(จบ)ระบบสังหารโชคชะตา ข้าเกิดมาเพื่อพิฆาตตัวเอกและวายร้าย

    ตอนที่ 35 โลกแห่งความเป็นจริง

            หลังจากที่การทดสอบพรสวรรค์ได้เริ่มต้นขึ้น ท่ามกลางแสงตะวันที่สาดส่องลงมายังลานกว้างเบื้องหน้า


            ความคึกคักยังคงดำเนินไปอย่างต่อเนื่องโดยไม่มีวี่แววจะหยุดลง


            ภาพผู้คนจำนวนมหาศาลที่เข้าแถวอย่างเป็นระเบียบต่างกรูกันมาร่วมทดสอบพรสวรรค์ของตนเองอย่างแน่นขนัด


            แต่ละคนมีเป้าหมาย มีความหวัง และต่างยึดถือช่วงเวลานี้เป็นโอกาสที่จะพลิกผันโชคชะตาแห่งชีวิตของตนให้สามารถหลุดพ้นจากความธรรมดาไปสู่จุดสูงสุดแห่งวิถีการบำเพ็ญเพียร


            เกือบหนึ่งชั่วยามเต็มที่การทดสอบได้ดำเนินต่อเนื่อง ท่าทางของผู้คนที่ร่วมทดสอบเริ่มสะท้อนออกมาในหลากหลายรูปแบบ


            บ้างแสดงความปีติยินดี เสียงหัวเราะและเสียงโห่ร้องแห่งชัยชนะดังกึกก้องขึ้นเมื่อแสงจากลูกแก้วปรากฏเป็นสีฟ้า สีม่วง หรือสีฟ้าคราม


            บ้างถึงกับโผเข้ากอดผู้อาวุโสด้วยความปลาบปลื้มจนกลั้นน้ำตาไว้ไม่อยู่ ขณะที่ในอีกด้านหนึ่งกลับมีเสียงสะอื้นจากชายหนุ่มหญิงสาวผู้ที่เห็นเพียงแค่แสงสีขาวขุ่นหรือสีเทาหม่นแห่งความไร้ค่า เปล่งประกายจากลูกแก้วนั้นอย่างแผ่วเบา


            บางคนยืนแน่นิ่ง สีหน้าช็อกจนซีดเผือดเหมือนไร้สีเลือด บางคนถึงกับทรุดตัวลงไปกองอยู่กับพื้นราวกับถูกฟ้าผ่าลงมาเสียกลางอก


            บ้างกัดฟันพึมพำเสียงเบาด้วยความเจ็บปวด บ้างสะอื้นราวกับเด็กเล็ก


            เสียงร้องไห้ที่น่าเวทนาเหล่านี้ปะปนอยู่กับเสียงชื่นชมดังสนั่นรอบลาน


            เพียงการวางฝ่ามือลงบนลูกแก้วเพียงครั้งเดียว ก็เปลี่ยนอนาคตของใครบางคนให้กลายเป็นยอดฝีมือในวันข้างหน้า หรือไม่ก็ผลักพวกเขากลับไปสู่ชีวิตเดิมที่ไร้แสงสว่างอย่างไม่มีวันหลีกหนีได้


            เหล่าผู้คนที่เคยมั่นใจว่าตนเองจะต้องเปล่งประกายกลับกลายเป็นผู้ถูกผลักให้พ่ายแพ้ตั้งแต่ยังไม่ทันเริ่มก้าวเดิน


            ความแตกต่างนั้นราวกับเหวลึกที่ไม่มีสะพานทอดข้าม


            ขณะที่บริเวณท้ายแถว ท่ามกลางเงาสะท้อนของแสงอาทิตย์ที่ตกกระทบผ่านลูกแก้วทีละลูก


            หลัวหยางยืนสงบนิ่งโดยไม่พูดจา เฝ้าสังเกตทุกสิ่งที่เกิดขึ้นด้วยสายตาอันเรียบเย็น


            ทว่าแววตานั้นกลับซ่อนเร้นด้วยความเข้าใจและความรู้สึกมากมายที่ไม่อาจถ่ายทอดได้ เขาเห็นทั้งใบหน้าเปี่ยมยิ้มของผู้มีพรสวรรค์ เห็นทั้งใบหน้าสิ้นหวังของผู้ไร้พลัง และที่สำคัญคือ เขาเห็นตัวเองในอดีตซ้อนทับอยู่ในเงาร่างของทุกคนเหล่านั้น


            “เฮ้อ.. นี่ละนะโลกแห่งความเป็นจริง”


            หลัวหยางพึมพำกับตัวเองในจิตใจ น้ำเสียงนั้นแฝงไว้ด้วยความเข้าอกเข้าใจและการยอมรับในความโหดร้ายของโชคชะตา


            เขายังคงจำได้อย่างแม่นยำว่าเมื่อประมาณหนึ่งสัปดาห์ก่อน ในหมู่บ้านหินผาอันห่างไกล เขาเองก็เป็นหนึ่งในผู้ที่ถูกลูกแก้วทดสอบตราหน้าว่าไร้พรสวรรค์ เป็นเพียงบุคคลระดับหนึ่ง พรสวรรค์สีขาวซึ่งต่ำต้อยที่สุดในโลกแห่งการบำเพ็ญเพียร


            “ถ้าไม่มีท่านอาจารย์ระบบ หรือระบบสังหารโชคชะตามาสนับสนุน”


            “ป่านนี้ข้าหลัวหยางก็คงยังคงอาศัยอยู่ในหมู่บ้านหินผาเหมือนเช่นเดิม!”


            ความคิดนั้นส่องประกายขึ้นในใจของหลัวหยาง


            “ในตอนนั้นข้ายังไม่รู้เลยด้วยซ้ำว่าระบบคือสิ่งใด แต่เมื่อข้าได้ยินเสียงของท่านเป็นครั้งแรก.. ชีวิตของข้าก็ไม่เหมือนเดิมอีกต่อไป!”


            ราวกับตอบรับความคิดของเขา เสียงอันคุ้นเคยก็ดังสะท้อนขึ้นมาในจิตใจของเขาอีกครั้ง


            【ถูกต้อง นี่แหละคือโลกแห่งความเป็นจริง】


            【คนที่มีพรสวรรค์ย่อมถูกเชิญชวน คนที่ไม่มีพรสวรรค์ย่อมไร้ค่าในสายตาของผู้อื่น】


            【สิ่งเหล่านั้นล้วนปรากฏขึ้นที่เบื้องหน้าของพวกเราอย่างโหดร้ายและชัดเจน】


            คำพูดของระบบนั้นเยือกเย็นและหนักแน่น ราวกับมันไม่เคยมีความลังเลหรือความสงสารให้กับความอ่อนแอ ไม่ว่าหลัวหยางจะเจ็บปวดหรือเหน็ดเหนื่อยเพียงใด ระบบก็ไม่เคยกล่าวปลอบโยนใดๆ มันเพียงแต่บอกความจริงและผลักดันให้ชายหนุ่มก้าวเดินต่อไป


            【จำเอาไว้นะศิษย์รัก..】


            【พวกเราจะต้องแข็งแกร่งให้มากยิ่งขึ้น แข็งแกร่งให้มากยิ่งกว่าใครๆ】


            【กลืนกินโชคชะตาของผู้แข็งแกร่ง เหยียบย่ำพวกมันเป็นบันไดผ่านทางไปสู่จุดที่สูงยิ่งกว่า】


            ถ้อยคำนั้นเปล่งออกมาดุจเสียงฟ้าคำรามในห้วงมิติแห่งจิตใจ


            หลัวหยางรับฟังอย่างเงียบงัน เขาไม่ตอบกลับ ใบหน้าเรียบเฉยในยามนี้กลับแปรเปลี่ยนเป็นแววตาที่แฝงไปด้วยแรงกล้าและความดื้อรั้นที่ไม่มีวันดับลง เก็บถ้อยคำของท่านอาจารย์ระบบไว้ในใจ ไขว่คว้าไว้ดั่งประกายแสงในห้วงแห่งความมืดมิดอันเป็นนิรันดร์


            กระทั่งบริเวณแถวทดสอบที่สามซึ่งยังคงมีผู้คนเข้าคิวอย่างเนืองแน่น


            ในขณะเดียวกันนั้นบรรยากาศพลันแปรเปลี่ยนอย่างไม่รู้ตัวเมื่อมีหญิงสาวคนหนึ่งเดินเข้ามาในแถวที่สาม


            ตัวของนางสวมเสื้อผ้าธรรมดา ไม่มีอาภรณ์ประดับ ไม่มีกลิ่นอายของลมปราณอันแรงกล้า ไม่มีเครื่องหมายของตระกูลใหญ่ใดๆ


            แม้แต่ความสง่างามหรือกลิ่นอายอันโดดเด่นที่คนทั่วไปมักใช้ตัดสินผู้มีสายเลือดพิเศษก็หาไม่ เจตจำนงของนางดูอ่อนแอและสั่นไหว ท่วงท่าการก้าวเดินเหมือนคนที่ไม่มั่นใจในตัวเอง ด้วยสองมือที่กุมชายเสื้อไว้แน่นและสายตาที่หลุบต่ำลงราวกับหวาดกลัวต่อการถูกเพ่งเล็ง


            “ขะ.. ขอรบกวนหน่อยนะเจ้าคะ ท่านผู้อาวุโส”


            เสียงของนางเบาราวกับลมหายใจ แต่กลับฝ่าความวุ่นวายไปถึงโสตประสาทของชายผู้หนึ่งที่ยืนอยู่เบื้องหน้าลูกแก้วหมายเลขสาม


            ผู้อาวุโสแห่งสำนักวายุหมื่นทิศ สายตาของเขายังคงเฝ้าสังเกตการด้วยท่าทีเงียบขรึม


            จนกระทั่งเมื่อหญิงสาวผู้นั้นยื่นมือเข้าใกล้ลูกแก้ว เส้นผมสีดำสนิทที่ยาวระต้นคอของนางก็ไหลคลอเบาๆ ปิดบังใบหน้าครึ่งหนึ่งจนไม่อาจมองเห็นใบหน้าของนางได้ชัดเจน ทว่าเมื่อมีสายลมพัดผ่านมาเล็กน้อย เพียงแวบเดียวเมื่อแสงจากดวงอาทิตย์กระทบลงบนปอยผมของนาง


            “...............!!”


            ผู้อาวุโสของสำนักวายุหมื่นทิศที่เห็นก็กลับเบิกตากว้างขึ้นอย่างตกใจ เหงื่อเย็นๆผุดขึ้นที่ขมับโดยไม่รู้ตัว


            “ดะ.. เดี๋ยวก่อน.. ปัดผมที่ปิดหน้าของเจ้าออกหน่อยซิ!!”


            น้ำเสียงของเขาเปลี่ยนไปในทันที จากที่เคยสุขุมมั่นคงกลับกลายเป็นร้อนรนและสั่นเครือกึกก้องกังวาน ทำให้ทุกผู้คนภายในลานหันขวับไปมองพร้อมกันอย่างอัตโนมัติ ผู้คนจำนวนไม่น้อยถึงกับตกตะลึงที่ได้เห็นผู้อาวุโสที่สุขุมแสดงท่าทางร้อนใจเช่นนั้น


            หญิงสาวสะดุ้งเล็กน้อยก่อนจะกล่าวเสียงเบา


            “ทะ.. ท่านผู้อาวุโส ตะ.. ตาของข้ามันพิการน่ะเจ้าคะ..”


            นางพูดพลางยกมือขึ้นปัดปอยผมที่ปิดบังใบหน้าออกอย่างเชื่องช้า


            เผยให้เห็นใบหน้าที่แม้จะไม่แต่งเติมด้วยสิ่งใด


            ทำให้ผู้อาวุโสแห่งสำนักวายุหมื่นทิศแทบหายใจไม่ออก ทั้งหมดเป็นเพราะดวงเนตรคู่หนึ่งที่สลักอยู่ในม่านตาของนางต่างหาก


            ดวงตาคู่นั้นเป็นสีเงินใสราวกับผลึกจันทรา แต่ในขณะเดียวกันภาพสะท้อนอันน่าเหลือเชื่อก็ปรากฏขึ้นในม่านตาของนาง


            ในดวงตาข้างซ้ายปรากฏภาพของดวงตะวันอันร้อนแรงที่กำลังหมุนวนอย่างช้าๆ


            ขณะที่ในดวงตาข้างขวา กลับเป็นดวงจันทร์นวลที่เปล่งแสงเยือกเย็นอยู่ในความเงียบงัน


            ผู้อาวุโสจากสำนักวายุหมื่นทิศอ้าปากค้างแล้วร้องอุทานออกมาเสียงดัง


            “เนตรสุริยันจันทรา?!”


            “ไม่ผิดแน่! เป็นดวงเนตรศักดิ์สิทธิ์แห่งสุริยันจันทราจริงๆด้วย!”


            น้ำเสียงนั้นเต็มไปด้วยความตกตะลึงจนสุดขีด ประโยคนั้นดังกระจายไปทั่วลานราวกับฟ้าผ่ากลางวันแสกๆ ทำให้ผู้คนที่กำลังทดสอบและผู้อาวุโสอีกเก้าคนที่อยู่บริเวณอื่นต่างหันขวับมาทางแถวที่สามในทันที


            “อะ.. อะไรนะ?! ดวงเนตรแห่งตำนานที่ว่ากันว่าควบคุมสุริยันและจันทราได้น่ะเหรอ?!”


            “เป็นไปไม่ได้.. ตำนานบอกว่าผู้ครอบครองดวงเนตรนี้จะปรากฏออกมาเพียงไม่กี่คนในแต่ละยุค”


            “เดี๋ยว! แล้วทำไมดวงเนตรนี้ถึงได้มาปรากฏขึ้นในเมืองจงหนานที่ห่างไกลจากศูนย์กลางของทวีปสวรรค์ล่ะ?!”


            ความโกลาหลปะทุขึ้นทันทีในลานทดสอบที่เคยดำเนินอย่างสงบ


            ผู้อาวุโสทั้งเก้าคนพากันทอดทิ้งการทดสอบที่กำลังดำเนินอยู่โดยไม่ลังเล ต่างเร่งฝีเท้าเข้ามารายล้อมหญิงสาวอย่างเร่งรีบ


            โดยลืมไปเสียสิ้นว่ารอบกายพวกเขายังเต็มไปด้วยบรรดาหนุ่มสาวที่ยืนเรียงแถวกันอยู่


            “ตะ.. ตรวจสอบก่อน!”


            แสงแห่งพลังวิญญาณหลายสายถูกปลดปล่อยออกมาอย่างไม่ได้นัดหมาย พร้อมกับแววตาที่ส่องประกายเร่งเร้าในการตรวจสอบ


            การปรากฏของดวงเนตรในตำนานได้ดึงดูดความสนใจจากทุกสายตาราวกับหมู่มวลจักรวาลพลิกกลับ


            ในวินาทีที่ผู้อาวุโสทั้งสิบคนเห็นดวงตานั้น พวกเขาต่างรู้ในทันทีว่าหญิงสาวธรรมดาผู้นี้ไม่ใช่คนที่พวกเขาควรมองข้าม หากแต่เป็นผู้ที่อาจสร้างแรงสั่นสะเทือนต่อทั้งทวีปสวรรค์ หรืออาจมีศักยภาพเทียบเคียงกับราชันย์ผู้เรืองอำนาจในอดีตเลยก็ว่าได้