Gustonya Undodead ราชันจอมเขมือบ

บทที่ 631 แผดเผาร่างเทพ

แผดเผาร่างเทพ

 

            เมื่อใยบัวแผ่ขยายจนปกคลุมท้องฟ้า จิตสำนึกของกัสก็พุ่งทะยานขึ้นถึงขีดสุด พลังสภาวะที่แผ่กว้างไหลกลับมารวมกันอีกครั้ง ก่อนจะผนึกรวมกันอย่างรวดเร็ว จนเกิดพลังสภาวะที่แหลมคมราวกับกระบี่ยักษ์เล่มหนึ่ง

            พริบตาที่พลังสภาวะผนึกรวมจนสมบูรณ์ พลังอันมหาศาลก็ผสานเข้ากับมหาสมุทรแห่งเส้นใย ทำให้เส้นใยทั้งหมดสั่นไหวแล้วไหลมารวมกันอย่างรวดเร็ว จนเกิดเป็นมหานทีแห่งเส้นใยที่แสนงดงาม

            จิตใจของกัสจดจ่ออยู่ที่การรวมตัวของเส้นใยบนท้องฟ้าจนแทบจะมองข้ามความเปลี่ยนแปลงทั้งหมดที่เกิดขึ้นโดยรอบไป

            แต่ก่อนที่เขาจะผนึกรวมเส้นใยทั้งหมดเพื่อการโจมตี สัญชาตญาณของเขาก็สั่นไหว จิตสำนึกส่วนหนึ่งกวาดผ่านไปยังเบื้องล่าง กวาดผ่านผู้คนในตระกูลดีไวซ์เนอร์ที่เขามองข้ามไปก่อนหน้านี้

            เมื่อกัสเห็นสิ่งที่เกิดขึ้นผ่านจิตสำนึกที่กวาดผ่าน หัวคิ้วของเขาก็ยกสูงขึ้นด้วยความประหลาดใจ ก่อนจะเหยียดยิ้มออกมาด้วยความดูถูก

            “นึกไม่ถึงจริงๆ ว่าเจ้าจะโหดเหี้ยมได้ถึงเพียงนี้!! แต่ก็น่าเสียดายที่เจ้าประเมินข้าต่ำไป!!”

            สิ้นเสียงตวาดด้วยความโกรธเกรี้ยว กัสก็สะบัดฝ่ามือออกไปครั้งหนึ่ง ก้านบัวที่แตกออกจนเหลือเพียงรากก็เกิดความเปลี่ยนแปลงขึ้น ความสามารถของส่วน ‘ราก’ ที่กัสไม่เคยเผยให้ใครเห็นมาก่อนก็ถูกใช้ออกมาในทันที

            พริบตานั้นรากบัวที่ดูเหมือนไม่มีความสามารถอะไรก็ยืดยาวออกไปด้วยความเร็วสูง เพียงอึดใจมันก็แผ่ขยายออกไปรอบทิศทาง ก่อนจะเคลื่อนไหวไปมาราวกับมีชีวิตแล้วจู่โจมใส่ผู้คนที่ซ่อนอยู่ในป้อมปืนเบื้องล่าง

            การโจมตีที่คาดไม่ถึงนี้ทำให้จิตใจของผู้คนของตระกูลดีไวซ์เนอร์สั่นสะท้านขึ้นมา แต่พวกมันก็ไม่อาจทำอะไรได้ นอกจากขับเคลื่อนวิชาต้องห้ามต่อไปจนกระทั่งพวกมันสูญสิ้นอารมณ์ความรู้สึกทั้งหมด

            แม้ว่าใบหน้าของพวกมันจะเต็มไปด้วยคราบน้ำตาที่เกิดจากความหวาดกลัว แต่สีหน้าของพวกมันกลับเรียบเฉย ราวกับหุ่นเชิดที่มีรูปร่างเหมือนมนุษย์

            พวกมันทั้งหมดขับเคลื่อนวิชาต้องห้าม ‘ห้วงจิตจักรกล’ เคล็ดวิชาที่ทำให้อารมณ์ความรู้สึกทั้งหมดหายไปชั่วขณะและทำให้ความสามารถในการควบคุมพลังของพวกมันเพิ่มขึ้นจนทะลุขีดจำกัด

            หากเคล็ดวิชานี้ถูกใช้ในสถานการณ์ทั่วไป กัสย่อมไม่รู้สึกอะไร แต่เมื่อเคล็ดวิชาต้องห้ามถูกใช้ร่วมกับวิธีที่โหดเหี้ยมอย่างการเชื่อมต่อพลังเข้ากับเตาพลังงานจักรกลเพื่อใช้ร่างกายเลือดเนื้อต่างเตาพลังงานแล้ว

            ความน่ากลัวของวิชาต้องห้ามก็น่ากลัวกว่าเดิมหลายร้อยเท่า

            ถึงตอนนี้แม้ว่าพวกมันจะยังไม่สามารถทำอันตรายกัสได้ แต่มันก็มากพอที่จะขัดขวางการโจมตีของกัสได้

            นอกจากนั้นคนที่ทำแบบนี้ก็ไม่ได้มีแค่คนเดียว หากแต่มีมากกว่าร้อยคน ผู้คนในป้อมปืนกว่าร้อยแห่งใช้วิธีเดียวกัน ใช้ร่างกายต่างเตาพลังงาน หล่อหลอมพลังงานเพื่อสร้างกระสุน ทำให้พลังทำลายและความเร็วในการยิงของปืนสังหารเทวะเพิ่มสูงขึ้นอีกหลายสิบเท่า

            แต่ก็น่าเสียดายที่แม้พวกมันจะใช้วิธีที่โหดเหี้ยมต่อตัวเองอย่างถึงที่สุดแล้ว พวกมันก็ยังไม่สามารถทำอะไรกัสได้อยู่ดี หรือจะพูดให้ชัดเจนยิ่งกว่าคือ พวกมันไม่มีแม้กระทั่งโอกาสที่จะได้ทำตามที่ใจหวัง

            ทันทีที่พวกมันเริ่มหล่อหลอมพลังเพื่อสร้างกระสุนให้กับปืนสังหารเทวะ รากบัวจำนวนนับไม่ถ้วนก็ปรากฏขึ้นที่เบื้องหน้าของพวกมัน ก่อนจะทะลวงเข้าไปในร่างกายแล้วสูบพลังของพวกมันไปจนหมดสิ้น

            หากเป็นช่วงเวลาปกติ พลังที่รากบัวสูบกลืนได้คงมีไม่มากนัก แต่ในสภาวะที่พวกมันเชื่อมต่อพลังเข้ากับเตาพลังงานจักรกลซึ่งเป็นแหล่งพลังงานสำคัญของตระกูลดีไวซ์เนอร์นั้น พลังที่รากบัวสูบกลืนได้จึงมีมากกว่าที่ควรจะเป็น

            เมื่อได้รับพลังงานอันมหาศาลจากเตาพลังงานจักรกล รากบัวก็เติบโตอย่างรวดเร็ว เพียงอึดใจดอกบัวจำนวนมากก็งอกเงยออกมาจากรากบัว ส่งผลให้จำนวนของดอกบัวเพิ่มขึ้นอีกหลายเท่าตัว

            ดอกบัวมากมายที่งอกเงยออกมา เบ่งบานอย่างรวดเร็ว จากนั้นก็ร่วงโรย กลีบบัวนับไม่ถ้วนร่วงโรยลงมาราวกับสายฝน ก่อนจะลุกไหม้เป็นเพลิงต้นกำเนิดแล้วกลายเป็นกระบี่เพลิงพุ่งทะยานขึ้นสู่ท้องฟ้า

            ก้านบัวที่เหลือก็บิดหมุนแล้วแตกออก ปลดปล่อยใยบัวจำนวนมหาศาลออกไปผสานรวมกับมหานทีแห่งเส้นใยที่เกิดขึ้นก่อนหน้า

            ขนาดของมหานทีแห่งเส้นใยขยายใหญ่ขึ้นไม่มีหยุด ทั้งความกว้างและความยาว เพิ่มสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง ทำให้พลังอำนาจอันแหลมคมของกระบี่ยักษ์ทวีความรุนแรงขึ้นอีกหลายเท่าตัว

            เมื่อเห็นผลลัพธ์ที่เกิดขึ้น บรรพชนเทพจักรกลนิรันดร์ก็ได้แต่นิ่งเงียบ จิตใจของมันสั่นสะท้านอยู่ลึกๆ ขณะที่พยายามค้นหาวิธีตอบโต้กัสอย่างเต็มกำลัง

            แต่ก็น่าเสียดายที่แม้ว่ามันจะขจัดอารมณ์ความรู้สึกทิ้งไปเพื่อให้ได้มาซึ่งความสามารถในการคิดวิเคราะห์ที่ทรงพลัง แต่มันก็ยังไม่อาจค้นหาวิธีตอบโต้กัสได้อยู่ดี

            ทั้งนี้ไม่ได้เป็นเพราะบรรพชนเทพจักรกลนิรันดร์ไม่มีความสามารถ แต่เป็นเพราะมันอยู่ในช่วงเวลาของการบรรลุเทพ พลังอำนาจที่มันใช้ได้นั้นมีจำกัดนัก

            พลังรบของคนในตระกูลก็ต่ำเกินไป จึงเป็นไปไม่ได้เลยที่จะใช้กำลังส่วนนี้ไปขัดขวางกัส

            วิธีที่มันใช้ออกมาก่อนหน้านี้นับเป็นวิธีที่ดีที่สุดเท่าที่มันคิดได้แล้ว แต่ก็ยังไม่มีประโยชน์ มันไม่สามารถขัดขวางกัสได้เลยแม้แต่วินาทีเดียว อีกทั้งยังถูกกัสใช้เป็นแหล่งพลังมาโจมตีมันอีก

            ความผิดพลาดที่ร้ายแรงนี้ทำให้มันต้องคิดทบทวนซ้ำอีกครั้งอย่างเลี่ยงไม่ได้

            เมื่อกัสเห็นว่าบรรพชนเทพจักรกลนิรันดร์ยังไม่ยอมพูดอะไรออกมา เขาก็เค้นเสียงออกมาอย่างเย็นชา

            “ดี! เจ้าหมดลูกไม้แล้วสินะ เช่นนั้นก็ถึงตาข้าลงมือบ้างแล้ว!!”

            สิ้นเสียงตวาดกัสก็ฉีกยิ้มเหี้ยมเกรียมจนเผยให้เห็นฟันเขี้ยวที่วาววับราวกับอสูรร้าย ตามมาด้วยการระเบิดพลังออกมาอีกครั้ง ผนึกรวมกันให้แหลมคมมากขึ้นไปอีก มหานทีแห่งเส้นใยก็เริ่มเคลื่อนไหวแล้วบิดหมุนอย่างเร่งร้อน ราวกับอสรพิษที่กำลังบิดตัวด้วยความโกรธเกรี้ยว

            เพียงชั่วอึดใจกัสก็ประกบนิ้วต่างกระบี่แล้วชี้ตรงขึ้นสู่ท้องฟ้า จิตสำนึกผสานเข้ากับจิตวิญญาณกระบี่ จากนั้นขับเคลื่อนพลังทั้งหมดไปยังมหานทีแห่งเส้นใย แล้วส่งมันจู่โจมใส่ร่างเทพของบรรพชนเทพจักรกลนิรันดร์โดยตรง

            ส่วนปลายของมหานทีแห่งเส้นใยที่ผสานกันจนกลายเป็นคมกระบี่กรีดแทงใส่ร่างเทพของบรรพชนเทพจักรกลนิรันดร์อย่างดุดัน ก่อให้เกิดการปะทะที่เงียบงัน หากแต่น่ากลัวยิ่งกว่าการปะทะกันก่อนหน้านี้อย่างเทียบไม่ติด

            กระแสคลื่นพลังแห่งกฎเกณฑ์แตกกระจายออกไปรอบทิศทาง คมกระบี่เส้นใยบิดหมุนราวกับดอกสว่าน เจาะทะลวงผ่านชั้นพลังแห่งกฎเกณฑ์เข้าไปไม่หยุด ส่วนคมที่อยู่รอบนอกม้วนกวาดเข้าใส่ชั้นพลังกฎเกณฑ์อย่างบ้าคลั่ง สาดซัดพลังกฎเกณฑ์จนปลิวว่อนไปทั่วทุกทิศทาง

            พลังส่วนใหญ่นั้นแตกสลายไปจากการปะทะกันระหว่างพลังของกฎเกณฑ์ แต่ก็มีพลังกฎเกณฑ์บางส่วนที่แตกสลายไปไม่หมดและปลิวออกไปรอบด้าน

            บางส่วนบินขึ้นไปบนท้องฟ้า ทำให้ชั้นบรรยากาศแหวกออกเป็นทางยาว เผยให้เห็นห้วงอวกาศอันดำมืดที่เต็มไปด้วยแสงดาวอันเลือนราง

            บางส่วนตกลงสู่พื้นดินอย่างเงียบงัน บดขยี้ทุกสรรพสิ่งจนสูญสลาย ก่อให้เกิดหลุมลึกที่มองไม่เห็นก้น

            ความเสียหายที่เกิดขึ้นทำให้กัสลอบสั่นสะท้านอยู่ลึกๆ ในใจ ก่อนจะรีบถอยออกไปช่วงใหญ่และเพิ่มการป้องกันของเขตแดนให้สูงขึ้นอีกหลายระดับ ป้องกันไม่ให้ตนเองถูกลูกหลงจากพลังกฎเกณฑ์ทำร้ายเอา

            เมื่อถอยไปจนมั่นใจ กัสก็รีบสงบใจ เพิ่มพลังสภาวะให้สูงขึ้นเพื่อรักษาความแหลมคมของมหานทีแห่งเส้นใย พร้อมกับส่งพลังออกไปอย่างต่อเนื่อง ช่วยให้ความเร็วในการเจาะทะลวงเพิ่มสูงขึ้นทีละน้อย

            แต่ยิ่งเพิ่มพลังเข้าไปมากเท่าไหร่ ใบหน้าของกัสก็ซีดลงเท่านั้น พลังที่เขาสูญเสียไปจากการโจมตีร่างเทพโดยตรงนั้น มีมากกว่าที่ใช้ในการโจมตีฟันเฟืองมายาหลายเท่าทำให้ความเร็วในการฟื้นฟูของเขาตามไม่ทัน

            พลังของเขาจึงลดลงอย่างต่อเนื่อง จนกระทั่งเหลือไม่ถึงครึ่งในเวลาเพียงไม่กี่นาที

            ความเร็วในการเผาผลาญพลังที่น่ากลัวนี้ทำให้กัสอดขมวดคิ้วไม่ได้ แต่เพียงครู่เดียวเท่านั้น พลังสายหนึ่งก็ไหลเข้ามาในร่างกายของเขา ทำให้พลังที่สูญเสียไปฟื้นคืนกลับมาอย่างรวดเร็ว

            กัสเห็นแบบนั้นก็หยุดชะงักไปชั่วขณะ ก่อนจะหันกลับไปยิ้มให้กับท่านหญิงไอโกะที่แอบช่วยเหลือเขาอยู่ด้านหลัง จากนั้นก็หันกลับไปตั้งสมาธิกับการโจมตีต่อ

            เมื่อแก้ปัญหาด้านพลังเรียบร้อย กัสก็ไม่มีข้อจำกัดใดๆ อีก เขาระเบิดพลังออกมาจนถึงขีดสุดในทันที ปลดปล่อยพลังทั้งหมดแบบไม่อ้อมรั้งใดๆ ทั้งสิ้น

            ทำให้ม่านเพลิงที่เกิดจากการแผดเผาฟันเฟืองมายาเพิ่มความหนาแน่นขึ้นอย่างก้าวกระโดด

            เมื่อได้พลังมาจากม่านเพลิงต้นกำเนิด กัสก็นำพลังส่วนนี้ไปหลอมกลั่นภายในร่าง ผสานเข้ากับพลังที่มีอยู่เพื่อยกระดับความแข็งแกร่งของพลังให้สูงขึ้น จากนั้นก็ปลดปล่อยพลังออกมาเป็นระลอก ผสานไปกับพลังที่ได้มาจากท่านหญิงไอโกะซึ่งมีคุณภาพด้อยกว่า

            ด้วยวิธีนี้กัสจึงสามารถรักษาความดุดันในการโจมตีและความต่อเนื่องให้อยู่ในจุดสูงสุดได้ แม้จะใช้พลังของตัวเองไปเพียงส่วนเดียวก็ตาม

            เมื่อจับจังหวะได้แล้ว กัสก็เริ่มสงบใจควบคุมอารมณ์ความรู้สึก รักษาจังหวะที่ดีที่สุดเอาไว้

            ขณะเดียวกันก็ลอบคำนวณในใจเพื่อหาความเป็นไปได้ที่จะทะลวงผ่านม่านกฎเกณฑ์เพื่อโจมตีร่างเทพของบรรพชนเทพจักรกลนิรันดร์

            ถึงตอนนี้แม้กัสจะมองดูเหมือนมีความมั่นใจเต็มเปี่ยม แต่มีเพียงตัวเขาเท่านั้นที่ทราบว่าเขาไม่มีความมั่นใจเลยแม้แต่น้อยว่าจะทำสำเร็จ

            แต่ที่กัสตัดสินใจทำแบบนี้ก็เพราะเขาไม่อยากมานั่งเสียดายในภายหลัง หากไม่พยายามก็ไม่มีใครบอกได้ว่าจะสำเร็จหรือล้มเหลว แต่ถ้าไม่คิดที่จะสู้ ก็จะไม่มีคำว่าสำเร็จ

            ภายใต้ความคิดนี้ กัสจึงตัดสินใจลงมือแม้จะรู้ว่าโอกาสสำเร็จนั้นแทบจะไม่มีอยู่

            ความตั้งใจที่แน่วแน่ของกัสสะท้อนผ่านการกระทำของเขา ผ่านกาลเวลาที่ผ่านไปอย่างรวดเร็ว เพียงไม่กี่อึดใจในความรู้สึก 2 ชั่วโมงก็ผ่านไปอย่างรวดเร็ว

            สีหน้าของกัสก็เริ่มเปลี่ยน แม้จะยังสามารถรักษาจังหวะที่เหมาะสมที่สุดเอาไว้ได้ แต่ความเร็วในการเจาะทะลวงกลับลดลงตลอดเวลา เนื่องจากความหนาแน่นของชั้นพลังกฎเกณฑ์ที่อยู่ภายในนั้นสูงกว่าภายนอกมาก

            ยิ่งเวลาผ่านไป ความมั่นใจของกัสก็ยิ่งลดลง จนเกิดความรู้สึกหวั่นไหวขึ้นมา ความลังเลใจค่อยๆ ก่อตัวขึ้นทำให้ความดุดันในการโจมตีลดลงทีละน้อย

            ความเปลี่ยนแปลงนี้เกิดขึ้นอย่างเงียบงันจนตัวกัสเองก็ไม่ทันสังเกตเห็น

            แต่ท่านหญิงไอโกะกับบรรพชนเทพจักรกลนิรันดร์ย่อมมองเห็นได้อย่างชัดเจน

            ทว่าท่านหญิงไอโกะกลับไม่คิดที่จะพูดอะไรออกมาเพราะการต่อสู้ในครั้งนี้คือการต่อสู้ของกัส มันเป็นความท้าทายของเขาและเป็นบททดสอบที่เขาเลือกที่จะเผชิญด้วยตัวเอง เธอจึงตัดสินใจที่จะไม่ช่วยเหลือเขาไปมากกว่านี้

            บรรพชนเทพจักรกลนิรันดร์เองก็เหมือนจะได้บทเรียนจากการพูดในครั้งก่อน มันจึงเลือกที่จะเงียบและเฝ้ามองการกระทำของกัสด้วยใจที่เยือกเย็นราวกับเครื่องจักรกล

            จากการประเมินของมัน หากกัสยังรักษาจังหวะการโจมตีแบบนี้ต่อไป โอกาสที่กัสจะทะลวงผ่านชั้นพลังกฎเกณฑ์ได้ก็คือศูนย์ มันจึงไม่คิดที่จะเอ่ยคำพูดใดที่อาจจะกลายเป็นการกระตุ้นกัสอีก

            กัสเองแม้จะสัมผัสไม่ได้ในตอนแรก แต่หลังจากผ่านไปอีกครึ่งชั่วโมง เขาก็เริ่มรู้สึกตัวว่าความเร็วในการเจาะทะลวงนั้นลดลงมากกว่าที่ควรจะเป็น

            ถึงตอนนั้นเขาก็สัมผัสได้ถึงความลังเลในหัวใจ จนอดไม่ได้ที่จะเหยียดยิ้มด้วยความดูถูก มันเป็นความดูถูกที่เขามีต่อตัวเอง

            ‘ฮะๆ ดูเหมือนว่าข้าเองก็หลงระเริงไปเหมือนกันสินะ แค่พลังเพิ่มขึ้นมามากหน่อย ก็คิดว่าตัวเองไร้เทียมทานแล้วสินะ น่าขันนัก!!’

            กัสหัวเราะออกมาเบาๆ แล้วค่อยๆ ดังขึ้นทีละน้อย จนกระทั่งกลายเป็นเสียงหัวเราะที่เต็มไปด้วยความบ้าคลั่ง

            ยามนั้นการโจมตีทั้งหมดก็หยุดลง มหานทีแห่งเส้นใยที่เหลือไม่ถึง 1 ใน 3 ก็ลุกเป็นไฟ กลายเป็นเพลิงต้นกำเนิดย้อนกลับเข้ามาในร่างกายของกัส ช่วยให้เขาฟื้นฟูพลังที่สูญเสียไปจนกลับมาเต็มเปี่ยม

            กลีบบัวที่แหลมคมราวกระบี่ก็ลุกไหม้จนหมด กลายเป็นสายธารเพลิงต้นกำเนิดจำนวนนับไม่ถ้วนไหลย้อนกลับมาหาเขาและกลายเป็นพลังให้กับเขา

            การต่อสู้หยุดลงชั่วขณะ พร้อมกับเสียงหัวเราะที่หยุดชะงักไป แสงสีที่เกิดจากการปะทะกันของพลังแห่งกฎเกณฑ์ก็หายไป ท้องฟ้ากลับมาสงบเหมือนเดิมอีกครั้งจนเผยให้เห็นท้องฟ้ายามราตรีที่เงียบงัน

            กัสลอยตัวอยู่เงียบๆ พลางจ้องมองไปยังร่างเทพที่ใกล้จะสมบูรณ์ของบรรพชนเทพจักรกลนิรันดร์ มองดูช่องว่างที่เกิดขึ้นจากความพยายามของตนเอง ก่อนจะถอนหายใจออกมาเบาๆ เมื่อเห็นว่าช่องว่างที่เกิดขึ้นนั้นกำลังหายไปอย่างรวดเร็ว

            “ดูเหมือนว่าวิธีที่ข้าใช้จะไม่ถูกต้องสินะ”

            กัสถอนหายใจออกมาเบาๆ พลางคิดถึงวิธีที่เขาใช้ก่อนหน้านี้ คิดถึงจุดอ่อนของมัน ก่อนจะถอนหายใจออกมาอีกครั้งด้วยความรู้สึกที่ยากจะอธิบาย

            อันที่จริงกระบี่เส้นใยบัวไม่ใช่วิชาที่ทรงพลังที่สุดของเขา ไม่แม้กระทั่งเป็นวิชาที่ดีที่สุดในการเจาะทะลวงชั้นพลังของกฎเกณฑ์

            แต่เพราะความเข้าใจที่มีต่อกฎเกณฑ์ของเขาต่ำเกินไป ทำให้เขาไม่อาจนำพลังของกฎเกณฑ์มาผสานกับวิชาทั้งหมดที่เขามีได้

            ในตอนนี้เขาทำได้เพียงผสานพลังของกฎเกณฑ์เข้ากับวิชาที่ไม่มีความซับซ้อนนัก ซึ่งกระบี่สายใยบัวก็เป็นวิชาที่ดีที่สุดที่สามารถใช้ร่วมกับพลังของกฎเกณฑ์ในเวลานี้ได้

            แต่ก็เห็นได้ชัดว่ามันไม่ใช่วิชาที่เหมาะสมที่สุด วิชาที่ดีที่สุดควรที่จะใช้ในการเจาะทะลวงผ่านชั้นพลังของกฎเกณฑ์นั้น จำต้องเป็นวิชาที่มีพลังในการทะลุทะลวงมากกว่านี้ มีพลังอำนาจในการระเบิดพลังมากกว่านี้

            วิชาที่เหมาะสมที่สุดนั้นย่อมเป็นวิชาหมื่นกระบี่รวมเป็นหนึ่งที่เขาชำนาญที่สุด วิชานี้เป็นวิชาที่ทรงพลังที่สุดของเขา ทั้งอำนาจในการทะลุทะลวง อำนาจในการระเบิดพลังในชั่วพริบตา

            แต่ปัญหาก็อยู่ตรงนี้เช่นกัน วิชาหมื่นกระบี่รวมเป็นหนึ่งเป็นวิชาที่มีความซับซ้อนมาก มันต้องอาศัยการควบคุมพลังที่ละเอียดอ่อนเป็นอย่างมาก ถึงจะทำให้พลังของกระบี่สามารถซ้อนทับกันได้ถึง 1 หมื่นชั้น

            ยิ่งเป็นวิชาขั้นสูงที่กัสสร้างขึ้นด้วยตัวเองอย่างหมื่นกระบี่ทวิลักษณ์ด้วยแล้ว ก็ยิ่งต้องใช้ความสามารถในการควบคุมที่สูงขึ้นไปอีก

            หากเป็นการใช้พลังแบบทั่วไป กัสมั่นใจว่าเขาทำได้ แต่ถ้าต้องผสานพลังของกฎเกณฑ์เข้าไปด้วย กัสกลับไม่มีความมั่นใจเลยสักนิดว่าจะทำได้สำเร็จ

            “ดูเหมือนว่าข้าจะไม่มีทางเลือกสินะ..ถ้าหากต้องการที่จะชนะ เช่นนั้นคงไม่เสี่ยงไม่ได้สินะ”

            รอยยิ้มอันบ้าคลั่งค่อยๆ ปรากฏขึ้นบนใบหน้าของกัสอย่างช้าๆ ก่อนจะกลายเป็นความรู้สึกเดือดพล่านที่ทำให้หัวใจเต้นระรัว ความรู้สึกที่น่าหลงใหลนี้ทำให้กัสตระหนักว่าวิธีที่เขาคิดว่าเสี่ยงเกินไปนี้ กลับเป็นวิธีที่ถูกใจเขามากที่สุด

            ‘ดูเหมือนว่าการซ้อมมือกับเทพเจ้าเนตรสุริยันจะทิ้งปัญหาไว้ในจิตใจข้าสินะ’

            ในที่สุดกัสก็ค้นพบเงื่อนปมของปัญหาและพบว่าการซ้อมมือกับเทพเจ้าเนตรสุริยันติดต่อกันมานานหลายปีนั้น ได้ทิ้งปัญหาบางอย่างไว้ในจิตใจเขา มันสร้างนิสัยมากระแวงขึ้นในใจเขา การที่ต้องต่อสู้โดยเลือกที่จะป้องกันตัวเองเป็นหลักได้ทำให้ความแหลมคมในการตัดสินใจของเขาถดถอยไปโดยไม่รู้ตัว

            เมื่อได้สติรอยยิ้มก็ปรากฏขึ้นบนใบหน้ากัส มันเผยให้เห็นความบ้าคลั่งที่ซ่อนอยู่ในใจของเขา ความรู้สึกเดือดพล่านที่จะได้ต่อสู้โดยไม่ต้องสนใจความเป็นตาย ความรู้สึกของการได้แขวนชีวิตไว้บนเส้นด้าย ความรู้สึกที่ห่างหายไปนานนั้นปะทุขึ้นมาในใจของเขาในชั่วพริบตา

            วินาทีนั้นพลังภายในร่างกายของกัสก็หมุนวนด้วยความเร็วสูง พลังอันมหาศาลหมุนวนราวกับพายุหมุน มันหมุนไปรอบแกนพลังของเขาและบีบอัดตัวมันเองอย่างช้าๆ

            กระแสพลังอันบ้าคลั่งระเบิดออกมาจากร่างกายของเขา หมุนวนอย่างบ้าคลั่งจนเกิดวังวนขนาดใหญ่ยักษ์ที่กินพื้นที่ไปกว่าล้านกิโลเมตร ก่อนจะหดตัวลงอย่างรวดเร็ว

            จากล้านกิโลเมตร หดเหลือแสนกิโลเมตร จากนั้นก็กลายเป็นหมื่นกิโลเมตร พันกิโลเมตร ร้อยกิโลเมตร หดเล็กลงทุกอย่างด้วยความเร็วที่มากขึ้นทุกวินาที

            ไม่กี่อึดใจต่อมาวังวนก็หายเข้าไปในร่างกายของกัสจนเหลือขนาดเพียง 10 เซนติเมตร หากแต่เป็น 10 เซนติเมตรที่น่ากลัวสุดเปรียบปาน ชนิดที่แม้แต่กัสก็ยังรู้สึกคล้ายกับแบกระเบิดเวลาไว้บนหลัง

            ความรู้สึกถึงวิกฤตแห่งความเป็นตายทวีความรุนแรงขึ้นทุกวินาที มันกระตุ้นให้สัญชาตญาณของกัสตื่นตัวขึ้นจนถึงขีดสุด จนทะลุผ่านจุดสูงสุดที่เขาเคยทำได้ในอดีตไปโดยไม่รู้ตัว

            พริบตานั้นจิตเทพที่เพิ่งจะก่อตัวขึ้นก็ปะทุพลังออกมา ทำให้สภาวะจิตใจของกัสก้าวไปสู่ระดับใหม่ สัญชาตญาณของเขาแหลมคมขึ้นจนบรรลุถึงระดับหยั่งรู้ ทำให้เขาสามารถมองเห็นอนาคตที่กำลังจะเกิดขึ้นในเสี้ยววินาที

            ระยะเวลาที่มองเห็นเพิ่มขึ้นทีละน้อย เริ่มจากเสี้ยววินาทีดุจประกายไฟ ก็ยืดยาวออกไปจนยาวถึง 1 วินาที

             กัสก็มองเห็นผลลัพธ์ที่เขาต้องการ ม่านตาของเขาหดตัวลงในเสี้ยววินาที ม่านตายืดขยายจนกลายเป็นแนวตั้ง สภาวะจิตใจพุ่งทะลุขีดจำกัดไปพร้อมกับพลังในร่างกาย

            จากนั้นเพียงเสี้ยววินาที กัสก็ยกมือขึ้น กระบี่เพลิงเล่มหนึ่งก็ปรากฏขึ้นบนฝ่ามือ จากนั้นซัดขว้างออกไปโดยไม่ลังเล

            ทันทีที่ซัดขว้างกระบี่ออกไป กัสก็ถอยหลังกลับไปอย่างรวดเร็ว เขาหันไปมองท่านหญิงไอโกะเล็กน้อย ก่อนจะยกยิ้มเมื่อเห็นว่าท่านหญิงไอโกะถอยไปก่อนที่เขาจะได้พูดอะไรเสียอีก

            พริบตาต่อมากัสกับท่านหญิงไอโกะก็ถอยฉากไปหลายสิบกิโลเมตร ก่อนจะหยุดลงและได้เห็นภาพที่แสนงดงามภาพหนึ่ง ภาพของท้องฟ้ายามราตรีที่สว่างไสวราวกับกลางวัน แสงสีมากมายปะทุขึ้นสู่ท้องฟ้า จนเกิดเป็นม่านแสงที่แสนงดงามแต่อันตรายอย่างไม่น่าเชื่อทอดยาวไปทางด้านซ้ายและขวา ลากยาวไปมากกว่าแสนกิโลเมตร

            สิ่งที่อยู่ใจกลางของม่านแสง คือดวงอาทิตย์ดวงหนึ่งที่เกิดจากการระเบิดของเพลิงต้นกำเนิด เป็นดวงอาทิตย์ที่ลุกไหม้อยู่บนร่างเทพของบรรพชนเทพจักรกลนิรันดร์ ก่อนที่มันจะค่อยๆ ดับลงและกลายเป็นสายธารเพลิงต้นกำเนิดสายหนึ่งไหลย้อนกลับมาหากัส

            เมื่อเพลิงต้นกำเนิดดับลง จุดที่ถูกเผาก็ปรากฏขึ้นในสายตาของกัส ทำให้รอยยิ้มของเขายกสูงขึ้นด้วยความพึงพอใจ ก่อนจะยกฝ่ามือขึ้นอย่างช้าๆ รับเอาสายธารเพลิงต้นกำเนิดที่ย้อนกลับมาบนฝ่ามือและมองดูเพลิงต้นกำเนิดที่ลุกไหม้เป็นรูปฟังเฟืองครึ่งซีก

            เห็นแบบนั้นกัสก็หัวเราะเสียงเย็นแล้วหันกลับไปมองดูจุดที่ถูกเผา จนได้เห็นฟันเฟืองชิ้นหนึ่งที่ถูกเผาจนเหลือเพียงครึ่งเดียว

            “ดูเหมือนว่าครั้งนี้ข้าจะชนะสินะ”

            

คล้ายกับเรื่องGustonya Undodead ราชันจอมเขมือบ ที่คุณอ่าน