เมื่อรับรู้ว่าสิ่งที่อยู่ในมือคือสุดยอดแห่งวิชาที่แม้แต่ประวัติศาสตร์ยังไม่อาจบันทึกไว้ได้ครบถ้วน หวงเยี่ยก็รู้สึกถึงประกายบางอย่างลุกโชนขึ้นภายในทรวงอก เป็นความตื่นเต้นที่เหมือนสายฟ้าฟาดลงกลางจิตวิญญาณเข้าอย่างจัง
เขามองแผ่นป้ายศิลาสีดำในมือราวกับกำลังถือชะตาของตนเองไว้แน่น ลมหายใจแผ่วลงเล็กน้อย ก่อนจะเอ่ยด้วยน้ำเสียงที่แน่วแน่
“งั้นเริ่มเรียนมันเลย!”
คำพูดนั้นออกมาอย่างไม่ลังเล ราวกับพร้อมจะก้าวเข้าสู่เส้นทางที่ท้าทายกฎเกณฑ์แห่งมหาจักรวาลในทันที
ทว่าความคาดหวังดังกล่าวก็ต้องถูกลบล้างไปในชั่วพริบตา
【ไม่มีทางค่ะโฮสต์】
เสียงของระบบดังขึ้นอย่างราบเรียบ แต่หนักแน่นพอที่จะทำให้ความฝันเมื่อครู่หยุดชะงัก
【เพราะถ้าโฮสต์อยากจะเรียนหนึ่งในเจ็ดชิ้นส่วนวิชานี้ โฮสต์จะต้องมีแต้มวิญญาณถึงหนึ่งพันล้านแต้มเสียก่อน!】
【หรือไม่งั้นก็ต้องทำความเข้าใจเอง แต่มันคงเป็นไปไม่ได้ละนะ?】
ถ้อยคำหลังนั้นเหมือนค้อนขนาดยักษ์ทุบลงบนศีรษะของหวงเยี่ย
เขานิ่งค้างไปหลายวินาที
หนึ่งพันล้านแต้ม
ไม่ใช่หนึ่งหมื่น
ไม่ใช่หนึ่งแสน
ไม่ใช่หนึ่งล้าน แต่มันเป็นตัวเลขที่สูงลิ่วเหมือนมีภูเขานับไม่ถ้วนซ้อนทับกัน
สีหน้าของเขาค่อยๆเปลี่ยนไป ไหล่ที่เคยตั้งตรงเริ่มตกลงอย่างหมดแรง แววตาที่เคยเปล่งประกายแปรเปลี่ยนเป็นความห่อเหี่ยว ร่างของเขาเอนตัวลงบนโซฟาอย่างไร้เรี่ยวแรง แทบกลายเป็นก้อนเยลลี่ที่สามารถไหลไปตามแรงโน้มถ่วง
“อะไรกันละนั้น..”
“ใช้แต้มถึงหนึ่งพันล้าน..”
“อย่าว่างั้นว่างี้เลยนะคนสวย เผลอๆข้าใช้เวลาทั้งชีวิต มันก็ยังไม่อาจหาแต้มวิญญาณที่มากมายมหาศาลแบบนั้นได้!”
“ขนาดแค่หลักหมื่นหลักแสนก็ยังยากเลย แล้วนับประสาอะไรกับหลักล้าน หลักสิบล้าน หลักร้อยล้าน หรือกระทั่งหลักพันล้านกัน!”
เสียงบ่นอุบอิบดังต่อเนื่อง เหมือนกำลังระบายความสิ้นหวังที่ท่วมท้น
“นี่มันไม่ใช่การเรียนวิชาแล้ว นี่มันภารกิจเก็บแต้มข้ามยุคสมัยชัดๆ”
เขาพลิกตัวนอนตะแคงบนโซฟา สายตาเลื่อนมองเพดานอย่างหมดอาลัย
บรรยากาศภายในห้องเมื่อครู่ที่เคยลุกโชนด้วยความตื่นเต้น บัดนี้กลับกลายเป็นความเงียบปนเศร้า
ระบบหัวเราะคึกคัก
【ไม่เป็นไรหรอกคะโฮสต์ ยังไงนี้ก็คือหนึ่งในเจ็ดชิ้นส่วนของวิชามหาวิถีเจ็ดเทพมังกรมายาเลยนะคะ มันเหมาะสมสำหรับนักล่ามังกรที่แข็งแกร่งเหนือระดับสิบขึ้นไปอย่างมาก】
【แถมต่อให้ตอนนี้โฮสต์จะมีแต้มวิญญาณและสามารถเรียนมันได้ก็จริง โฮสต์ก็คงสามารถสำแดงพลังอำนาจของมันได้ไม่ถึงเศษเสี้ยว】
【เพราะงั้นนี่อาจเป็นเรื่องที่ดีเสียมากกว่านะคะ】
คำพูดของระบบมาพร้อมกับเหตุผลและหลักการที่ชัดเจนเป็นอย่างมาก
หวงเยี่ยนิ่งฟัง สมองที่เมื่อครู่เต็มไปด้วยเสียงบ่นเริ่มกลับมาคิดอย่างมีระบบ
“หมายความว่าต่อให้เรียนได้ตอนนี้.. ก็ใช้มันไม่ได้เต็มที่อยู่ดี?”
【ถูกต้องค่ะ】
“แล้วถ้าใช้ไม่ได้เต็มที่..”
“การฝืนเรียนก็อาจเป็นภาระ?”
【ถูกต้องอีกเช่นกันค่ะ】
เมื่อได้ฟังเช่นนั้น หวงเยี่ยก็ค่อยๆลุกขึ้นนั่ง หลังตรง ไหล่ผาย ความห่อเหี่ยวเมื่อครู่จางหายไป ดวงตาของเขากลับมามีประกายอีกครั้ง
“นั่นสินะ ยังไงหนึ่งในเจ็ดเศษเสี้ยวชิ้นนี้ก็อยู่ในมือของข้าแล้ว จะช้าหรือเร็วก็เท่านั้น”
“แล้วในอนาคตพวกเราควรมองหาหกชิ้นส่วนที่เหลือ เพื่อทำให้มหาวิถีเจ็ดเทพมังกรมายาสมบูรณ์!”
น้ำเสียงของเขาหนักแน่นขึ้น
【โฮสต์เริ่มคิดไกลแล้วนะ?】
“ถ้าจะฝันก็ต้องฝันให้ไกลหน่อยสิ เมื่อนั้นข้าคงจะแข็งแกร่งและไร้เทียมทานอย่างมากเลยละ”
【ดิฉันชอบท่าทีแบบนี้ของโฮสต์มากกว่าตอนที่นอนแผ่เป็นเยลลี่น่ะคะ】
“หยุดพูดถึงเยลลี่ได้แล้ว”
【รับทราบค่ะ】
【แต่ภาพนั้นน่ารักดีนะคะ】
“เงียบไปเลย!”
บทสนทนาสั้นๆมันได้คลี่คลายบรรยากาศให้กลับมาผ่อนคลายอีกครั้ง
หลังจากความคิดมากมายปะทะกันอยู่ในห้วงสมองราวคลื่นซัดสาดไม่หยุดยั้ง
หวงเยี่ยก็ถอนหายใจยาว ปล่อยให้ความวุ่นวายเหล่านั้นสลายหายไปกับอากาศยามค่ำ
เพราะตัวของเขาไม่คิดจะปล่อยให้เรื่องราวภายนอกมากัดกร่อนจิตใจจนเสียสมาธิอีกต่อไป ก้าวเท้าเข้าไปในห้องอาบน้ำ ปลดเสื้อผ้าออกอย่างเงียบงัน สายน้ำใสไหลรินลงบนเรือนกาย ชำระเหงื่อไคลและความเหนื่อยล้าที่สะสมมาตลอดวันให้หลุดลอยไปพร้อมสายน้ำ
ละอองไออุ่นลอยคลุ้งอยู่ในห้อง เสมือนม่านบางที่กั้นโลกภายนอกออกไปชั่วคราว
ความตึงเครียดที่เคยกดทับอยู่บนหัวไหล่ค่อยๆคลายลงตามจังหวะการไหลของน้ำ เขายืนนิ่ง ปล่อยให้สายน้ำกระทบผิวเนื้ออย่างต่อเนื่อง กระทั่งแน่ใจว่าร่างกายได้รับการชำระล้างจนสะอาดหมดจด จึงปิดน้ำและหยิบผ้าขึ้นซับหยดน้ำตามเรือนกายอย่างเรียบร้อย
เมื่อก้าวออกมา เขาหยิบชุดนอนลวดลายหมีสีฟ้าที่พับวางไว้อย่างเป็นระเบียบมาสวมใส่
ผืนผ้านุ่มแนบผิวให้ความรู้สึกสบายอย่างประหลาด รอยยิ้มบางเบาปรากฏขึ้นบนใบหน้า
“คิดมากไปก็ปวดหัวเปล่าๆ”
“ฝึกฝนพลังวิญญาณเพื่อสร้างรากฐานที่แข็งแกร่งดีกว่า!”
ก่อนที่ชายหนุ่มจะก้าวไปยังเตียงนอน จัดผ้าปูให้เรียบก่อนจะนั่งขัดสมาธิลงกลางเตียง แผ่นหลังตั้งตรงดุจเสาหิน หัวไหล่ผ่อนคลายแต่มั่นคง ดวงตาปิดสนิทอย่างช้าๆ ลมหายใจเข้าออกเป็นจังหวะเนิบช้า สม่ำเสมอ จิตใจค่อยๆสงบนิ่งลงทีละชั้น
เมื่อเข้าสู่ภาวะที่ไร้คลื่นความคิด เขาเริ่มขับเคลื่อนวิชาพลังธาตุพฤกษาระดับราชาอย่างแผ่วเบา พลังวิญญาณในร่างเคลื่อนไหวคล้ายสายธารที่เริ่มไหลจากต้นน้ำ สัมผัสได้ถึงแรงสั่นสะเทือนอ่อนโยนที่กระจายไปทั่วกล้ามเนื้อและเส้นเอ็น
พลังวิญญาณซึ่งลอยล่องอยู่ในห้วงอากาศรอบกายค่อยๆถูกดึงดูดเข้าหาอย่างต่อเนื่อง
ความรู้สึกเหมือนมีละอองแสงละเอียดนับไม่ถ้วนไหลเข้าสู่รูขุมขน ผ่านผิวหนัง แทรกซึมลงสู่ส่วนลึกของกายภาพ
กระแสพลังนั้นไหลผ่านเส้นชีพจรโลหิตอย่างรวดเร็ว มันเคลื่อนตัวอย่างเป็นระบบ ประหนึ่งสายน้ำที่รู้จักทางของตนเอง
เมื่อกระแสทั้งหมดไหลรวมกันที่บริเวณหัวใจ ห้วงส่วนลึกซึ่งสลักเจตจำนงอันยิ่งใหญ่ไว้ก็เริ่มตอบสนอง ราชันย์พงไพรพิฆาตดาราเปล่งแสงสีม่วงเข้มเรืองรองขึ้นอย่างช้าๆ แสงนั้นไม่ได้สว่างจ้าเกินไป หากเป็นประกายลึกล้ำที่ชวนให้รู้สึกถึงอำนาจแฝงเร้น
กิ่งก้านไร้ใบจำนวนมากที่แผ่ออกมาจากแก่นกลางเริ่มโบกสะบัดไปมาอย่างอ่อนโยน คล้ายต้นไม้ที่ได้รับสายฝนแรกของฤดูหลังผ่านความแห้งแล้งยาวนาน ความรู้สึกอิ่มเอมแผ่ซ่านอยู่ในอกหวงเยี่ย
การไหลเวียนทวีความเร็วขึ้นเล็กน้อย แต่ยังคงอยู่ในขอบเขตที่ควบคุมได้ เส้นชีพจรโลหิตขยายรับพลังที่หลั่งไหลเข้ามาอย่างต่อเนื่อง
ทุกครั้งที่กระแสวิญญาณผ่านจุดใด จุดนั้นจะรู้สึกอบอุ่นและแน่นกระชับมากขึ้น
แม้ร่างกายในเวลานี้จะอยู่ในระดับสองขั้นสูง แข็งแกร่งเหนือนักล่ามังกรระดับเดียวกันไปหลายเท่า แต่พลังวิญญาณกลับหยุดนิ่งเพียงระดับสองขั้นแรกเริ่ม ความเหลื่อมล้ำนี้เปรียบเสมือนฐานรากที่ไม่สอดคล้องกับโครงสร้างด้านบน
หากปล่อยไว้นานวัน ย่อมเกิดความบิดเบี้ยวในอนาคต
หวงเยี่ยตระหนักถึงเรื่องนี้ดี
รากฐานจะต้องมั่นคงก่อน
และทุกส่วนจะต้องสมดุล