เกิดใหม่เป็นตัวประกอบนิยายโอโตเมะจีน

    ตอนที่สามสิบหก Superior ability breeds superior ambition

    ตอนที่สามสิบหก Superior ability breeds superior ambition

    สองดาวของขั้นสะสมปราณต่างกับสองดาวของขั้นนักยุทธ ในขณะเดียวกัน สองดาวของขั้นคุรุยุทธก็ต่างกับสองดาวของนักยุทธ ด้วยช่องว่างความต่างที่มากขึ้นไปเรื่อยๆ

    การเอาชนะคนที่มีขั้นดาวเหนือกว่านั้นก็เคยมีหากเคล็ดวิชานั้นเหนือกว่า

    แต่การเอาชนะคนที่ขั้นใหญ่สูงกว่านี่ แทบไม่เคยจะมีใครได้ยินเรื่องอย่างนั้น พอผมแอบไปถามคน ทุกคนก็คิดว่าผมล้อเล่น

    แม้แต่กระทั่งนักพรตคิ้วขาว ก็หัวเราะตอนที่ผมถามหลักการที่ท่านอาจารย์สอนท่าประจำตัวของท่าน”ฝ่ามือแปดทิศ”เสร็จ

    “วะ ฮ่า ฮ่า ฮ่า เด็กโง่ เด็กโง่ พลังแต่ละขั้นใหญ่ต่างกันราวกับสวรรค์กับพิภพนี้ เจ้าจะก้าวข้ามความแตกต่างนั้นได้อย่างไร ต่อให้อาจารย์ถ่ายทอดเคล็ดวิชาระดับนั้นให้กับเจ้า วิชาที่เร่งพลังขึ้นระดับนั้นก็รังแต่เป็นผลร้ายกับเจ้าแทน ร่างกายมีพลังเพียงน้อยนิด ไหนเลยจะควงขวานขนาดยักษ์ได้?”

    ฝ่ามือแปดทิศของนักพรตคิ้วขาว

    ครอบคลุมถึงการวางเท้า การคว้าจับ การหมุนวน

    หรืออธิบายง่ายๆคือ กระบวนท่าของตระกูลฮิวงะในนารุโตะนั่นล่ะครับ

    โชคดีที่ผมผ่านประสบการณ์ในการตีความคำพูดมึนๆ เอ๊ย เคล็ดวิชากับอี้จิงมาพอสมควร ทำให้สามารถตีความเคล็ดวิชาได้เก่งขึ้น

     

    ที่แม้นักพรตคิ้วขาวจะอธิบายแบบมึนๆ แต่ผมก็พอเอามารวมเข้ากับสมการคณิตศาสตร์เรื่อง อนุกรมได้

                                        

    “ยอดเยี่ยม ยอดเยี่ยม จากสี่เป็นแปด จากแปดเป็นสิบหก สามสิบสอง หกสิบสี่.และเจ้ายังสามารถร่ายกระบวนท่าล่วงหน้าได้โดยข้าไม่สอนอีกนับว่าเยี่ยมยอดจริงๆ”

    การชมของนักพรตคิ้วขาวทำให้ผมดีใจจริงๆ ที่ได้พัฒนาระดับปราณยุทธมากขึ้น

    เพราะแม้แต่การคำนวณด้วยสมองของผมและปฏิกิริยาตอบสนอง ก็เหนือกว่าตอนที่ยังเป็นนักยุทธสี่ดาวอย่างมาก

    อะไรที่เป็นข้อจำกัดของตอนเป็นนักยุทธสี่ดาว ไม่เป็นข้อจำกัดของตอนเป็นนักยุทธหกดาว

    สมองของมนุษย์ที่ผมคิดว่าเป็นขีดจำกัดของตอนเป็นคนปรกติก็ไม่ใช่ขีดจำกัดในโลกปราณยุทธนี้

    ดินแดนที่คนสามารถสร้างห้วงอวกาศได้ในร่างกายด้วยเต๋าของตนเอง

    อะไรที่ผมเคยใช้เวลานานนับสองสามวิกว่าจะคำนวณได้ พอพัฒนาระดับพลังมากขึ้น การคำนวณในสมองก็แทบจะวินาทีเดียวหรือในทันที

    การเคลื่อนไหวร่างกายต่างๆผมก็พยายามเสริมสร้างร่างกายให้ปฏิกิริยาตอบสนองว่องไวมากขึ้นด้วยกระแสไฟฟ้า

    “ยอดเยี่ยมจริงๆ ใจเจ้าเคลื่อนไหว ร่างกายเคลื่อนไหว ตรงกับเคล็ดวิชาที่ข้าวางไว้ นับว่าเจ้ามีพรสวรรค์จริงๆ แต่อย่าได้เกียจคร้านมาให้ข้าตรวจที..นักยุทธหกดาว”

    นักพรตคิ้วขาวตาเบิกกว้าง

    นั่นเวลาผ่านไปแค่สองสามวัน กลับรุดหน้าได้ขนาดนี้

    “ที่ศิษย์รุดหน้าได้เพราะความเมตตาของอาจารย์ ที่โออบอุ้มให้ความรัก มอบยามีค่ามหาศาลให้กับศิษย์รวมทั้งศิษย์พี่ศิษย์น้องและครูบาอาจารย์ ผู้อาวุโสของสำนักที่ช่วยเหลือเกื้อกูลศิษย์ จึงมีความสำเร็จได้เร็วเช่นนี้”

    “วะ ฮา ฮา ฮา ช่างพูด ช่างพูด”

    นักพรตคิ้วขาวหัวเราะแบบตัวร้ายในนิยายอีกแล้ว

    แม้จะรู้ว่าความก้าวหน้าเร็วขนาดนี้ไม่เคยมีมาก่อน นอกจากในตำนานเรื่องอัจฉริยะในยุทธจักรเท่านั้น

    แต่คำอื่นใดก็ไม่สู้คำเยินยอ

    ยอเพื่อนร่วมสำนัก ที่แน่นอนคือยอนักพรตคิ้วขาว

    “ศิษย์ขอกราบอภัยที่ใช้ยาของท่านอาจารย์จนเกือบจะหมดแล้วและคงต้องรบกวนอีก..”

    นักพรตคิ้วขาวโบกมือ

    “เพ้ย ลูกผู้ชายอย่าได้พร่ำวาจาไร้สาระ ทำตัวผ่าเผยสง่างาม หมดแล้วจะเป็นไร ข้าจะมอบให้เจ้าสักเท่าไรอีกก็ได้”

    นักพรตคิ้วขาวมอบตราหยกสีขาวของเขาให้

    “เห็นตรานี่เท่ากับเห็นข้า หากห้องปรุงยาหรือตำราต่างๆ ไม่ยอมให้ยาหรือตำราแก่เจ้า ข้าจะไปหักขาพวกนั้นด้วยตนเอง ฟู่”

    พ่นลมฟายใจทีเดียวต้นไม้ที่อยู่ห่างออกไปหน่อยก็ถึงกับแตกกระจายเป็นเสี่ยงๆ

    “วางใจเถอะ ขอเพียงเจ้าขยันหมั่นเพียรต่อไป สร้างชื่อเสียงให้สำนัก ต่อให้ฟ้าถล่มลงมาอาจารย์ก็ค้ำยันให้กับเจ้า”

    “ขอบคุณท่านอาจารย์ที่เมตตา”

    ผมโขกศีรษะกับพื้นติดโรคของคนในโลกนี้มา

    เพราะผมรู้สึกซาบซึ้งจริงๆที่ไม่ต้องออกไปผจญภัยที่ด้านนอกของสำนัก และเกิดความเสี่ยงที่จะไปล่อตาล่อเท้าของพรรคมารหรือแม้แต่ฝ่ายธัมมะด้วยกัน

    “ไม่ต้อง หัวเข่าลูกผู้ชายมีทองคำไหนเลยจะคุกเข้ากันง่ายได้ ฮา “

    แม้นักพรตคิ้วขาวจะพูดอย่างนั้นแต่ก็ดีใจที่คนหนุ่มมีพรสวรรค์อย่างนี้คุกเข่าสำนึกขอบคุณตนเอง

    ส่วนหวังลี่นั้นเขินจริงๆเพราะโดนคนที่เจ้ายศเจ้าอย่างอย่างนักพรตคิ้วขาว บอกให้ไม่ต้องทำตามธรรมเนียมของคนในโลกนี้

    ว่าไปแล้วก็อาจจะใช่

    การคุกเข่าไม่ใช่สิ่งที่ควรจะทำให้ใครง่ายๆในโลกที่ถือศักดิ์ศรีนี้

    เพราะมันเป็นเรื่องที่ลดเกียรติของตนเอง เพิ่มเกียรติของคนที่คุกเข่าให้

    ในโลกที่ถือชื่อเสียง มันจึงเป็นกระบวนการที่สำคัญมาก

    “เรียนท่านอาจารย์ ศิษย์รู้สึกอยากตอบแทนคุณของท่านพวกศิษย์พี่ต่างๆในเรื่องยาและอยากจะเรียนรู้เรื่องการปรุงยาบ้างเพื่อตอบแทนหลายคนที่ลำบากปรุงยานี้มาให้แก่ศิษย์”

    “เหลวไหล มุ่งจิตใจไปที่การฝึกวิชาบ่มเพาะพลังดีกว่า การปรุงยาขั้นหนึ่งเจ้าต้องมีพรสวรรค์ด้านควบคุมไฟและอุณหภูมิ

    และการปรุงยาต่างจากฝึกวิชา ไม่ใช่เพียงแค่พรสวรรค์ส่วนตัวแต่ต้องมีความรู้ความทรงจำ ทำตามขั้นตอนที่แน่นอนในการปรุงยา ผิดพลาดนิดเดียวผลลัพธ์อาจกลายเป็นล้มเหลว”

    พอเห็นผมทำหน้าผิดหวังนักพรตคิ้วขาวก็พูดต่อ

    “ช่วงนี้เจ้าก็ใส่ใจกับพลังของเจ้าไปก่อน หากเจ้า ไปถึงขั้นคุรุยุทธและมีไฟปราณเป็นของตนเองแล้วลองมาคุยกับทางข้าและห้องปรุงยาอีกที”

    นั่นล่ะครับ แผนการของผม ไม่ได้จะเป็นไปทุกอย่างตามที่ต้องการ

    วางแผนอะไรไว้ แต่อาจจะโดนเบรกด้วยสังคมที่ไม่อยากจะเป็นไปตามที่ผมต้องการได้

    แต่นั่นก็เป็นไปตามแผนของผม

    เมื่อทางนี้ไม่ได้ผลเราก็หาทางอื่น

    เมื่อให้อี้จิงกินไม่ค่อยได้ ผมก็ค่อยๆเกลี้ยกล่อมไปและเริ่มพัฒนาจากตัวผมเองในทางอื่นเพิ่มมากขึ้น

    อันที่จริงแนวคิดอาจารย์ก็ไม่ผิด

    การปรุงยาต้องใช้เวลาและความเชี่ยวชาญมาก

    ก่อนเราจะปรุงยาได้ต้องมีไฟปราณที่ใช้ในการปรุงยา

    จากนั้นความรู้เกี่ยวกับการปรุงยา

    และการปรุงยาที่ต้องทำหลายชั่วโมงติดต่อกัน

    จึงต้องมีทั้งพลังและสมาธิและเหนืออื่นใดต้องใช้เวลามากในแต่ละวัน

    หากเวลาในช่วงนี้ทำให้ผมเลื่อนขั้นพลังได้มากกว่าไปปรุงยา ก็เป็นการใช้เวลาว่างที่ดีกว่าในภาพรวม

    มันเป็นเรื่องที่น่าเสียดายแต่ผมคิดว่าไม่ใช่เรื่องที่จะดึงดันมากไปจนอาจารย์รำคาญในเรื่องนี้เมื่อเราอยู่ในสังคมศักดินาอย่างนี้

    “เมล็ดพันธุ์รุ่นใหม่”สามารถละเลยกฎ ธรรมเนียมและได้ผลประโยชน์หลายๆอย่าง

    แต่ต้องเป็นการใช้สิทธิประโยชน์เหล่านั้นตามที่สังคม”คาดหวัง”เท่านั้น

    คนที่อยู่ในธรรมเนียมก็จะต้องทำตามธรรมเนียมนั้นนั่นเอง

    ผมสามารถปรับแผนตามสถานการณ์ที่ไดเผชิญ

    จอมคนโดนัลด์ทรัมป์แห่งแคว้นเม่ยกั๋ว

    ไม่ได้ประสบความสำเร็จทีเดียว แต่ล้มลุกคลุกคลานหลายๆครั้ง และเขาก็ขึ้นมาครองอำนาจได้ในที่สุด

    พูดอาจจะเหมือนน้ำเน่า แต่การไม่ยอมแพ้ก็เป็นแนวทางหนึ่งที่จะประสบความสำเร็จ แค่เราต้องเอาสติปัญญาผสมกับความไม่ยอมแพ้นั้นด้วย

    การทำอย่างเดียวซ้ำแล้วซ้ำเล่า และคาดหวังว่าจะประสบความสำเร็จคือเรื่องเสียสติ

    เอดิสันทดลองซ้ำๆกัน แม้ในสายตาคนปรกติเหมือนกับคนบ้า

    แต่มันมีรูปแบบกระบวนการในความบ้าของเขาว่ามีรายละเอียดแตกต่างกันไป

    คนบ้ากับอัจฉริยะ แตกต่างกันก็ด้วยเส้นบางๆนี้

    ส่วนผมไม่ใช่ทั้งคนบ้าหรืออัจฉริยะ คือแค่คนที่ก็อปปี้วิธีการของพวกเขา

    Method of Madness วิธีการที่อยู่ในความบ้าคลั่ง

    จะทำให้ความบ้าคลั่งมีประโยชน์และได้ผลลัพธ์กลับคืนมา

    เมื่อวิธีนี้ไม่ได้ ก็เปลี่ยนเป็นวิธีอื่น แค่ไม่หลงลืมเป้าหมายของผมในตอนแรกก็พอ

    ไม่ใช่มีพลังมาก ไม่ใช่เป็นเจ้าแห่งโจรสลัด แต่คือการเอาชีวิตรอดต่างหาก

    วิธีการเปลี่ยนได้ เป้าหมายของเราไม่เคยเปลี่ยน

    เช่น ตอนแรกผมไม่คิดไม่ฝันว่า สมองที่พัฒนาของคนฝึกปราณยุทธนี่ จะเหนือกว่าคนธรรมดาทั่วไปขนาดนี้

    ความแตกต่างภายนอกที่ยกก้อนหินระดับหลายตันหรือทำลายต้นไม้ได้ด้วยการดีดนิ้วแค่นิ้วเดียว

    ผมก้าวหน้าเร็วมากจนปรับตัวแทบไม่ทันกับพลังที่เพิ่มขึ้นในแต่ละขั้น

    แต่อย่างที่บอกข่านแห่งสตาร์เทรค

    ที่เขาน่ากลัวที่สุดไม่ใช่กำลังที่มากกว่ามนุษย์ธรรมดาห้าเท่า การรักษาตัวที่เหนิอกว่ามนุษย์ธรรมดา

    แต่คือสติปัญญาที่เหนือกว่ามนุษย์ธรรมดาประกอบกับความทะเยอทะยานที่เหนือมนุษย์ธรรมดาต่างหาก

    Superior ability breeds superior ambition

    ความสามารถที่เหนือกว่าก่อเกิดความทะเยอทะยานที่เหนือกว่า

    ตอนนี้ผมรู้ตัวแล้วว่าทำไมคนเราถึงอาจจะรักหน้าตามากในสังคมของปราณยุทธนี้

    เพราะชื่อเสียงและความชื่อถือจากสังคม อาจจะเป็นสิ่งเดียวที่ยึดโยงสังคมให้ยังมีสภาพเป็นสังคมอยู่ได้

    แต่ที่คงอยู่ก็เป็นเพียงภาพลวงตา

    อย่างที่ในเอ็กซ์เม็น กล่าวว่า “ประชาธิปไตยจะเกิดขึ้นได้อย่างไรหากคนคนเดียวพังทั้งตึกได้?”

    ที่พวกเขาเย่อหยิ่ง ที่พวกเขาไม่เห็นหัวชาวบ้านธรรมดาที่ฝึกยุทธอยู่ในสายตาและดูถูกคนที่พลังด้อยกว่า เพราพวกเขามีพลังพอที่จะทำเช่นนั้นได้

    ไม่สิ ไม่ใช่”พวกเขา”

    ตอนนี้ผมก็เป็นหนึ่งใน”พวกเขา” กลายเป็น”พวกเรา”คนฝึกยุทธแล้ว

    อะไรที่ผมคิดว่าเป็นไปไม่ได้ก็สามารถเป็นไปได้ด้วยการบ่มเพาะพลังแปละฝึกยุทธนี้

    ในแนวเรื่องย้อนยุค แนวโรมานซ์พีเรียด มองการปรุงยาสำเร็จเป็นเซียนเป็นเรื่องของคนโง่

    แต่พอมาอยู่ในแนวปราณยุทธนั้น การปรุงยาเป็นอาชีพที่ได้รับการนับหน้าถือตาไป

    แต่ก็นั่นล่ะได้รับการนับหน้าถือตามากกว่าคนในชั้นเดียวกันเพราแสดงถึงความสามารถที่สูงกว่าและสติปัญญาเหนือกว่าคนทั่วไป

    แต่นักพรตคิ้วขาวมองว่าความสามารถของผมคงจะพัฒนาไปทางบ่มเพาะพลังก่อนที่จะใส่ใจกับการปรุงยา

    ในเมื่อเราจะมีพลังสูงกว่าคนที่มัวปรุงยา จะมัวใส่ใจว่าคนที่ปรุงยาในขั้นเดียวกันจะเป็นที่นับหน้าถือตากว่าไปทำไม?

    ในเมื่อการต่างกันหนึ่งขั้นใหญ่นั้นราวกับสวรรค์และพิภพ?

    และหนึ่งดาวนั้นแทบจะตัดสินแพ้ชนะกันได้ทันทีหากระดับวิชายุทธต่างกันไม่มาก

    วิทยายุทธที่ตีข้ามระดับดาวได้ถือว่าหายากแล้ว คนที่มีมีเพียงแค่สำนักใหญ่ ตระกูลใหญ่หรือคนที่ค้นพบตำราของยุคก่อนในดันเจี้ยนโบราณ

    ว่าที่โจมตีข้ามขั้นได้นั้นเป็นแค่คำร่ำลือ

    ในโลกที่ข่าวว่ามีสัตว์อสูรระดับก็อดซิลล่าเคลื่อนไหวไปมาจากเมืองนี้ไปเมืองนั้นเป็นแค่ข่าวปรกติไม่ใช่ข่าวลือ

    พอสมองของผมสามารถคำนวณได้เร็วและคล่องแคล่วมากขึ้นกว่าเดิม

    ผมก็เริ่มที่จะมีความทะเยอะทะยานในการทดลองมากกว่าเดิมในสิ่งที่เป็นไปไม่ได้ในโลกเดิม

    คล้ายกับเรื่องเกิดใหม่เป็นตัวประกอบนิยายโอโตเมะจีน ที่คุณอ่าน