ร่างของซื่อหวางอู่นั้นค่อยๆทรุดตัวลงเข่าทั้งสองของมันแตะลงบนพื้น แววตาเลื่อนลอยไร้ชีวิตนี่คือสัญญาณของผู้ที่สูญเสียจิตวิญญาณไปโดยสมบูรณ์ มองเห็นภาพนี้ทำให้จิตใจของฟ่านหลี่ดิ่งวูบลงในทันทีลมหายใจของมันถี่กระชั้นและเปิดเผยความหวาดกลัวออกมาอย่างไม่อาจปิดซ่อน
นี่มันเรื่องอันใดกันเห็นได้ชัดว่าผู้คุมกฎทุกคนจะได้รับสมบัติวิเศษสำหรับปกป้องตนเองจากค่ายกลมารบรรพกาลโดยเฉพาะบนตัวของฟ่านหลี่เองก็มีสมบัติวิเศษที่ได้รับมอบจากหัวหน้าผู้คุมกฎซื่อเอาไว้ ดังนั้นมันจึงสามารถรับมือต่อผลกระทบของค่ายกลได้แต่เวลานี้หัวหน้าผู้คุมกฏซื่อกลับถูกเล่นงานโดยค่ายกลมารบรรพกาลจนกระทั่งสูญเสียจิตวิญญาณไปแล้วหรือว่าหยุนหลางใช้การโจมตีเมื่อครู่เพื่อทำลายของวิเศษของหัวหน้าผู้คุมกฏซื่อ
แน่นอนว่าของวิเศษที่หัวหน้าผู้คุมกฎซื่อมอบให้แก่ฟ่านหลี่ย่อมไม่มีทางเป็นยอดเยี่ยมเท่ากับของวิเศษที่หัวหน้าผู้คุมกฏซื่อพกติดตัวเอาไว้ดังนั้นแปลว่าหากหยุนหลางต้องการมันก็สามารถทำลายของวิเศษของฟ่านหลี่และทำลายจิตวิญญาณของฟ่านหลี่ลงได้ในพริบตาเช่นกัน
“คุณชายหยุน การต่อต้านผู้คุมกฎและทำร้ายผู้คุมกฎนั้นเป็นโทษร้ายแรงอย่างยิ่งท่านไม่ควร...” ผู้คุมกฎที่ตามมาทีหลังรู้สึกหวาดกลัวอย่างมากอย่างไรก็ตามมันยังต้องทำหน้าที่ของมัน
“พวกเจ้าไม่เห็นหรือว่าเจ้าคนผู้นี้พยายามที่จะคุกคามข้าอย่างไร้เหตุผล” ซ่งไป่หลางเอ่ยถามกลับด้วยน้ำเสียงเย็นชาไม่ใส่ใจ
“แม้ว่าหัวหน้าผู้คุมกฎอาจจะเป็นฝ่ายผิดแต่ถึงอย่างไรท่านก็ไม่มีสิทธิ์ลงมือหนักเช่นนี้” ผู้คุมกฏพยายามให้เหตุผล
“เฮอะ น่าขันนัก ข้าลงมือหนักอันใดกันเพียงแค่การโจมตีจากผู้ที่มีพลังไม่ถึงขั้นราชันยุทธ์ผู้หนึ่งกลับทำให้มันตกอยู่ในสภาพนี้เลยงั้นหรือ? เช่นนั้นเจ้าคนผู้นี้ก็นับว่าไร้ประโยชน์เกินไปแล้วการกำจัดมันถือว่าเป็นการกำจัดขยะให้วังจักรพรรดิมารอัคคี เจ้าไม่คิดเช่นนั้นรึ?”
“การจะตัดสินว่าผู้ใดสมควรตายหรือไม่นั้นไม่ใช่เรื่องที่ท่านจะทำได้” ผู้คุมกฏรู้สึกหายใจติดขัดเล็กน้อยเมื่อสบตากับดวงตาที่เย็นชาของอีกฝ่าย
“มันไม่สามารถทำได้ ทว่าข้าสามารถทำได้” เสียงเย็นชาดังขึ้นจากด้านหลังของผู้คุมกฎพร้อมกับแรงกดดันที่ทำให้ผู้คนต้องตัวสั่นด้วยความหวาดกลัวซ่งไป่หลางประหลาดใจเล็กน้อย ไม่นึกเลยว่าองครักษ์โฮ่วหลานจะปรากฏตัวขึ้นมาด้วยตนเองในบรรดาองครักษ์ทั้งสี่ของจักรพรรดิมารอัคคีมีเพียงโฮ่วหลานเท่านั้นที่มันไม่เคยสนทนาด้วย
“อา ท่านองครักษ์โฮ่ว” ผู้คุมกฎต่างตัวสั่นด้วยความหวาดกลัวการทดสอบชิงตำแหน่งอ๋องมารทุกครั้งที่ผ่านมาล้วนอยู่ภายใต้การควบคุมของผู้คุมกฎอย่างพวกมันนี่เป็นครั้งแรกที่องครักษ์ปรากฏตัวขึ้นอีกทั้งยังดูเหมือนว่าจะมิใช่ความบังเอิญอีกด้วย
‘หรือว่าท่านองครักษ์จะจับตามองการทดสอบครั้งนี้อยู่ตั้งแต่แรก’ สีหน้าของฟ่านหลี่ซีดเผือดลงทันที หากองครักษ์โฮ่วหลานจับตามองการทดสอบตั้งแต่แรกจริงเช่นนั้นการคดโกงของมันย่อมต้องถูกเปิดเผยแล้วเป็นแน่
แม้ว่าคนระดับโฮ่วหลานนั้นจะไม่สนใจการกระทำเล็กๆน้อยๆเช่นนี้ทว่าในเมื่อมันเป็นปัญหาที่เกี่ยวข้องกับแขกสำคัญของวังจักรพรรดิมารอัคคีอย่างซ่งไป่หลางจวินเฟิงซื่อเทียนย่อมไม่นิ่งเฉยเช่นกัน เดิมทีมันต้องการจะเข้ามาจัดการด้วยตนเองทว่าถูกสี่องครักษ์ห้ามเอาไว้เสียก่อนมันจึงทำได้เพียงส่งโฮ่วหลานมาเพื่อจัดการเรื่องราวแทน
ในบรรดาองครักษ์ทั้งสี่โฮ่วหลานอาจจะมีฝีมืออ่อนด้อยที่สุด ทว่านางก็เป็นผู้ที่เย็นชาและเหี้ยมโหดมากที่สุดเช่นกันภายใต้การจัดการของนางมิต้องสงสัยเลยว่าผู้ที่ถูกนางหมายหัวจะต้องได้รับบทเรียนที่สุดแสนเจ็บปวดและทรมานเป็นแน่
โฮ่วหลานเหลือบมองที่ซ่งไป่หลางเล็กน้อยในฐานะหนึ่งในสี่องครักษ์นางย่อมรู้ตัวจริงของอีกฝ่ายอยู่ก่อนแล้ว อีกทั้งยังค่อนข้างเข้าใจต่อภูมิหลังของมันด้วยเช่นกันอย่างไรก็ตามการที่ซ่งไป่หลางสามารถรับมือกับค่ายกลมารบรรพกาลได้โดยง่ายทั้งยังกระทั่งสามารถปรับเปลี่ยนค่ายกลจนทำให้ส่งผลต่อหัวหน้าผู้คุมกฏซื่อนี่ทำให้นางรู้สึกทึ่งในพรสวรรค์ของอีกฝ่ายเป็นอย่างมาก
‘น่าเสียดายนักที่มันมิใช่คนของวังจักรพรรดิมารอัคคีแต่เป็นคนของสำนักพงไพรอย่างไรก็ตามโชคดีนักที่มันเป็นพี่ชายของคุณหนูหงเสวี่ยมิเช่นนั้นหากคนผู้นี้กลายมาเป็นศัตรูของวังจักรพรรดิมารอัคคีจะต้องกลายเป็นปัญหาใหญ่สำหรับพวกเราเป็นแน่’
“ท่านองครักษ์โฮ่วลำบากให้ท่านต้องปรากฏตัวขึ้นมาด้วยตนเองแล้ว นับว่าพวกเราผู้คุมกฏทำงานหละหลวมยิ่งนัก” ผู้คุมกฎที่มีตำแหน่งรองจากซื่อหวางอู่คุกเข่าเอ่ยด้วยความหวาดหวั่น
โฮ่วเฟิงใช้ดวงตาที่งดงามและเย็นชากวาดมองพวกมัน“ข้าขอถามต่อพวกเจ้าหรือผู้คุมกฏเช่นพวกเจ้าไม่รู้ว่าแท้จริงแล้วฟ่านหลี่ได้ใช้กลโกงและได้ใช้ของวิเศษช่วยปกป้องมันจากค่ายกลมารบรรพกาล”
“อา ย่อมมิใช่ พวกเราเพียงแค่ไม่แน่ใจเท่านั้นอีกทั้งหัวหน้าผู้คุมกฎซื่อก็ได้บอกแก่พวกเราว่านั่นเป็นผลจากวิชาลับบางประการคำพูดของหัวหน้าพวกเราจะกล้าขัดได้อย่างไร” ผู้คุมกฎผู้นั้นตอบกลับเสียงสั่น
“คำพูดของหัวหน้าย่อมต้องเชื่อฟัง ทว่าคำพูดของจักรพรรดิมารอัคคีพวกเจ้ากล้าต่อต้านงั้นรึกฏของการชิงตำแหน่งอ๋องมารนั้นระบุชัดเจน ห้ามมิให้ผู้ใดใช้ของวิเศษช่วยเหลือในการทดสอบมิเช่นนั้นจะถูกปรับให้หมดสิทธิ์เข้าร่วมการทดสอบทันทีพวกเจ้าไม่หยุดยั้งฟ่านหลี่ทั้งยังปล่อยให้ซื่อหวางอู่กระทำการคุกคามหยุนหลาง มาตอนนี้ยังกล้าพยายามใช้กฎเพื่อบีบคั้นมันอีกข้าขอถามแท้จริงแล้วพวกเจ้าเป็นคนของจักรพรรดิมารอัคคีหรือเป็นคนของตระกูลฟ่านกัน” คำถามของโฮ่วหลานนั้นฟังดูเชือดเฉือนและเต็มไปด้วยโทสะ
เมื่อมองดูใบหน้าที่งดงามทว่าเย็นชาและเต็มเปี่ยมไปด้วยจิตสังหารของนางทั้งเหล่าผู้คุมกฏและฟ่านหลี่ต่างก็ต้องตัวสั่นด้วยความหวาดกลัว
“องครักษ์โฮ่วแน่นอนว่าพวกเรามิกล้าขัดบัญชาของจักรพรรดิมารอัคคี” เหล่าผู้คุมกฎต่างคุกเข่าลงในทันที
“พวกเจ้าไม่กล้า เช่นนั้น เจ้าเด็กแซ่ฟ่านบอกข้ามาสิตระกูลฟ่านของพวกเจ้ากล้าที่จะขัดต่อคำสั่งของจักรพรรดิมารอัคคีใช่หรือไม่” โฮ่วหลานเปลี่ยนเป้าหมาย
สีหน้าของฟ่านหลี่กลายเป็นขาวซีดทันที“องครักษ์โฮ่วข้าย่อมมิกล้า ตระกูลฟ่านเองก็ย่อมมิกล้า”
“เช่นนั้นเหตุใดเจ้าถึงยังกล้ากระทำการสกปรกในการทดสอบชิงตำแหน่งอ๋องมารหรือเจ้าเห็นว่าวังจักรพรรดิมารอัคคีเป็นสถานที่ที่เจ้าสามารถทำตามใจชอบได้?”
“ข้า” ฟ่านหลี่ไม่สามารถโต้ตอบได้อีกแล้วเป็นความจริงที่ว่ามันได้คดโกงในการทดสอบ ทว่ามันจะรู้ได้อย่างไรว่าการทดสอบครั้งนี้จะถูกจับตามองโดยตรงจากจักรพรรดิมารอัคคีอย่างที่ไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อนทั้งยังมีหนึ่งในสี่องครักษ์ปรากฏตัวขึ้นเพื่อลงโทษผู้กระทำผิดด้วยตนเองหากมันรู้ว่าจะเป็นเช่นนี้ต่อให้ตระกูลฟ่านยิ่งใหญ่กว่านี้นับสิบเท่ามันก็ยังคงไม่กล้าที่จะเล่นสกปรกเช่นนี้
น่าเสียดายที่มันรู้ตัวก็เมื่อสายเกินไปแล้วสิ่งที่เกิดขึ้นแล้วย่อมไม่อาจแก้ไขได้
“ฟ่านหลี่ โทษของเจ้าที่คดโกงการทดสอบก็คือการถูกตัดสิทธิ์จากการทดสอบและถูกขับไล่ออกจากวังจักรพรรดิมารอัคคีตระกูลฟ่านของเจ้าก็จะได้รับโทษถูกลดลำดับชั้นลงเช่นกัน” โฮ่วหลานเอ่ยอย่างเย็นชา
ไม่เพียงตัวฟ่านหลี่ที่ต้องได้รับบทลงโทษกระทั่งตระกูลฟ่านของมันที่เต็มไปด้วยขุนนางระดับสูงของวังจักรพรรดิมารอัคคีก็จะต้องได้รับผลกระทบและถูกลดขั้นลงจากนี้ไปอำนาจของตระกูลฟ่านจะถดถอยลงอย่างรวดเร็วและยากที่จะฟื้นฟูกลับมาจนถึงระดับเดิมอีก
ฟ่านหลี่มองไปที่โฮ่วหลานด้วยดวงตาเหม่อลอยเพื่อที่จะได้รับตำแหน่งอ๋องมารมันยอมทำทุกสิ่งกระทั่งติดสินบนหัวหน้าผู้คุมกฏเพื่อสร้างโอกาสให้ตนเองทว่าสุดท้ายมันกลับต้องเสียทุกอย่างไปเช่นนี้งั้นหรือ
แม้จะคับแค้นและไม่ยินยอมเพียงใดทว่าอยู่ต่อหน้าองครักษ์โฮ่วมันยังมีสิทธิ์คัดค้านอันใดอีกเล่าร่างของฟ่านหลี่ถูกผู้คุมกฎลากตัวออกจากพื้นที่ทดสอบอย่างเลื่อนลอยราวกับคนไร้วิญญาณเช่นเดียวกับหัวหน้าผู้คุมกฎซื่อหวางอู่ยังดีกว่าเล็กน้อยตรงที่ซื่อหวางอู่นั้นไร้วิญญาณจริงๆส่วนฟ่านหลี่นั้นเพียงแค่ดูเหมือนไร้วิญญาณเท่านั้น
โฮ่วหลานกวาดตามองไปยังพื้นที่โดยรอบค่ายกลอีกครั้งก่อนจะเพ่งมองซ่งไป่หลางด้วยความสนใจเด็กน้อยผู้นี้เห็นได้ชัดว่ามีอายุเท่ากับคุณหนูซ่งหงเสวี่ยทว่ากลับมีพรสวรรค์ที่น่าตื่นตะลึงนักถึงกับสามารถดัดแปลงและควบคุมค่ายกลมารบรรพกาลส่วนหนึ่งได้ด้วยตนเองทำให้เล่นงานกระทั่งจักรพรรดิฟ้าอย่างซื่อหวางอู่จนหมดท่าในพริบตา
“หยุนหลาง เจ้าผ่านการทดสอบขั้นนี้แล้วไปยังขั้นต่อไปเถอะส่วนเรื่องคนอื่นๆหากพวกมันสามารถผ่านบททดสอบได้ก็จะได้เข้าไปสู่รอบต่อไปด้วยเช่นกัน” ตอนนี้นอกจากมู่เทียนหลงและหลี่เฉียนแล้วคนอื่นๆยังก้าวมาไม่ถึงระยะครึ่งทางของพื้นที่ค่ายกลมารบรรพกาลและสีหน้าของพวกมันก็แสดงออกถึงความย่ำแย่และยากลำบากอย่างมากเป็นไปได้ว่าพวกมันอาจจะต้องยอมแพ้และถอนตัวออกจากการทดสอบที่ด่านนี้
ซ่งไป่หลางเผยยิ้ม “องครักษ์โฮ่ว เป็นเรื่องดีที่ท่านอยู่ที่นี่ ข้ากำลังกังวลใจอยู่พอดีว่าลำพังผู้คุมกฎทั้งหลายจะไม่เพียงพอช่วยพาคนเหล่านี้ออกไปจากค่ายกลมารบรรพกาลหรือกระทั่งพวกมันเองอาจจะไม่สามารถเอาตัวรอดได้หลังจากนี้”
โฮ่วหลานประหลาดใจ “เจ้ากำลังคิดจะทำอันใด”
“ข้าเพียงต้องการทดลองบางสิ่งหากสำเร็จมันจะกลายเป็นประโยชน์ต่อวังจักรพรรดิมารอัคคีของพวกท่าน ค่ายกลมารบรรพกาลนี้อยู่ในสภาวะที่อ่อนแอมากเต็มทีหากปล่อยเอาไว้อีกไม่เกินสิบปีมันจะต้องสูญเสียคุณสมบัติและไม่สามารถฟื้นฟูกลับมาได้อีกต่อไปการปล่อยให้ค่ายกลเก่าแก่เช่นนี้ต้องสูญสิ้นไปคงเป็นเรื่องที่น่าเจ็บปวดยิ่งนัก ในเมื่อข้าอยู่ที่นี่แล้วข้าจึงจะยื่นมือเข้าไปจัดการสักเล็กน้อยให้ค่ายกลมารบรรพกาลได้ซ่อมแซมตนเองและกลับสู่สภาวะที่สมบูรณ์ยิ่งขึ้น”
สิ้นคำของซ่งไป่หลางกลิ่นอายของค่ายกลมารบรรพกาลก็พลันเปลี่ยนแปลงไปสีหน้าของผู้คุมกฏทั้งหลายที่มีระดับพลังถึงขั้นจักรพรรดิปฐพีทั้งยังมีของวิเศษที่ช่วยป้องกันพลังของค่ายกลกลับกลายเป็นซีดเผือดเช่นเดียวกับผู้เข้าร่วมทดสอบที่กำลังพยายามฝืนสติของตนเองเพื่อก้าวผ่านค่ายกลไปบัดนี้พวกมันกลับรู้สึกราวกับกำลังยืนอยู่ในห้วงอเวจีที่ไร้จุดสิ้นสุดความตายและความบีบคั้นแห่งจิตวิญญาณทวีความหนาแน่นขึ้นหลายระดับจนยากที่พวกมันจะยืนหยัดได้อีกต่อไป
โฮ่วหลานตระหนักได้ถึงความเปลี่ยนแปลงในทันทีเช่นกันและนางก็รู้ได้อย่างชัดเจนว่าในสภาวะที่ค่ายกลมารบรรพกาลแข็งแกร่งขึ้นเช่นนี้ เหล่าผู้เข้าร่วมทดสอบทั่วไปที่ไม่สามารถผ่านได้ถึงครึ่งทางตั้งแต่แรกย่อมไม่มีหวังอีกแล้วหากพวกมันยังฝืนรั้งอยู่ในเขตพื้นที่ค่ายกลก็มีแต่จะเป็นการฆ่าตัวตายเท่านั้นนางจึงสะบัดมือเบาๆครั้งหนึ่งทำให้ร่างของพวกมันถูกผลักกระเด็นออกจากค่ายกลมารบรรพกาลในพริบตา
เช่นเดียวกับเหล่าผู้คุมกฎที่กระทั่งการยืนหยัดก็นับว่าเป็นเรื่องยากโฮ่วหลานได้ยื่นมือช่วยเหลือพวกมันให้หลุดพ้นจากพื้นที่ของค่ายกลมารบรรพกาลทำให้เวลานี้ภายในค่ายกลเหลือเพียงซ่งไป่หลาง โฮ่วหลานหลี่เฉียนและมู่เทียนหลงเท่านั้น
ภายใต้แรงกดดันที่รุนแรงขึ้น สีหน้าของหลี่เฉียนเริ่มซีดเผือดลงทว่านางยังคงฝืนก้าวเท้าต่อไปอย่างไม่ยอมแพ้ส่วนมู่เทียนหลงนั้นมันเพียงแค่ขมวดคิ้วมากขึ้นเล็กน้อยเท่านั้นซ่งไป่หลางอดไม่ได้ที่จะเลิกคิ้วประหลาดใจ
‘กระทั่งในสภาวะที่ค่ายกลมารบรรพกาลฟื้นฟูขึ้นมามันก็ยังแทบไม่ส่งผลใดๆต่อมู่เทียนหลงเลยจิตวิญญาณของมันนับว่าแข็งแกร่งยิ่งนักนอกจากนี้ข้ายังสัมผัสได้ถึงกลิ่นอายแปลกประหลาดของพลังในร่างของมันเป็นกลิ่นอายที่คล้ายคลึงกับจักรพรรดิมารอัคคีและเสวี่ยเอ๋อ’
โฮ่วหลานถอนหายใจเบาๆ “เช่นนี้คนที่จะผ่านไปยังด่านต่อไปได้คงเหลือเพียงแค่สองคนนี้แล้ว”
“ตามกฎของการทดสอบเมื่อเหลือผู้เข้าร่วมน้อยกว่าสิบคนจะเข้าสู่รอบการประลองเลยข้าเข้าใจถูกใช่หรือไม่” ซ่งไป่หลางเอ่ยถามด้วยรอยยิ้ม
“หืม มิใช่ว่าเจ้าจะถอนตัวหลังจากนี้งั้นรึอย่างไรเป้าหมายของเจ้าก็มิใช่ตำแหน่งอ๋องมารนี่” โฮ่วหลานเอ่ยถามด้วยความสนใจ
“ข้ายังมีความสนใจบางอย่างเกี่ยวกับมู่เทียนหลง ดังนั้นจึงหวังว่าจะได้ลองประลองกับมันสักครั้งในด่านถัดไป” ซ่งไป่หลางตอบกลับ
โฮ่วหลานถอนหายใจเบาๆ “เอาเถิดท่านจักรพรรดิมารอัคคีได้ออกคำสั่งไว้อย่างชัดเจนแล้วให้เจ้าสามารถทำตามใจชอบได้อย่างไรก็ตามการทดสอบย่อมต้องมีความยุติธรรมเป็นสำคัญข้าไม่สามารถจับคู่ให้เจ้าประลองกับมู่เทียนหลงได้ด้วยตนเองจะต้องอาศัยดวงชะตาในการกำหนดคู่ต่อสู้ในด่านประลองเท่านั้นหากคู่ต่อสู้ของมู่เทียนหลงมิใช่เจ้าแต่เป็นหลี่เฉียน หรือเป็นเจ้าที่ต้องสู้กับหลี่เฉียนเป็นอันดับแรกก็ต้องปล่อยให้เป็นไปตามนั้นไม่สามารถแก้ไขได้”
“ข้าเข้าใจ” ซ่งไป่หลางพยักหน้าหากมันต้องประลองกับหลี่เฉียนก่อนเป็นอันดับแรกคงทำได้เพียงถอนตัวเท่านั้นเนื่องจากท้ายที่สุดหลี่เฉียนและมู่เทียนหลงจะต้องแย่งชิงตำแหน่งอ๋องมารเรื่องนี้ซ่งไป่หลางไม่คิดจะนำตนเองเข้าไปแทรกแซงยุ่งเกี่ยว
“เจ้าล่วงหน้าไปก่อนเถอะเนื่องจากเหลือผู้เข้ารอบน้อยเกินไปดังนั้นด่านต่อๆไปจึงถูกยกเลิกแล้ว ด้านหน้าจะมีผู้คุมกฎที่รอรับเจ้าไปยังด่านประลองโลหิตมารบรรพกาล”
ซ่งไป่หลางพยักหน้าให้กับโฮ่วหลานแทนการบอกลาก่อนจะมุ่งหน้าจากไปทันทีหลังจากที่ซ่งไป่หลางจากไปได้ไม่นานมู่เทียนหลงก็สามารถหลุดพ้นจากพื้นที่ของค่ายกลมารบรรพกาลได้สำเร็จมันสูดลมหายใจด้วยความรู้สึกหวาดหวั่นเล็กน้อยเดิมทีค่ายกลมารบรรพกาลไม่ได้สร้างปัญหาให้กับจิตวิญญาณของมันมากนักทว่าอยู่ๆค่ายกลมารบรรพกาลกลับทวีพลังและความเข้มข้นมากขึ้นหลายเท่าตัวทำให้มันต้องรับมืออย่างจริงจังและแทบจะต้องใช้ไพ่ตายของตนออกมา
เมื่อหันกลับไปมองทางค่ายกลมู่เทียนหลงกลับพบว่าเหลือเพียงแค่ร่างของหลี่เฉียนเท่านั้น‘อันใดกันแม้ว่าค่ายกลมารบรรพกาลจะขึ้นชื่อว่าเป็นด่านที่ยากลำบากอันดับต้นๆทว่าควรจะเหลือคนมากกว่านี้นี่กระทั่งฟ่านหลี่ก็ยังถอนตัวไปแล้วงั้นรึหรือจะเกี่ยวข้องกับความเปลี่ยนแปลงของค่ายกลอย่างฉับพลัน’
ภายใต้แรงกดดันนี้เห็นได้ชัดว่าแม้แต่หลี่เฉียนก็ยังต้องฝืนก้าวเดินแต่ละก้าวอย่างยากลำบากยิ่งริมฝีปากของนางเม้มเข้าหากันจนซีดเซียวหยาดเหงื่อปรากฏขึ้นทั่วทั้งร่างและฝีเท้าของนางก็หนักหน่วงมากขึ้นทุกย่างก้าว
มู่เทียนหลงถอนหายใจเล็กน้อย ‘นางคือคู่ต่อสู้ของข้าในด่านถัดไปสินะด่านการประลองโลหิตมารบรรพกาลหากต้องการเอาชนะหลี่เฉียนที่มีพลังระดับจักรพรรดิมนุษย์ก็มีแต่ต้องทุ่มเททุกสิ่งที่มีในการต่อสู้เท่านั้นแม้ว่าจะเสี่ยงอันตรายเพียงใดทว่าตำแหน่งอ๋องมารนั้นจำเป็นต่อข้ายิ่งนัก’
เมื่อนึกถึงร่างเล็กๆที่บอบบางและน่าทะนุถนอม รอยยิ้มอันอบอุ่นและซุกซนของหญิงสาวที่มันสนิทสนมคุ้นเคยตั้งแต่ยังเยาว์วัยรอยยิ้มอันอบอุ่นก็ปรากฏขึ้นบนใบหน้าของมู่เทียนหลง
‘ข้าในเวลานี้ไม่มีคุณสมบัติเพียงพอที่จะปกป้องนางหรือกระทั่งยืนอยู่เคียงข้างนางทว่าหลังจากที่สามารถคว้าตำแหน่งอ๋องมารมาได้ข้าก็จะมีโอกาสมากยิ่งขึ้นไปอีก’ ดวงตาของมู่เทียนหลงสาดประกายด้วยความรู้สึกมุ่งมั่นมันจะไม่ยอมแพ้แม้ว่าคู่ต่อสู้ของมันจะเป็นหลี่เฉียนก็ตาม