ผู้พิทักษ์จากแสงสว่าง : ราชินีแห่งดวงจันทร์

    บทที่ 32 Dream Catcher

    บทที่ 32Dream Catcher

    “อยากให้ความฝันที่ฉันมีเธอนั้นคงอยู่ตลอดไป”

     


    -สองปีก่อนสงครามใหญ่-

            

            ‘นักรบอเวจี?ผู้หญิงอย่างเธอนี่น่ะเหรอจะเป็นได้ คิดง่ายไปหน่อยรึเปล่า?’

                 

            เด็กหนุ่มเค้นเสียงถามนัยน์ตาสีน้ำเงินเข้มไร้ประกายชีวิตจ้องมองเด็กสาวร่างบางตรงหน้าเขาเธอมีเรือนผมสีชมพูเข้มยาวระบ่า นัยน์ตาสีเขียวมรกตหม่นแสงกับสภาพเนื้อตัวที่เต็มไปด้วยรอยแผลเขาไม่รู้หรอกนะว่าเธอดั้นด้นตามหาที่อยู่ของพวกเขาได้ยังไงแต่จู่ๆจะให้คนที่ไหนไม่รู้มาเข้าเป็นพวกด้วยน่ะ เขารับไม่ได้หรอกยิ่งเป็นพวกของคนที่ไม่มีใครต้องการอย่างพวกเขาด้วยแล้ว ยิ่งไม่ต้องการใหญ่

                 

            แต่ดูเหมือนเธอจะไม่ยอมแพ้เพราะนัยน์ตาสีเขียวคู่นั้นไม่ยอมละความมุ่งมั่นลงไปง่ายๆ เด็กหนุ่มถอนหายใจอย่างเบื่อหน่ายถูกไวโอเลตเรียกตัวมาก็นึกว่าจะเกิดเรื่องอะไร ที่ไหนได้...ทำไมเขาต้องมาต่อล้อต่อเถียงกับคนไม่มีหัวนอนปลายเท้าที่ไหนก็ไม่รู้ด้วย

                 

            ‘กลับไปซะ!’

                 

            แบล็คบอกเสียงเข้มก่อนจะหมุนตัวกลับยื่นฝ่ามือไปข้างหน้าสร้างกำแพงเวทสีม่วงอ่อนที่เป็นทางเข้าสู่ที่อยู่ของพวกเขาขึ้นมา

                 

            พรึบ!

                 

            ชายเสื้อคลุมสีดำสนิทถูกมือบางดึงรั้งไว้ให้ตาย ยัยนี่ดื้อด้านชะมัด!               

           

             ‘นี่!’

                 

            ‘เดี๋ยวก่อนสิแบล็ค’

                 

            เสียงหนึ่งร้องห้ามเขาดังขึ้นมาจากอากาศที่ว่างเปล่าเสียงที่ทำให้เขาหวาดผวาทุกครั้งที่ได้ยินแม้จะไม่เคยแสดงออกมาให้ใครเห็น

                 

            ‘อย่าพูดจาทำร้ายจิตใจเด็กผู้หญิงอย่างนั้นสิ’

                 

            แบล็คยิ้มเหยียดริมฝีปากบิดโค้งขึ้นก่อนจะเดินหลบออกไปอยู่ข้างๆกำแพงเวทที่เขาสร้างขึ้นตอนนี้มีคนกำลังใช้มันเป็นทางผ่าน

                 

            ฝ่ามือเล็กๆของเด็กหนุ่มยื่นออกไปตรงหน้าเป็นที่รองรับมือของร่างที่เพิ่งจะก้าวพ้นกำแพงออกมา

                 

            ร่างสูงของหญิงสาวเรือนผมหยิกยาวเป็นลอนสีชานัยน์ตาสีม่วงอ่อนที่ดูลึกลับแต่แฝงไปด้วยความร้ายกาจอย่างสุดก้นบึ้งของหัวใจร่างในชุดขาวที่เดินออกมาด้วยท่วงท่าราวกับนางพญาก่อนจะวางมือเรียวขาวสีน้ำนมลงบนฝ่ามือของเขา ริมฝีปากบิดขึ้นเป็นรอยยิ้มที่เขาเกลียดที่สุดในชีวิต

                 

            ‘ไม่เห็นต้องออกมาเองเลยก็ได้เมตาเรีย’

                 

            เด็กหนุ่มว่าก่อนจะหันไปมองร่างของคนที่เดินตามเธอออกมากรีนกับโกล์ด ใบหน้าของสองคนนี้เรียบสนิทขณะที่ยืนอยู่ด้านหลังของผู้เป็นนายไม่ได้มีท่าทีสนใจเด็กผู้หญิงที่อยู่ตรงหน้าเลยแม้แต่น้อย

                 

            เมตาเรียเอ่ยกับเขาทั้งๆที่นัยน์ตายังคงจ้องมองร่างที่นั่งคุกเข่าอยู่กับพื้น

                 

            ‘ไม่เป็นไรฉันเองก็อยากจะรู้เหมือนกันว่าทำไมเด็กคนนี้ถึงตามหาที่อยู่ของเราได้’

                 

            รอยยิ้มจอมปลอมของเธอนั่นหายไปแล้ว

                 

            ‘ตอบมาสิ!แม่หนูน้อย’

                 

            แบล็คทำเสียงขึ้นจมูกก่อนจะหันไปมองเด็กสาวท่าทางของเธอหวาดหวั่นไม่เหมือนกับตอนที่เจอเขาเลยแม้แต่น้อย ก็แน่ล่ะ...ไม่ว่าใครหากได้เจอเข้ากับเมตาเรียล่ะก็จะมีอาการแบบนี้ทุกคนทั้งนั้น

                 

             ‘ฉันอยากเป็นนักรบอเวจี!’

                 

            เธอตะโกนบอก

                 

            เมตาเรียส่ายหน้า‘ฉันถามว่าเธอหาที่อยู่ของพวกเราเจอได้ยังไง?’

                 

            นัยน์ตาสีม่วงอ่อนหรี่ลงจนรูม่านตาแคบมันสะท้อนแสงของเอิร์ธซันยามเย็นจนดูคล้ายตาแมว

                 

            ‘ฉ...ฉันก็ไม่รู้’ เธอบอกด้วยน้ำเสียงตื่นกลัว ฝ่ามือสั่นเทาสองข้างนั่นกอดตัวเองแน่น‘ฉัน... ฉันมาตามความรู้สึก พ... พอได้เห็นที่นี่ฉันก็เลยคิดว่ามันน่าจะใช่เดี๋ยวนี้ไม่ว่าใครๆก็พากันพูดถึงนักรบอเวจี ทั้งท่านพ่อ ท่านอาเองก็ด้วย ฉัน...ฉันอยากจะเป็น!’

                 

            ‘งี่เง่า!’ในที่สุดโกล์ดก็เอ่ยปากพูดอะไรออกมา ถือว่ายัยนี่โชคดีมากเลยนะ เพราะปกติโกล์ดจะไม่พูดกับใครก่อน  แล้วก็ไม่เคยด่าใครด้วย ยัยเด็กนี่ไม่ธรรมดาเลยจริงๆที่ทำให้หมอนั่นเอ่ยปากได้สุดยอด!

                 

            ‘หุบปากนะ!’

                 

            หา?

                 

            แบล็คเลิกคิ้วไม่น่าเชื่อว่าในโลกนี้จะมีคนคิดที่จะต่อกรกับโกล์ดอยู่ด้วย เอาแล้วไงล่ะ!

                 

            สายลมพัดวูบผ่านร่างเขาแบล็คยิ้ม ก่อนที่รอยยิ้มจะหยุดค้างอยู่บนใบหน้าเมื่อร่างของโกล์ดหยุดอยู่ตรงหน้าเขาราวกับถูกทำให้แข็งค้างกรีนกระแอมเบาๆ เด็กสาวตรงหน้าเขากรีดร้องเสียงดังลั่นไม่ใช่เพราะว่าตกใจที่จู่ๆร่างของโกล์ดก็พุ่งเข้าหาแต่เป็นเพราะร่างของคนที่ยืนอยู่ข้างเขาต่างหาก

                 

            ‘ฉันยังไม่ได้สั่งให้นายทำอะไร’เมตาเรียบอกเสียงเย็น นัยน์ตาสีม่วงอ่อนเรืองแสงวาวโรจน์มีรังสีอำมหิตแผ่ออกมาจากร่าง ท่าทางที่ทำให้เด็กสาวตรงหน้าแทบจะหยุดหายใจ

                 

            โกล์ดสงบสติตัวเองก่อนจะถอยไปอยู่หลังเมตาเรียปล่อยให้คนที่มีอำนาจในการตัดสินใจมากที่สุดจัดการ

                 

            ‘ทำไมถึงอยากเป็นนักรบอเวจีล่ะ?’น้ำเสียงหวานเอ่ยถามขึ้น ไม่เหมือนกับเสียงที่ใช้ข่มโกล์ดเมื่อครู่เลยแม้แต่น้อย

                 

            เด็กสาวจ้องหน้าเธอมีแววลังเลใจปรากฏขึ้นในแววตาก่อนที่มันจะเปลี่ยนเป็นความมุ่งมั่นที่เจือปนไปด้วยความเกลียดชัง

                 

            ‘ฉันอยากจะแก้แค้น’เธอบอกเหมือนพยายามจะข่มความรู้สึกเกลียดชังในตัวเองเอาไว้ ‘ฉันเกลียดพวกมัน  เกลียดคนที่แย่งเอาทุกอย่างไปจากฉันฉันอยากจะทำลาย อยากจะทำให้มันหายไปจากโลกนี้! ฉันอยากได้พลังนั่น... ได้โปรดเถอะนะ ฉันทำให้ได้ทุกอย่างขอเพียงได้ทำลายพวกนั้น ได้โปรดรับฉันเข้าเป็นนักรบอเวจีด้วยเถอะ!’

                 

            เด็กสาวแทบจะคลานเข้าไปหาเมตาเรียด้วยซ้ำหากไม่เกรงกลัวสายตานั่นใบหน้าของนายเขาเรียบสนิทก่อนรอยยิ้มร้ายกาจจะผุดขึ้นริมมุมปาก

                 

            ‘เธอน่ะไม่มีความสามารถพอที่จะมาเป็นพวกของเราได้หรอกยัยเด็กโง่!’

                 

            เมเตาเรียทำเสียงขึ้นจมูกเชิดหน้าขึ้นก่อนจะใช้สายตามองดูร่างที่คุกเข่าอยู่ตรงหน้าด้วยแววตาสมเพช

                 

            ‘แค้นใช่ไหมล่ะ?เกลียดนักใช่ไหม? สุดท้ายแล้วเธอก็แค่อยากจะทำลายแต่ไร้ซึ่งพลังต่อให้เธอพยายามมากแค่ไหนก็ไม่มีวันเอาชนะได้หรอก ฉันจะบอกให้เธอน่ะไม่มีความสามารถพอที่จะเป็นนักรบอเวจีนับตั้งแต่ที่เธอมาอยู่ที่นี่แล้ว  เพราะอะไรน่ะเหรอ...ก็เพราะว่าการที่เธอหนีมาเพื่อแสวงหาพลังโดยไม่ยอมทำอะไรด้วยตัวเองน่ะก็เท่ากับเธอยอมรับว่าเธอแพ้แล้วน่ะสิ!’

                 

            นัยน์ตาสีเขียวของคนฟังวูบไหวราวกับความหวังสุดท้ายของตัวเองพังทลายลงไปในพริบตาใบหน้าของเธอซีดเผือด น้ำตาเริ่มไหลลงมาเป็นสาย ร่างทั้งร่างสั่นสะท้าน

            

            แบล็คถอนหายใจแค่คำพูดของเมตาเรียไม่กี่คำก็ทำให้เธอเสียความเป็นตัวของตัวเองไปแล้วคนอย่างนี้น่ะเหรอที่คิดจะมาเป็นนักรบอเวจี

                 

            ‘เมตาเรีย’กรีนเอ่ยขึ้นบ้าง ‘ยังไงเราก็ไม่มีทางเอาตัวยัยเด็กนั่นมาได้ ทำไมถึงไม่ใช้ยัยนี่เป็นตัวแทนล่ะ?’

                 

            โกล์ดเลิกคิ้วก่อนจะหันมามองคนพูดเมตาเรียนิ่งไปเหมือนหยุดคิดใบหน้าของกรีนยังคงเรียบสนิทขณะที่ประสานสายตากับเมตาเรีย

                 

            ‘เพื่ออะไร?’แบล็คแย้ง ‘ยัยนี่ไม่มีความสามารถพอที่จะเป็นนักรบอเวจีได้นายก็น่าจะได้ฟังแล้วนี่’

                 

            ‘สิ่งสำคัญสำหรับเราในตอนนี้คือกำลังรบ’กรีนบอกเสียงเรียบ ‘นายก็รู้ดีนี่แบล็ค เราเอาตัวพิงค์มาจากพวกเอิร์ธวอเทอร์ไม่ได้ถ้าเป็นอย่างนั้นแล้วนายจะหาใครมาแทนตำแหน่งนี้ล่ะ’

                 

            ‘เป็นเอง...ฉันจะเป็นเอง’ เด็กสาวตรงหน้ารีบพูดเสียงรัวเร็ว ‘ฉันจะเป็นพิงค์ให้ แล้วจะจัดการยัยนั่นกับเอิร์ธวอเทอร์ให้เองฉันรู้ทางเข้า รู้วิธีจัดการ...’

                 

            ทั้งแบล็คกรีน และโกล์ดต่างเลิกคิ้ว แต่เมตาเรียกลับทำสีหน้านิ่ง 

                 

            ‘คนของเอิร์ธวอเทอร์งั้นเหรอ!’

                 

            เมตาเรียถามเสียงเข้ม

                 

            เด็กสาวพยักหน้าขึ้นลงอย่างรวดเร็ว

                 

            ‘งั้นเหรอ...เป็นอย่างนี้เองเหรอเนี่ย’เสียงหวานที่เอ่ยออกมานั่นเหมือนจะเป็นการพึมพำกับตัวเองเสียมากกว่า‘ที่แท้คนที่เธอเกลียดขี้หน้าก็คือหนึ่งในนักรบอเวจีนี่เองหรอกเหรอ โลกมันกลมดีนะนึกว่าพวกเราจะถูกแย่งชิงทุกสิ่งทุกอย่างไปซะอีกแต่นึกไม่ถึงเลยว่ายัยเด็กนั่นจะเป็นฝ่ายแย่งชิงมาซะเองแถมยังได้รับการปกป้องจากเจ้าชายแห่งเอิร์ธวอเทอร์ซะด้วย’

                 

            คำพูดของเมตาเรียทำให้เด็กสาวสะดุ้งเธอกำมือแน่นจนแบล็คทนไม่ไหว ฉุดร่างที่กลายสภาพเป็นคนไร้วิญญาณขึ้นมาจากพื้นเธอลุกขึ้นตามแรงฉุดของเขาอย่างง่ายดาย มือสองข้างนั่นคลายออกแล้ว หยดเลือดไหลซึมออกมาจากฝ่ามือก่อนจะหยดลงสู่พื้นดินแตกระแหงดูเหมือนว่าตอนนี้เธอจะยืนอยู่ด้วยขาของตัวเองไม่ได้ในเมื่อจิตใจไม่ได้อยู่กับตัวอีกต่อไป

                 

            เมตาเรียแสยะรอยยิ้มกว้าง‘เธอยินดีที่จะเข้ามาเป็นตัวแทนของคนที่เธอเกลียดที่สุดในโลกหรือเปล่าล่ะ?’

                 

            น้ำเสียงหวานเอ่ยถามเหมือนมันจะฟังดูเข้าหูซ้ายทะลุหูขวาไปเสียแล้วเพราะคนในอุ้งมือ (ที่เขาฉุดขึ้นมาจากพื้น)ไม่ได้แสดงท่าทีรับรู้สิ่งใดอีกต่อไป

                 

            แต่แล้วในที่สุดเธอก็พยักหน้านัยน์ตาสีเขียวมรกตเลื่อนลอยเหมือนคนที่หมดสิ้นทุกอย่างในชีวิตไม่มีแม้แต่ที่ที่จะให้ตัวเองกลับไป

                 

            ‘ค่ะ’

                 

            เมตาเรียยิ้มรับอย่างพอใจ‘ก็ดี... งั้นต่อไปนี้เธอคือพิงค์ และเป็นส่วนหนึ่งของพวกเรา... นักรบอเวจี...แต่มีข้อแม้อยู่อย่างฉันจะให้พลังที่จะทำให้เธอสามารถทำลายพิงค์ตัวจริงและคนที่เธอเกลียดได้แลกกับว่าเธอจะยอมรับมันไหม?’

                          

            ‘ฉันยอมทำทุกอย่าง’เธอตอบโดยไม่คิด หรือบางทีอาจจะไม่เหลือสติไว้คิดแล้วก็ได้

                 

            เมตาเรียกระตุกรอยยิ้มพาร่างสูงเดินตรงเข้าไปหาเด็กสาวยื่นฝ่ามือเรียวขาวสีน้ำนมนั่นไปประคองข้างใบหน้าซีดเผือดของเธอก่อนจะก้มลงกระซิบข้างหู

                 

            ‘ฉันจะให้เธอทำลายเอิร์ธวอเทอร์ทายาทของเอิร์ธวอเทอร์เอ๋ย... ลองทำลายบ้านเกิดเมืองนอนของเธอให้ฉันดูหน่อยสิ!’

     

     

                 


            เอเรียลถอนหายใจเฮือกใหญ่กับสภาพรอบตัวที่เห็นห้องนั่งเล่นในบ้านพักหลังใหญ่ใจกลางเมืองมิลานที่เขาอยู่ในตอนนี้ระเนระนาดไปด้วยเศษซากของโต๊ะเก้าอี้ หนังสือ และสารพัดข้าวของที่เขาจำได้ว่าครั้งหนึ่งมันเคยตั้งวางอย่างสวยงามอยู่ในห้องแม้จะคุ้นชินกับเหตุการณ์แบบนี้มาแล้วไม่รู้กี่ครั้งต่อกี่ครั้งที่มาเยือนที่นี่แต่คราวนี้มันมากเกินไปจริงๆ

                 

            ยัยนั่นโมโหอะไรอีก

                 

            เด็กหนุ่มคิดอย่างหัวเสียเดินออกจากห้องตรงขึ้นบันไดเวียนไปยังชั้นบนที่เขาคิดว่าเจ้าของบ้านคงจะอยู่ตลอดทางผ่านกองข้าวของที่ถูกทำลายไปจนเหลือแต่ซากเศษกระดาษปลิวว่อนไปทั่วพื้นเมื่อเขาขึ้นไปเกือบจะถึงยังห้องนอนที่อยู่สุดทางเดินด้านบนรูปภาพของเด็กหนุ่มคุ้นตาที่เขาเกลียดชังกับเด็กสาวที่อยู่ด้วยกันกระจัดกระจายอยู่ทุกหนทุกแห่งในตัวบ้านทุกรูปเป็นรูปเดียวกันที่ถูกอัดซ้ำหลายร้อยภาพ และทุกภาพถูกกรีดด้วยของมีคมขีดฆ่าใบหน้าของเด็กหนุ่มและเด็กสาว บ้างก็ขีดเขียนถ้อยคำหยาบคายใส่บ้างก็ถูกฉีกทิ้งเรี่ยราดไปตลอดแนวระเบียงทางเดินไม้สีเข้ม เอเรียลถอนหายใจอย่างเหนื่อยหน่ายเข้าใจแล้วว่าเจ้าของบ้านโมโหเรื่องอะไร

                 

            “ออกไป!”

                 

            เสียงตวาดร้องดังลั่นเสียก่อนที่เขาจะทันได้เห็นตัวเจ้าของเสียงซะอีกถ้ารู้แล้วว่าเขามาทำไมถึงไม่ยอมลงไปต้อนรับสักหน่อยนะเพราะอย่างนี้ล่ะเขาถึงได้ไม่อยากมาที่นี่!

                 

            “ฉันบอกให้ออกไป!”

                 

            สายไปเสียแล้วเมื่อเด็กหนุ่มผลักบานประตูเข้าไปด้านในแล้วอะไรหนักๆก็ถูกเหวี่ยงออกมาจากในห้องเฉียดหัวเขาไปไม่ถึงคืบก่อนพุ่งเข้าปะทะกำแพงและแหลกสลายเป็นเศษซากตกลงกองอยู่กับพื้นเด็กหนุ่มเคยชินเสียแล้วกับการถูกอะไรพุ่งเข้าใส่แบบไม่ทันตั้งตัว แต่เขาก็อดประหลาดใจไม่ได้เมื่อเห็นสภาพห้องนอนที่เลวร้ายยิ่งกว่าห้องนั่งเล่นข้าวของทุกอย่างในห้องถูกทำลายเสียย่อยยับ ทุกชิ้นมีขนาดใหญ่ไม่เกินฝ่ามือประกบกันแม้แต่ตู้เสื้อผ้าหรือโต๊ะเครื่องแป้งยังถูกย่อยสลายเป็นชิ้นเล็กชิ้นน้อย ถ้าไม่รู้ว่าเป็นเพราะรสนิยมของเจ้าของห้องเขาคงนึกว่าที่นี่ถูกพายุเฮอร์ริเคนพัดเข้าใส่เด็กหนุ่มไม่คิดว่าสภาพแบบนี้จะเป็นเพราะขโมยขึ้นบ้านหรอก ขโมยที่ไหนก็ไม่สามารถทำลายข้าวของให้เสียหายได้มากถึงขนาดนี้มีคนๆเดียวเท่านั้นแหละที่ทำแบบนี้ได้และตอนนี้คนๆนั้นก็กำลังนั่งอยู่บนเตียงใหญ่ที่ดูเหมือนจะเป็นของชิ้นเดียวที่ไม่ถูกทำลายแต่ถึงกระนั้นผ้าม่านที่โรยตัวลงมาจากเพดานก็ถูกดึงทึ้งและฉีกขาด ผ้าปูที่นอน  ผ้าห่ม ปลอกหมอนและตัวหมอนมีสภาพไม่ต่างกันขนเป็ดที่ใช้ยัดไส้ในตัวหมอนปลิวว่อนไปทั่วห้อง ขณะที่ต้นเหตุของความพินาศอยู่ในชุดนอนสีชมพูหวานผมเผ้าที่ครั้งหนึ่งเคยยาวสลวยสวยงามตกลงมาปิดหน้าปิดตาเจ้าหล่อนถือมีดเล่มใหญ่อยู่ในมือและกำลังเงื้อขึ้นส่วนมืออีกข้างจับภาพถ่ายที่อัดให้มีขนาดใหญ่กว่าภาพถ่ายที่ถูกทิ้งระเนระนาดตามทางเดิน ที่สำคัญภาพถ่ายนั่นไม่ใช่ภาพเดียวกับที่เห็นอยู่ด้านนอกห้องแต่เป็นภาพของเขาเองนั่นแหละที่กำลังอยู่ด้วยกันในห้องสมุดกับใครบางคนที่เธอเกลียดชังใบหน้าของเด็กสาวในภาพถ่ายถูกมีดปักทะลุซ้ำแล้วซ้ำเล่าส่วนใบหน้าของเขาก็กำลังจะโดนไม่ต่างกันหากเขาไม่เข้ามาในห้องเสียก่อน

                 

            “นั่นเธอคิดจะทำอะไร!?”

                 

            เอเรียลเปลี่ยนจากการร้องเสียงหลงที่เห็นใบหน้าตัวเองปรากฏอยู่ในภาพเป็นประโยคคำถามขึ้นมาแทนเด็กหนุ่มปราดเข้าหาเด็กสาวอย่างว่องไวและจัดการโยนมีดออกห่างจากตัวเธอไปอย่างรวดเร็ว

                 

            “อย่า-มา-ยุ่ง!”

                 

            เด็กสาวผลักอกเขาออกห่างเสียแต่ว่าเธอคงใช้แรงทำลายข้าวของมากไปหน่อยจนไม่เหลือแรงไว้ทำลายเขาเอเรียลคว้ารูปภาพขึ้นมาฉีกทิ้งต่อหน้าต่อตาเด็กสาวถามคำถามที่เขาเองก็รู้คำตอบดีอยู่แก่ใจ

                 

            “ใคร?”

                 

            เด็กสาวส่งนัยน์ตาคมดุมาให้แทนคำตอบ

                 

            เด็กหนุ่มอยากจะร้องตะโกนลั่นบ้านนี่ถ้าไม่ติดว่าอาการของคนตรงหน้าน่าเป็นห่วงกว่าล่ะก็เขาจะรีบวิ่งไปฆ่าตัวต้นเหตุให้ตายคามือซะเดี๋ยวนี้เลย!

                 

            สรุปว่าเขาประเมินพวกเดียวกันต่ำไปสินะเรื่องมันถึงได้กลายเป็นแบบนี้จะเป็นใครเสียอีกล่ะที่ส่งรูปถ่ายพวกนี้มาให้ถ้าไม่ใช่กรีนที่ถูกส่งมาเป็นนักเรียนแลกเปลี่ยนพร้อมกันกับเขาหมอนั่นชอบประเมินศัตรูไว้ต่ำกว่ามาตรฐานแต่ไม่เคยเลยสักครั้งที่จะประเมินพวกเดียวกันผิดไปเพราะรู้ถึงนิสัยใจคอและความมืดที่กัดกินในใจของนักรบอเวจีแต่ละคนดีกรีนถึงได้จับจุดอ่อนของทุกคนในกลุ่มได้อยู่หมัดและไม่ลืมที่จะใช้จุดอ่อนนั้นมาสร้างประโยชน์ให้ตัวเองหมอนั่นรู้ว่าพิงค์เกลียดผู้พิทักษ์แห่งเอิร์ธวอเทอร์เกลียดถึงขนาดที่ฆ่าให้ตายก็ไม่หายแค้น และก็เกลียดเด็กผู้หญิงที่อยู่กับหมอนั่นมากพอๆกันกรีนถึงได้เลือกใช้ความเกลียดแค้นนั้นเป็นพลังให้พิงค์อาละวาดเพื่อที่จะได้เข้าร่วมในการต่อสู้คราวนี้ได้

                 

            เขาชักจะเกลียดขี้หน้าหมอนั่นขึ้นมาแล้วสิบอกกี่ครั้งกี่หนแล้วว่าอย่าใช้พวกเดียวกันเป็นเครื่องมือ!

                 

            “ใครอนุญาตให้นายเข้ามาที่นี่!”

                 

            เจ้าของห้องโวยวายขว้างปาข้าวของทุกอย่างที่อยู่ใกล้มือเข้าใส่เขาอย่างไม่ปราณี

                 

            เอเรียลชักสีหน้านิ่งทั้งโกรธทั้งโมโห เด็กหนุ่มปัดทุกอย่างที่พุ่งเข้าใส่ตัวเขาราวกับมันเป็นแค่แมลงวันน่ารำคาญ เมื่อพิงค์ควานหาข้าวของทุกอย่างที่จะใช้ทำร้ายร่างกายเขาไม่พบเธอก็พุ่งตัวเองเข้าใส่เขาแทน ผลที่ได้คือเธอกับเขาล้มลงไปนอนแน่นิ่งอยู่บนพื้นศีรษะของเขากระแทกเข้ากับอะไรสักอย่างที่วางระเกะระกะอยู่ในห้อง มันปวดระบมจนสมองไม่รับรู้อะไรอยู่พักใหญ่รู้สึกตัวอีกทีก็ตอนที่พิงค์ขึ้นนั่งคร่อมเขามือข้างหนึ่งถือเศษโคมไฟไว้แน่นและกำลังจะใช้มันทุบหัวเขา

                 

            เด็กหนุ่มกุมข้อมือเด็กสาวอย่างว่องไวบิดเบาๆโคมไฟนั่นก็หล่นพื้น แตกกระจายเป็นเสี่ยงๆข้างหัวเขานั่นเอง

                 

            “ถ้าอยากจะอาละวาดนักก็ตามมาฉันจะพาเธอไปหาหมอนั่นเอง!”

                 

            เอเรียลบอกด้วยน้ำเสียงเหนื่อยหน่ายระคนโล่งใจที่ยังมีชีวิตอยู่

                 

            “ก็ดี”  เด็กสาวรับคำอย่างว่าง่าย“ขอเวลาฉันแต่งตัวสามสิบนาที”

                 

            เอเรียลแทบอยากจะตะโกนร้องสุดเสียงเมื่อร่างของเด็กสาวละห่างจากเขาตรงไปยังห้องน้ำพิงค์เป็นผู้หญิงที่บ้าบอและทำให้เขาประสาทเสียได้มากที่สุดตั้งแต่ที่เขาเคยพบเมื่อก่อนบ้ายังไงเดี๋ยวนี้ก็ยังบ้าอยู่อย่างนั้นแถมดูท่าว่าความบ้าจะยิ่งทวีคูณเข้าไปอีกหลายขุมเมื่อมีกรีนคอยสนับสนุน

                 

            หวังว่าการเผชิญหน้ากันคราวนี้จะทำให้เจ้าหล่อนเป็นผู้เป็นคนขึ้นได้เสียที!



    คล้ายกับเรื่องผู้พิทักษ์จากแสงสว่าง : ราชินีแห่งดวงจันทร์ ที่คุณอ่าน