สวรรค์นิรันดร์กาล

    ศิษย์ของนิกายดาบ

            ศิษย์ของนิกายดาบนั้นออกมาทำภารกิจสังหารสัตว์ร้ายแต่ไม่คิดว่าภารกิจนี้จะเป็นกับดักที่นิกายสัตว์ร้ายวางเอาไว้เมื่อเหล่าศิษย์ของนิกายดาบมาถึงก็ต้องพบเจอกับการลอบโจมตีจนได้รับบาดเจ็บสาหัสและวิ่งหนีมา

            “สหายพวกเจ้ารีบหนีไปแล้ว”ศิษย์ของนิกายดาบคนหนึ่งเห็นรถม้าอยู่ข้างหน้าก็รีบตะโกนเตือนทันที

            “เจ้าโง่ชีวิตตัวเองยังเอาไม่รอดยังจะไปเป็นห่วงคนอื่นอีก แล้วอีกอย่างพวกนั้นก็น่าจะช่วยถ่วงเวลาให้พวกเราได้บ้างละ”

            “สหายช่วยพวกเราด้วยแล้วพวกเราจะตอบแทนอย่างดีเลย”แต่ศิษย์ชายอีกคนกลับมีนิสัยเห็นแก่ตัวคิดจะใช้คนอื่นถ่วงเวลาให้ตนเองหนี

            “นี่เจ้าทำไมถึงได้ชั่วช้าแบบนี้”หญิงสาวอีกคนก็กล่าว

            “แล้วมันจะทำไมขอแค่ข้ามีชีวิตรอดข้าก็ไม่สน”

            “นี่เจ้า!!!!”

            ศิษย์ของนิกายดาบบางคนเองก็ไม่ได้กล่าวอะไรออกมาเห็นได้ชัดว่าพวกเขาเองก็อยากจะรอดชีวิตโดยไม่สนใจพวกฉางเฟิงที่อยู่ในรถม้าเลย

            “สหายทั้งสองท่านสามารถมาหลับในรถม้าได้ส่วนคนอื่นไปใสหัวไป”เสียงของฉางเฟิงดังขึ้น

            “เหอะกล้าพูดกับข้าแบบนี้งั้นเหรอ” ศิษย์ของนิกายดาบโกรธมากฟาดฟันปราณดาบออกไป

            “สหายรีบหลบเร็ว”แต่ศิษย์ชายและหญิงที่เตือนฉางเฟิงก็รีบตะโกนอีกครั้ง

            “ไม่เจียมตัว”ฉางเฟิงเค้นเสียงพลังจิตที่แข็งแกร่งโจมตีออกไปกลายเป็นจิตแห่งดาบเข้าทำลายปราณดาบลงทันที

            “จิตแห่งดาบนี่เขาฝึกฝนถึงจิตแห่งดาบแล้วงั้นเหรอ”

            “นั่นต้องไม่ใช่คนธรรมดาแล้วพวกเรารอดแล้ว”ศิษย์ของนิกายดาบพากันตื่นเต้นมีเพียงชายที่โจมตีออกไปมีใบหน้าซีดขาวไปแล้ว

            “ใครก็อย่าคิดจะเข้าใกล้รถม้าของข้ายกเว้นสหายทั้งสองคนนั้น”ฉางเฟิงกล่าว

            “สหายพวกเราถูกไล่ล่าอยู่ดังนั้นได้โปรดช่วยพวกเราด้วย” สุ่ยหมิงศิษย์ชายที่เตือนฉางเฟิงกล่าว

            “ข้าเองก็ขอร้อง”หวงอู่ศิษย์หญิงกล่าวออกมาเช่นกัน

            “สหายในยุทธภพนั้นมีเหตุและผลเสมอถ้าสถายของพวกเจ้าไม่คิดร้ายกับข้า ข้าย่อมยื่นมือเข้าช่วยแต่พวกเขากลับไม่ได้สนใจความเป็นตายของข้าคิดถึงแต่ตัวเองเพราะงั้นพวกเจ้าก็มาโทษข้าไม่ได้”ฉางเฟิงกล่าว

            “ฮ่าฮ่า ผู้อาวุโสกล่าวถูกต้องแล้ว พวกเจ้านิกายดาบขึ้นชื่อว่านิกายที่มีคุณธรรมสูงส่งแต่กลับทำตัวน่ารังเกียจแบบนี้หากเรื่องนี้แผร่ออกไปชื่อเสียงของนิกายคงเสียหายย่อยยับแน่”ศิษย์ของนิกายสัตว์ร้ายที่ตามมาทันก็กล่าวขึ้น

            “บัดซบเอ้ยไม่ช่วยก็ไม่ต้องช่วยแต่อย่าให้ข้ารอดชีวิตกลับไปได้ก็แล้วกัน”ศิษย์ชายคนหนึ่งคำรามด้วยความโกรธก่อนจะวิ่งหนีอีกครั้ง

            “คิดหนีงั้นเหรอชั่งน่าขัน” ศิษย์ของนิกายสัตว์ร้ายที่ขี่หมาป่าอยู่กระโจนออกไป

            ความเร็วของหมาป่าตัวนี้เร็วมากพริบตาก็มาถึงร่างของศิษย์ของนิกายดาบและอ้าปากกัดลงไปที่คอทันทีโลหิตสาดกระเด็นไปทั่วพร้อมกับศิษย์คนนั้นสิ้นใจทันที

            “บ้าเอ้ย”คนที่เหลือพากันหวาดกลัวอย่างมาก

            “สหายไม่สิผู้อาวุโส พวกเราขอร้องช่วยเหลือพวกเราด้วยเถิด” ศิษย์ของนิกายดาบพากันคุกเข่าลงขอร้อง

            “ข้าขอถามถ้าในตอนนั้นข้าไม่มีพลังแล้วขอร้องเจ้าแบบนี้พวกเจ้าจะช่วยข้าหรือไม่”เสียงของฉางเฟิงดังขึ้นอีกครั้ง

            ตั้งแต่แรกพวกฉางเฟิงไม่ได้ลงมาจากรถม้าเลยแม้แต่นิดเดียวและเพราะเป็นแบบนั้นพวกนิกายสัตว์ร้ายจึงไม่คิดจะหาเรื่องฉางเฟิงตั้งแต่แรกเพราะพวกเขาไม่รู้ที่มาของฉางเฟิงมาจากใหนและด้วยพลังที่แสดงออกมาก็ไม่ใช่คนที่พวกเขาจะไปหาเรื่องด้วยได้

            “แน่นอนว่าพวกนั้นย่อมไม่สนใจอยู่แล้วในใจพวกนั้นก็มีคำตอบกันอยู่แล้วเพราะงั้นพวกเจ้าทำใจเสียเถอะพวกเจ้าโง่เขลากันเอง”ศิษย์ของนิกายสัตว์ร้ายหัวเราชั่วร้ายออกมา

            “นี่แหละคือความโหดร้ายของโลกในโลกนี้ไม่มีพระผู้ช่วยหรอกนะ หากเจ้าคิดจะทำร้ายคนอื่นพวกเจ้าก็ต้องเตรียมใจที่จะถูกทำร้ายด้วยกันเอาละสิ่งที่ควรพูดข้าก็พูดไปหมดแล้ว ชีวิตของคนอื่นข้าไม่สนส่วนสองคนนั้นพวกเจ้าห้ามสังหาร”ฉางเฟิงกล่าว

            “ผู้อาวุโสเรื่องนี้มันออกจะทำยากถึงอย่างไรพวกเราก็ได้รับคำสั่งมาจากผู้อาวุโสของนิกายพวกเราถ้าพวกเราทำไม่สำเร็จพวกเราอาจจะเดือดร้อน”ศิษย์ของนิกายสัตว์ร้ายหรี่ตาลง

            “ข้าบอกแล้วนี่ชีวิตของสองคนนั้นข้าต้องช่วยเพราะงั้นถ้าเจ้าไม่เห็นด้วยก็เข้ามา”พริบตาพลังจิตที่แข็งแกร่งระเบิดออกมาทำให้ศิษย์ของนิกายสัตว์ร้ายหน้าถอดสีด้วยความกลัว

            “พวกเราเข้าใจแล้วพวกเราเข้าใจแล้วเพราะงั้นผู้อาวุโสใจเย็นก่อน” เหล่าศิษย์ของนิกายสัตว์รู้แล้วว่าตนเองเจอของจริงเข้าให้แล้วเพราะพลังจิตเมื่อครู่นั้นเทียบได้กับระดับราชันเลยทีเดียวเห็นได้ชัดว่าคนในรถม้านั้นแข็งแกร่งเทียบได้กับผู้อาวุโสระดับสูงในนิกาย

            “ถ้างั้นก็ดีส่วนพวกเจ้าสองคนก็จงจำไว้ให้ขึ้นใจ ความโหดร้ายของยุทธภพนั้นไม่มีที่สิ้นสุดถ้าอยากจะออกท่องยุทธภพความแข็งแกร่งอย่างเดียวมันไม่พอจำเป็นต้องมีจิตใจและความคิดที่เพรียบพร้อมอีกด้วย”ฉางเฟิงกล่าวเสร็จรถม้าก็ออกเดินทางต่อ

            ส่วนศิษย์ทั้งสองคนที่ฉางเฟิงช่วยเอาไว้มีสีหน้าเจ็บปวดแม้สหายในนิกายของพวกเขาจะผิดจริงแต่พวกเขาก็ไม่อยากจะให้คนทั้งหมดถูกฆ่า

            “ไปซะพวกเจ้าถือว่าโชคดีที่ได้รับความเมตตาของผู้อาวุโสท่านนั้น” ศิษย์ของนิกายสัตว์ร้ายกล่าวก่อนจะเริ่มลงมือไล่ล่าคนที่เหลือทันที

            “พวกเรามันอ่อนแอเองอย่างที่ผู้อาวุโสท่านนั้นกล่าวถ้าท่านไม่ได้แข็งแกร่งคนที่ตายคงเป็นท่านซึ่งถึงตอนนั้นก็คงไม่มีใครมาให้ความเป็นธรรมกับพวกเขาเลยแม้แต่ผู้อาวุโสในนิกายก็ไม่สน”

            “ใช่แล้วท่านผู้อาวุโสไม่ได้ทำอะไรผิดเป็นพวกเขาที่ชั่วร้ายคิดจะทำร้ายคนอื่นก่อนในยุทธภพนี้ไม่ได้ง่ายดายขนาดนั้นเพราะงั้นการที่พวกเรารอดชีวิตกลับไปถือว่าโชคดีมากแล้วกลับกันเถอะ” ทั้งสองกล่าวขึ้นก่อนจะเดินทางกลับนิกายทันที

            ส่วนฉางเฟิงก็เดินทางไปถึงเมืองแห่งดาบและเข้าพักในโรงเตี้ยมทันทีจากที๋ฉางเฟิงสืบมาเหลือเวลาอีก 3 วันก่อนที่มิติลับจะเปิดออกดังนั้นฉางเฟิงจึงใช้เวลาฝึกฝนอยู่เงียบๆ

            เพียงแต่ในเมืองตอนนี้ค่อนข้างวุ่นวายเพราะมีผู้คนมากมายที่หมายจะเข้ามิติลับอยู่ในเมืองทำให้เกิดการทะเลาะและการต่อสู้บ่อยครั้งแม้แต่นิกายดาบเองก็ยังห้ามคนเหล่านี้ได้ไม่หมดทำให้ฉางเฟิงไม่สามารถฝึกฝนได้อย่างสงบและต้องออกไปหาเดินเล่นแทน

    คล้ายกับเรื่องสวรรค์นิรันดร์กาล ที่คุณอ่าน