ม่านตาของศิษย์ฝ่ายต่อที่เห็นเหตุการณ์ต่างเบิกกว้างอย่างตื่นตะลึง เพราะเรื่องที่เกิดยามนี้น่าเหลือเชื่อราวกับฝันไป อิงฉานอินผู้นั้นพ่ายแพ้อย่างหมดสภาพ ให้กับเด็กหนุ่มตาซ้ายบอดที่ยื่นอยู่ตรงหน้าพวกมัน แถมเขายังเป็นแค่คนของฝ่ายงานรับใช้อีกด้วย
“ข้า...กำลังฝันไปใช่หรือไม่” ศิษย์ฝ่ายต่อสู้คนหนึ่งเอ่ยเสียงสั่น
ส่วนคนอื่น ๆ ต่างก็นิ่งเงียบ เพราะไม่อยากจะเชื่อในสิ่งที่เกิดขึ้นเช่นกัน
“ห่าวหรานเจ้าเอาชนะศิษย์พี่อิงได้จริงหรือนี่ เป็นไปได้ยังไงกัน” หนิงอวี้เอ่ยเสียงแผ่วเบาขณะที่ใบหน้าซีดเซียวเพราะพิษในกาย
“ที่ข้าชนะก็เป็นเพราะกระบี่ศิลาเล่มนี้ แต่หากจะถามว่าเพราะเหตุใดมันถึงทำได้ เล่าแล้วเรื่องคงจะยาว เอาเป็นไว้วันหลังข้าจะบอกคุณหนูเอง” ห่าวหรานเอ่ยขึ้นด้วยรอยยิ้มกับหนิงอวี้ ก่อนพลันเปลี่ยนสีหน้าเป็นขึงขัง และหันไปทางศิษย์ของฝ่ายต่อสู้
“พวกเจ้าจะเอาเช่นไรต่อ อยากจะแก้แค้นแทนศิษย์พี่ของพวกเจ้าหรือไม่ หากต้องการก็เข้ามาพร้อมกันได้เลย” ห่าวหรานกล่าวเสียงแข็งคล้ายจะขู่พวกมัน ซึ่งก็ทำให้ศิษย์ฝ่ายต่อสู้ที่เห็นหน้าซีดตัวสั่น ก่อนจะมีหนึ่งในพวกมันทำใจดีสู้เสือ เอ่ยออกมาว่า
“อะ...อวดดียิ่งนัก กล้าดูถูกพวกข้ากระนั้นรึ นะ...ในเมื่อมาถึงขั้นนี้พวกข้าก็ไม่มีอะไรจะเสียแล้วพวกเรา...!!” สิ้นเสียงนั้นพรรคพวกในฝ่ายต่อสู้คนอื่น ๆ ก็ทำหน้าเหลอหลา คล้ายกับจะถามสหายของมันว่า ‘คิดดีแล้วหรือที่จะเข้าไปสู้กับห่าวหราน’
“พวกเรา...กลับสำนักไปฟ้องอาจารย์ ว่าเจ้าเด็กคนนี้แอบฝึกวิชานอกคอก แถมยังทำร้ายศิษย์พี่อิงจนบาดเจ็บ พลอยทำให้ภารกิจล้มเหลว” ทว่า...ประโยคที่ศิษย์ฝ่ายต่อสู้ผู้นั้นเอ่ยออกมานั้นผิดไปจากที่พวกมันคิดโดยสิ้นเชิง
“เอ้า พวกเจ้าจะมัวทำหน้างุนงงกันอยู่ไย รีบไปประคองศิษย์พี่อิงขึ้นมาเร็ว” ศิษย์ฝ่ายต่อที่ยังยืนงงพอได้ยินก็พยักหน้า ๆ ก่อนจะทำตาม พอได้ตัวอิงฉานอินเจ้าศิษย์ฝ่ายต่อสู้คนเดิมก็เอ่ยขึ้นอีกครั้ง ด้วยรอยยิ้มชั่วร้ายที่มุมปาก
“เจ้าเก่งนักใช่ไหมไอ้หนู งั้นมาดูกันว่าต่อจากนี้ หากขาดศิษย์ฝ่ายต่อสู้ร่วมเดินทางไปด้วย เจ้าจะมีปัญญาไปได้สักกี่น้ำ” กล่าวจบมันก็หมุนกายเดินจากไปพร้อมกันกับศิษย์ฝ่ายต่อคนอื่น ๆ ยามนี้คณะเดินทางจึงเหลือแค่ฝ่ายจิตปราณ ฝ่ายโอสถ และฝ่ายอักษรเท่านั้น
“กลายเป็นเรื่องใหญ่โตเสียแล้ว เช่นนั้นพวกเราจะเอายังไงต่อ” ศิษย์ฝ่ายจิตปราณผู้หนึ่งเอ่ยถาม
“ขาดฝ่ายต่อสู้ไปเกือบทุกคน พวกเราไปไม่รอดแน่ ถึงห่าวหรานจะมีฝีมือสูงแค่ไหน แต่เขาก็มีแค่คนเดียว” ทุกคนที่เหลือเริ่มปรึกษาหารือกันอย่างตึงเครียด ห่าวหรานเองก็เริ่มรู้สึกผิดเพราะไม่คิดว่าผลลัพธ์จะออกมาแบบนี้ ฟางเฟิงหลินที่เห็นสีหน้าจึงได้เอามือมาจับที่ไหล่ “อย่าโทษตัวเจ้าเลยห่าวหราน หากไม่ใช่เพราะอิงฉานอินคึกคะนอง เกเร คิดจะทำร้ายเจ้าก่อน มีหรือที่จะเกิดเรื่องเช่นนี้” คำพูดของฟางเฟิงหลินดูจะถูกอยู่หลายส่วน แต่ถึงกระนั้นห่าวหรานก็ยังคิดว่ามันเองก็มีส่วนผิดด้วยอยู่ดี
“จะโทษเขาฝ่ายเดียวก็คงไม่ถูก ข้าเองก็มีส่วนผิดเพราะยังฝึกฝนไม่พอ จึงไม่สามารถควบคุมหนักเบาในการต่อสู้ได้ ดีแค่ไหนแล้วที่อิงฉานอินไม่สาหัสถึงตาย” ฟางเฟิงหลินที่ได้ก็ถอนหายใจยาว ๆ ก่อนจะกล่าวว่า
“เอาเถิด ๆ ในเมื่อเกิดเรื่องแบบนี้ขึ้น ก็คงทำอันใดต่อไม่ได้แล้ว ในฐานะที่ข้าอาวุโสที่สุดในนี้ ข้าจะเป็นคนรับผิดชอบทุกอย่างเอง ดังนั้นพวกเราจะเดินทางกลับสำนักกันก่อน” ฟางเฟิงหลินเอ่ยเสียงดัง ด้วยสีหน้า และแววตามุ่งมั่นจริงจัง
“ในเมื่อพี่ฟางตัดสินใจเช่นนั้น พวกข้าก็ไม่ขัดข้องอันใด” ศิษย์ฝ่ายจิตปราณผู้หนึ่งเอ่ยขึ้น
“ดี งั้นพวกเราก็ออกเดินทาง....!” ฟางเฟิงหลินพยักหน้าก่อนจะออกคำสั่งให้ทุกคนเดินทางกลับสำนัก ทว่า...ยังพูดไม่จบฮุ่ยเฟินก็ร้องเสียงดังออกมา เพราะหนิงอวี้นั้นสลบไปดื้อ ๆ แถมร่างกายก็ร้อนดุจเปลวเพลิง
“พี่หนิงอวี้! พี่หนิงอวี้! ท่านเป็นอย่างไรบ้าง ตอบข้า!” ทุกคนที่เห็นตื่นตกใจเป็นอย่างมาก ก่อนที่ศิษย์หญิงฝ่ายโอสถจะรีบเข้าไปดูนาง พวกเขาทำการจับชีพจร พร้อมตรวจดูบาดแผลอย่างถี่ถ้วน
“ไม่ได้การแล้ว พิษกำเริบไวมาก เป็นไปได้อย่างไรข้าให้ยาระงับพิษกับนางไปแล้วนี่ หรือยาอาจไม่ได้ผลเพราะมันเป็นพิษชนิดใหม่ที่พวกพรรคมารคิดค้นขึ้น”
“เช่นนั้นจะทำเช่นไร ศิษย์น้องเซียง” ฟางเฟิงหลินกล่าวถามด้วยสีหน้าวิตกกังวล ทว่า...ศิษย์หญิงฝ่ายโอสถ นามว่า เซียงลั่ว กลับนิ่งเงียบไปเล็กน้อย ก่อนตอบว่า
“หากจะรักษานาง คงมีแต่เร่งพากลับไปหาอาจารย์ที่สำนักแต่...”
“แต่อันใด”
“ต้องพานางกลับไปภายในครึ่งชั่วยาม ไม่เช่นนั้นชีวิตของน้องหนิงอวี้คง...” คำตอบของเซียงลั่วทำเอาหัวใจของทุกคนตกวูบด้วยความสิ้นหวัง เพราะต่อให้ยามนี้มีปีกบินกลับได้ ก็ต้องใช้เวลาอย่างต่ำหนึ่งถึงสองชั่วยาม...
ทุกคนต่างนิ่งเงียบพร้อมสีหน้าเศร้าสร้อย เพราะทราบว่าไม่สามารถช่วยชีวิตหนิงอวี้ได้ โดยเฉพาะกับห่าวหรานเองที่สนิทสนมกับนางยิ่งกว่าผู้ใดในที่นี้ “นี่ข้าทำอะไรไม่ได้เลยงั้นหรือ...” ห่าวหรานทำได้แค่กำกระบี่ศิลาฟ้าดินในมือแน่น ก่อนจะก้มหน้านิ่งด้วยความรู้สึกผิดหวัง ทว่า...ในยามนั้นเอง คำพูดบางอย่างที่จิตปราณอาวุโสเคยบอกกับเขาก็ดังขึ้นในหัว ‘กระบี่ศิลาฟ้าดิน ทำจากศิลาฟ้าดินที่สามารถดูดกลืนปราณธาตุได้ทุกชนิด...’
สองตาของมันพลันเบิกกว้าง “หากพิษไหลเวียนไปทั่วร่าง ก็แปลว่ามันผสมกับปราณในกายนางด้วย เช่นนั้นบางที...” ห่าวหรานไม่รอช้ารีบเดินปรี่ตรงเข้าหาร่างของหนิงอวี้ที่นอนร้องครวญครางอยู่บนพื้น ฟางเฟินหลินที่เห็นก็ตกใจมาก นางนิ่งอึ้งไปชั่วขณะ
“หะ ห่าวหรานนี่เจ้า... นั้นสินะ หากปล่อยให้หนิงอวี้ทรมานอยู่เช่นนี้ต่อไป สู้ให้นางพ้นทรมานไปซะดีกว่า” ฟางเฟิงหลินกล่าวอย่างแผ่วเบา ก่อนจะลุกขึ้น และหันหลังให้ ผู้อื่นที่ได้ยินก็ทำตามอย่างไม่เต็มใจ ฮุ่ยเฟินมิอาจห้ามน้ำตาให้ไหลอาบแก้มออกมาได้ ฟางเฟิงหลินจึงต้องดึงนางเข้ามากอดปลอบ “รีบลงมือเถิดห่าวหราน”
“ข้าทราบแล้วพี่ฟาง” ห่าวหรานตอบสั้น ๆ ก่อนที่มันจะเงื้อกระบี่ศิลาฟ้าดินขึ้นเหนือหัวแล้วฟาดลงมาที่ร่างของหนิงอวี้สุดแรง! จากนั้นก็...
หยุดอยู่ห่างประมาณหนึ่งคืบ จากนั้นห่าวหรานก็บังคับให้กระบี่ดูดปราณพิษในร่างออกมา ซึ่งก็ได้ผลจริง ๆ ปราณสีเขียวหลายสายแผ่ออกมาจากร่างของหนิงอวี้ ก่อนจะลอยหายเข้าไปในกระบี่อย่างน่าเหลือเชื่อ
“นั้นเจ้ากำลังทำอันใด!?” ฟางเฟิงหลินที่เห็นนานผิดสังเกตจึงพลันหันกลับมา ก่อนจะพบกับภาพอันน่าประหลาดใจ ในสิ่งห่าวหรานกำลังกระทำอยู่
“ข้ามิได้จะสังหารนางให้พ้นทรมานอย่างที่พี่ หรือคนอื่น ๆ เข้าใจ หากแต่กำลังใช้กระบี่ดูดพิษให้นางต่างหาก อ๊า เสร็จพอดี”
“ใช้กระบี่ดูดพิษ? หนิงอวี้ปลอดภัยแล้วรึ?” เซียงลั่วขมวดคิ้วมุ่นอย่างงุนงง จากนั้นนางก็รีบมานั่งตรวจชีพของหนิงอวี้ในทันที
“นี่มัน....” สองตาของนางเบิกกว้างอย่างตื่นตะลึง”
“เกิดอันใดขึ้นเซียงลั่ว”
“พิษในกายของน้องหนิงอวี้สลายไปหมดแล้ว...” เซียงลั่วเอ่ยเบา ๆ ทว่า...ใบหน้ายังไปหายจากความตกใจ
“ปาฏิหาริย์ ปาฏิหาริย์จริง ๆ เจ้าช่วยชีวิตนางได้ห่าวหราน เจ้าช่วยนางให้รอดตาย” ฮุ่นเฟินร้องไห้โฮด้วยความดีอกดีใจ
“นับว่าเป็นโชคของข้าที่ได้กระบี่เล่มนี้มา ไม่คิดเหมือนกันว่ามันจะสามารถดูดพิษได้ด้วย นี่ถ้ามันสามารถรักษาอาการป่วยบุตรชายของท่านมหาเศรษฐีได้ด้วยก็คงจะดีไม่น้อย...” ห่าวหรานยิ้มออกมาอย่างสบายใจ ก่อนจะจ้องมองกระบี่ฟ้าดินแล้วกล่าวขึ้น ทว่า...ในยามนั้น เซียงลั่วกลับเอ่ยออกมาว่า
“ใช้กระบี่ถอนพิษของบุตรชายท่านมหาเศรษฐีหรือ? ฟังดูก็ไม่เลวนะ เพราะข้าทราบมาว่า อากาศป่วยของเขาที่รักษาไม่หายก็ดูคล้ายได้รับพิษประหลาดเช่นกัน...”
สิ่งที่เซียงลั่วเอ่ยออกมานั้นทำเอาทุกคนที่ได้ยินต่างตกใจไม่น้อย เพราะผู้ใดจะไปคิดว่าไม่คาดฝันน่าอัศจรรย์เช่นนี้ จะเกิดขึ้นได้ในยามคับขัน
จบบท