หลายวันผ่านไปนับั้แ่คณะของจ้าวมู่เฉินได้ย้ายเข้ามาพักพิงยังเรือนหลังเล็กอันสงบเงียบท้ายจวนแม่ทัพเฉินเหยาจิน ชีวิตเริ่มเข้าสู่ภาวะปกติมากขึ้นภายใต้ความปลอดภัย และการดูแลอย่างดี อาการของถิงถิงหายดีเป็ปกติแล้ว เหลือเพียงความอ่อนเพลียเล็กน้อย ส่วนาแภายนอกของทุกคนก็ค่อยๆ สมานตัว
ทว่า แม้จะมีที่พักอันสะดวกสบาย และอาหารการกินที่ไม่ขาดตกบกพร่อง แต่เงาแห่งความไม่แน่นอนก็ยังคงทอดทับอยู่ในใจของเหล่าหยวน อาไค่ และถิงถิง
บ่ายวันหนึ่ง ณ โถงกลางของเรือนพัก ซึ่งตกแต่งอย่างเรียบง่ายแต่สะอาดสะอ้าน ทั้งสี่คนนั่งล้อมวงกันอยู่รอบโต๊ะไม้ตัวเตี้ย กลางโต๊ะนั้น มี กองเงินอีแปะทองแดง กองหนึ่งวางอยู่ แสงแดดยามบ่ายที่ส่องผ่านหน้าต่างลงมากระทบเหรียญโลหะ ทำให้เกิดประกายวับแวมเป็ครั้งคราว เสียงเหรียญกระทบกันเบาๆ ดังขึ้นเมื่อเหล่าหยวนใช้นิ้วเกลี่ยมันอย่างครุ่นคิด
“ข้านับดูคร่าวๆ แล้ว” เหล่าหยวนเอ่ยขึ้น ทำลายความเงียบ
“เงินกองนี้... น่าจะพอให้เราใช้จ่ายซื้อหาของจำเป็เล็กๆ น้อยๆ ได้ราวหนึ่งถึงสองเดือน หากใช้อย่างประหยัดที่สุด” น้ำเสียงของเขาเรียบเฉย แต่แฝงความกังวล
อาไค่มองกองเงินด้วยดวงตาซื่อๆ เขาไม่เข้าใจเื่ค่าของเงินมากนัก แต่พอจะรับรู้ได้จากสีหน้าของเหล่าหยวน และถิงถิงว่านี่ไม่ใช่สถานการณ์ที่ดีนัก ส่วนถิงถิงนั้นมีสีหน้ากังวลอย่างเห็นได้ชัด นางเม้มริมฝีปากแน่น รู้ดีว่าเวลาหนึ่งถึงสองเดือนนั้นผ่านไปเร็วเพียงใด
มีเพียงจ้าวมู่เฉิน ที่ดูจะไม่ได้รับผลกระทบจากบรรยากาศตึงเครียดนั้นเลย เขานั่งอยู่ข้างถิงถิง เอื้อมมือเล็กๆ ไปหยิบเหรียญอีแปะขึ้นมาอันหนึ่ง พลิกดูรูสี่เหลี่ยมตรงกลางด้วยความสนใจใคร่รู้ ราวกับเป็ของเล่นชิ้นใหม่ ดวงตาใสซื่อปราศจากความกังวลใดๆ
“ท่านแม่ทัพเฉินเมตตาต่อเรามาก” เหล่าหยวนกล่าวต่อ
“แต่เราไม่อาจพึ่งพาท่านไปได้ตลอดกาล ทั้งยังไม่ควรรบกวนท่านมากไปกว่านี้ เราจำเป็ต้องหาหนทางเลี้ยงดูตนเอง”
เขาหยุดเว้น่ กวาดตามองทุกคน ก่อนจะกล่าวถึงแผนการที่คิดไว้
“ข้าจะลองไปสอบถามองครักษ์ที่จวนใหญ่ดู ว่าพอจะมีงานใดให้ข้ากับอาไค่ทำได้บ้าง อาจจะเป็งานเวรยาม งานใช้แรงงาน หรืออะไรก็ตามแต่ที่พอจะสร้างรายได้ให้เราได้”
เขาหันไปทางอาไค่ “เ้าพร้อมหรือไม่ อาไค่?” “พร้อมขอรับ ท่านลุง!” อาไค่ตอบรับทันทีอย่างกระตือรือร้น “ข้ามีแรงเยอะแยะ ทำงานหนักได้สบายมาก!”
เหล่าหยวนพยักหน้าอย่างพอใจ ก่อนจะหันไปทางถิงถิง
“ส่วนเ้าถิงถิง... หน้าที่หลักของเ้า คือดูแลคุณชายให้ดีที่สุด อย่าให้คลาดสายตา และช่วยดูแลงานบ้านงานเรือนในเรือนพักของเรานี้ให้เรียบร้อย หากมีเวลาเหลือ อาจลองสอบถามดูว่ามีใคร้าให้ช่วยงานเย็บปักซ่อมแซมหรือไม่ แต่ให้เน้นดูแลคุณชายเป็สำคัญ”
“เ้าค่ะ ท่านลุงหยวน” ถิงถิงรับคำอย่างนอบน้อม แม้จะยังคงมีแววกังวลฉายอยู่ในดวงตา
จ้าวมู่เฉินที่กำลังหมุนเหรียญในมือเล่น เงยหน้าขึ้นมองเหล่าหยวน
“ท่านลุงจะไปทำงานหรือขอรับ? เหมือนท่านพ่อเลย ท่านพ่อก็ไปทำงานทุกวัน” เขาพูดขึ้นตามประสาเด็ก
เหล่าหยวนยิ้มบางๆ “ใช่แล้วขอรับ คุณชาย ท่านลุงกับอาไค่จะไป 'ทำงาน' จะได้มีเงินซื้อขนมอร่อยๆ ให้คุณชายทาน ดีหรือไม่?” “ดีขอรับ!” จ้าวมู่เฉินยิ้มกว้าง ตาเป็ประกายเมื่อได้ยินคำว่าขนม
เหล่าหยวนมองภาพนั้นแล้วก็ได้แต่ถอนหายใจในอก เขาลุกขึ้นยืน
“เช่นนั้น ข้าจะไปที่จวนใหญ่เดี๋ยวนี้เลย ยิ่งเร็วยิ่งดี” เขากล่าวพลางเก็บเงินอีแปะส่วนใหญ่ใส่ถุงผ้าเล็กๆ เหลือไว้ให้ถิงถิงติดตัวเล็กน้อย
“อาไค่ เ้าเตรียมตัวให้พร้อม อาจจะต้องออกไปพร้อมข้า”
อาไค่รีบลุกขึ้นยืนตามอย่างแข็งขัน ส่วนถิงถิงก็เริ่มเก็บกวาดถ้วยชามบนโต๊ะ จ้าวมู่เฉินยังคงนั่งมองตามเหล่าหยวนด้วยความสนใจ โดยไม่ล่วงรู้เลยว่า การตัดสินใจออกไป “ทำงาน” ของเหล่าหยวนและอาไค่ในครั้งนี้ กำลังจะเปิดช่องว่างแห่งโอกาส ให้ใครบางคนได้ก้าวเข้ามาในชีวิตอันเงียบสงบของเขา ณ เรือนพักท้ายจวนแห่งนี้...
…..
กาลเวลา ณ เรือนพักท้ายจวนแม่ทัพเฉินเหยาจินผ่านไปอย่างเชื่องช้าและสงบสุขหลายเพลา จ้าวมู่เฉินเริ่มคุ้นชินกับสภาพแวดล้อมอันร่มรื่นและปลอดภัยแห่งนี้มากขึ้น ความทรงจำในอดีตยังคงเลือนรางไม่ต่างจากเดิม สติปัญญา และความคิดอ่านยังคงเป็ดุจเด็กน้อย
แต่ความหวาดกลัวและความตื่นตระหนกที่เคยมีก็ค่อยๆ จางหายไป ถูกแทนที่ด้วยความสงบ และความอยากรู้อยากเห็นตามประสาวัย
บ่ายวันหนึ่ง อากาศอบอุ่นเป็พิเศษ สายลมแ่เบาพัดเอื่อยมา กระทบใบแปะก๊วยสีเขียวสดที่แผ่กิ่งก้านอยู่เหนือลานกว้างหน้าเรือนพัก ทำให้เกิดเสียงเสียดสีกันเบาๆ ราวกับเสียงกระซิบของธรรมชาติ แสงแดดอ่อนๆ ทอประกายลงมา สร้างเงาไม้ระยิบระยับบนพื้นดิน
จ้าวมู่เฉินเอนกายอย่างสบายอารมณ์อยู่บนม้านั่งยาวใต้ร่มเงาของต้นแปะก๊วย ในมือถือ ตำราพันอักษร เล่มเล็กๆ ที่เหล่าหยวนหามาให้ ดวงตาใสซื่อของเขาจดจ้องไปยังตัวอักษรโบราณอย่างตั้งใจ แม้จะไม่เข้าใจความหมายลึกซึ้งทั้งหมด แต่เขาก็เพลิดเพลินกับการจดจำรูปลักษณ์และเสียงอ่านที่เหล่าหยวนเคยสอนไว้ให้
ข้างกายบนโต๊ะไม้เตี้ยตัวหนึ่ง มีชุดน้ำชา ที่ยังอุ่นกรุ่นส่งกลิ่นหอมจางๆ และจานกระเบื้องเคลือบเล็กๆ บรรจุผลไม้เชื่อมสีอำพัน หวานฉ่ำวางอยู่ ตาก็อ่านตำรา มือข้างหนึ่งก็เอื้อมไปหยิบผลไม้เชื่อมเม็ดอวบเข้าปากเป็ระยะๆ เคี้ยวตุ้ยๆ อย่างมีความสุข เขากำลังดำดิ่งอยู่ในโลกอันเรียบง่ายและสงบสุขของตนเอง
แต่แล้ว ในความเงียบสงบนั้น พลันมีบางสิ่งเคลื่อนไหว!
มือเล็กๆ ขาวผ่องสองข้าง ค่อยๆ เกาะเข้าที่ขอบกำแพง เตี้ยๆ ที่กั้นเขตเรือนพักออกจากสวนด้านนอก ก่อนที่ศีรษะเล็กๆ ที่ประดับด้วยปิ่นปักผมรูปผีเสื้อจะ ชะโงกขึ้นมาอย่างระมัดระวัง เผยให้เห็น ดรุณีน้อยผู้หนึ่ง อายุราวแปดขวบปี ดวงหน้างดงามหมดจดราวกับหยกเจียระไน ผิวขาวผุดผ่อง ดวงตากลมโตฉายแววซุกซนและอยากรู้อยากเห็น
นางคือเฉินซูเหริน คุณหนูผู้แก่นแก้วแห่งจวนแม่ทัพ ที่แอบใช้เวลาว่างยามบ่ายหนีพี่เลี้ยงออกมาสำรวจ “อาณาเขตใหม่” ที่ท่านปู่เพิ่งจัดให้ “แขกพิเศษ” พักอาศัย นางใช้สายตาคู่กลมโตนั้น สาดส่องสำรวจไปทั่วบริเวณลานกว้างอย่างรวดเร็ว มองเลยผ่านร่างของจ้าวมู่เฉินที่นั่งอ่านตำราอยู่อย่างไม่ใส่ใจนัก
ฉับพลัน.! สายตาของนางก็ไปสะดุดหยุดลงที่จานผลไม้เชื่อมสีสวยบนโต๊ะเตี้ยข้างๆ นั้นเอง! ดวงตาของนางพลันเป็ประกายวาววับ!
ความเงียบเข้าครอบงำชั่วขณะ ดรุณีน้อยค่อยๆ หย่อนตัว ปีนข้ามกำแพงลงมายังพื้นด้านล่างอย่างแ่เบา และคล่องแคล่วว่องไว ราวกับกระรอกน้อย นางย่อตัวลงต่ำ เคลื่อนที่ด้วยฝีเท้าเงียบกริบ ย่องเข้าไปทางด้านหลังของจ้าวมู่เฉินอย่างชำนาญ โดยที่เขาผู้กำลังเพลิดเพลินกับตำราและผลไม้เชื่อม ไม่ได้ระแคะระคายเลยแม้แต่น้อย!
เมื่อเข้าใกล้โต๊ะเตี้ยได้ในระยะที่้า เฉินซูเหรินก็ค่อยๆ ยื่นมือเล็กๆ ของนางออกไปอย่างระมัดระวังที่สุด นางหยิบผลไม้เชื่อมในจานขึ้นมาหนึ่งชิ้น ใส่ปากเคี้ยวอย่างรวดเร็ว และเงียบเชียบ ดวงตาคู่สวยหรี่ลงเล็กน้อยอย่างพึงพอใจในรสชาติหวานฉ่ำ
จากนั้นนางก็ หยิบชิ้นต่อไป... และต่อไป... ทีละชิ้น... ทีละชิ้น... ใส่ปากตนเองอย่างต่อเนื่องด้วยท่าทีมีเลศนัย จวบจนผลไม้เชื่อมในจาน เหลือเพียงชิ้นสุดท้าย เท่านั้น!
เฉินซูเหรินแลบลิ้นเลียริมฝีปากเล็กน้อยอย่างเสียดาย นางตัดสินใจว่าชิ้นสุดท้ายนี้ก็ไม่ควรปล่อยให้เสียเปล่า นางกำลังจะเอื้อมมือขาวผ่องลงไปหยิบมันขึ้นมา...
ทันใดนั้นเอง! หมับ!
มือที่ใหญ่กว่าของจ้าวมู่เฉิน ซึ่งกำลังจะเอื้อมมาหยิบผลไม้เชื่อมชิ้นสุดท้ายตามความเคยชิน ก็คว้าเข้าที่ข้อมือเล็กๆ ของนางพอดี!
“ว้าย..!”
“เฮ้ย..!”
ทั้งสองคนพลันสะดุ้งโหยงสุดตัว! ร้องออกมาเสียงหลงแทบจะพร้อมกัน!
จ้าวมู่เฉินใหน้าซีดเผือด ที่จู่ๆ ก็คว้าเข้ากับมือนุ่มๆ ของใครก็ไม่รู้ที่ไม่ใช่ของตนเอง! ความรู้สึกเย็นวาบแล่นไปทั่วร่าง!
ส่วน เฉินซูเหรินก็ใยิ่งกว่า! ไม่คาดคิดว่าจะถูกจับได้คาหนังคาเขาในจังหวะสุดท้ายเช่นนี้! นางคิดว่าตนเองถูกจับตัวได้เสียแล้ว!
ทั้งสองต่างผงะถอยหลังออกจากกันทันทีที่มือัักัน ดวงตาเบิกกว้างจ้องมองกันด้วยความตกตะลึงพรึงเพริดและความไม่เข้าใจ ท่ามกลางความเงียบของยามบ่าย ใต้ร่มเงาของต้นแปะก๊วยใหญ่ การพบกันครั้งแรกอันแสนจะวุ่นวายของทั้งคู่... ได้เริ่มต้นขึ้นแล้ว!