่ได้รับฟังมานั้น          ยังน้อยกว่าสิ่งที่เกิดขึ้น เพราะแม้กระทั่งในลำธารยังแทบมองไม่เห็นปลา ทั้งสองจึงได้ตัดสินใจเข้าไปในป่าลึกมากขึ้น เพื่อสำรวจหาข้อมูลกลับไปรายงานสถาบันให้มากที่สุด        หวังเหว่ยหลังจากเริ่มเดินทางออกมาจากป่าส่วนลึกด้านในสุด ก็สัมผัสได้ถึงพลังปราณอสูรจากนักอัญเชิญอสูรสองคน ซึ่งหนึ่งในนั้นเป็นพลังปราณอสูรที่คุ้นเคยน่าจะมาจากหลี่น่า ทำให้หวังเหว่ยรู้สึกตื่นเต้นดีใจที่ได้พบกับคนคุ้นเคยก่อนเดินทางเข้าเมือง        “ฮ่า ฮ่า ไปหาทั้งสองคนเร็วขึ้นหน่อยดีกว่า”         พรึบ พรึบ พรึบ        พอเริ่มเข้าไปใกล้ทั้งสองคน หวังเหว่ยได้อัญเชิญสัตว์อสูรสุนัขจิ้งจอกทั้งสองออกมา และให้สัตว์อสูรจิ้งจอกทั้งสอง นำทางและทำทีเหมือนกำลังผจญภัยร่วมกัน          ในขณะที่หวังเหว่ยและสัตว์อสูรสุนัขจิ้งจอกทั้งสอง อยู่ไม่ห่างไกลจากจางหย่งและหลี่น่า ทำให้ทั้งสองคน สังเกตุเห็นหวังเหว่ยและสัตว์อสูรจิ้งจอกทั้งสอง          จางหย่งและหลี่น่าจึงได้รีบตรงมาทางหวังเหว่ยเพื่อสอบถามหวังเหว่ยว่าพอจะทราบเรื่องราวที่เกิดขึ้นภายในป่าแห่งนี้บ้างหรือไม่ หวังเหว่ยเมื่อเห็นทั้งสองคนเข้ามาหา จึงได้ทำทีท่าว่า พึ่งมองเห็นทั้งสองคนและได้โบกมือเรียก จากนั้นรีบเดินเข้าไปหาทั้งสองคนโดยไม่ใช้วิชาตัวเบา หลังจากที่ทั้งสองฝ่ายได้เจอกัน หวังเหว่ยได้เริ่มพูดคุยทักทายหลี่น่าด้วยท่าทางดีอกดีใจ         “เป็นพี่สาวหลี่น่านี่เองข้าดีใจมากที่เจอพี่สาวหลี่น่าและสหายของพี่สาว ข้าขอแนะนำตัวเองอีกครั้งข้าชื่อหวังเหว่ย ข้าได้เข้ามาอาศัยอยู่ในป่าแห่งนี้เป็นเวลาหนึ่งปีแล้ว เพราะข้าอยากฟื้นฟูความทรงจำที่ขาดหายไป อีกทั้งข้ายังเกือบถูกเหล่าสัตว์อสูรในป่าแห่งนี้สังหารเสียแล้ว แต่โชคยังดีที่ข้าได้พบกับสัตว์อสูรสุนัขจิ้งจอกทั้งสอง ที่ปกป้องข้าและยอมให้ข้าทำสัญญากับพวกมัน”       หลังจากพบเจอทั้งสองคน หวังเหว่ยได้เริ่มพูดอย่างรวดเร็วไม่หยุดปานน้ำไหลไฟดับ ทำให้ทั้งสองรู้สึกมึนงง แต่ก็ยังพยายามรับฟังอย่างตั้งใจ เพราะคิดว่าอาจจะได้เบาะแสเหตุการณ์ต่างๆที่เกิดขึ้นภายในป่าแห่งนี้จากหวังเหว่ยบ้าง         หลังจากฟังที่หวังเหว่ยพูดอยู่นานพอสมควร แต่ก็ยังไม่มีวี่แววว่าหวังเหว่ยจะพูดถึงเรื่องราวที่สามารถใช้เป็นเบาะแสได้เลย ทั้งสองจึงได้หัวเราะออกมาเล็กน้อย เพื่อขัดจังหวะการพูดของหวังเหว่ย         จากนั้นหลี่น่าได้เข้ามาใกล้หวังเหว่ยด้วยใบหน้ายิ้มแย้มและพูดขึ้นว่า         “หนุ่มน้อยพี่สาวจำได้ว่าเราเคยพบกันเมื่อราวๆปีที่แล้ว โชคดีจริงๆที่เธอยังปลอดภัย”        หลังจากพูดจบ หลี่น่าได้สำรวจหวังเหว่ยรวมถึงสัตว์อสูรสุนัขจิ้งจอกทั้งสอง และพบว่าหวังเหว่ยมีระดับเลเวล 12แล้ว ส่วนสัตว์อสูรสุนัขจิ้งจอกทั้งสอง มีระดับเลเวล19          หลี่น่าจึงคิดในใจว่า "เด็กน้อยคนนี้ช่างโชคดีจริงๆที่สัตว์อสูรทั้งสองยอมทำสัญญาด้วย ในอนาคตเด็กน้อยคนนี้จะต้องไม่ธรรมดาอย่างแน่นอน"        หลังจากพูดคุยแนะนำตัวกันเสร็จเรียบร้อย หวังเหว่ยได้ขอร่วมเดินทางไปกับทั้งสองคนด้วย ซึ่งจางหย่งและหลี่น่าได้ตกลงในทันที ระหว่างเดินทางร่วมกันทั้งสองคนก็ได้เล่าถึงสาเหตุที่เข้ามาสำรวจป่าในครั้งนี้         หวังเหว่ยเมื่อได้ฟังเรื่องราวจึงมีสีหน้าเหยเก แต่ก็รีบทำสีหน้ากลับเป็นปกติอย่างรวดเร็ว พร้อมคิดหาวิธีอธิบายเพื่อแก้ไขไม่ให้เรื่องราวลุกลามใหญ่โต หลังจากร่วมเดินทางไปด้วยกันได้ไม่นาน หวังเหว่ยก็ได้บอกจางหย่งและหลี่น่าว่า          “พี่ชาย พี่สาว ในช่วงหนึ่งปีที่ผ่านมา ข้าได้อาศัยอยู่ในโพรงไม้เก่าและได้แอบสังเกตุเห็นกลุ่มคนหลายกลุ่ม แบกสมุนไพรและหนังสัตว์อสูรจำนวนมาก เดินทางออกไปจากป่าทางภูเขา ซึ่งกลุ่มคนเหล่านี้อาจจะเป็นสาเหตุของเรื่องราวที่เกิดขึ้น แต่หลายเดือนมานี้ข้าไม่ได้พบเห็นกลุ่มคนพวกนั้นอีกแล้ว อาจเป็นเพราะการจับตามองที่มากขึ้นของกลุ่มชาวบ้านและชาวเมือง ทำให้กลุ่มคนเหล่านั้นไม่ได้กลับเข้ามาภายในป่าแห่งนี้อีก”         เมื่อได้ฟังเรื่องราวจากหวังเหว่ย จางหย่งและหลี่น่าคิดว่าสาเหตุนี้อาจเป็นไปได้ เมื่อคนกลุ่มใหญ่ใช้เส้นทางภูเขาด้านหลัง ก็ทำให้สามารถเข้ามาในป่าแห่งนี้โดยที่ไม่ต้องผ่านหมู่บ้านได้ เมื่อมีกลุ่มคนเข้ามาล่าทรัพยากรภายในป่าเป็นจำนวนมาก          จึงทำให้สัตว์อสูรรวมทั้งปลาในลำธารและสมุนไพรที่อุดมสมบูรณ์ภายในป่า ได้ลดน้อยลงไปเป็นจำนวนมาก เพราะการฟื้นตัวของสิ่งแวดล้อมทางธรรมชาติภายในป่านั้นช้าจึงทำให้เริ่มเกิดปัญหาการขาดแคลนทรัพยากรภายในป่าขึ้น         เมื่อหาเหตุผลได้จางหย่งและหลี่น่า จึงได้คิดเดินทางกลับเพื่อนำเอาเรื่องนี้ไปรายงานที่หมู่บ้านและสถาบัน เพื่อให้ทางหมู่บ้านและสถาบันตรวจสอบเรื่องราวอีกครั้ง หวังเหว่ยเมื่อได้ยินว่าทั้งสองกำลังจะเดินทางกลับเมืองจึงได้กล่าวกับทั่งสองว่า         “พี่ชาย พี่สาว ข้าขอติดตามเข้าเมืองไปด้วยได้หรือไม่”           “ได้สิถ้าเจ้าต้องการเช่นนั้นหนุ่มน้อย”  หลี่น่าได้กล่าวตอบหวังเหว่ย ส่วนจางหย่งก็ได้พยักหน้าตอบรับเช่นกัน         เมื่อทั้งสามเดินทางออกมาจากป่า จางหย่งและหลี่น่า ก็ได้เล่าเรื่องราวที่ได้ฟังจากหวังเหว่ยให้หัวหน้าหมู่บ้านและชาวบ้านในหมู่บ้านฟัง หลังจากที่ได้ฟังเรื่องราว ชาวบ้านในหมู่บ้านก็ได้รวมเงินกันจำนวนหนึ่ง       เพื่อจ้างเหล่านักอัญเชิญอสูร ที่รับทำหน้าที่คุ้มกันมาเดินลาดตะเวนภายในป่า เพื่อหาเบาะแสเรื่องราวเพิ่มเติม รวมถึงป้องกันกลุ่มคนที่อาจจะแอบเข้ามาทำลายสมดุลของป่าแห่งนี้         หลังจากเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นทำให้หวังเหว่ยได้รู้ว่า คำพูดของนักเรียนจากสถาบันอสูรฟ้าครามมีความน่าเชื่อถือเพียงใด เพราะเพียงแค่บอกเล่าเรื่องราวที่ยังไม่แน่ชัด ชาวบ้านก็พร้อมที่จะเชื่อและหาวิธีแก้ไขปัญหาในแบบของชาวบ้านกันแล้ว        หลังจากนั้นทั้งสามได้เข้าพักที่โรงเตี้ยมในหมู่บ้านหนึ่งคืน โดยที่หลี่น่าเป็นคนออกเงินค่าที่พักให้แก่หวังเหว่ย ในวันรุ่งขึ้นทั้งสามก็ได้เดินทางเข้าเมือง โดยอาศัยสัตว์อสูรหมาป่าฟ้าที่ฝากไว้ที่โรงเตี้ยม  หวังเหว่ยได้ขึ้นขี่หลังของสัตว์อสูรหมาป่าฟ้าตัวเดียวกันกับหลี่น่า ซึ่งหวังเหว่ยได้นั่งข้างหน้าของหลี่น่า หลี่น่าที่มองหวังเหว่ยเป็นเพียงแค่เด็ก จึงให้หวังเหว่ยนั่งไปด้วยโดยที่ไม่ได้คิดอะไร         ส่วนหวังเหว่ยในตอนนี้กำลังคิดถึงแต่เรื่องแผนการใช้ชีวิตในเมือง เลยไม่มีเวลาคิดถึงเรื่องอื่น ในหัวของหวังเหว่ยคิดแต่เพียงเรื่องการเข้าเมือง เพื่อนำสิ่งของที่มีไปขายและเตรียมพร้อมสำหรับการเริ่มต้นใช้ชีวิตในเมือง        เวลาผ่านไปหนึ่งวัน ทั้งสามคนได้เดินทางมาถึงยังเมืองอสูรจันทรา หวังเหว่ยดีใจเป็นอย่างมากและได้ขอให้หลี่น่าช่วย แนะนำสถานที่ต่างๆภายในเมืองให้          จางหย่งจึงอาสากลับไปแจ้งเรื่องราวของภารกิจกับท่านอาจารย์ใหญ่ก่อนและให้หลี่น่าอยู่แนะนำสถานที่ต่างๆภายในเมือง ให้กับหวังเหว่ยหลังจากนั้นค่อยกลับไปรายงานตัวที่สถาบันทีหลัง