Evolution the Big Tree เกิดใหม่ทั้งทีกลายเป็นต้นไม้วิวัฒนาการไปซะแล้ว

เล่มที่ 6 บทที่ 167 กระแสคลื่นพลังวิญญาณ

        “ครืน ครืน...”

        แผ่นดินสั่นสะเทือน ฝุ่นตลบอบอวล

        รถบรรทุกพุ่งออกจากเมืองคันแล้วคันเล่า

        ไม่ได้มีแค่รถบรรทุกเท่านั้นแต่ยังมีรถหุ้มเกราะและกองกำลังทหารอีกนับไม่ถ้วนที่ตามประกบมาด้วย

        นี่เป็นคำสั่งสูงสุดจากสหพันธรัฐนั่นคือ...ต้องสร้างกำแพงสูงล้อมรอบทุกเมืองให้จงได้

        เพราะคำสั่งนี้โรงงานทุกแห่งจึงเริ่มเดินเครื่องผลิตแรงงานจำนวนมหาศาลต่างเร่งทำงานกันหามรุ่งหามค่ำ

        แต่ต้องยอมรับ สหพันธรัฐสมกับที่เป็น‘จ้าวแห่งการก่อสร้าง’ ตัวจริง

        ในด้านงานก่อสร้างแล้ว ไม่มีอะไรจะติได้เลย

        เพียงแค่ไม่ถึงครึ่งค่อนคืนเมืองแต่ละแห่งก็จัดเตรียมกำลังคนเสร็จเรียบร้อย

        หากไม่ใช่เพราะต้องรอกองทัพมาวางกำลังคุ้มกันพวกเขาน่าจะลงมือได้รวดเร็วกว่านี้ด้วยซ้ำ

        ......

        ในขณะที่สหพันธรัฐกำลังเคลื่อนไหว

        ในหุบเขาเป่ยอวี่ คืนนี้ก็ไม่ได้สงบนัก

        “ครืน ครืน...”

        รากไม้ที่ฝังลึกอยู่ใต้ดินจำนวนมากเริ่มเลื้อยขยับราวมังกรดินพัดพาคลื่นดินให้กระเพื่อมไปทุกทิศทาง

        ทว่าในฐานะเจ้าของรากไม้อวี๋จื่ออวี๋กลับหรี่ตาลง

        นั่นเป็นเพราะว่านี่ไม่ใช่สิ่งที่เขาจงใจทำ

        “เกิดอะไรขึ้นกันแน่?” อวี๋จื่ออวี๋พึมพำเบาๆ แล้วเริ่มทำการค้นหาสาเหตุ

         ชั่วครู่จิตสำนึกของเขาดำดิ่งลงสู่จุดลึกที่สุดใต้พื้นดิน

        ลึกมาก

        ลึกจนสุดจะหยั่ง...

        แม้แต่รากไม้ที่แตกแขนงของอวี๋จื่ออวี๋ยังก้าวไปไม่ถึงทว่าอวี๋จื่ออวี๋กลับลืมตาขึ้นมาอย่างช้าๆ

        นี่คือตำแหน่งที่รากแก้วของเขาอยู่

        และมีเพียงรากแก้วที่อาศัยทักษะ‘มังกรพฤกษา’ มุดทะลวงลงไปใต้ดินอย่างต่อเนื่องราวกับจะแทงให้ทะลุพื้นโลกเท่านั้นที่สามารถมาถึงจุดนี้ได้

        อาจจะเป็นสามพันเมตร

        ห้าหมื่นเมตร

        หรือลึกทะลวงไปถึงหมื่นเมตรจนแทบจะสัมผัสชั้นเนื้อโลกอวี๋จื่ออวี๋ไม่อาจระบุได้แน่ชัด

        ในเมื่อไม่มีสิ่งอ้างอิงที่ชัดเจนเขาก็ยากที่จะตัดสินใจว่ารากแก้วของเขาที่เปรียบดั่งมังกรพฤกษาตนนี้หยั่งลึกลงไปใต้ดินถึงระดับไหนกันแน่

        ทว่ามีอย่างหนึ่งที่แน่นอนคือที่นี่ลึกมากจริงๆ

        แม้แต่ในตอนนี้เมื่อจิตสำนึกของอวี๋จื่ออวี๋สัมผัสถึงจุดนี้ เขาก็ยังรู้สึกได้ถึงความกดดัน

        แข็ง

        แข็งมาก

        ความแข็งของหินรอบๆนี้เรียกได้ว่าพื้นดินด้านบนเทียบไม่ติดเลย

        หากอวี๋จื่ออวี๋เดาไม่ผิดนี่น่าจะเป็นหินเพริโดไทต์ที่มีความแข็งแกร่งสูงมากและจัดว่าเป็นตัวแทนของหินที่แข็งที่สุดชนิดหนึ่ง

        แต่ต่อให้หินจะแข็งขนาดไหน

        เมื่ออยู่ต่อหน้ารากแก้วของเขาในตอนนี้มันก็เปราะบางอย่างไม่ต้องสงสัย อย่างน้อยก็ตอนที่อวี๋จื่ออวี๋ใช้พลังวิญญาณละนะ

        เขาบิดรากหลักเล็กน้อยพร้อมกับโคจรพลังวิญญาณในร่างออกมา...

        “แกร่บ แกร่บ...”

        ท่ามกลางเสียงแตกกระจายความรู้สึกแข็งเกร็งก่อนหน้านี้หายวับไปทันที

        “ค่อยยังชั่วหน่อย”

        พูดพลางจิตสำนึกของอวี๋จื่ออวี๋แผ่ขยายออกไปรอบด้าน และเริ่มค้นหาทีละจุด

        เขาสามารถรับรู้ได้ว่าที่รากไม้แขนงอื่นๆของเขาแผ่ขยายออกไปทุกทิศทางนั้น เป็นผลมาจากอิทธิพลของรากแก้ว

        ราวกับว่ารากแก้วมีพลังงานล้นจนรับไม่ไหวจึงต้องส่งต่อพลังงานไปยังรากแขนงอื่นๆ แทน

        ทว่าในตอนนั้นเองราวกับสังเกตเห็นอะไรบางอย่าง รูม่านตาของอวี๋จื่ออวี๋หดวูบลงทันที

        เมื่อมองตามสายตาของเขาไปในจุดลึกใต้ดินที่มืดมิดจนมองไม่เห็นแม้แต่ปลายนิ้วกลับปรากฏรัศมีแสงห้าสีที่เบาบางมาก

        และแสงพวกนี้กำลังลอยขึ้นมาจากจุดที่ลึกยิ่งกว่าทีละนิดราวกับกระแสน้ำวน

        “คงไม่ใช่หรอกนะ?”

        อวี๋จื่ออวี๋ถึงกับเบิกตากว้างอย่างลืมตัว

        พลังวิญญาณ

        แถมยังเป็นพลังวิญญาณมหาศาลที่เกือบจะกลายเป็นของเหลวอยู่แล้ว

        เขาสามารถมองเห็นได้ด้วยตาเปล่าว่าดินที่มันซึมซับเข้าไปนั้นแข็งตัวขึ้นหินที่มันกัดกร่อนก็เริ่มมีประกายโลหะแวววาว

        และพลังวิญญาณที่เข้มข้นแบบนี้นี่เองที่รากแก้วของอวี๋จื่ออวี๋ดูดซับเข้าไปอย่างต่อเนื่อง

        และตอนนี้เองที่อวี๋จื่ออวี๋สังเกตเห็นว่าที่ปลายรากแก้วกำลังดูดซับและพ่นรัศมีแสงห้าสีพวกนี้ออกมาอย่างละโมบ

        ทว่ารัศมีแสงห้าสีนี้มันช่างยิ่งใหญ่ไพศาลนัก

        เมื่ออวี๋จื่ออวี๋ขยายประสาทสัมผัสออกไปเขาก็พบว่าใต้พื้นดินที่ลึกหลายพันหรืออาจจะหลายหมื่นเมตรกำลังมีรัศมีแสงห้าสีแบบนี้พุ่งขึ้นมา

        ทีละนิด...

        ทีละนิด...

        ความเร็วของมันไม่เร็วนักแต่คาดการณ์ว่าในอีกสามหรือสี่สัปดาห์ข้างหน้า พวกมันจะพุ่งขึ้นมาถึงชั้นผิวโลกได้

        และเมื่อถึงเวลานั้นมันจะหมายความว่าอย่างไร?

        “จะเป็นการวิวัฒนาการรอบใหม่หรือว่าจะเป็นจุดเริ่มต้นของยุคที่บ้าคลั่งกันแน่...”

        อวี๋จื่ออวี๋พึมพำแต่กลับไม่มีความกังวลแม้แต่น้อย บนใบหน้าฉายแววแห่งความกระหาย

        เขารู้ดีว่าโอกาสที่แท้จริงมาถึงแล้ว

        หรือจะพูดว่าโอกาสที่เขาจะก้าวขึ้นสู่จุดสูงสุดมาถึงแล้ว

        การได้สัมผัสกับพลังวิญญาณมหาศาลนี้ก่อนสัตว์ป่าตัวอื่นๆบนแผ่นดิน

        นั่นหมายความว่าเขาจะวิวัฒนาการไปก่อนหน้าสัตว์ทุกตัวในโลกนี้

        ทางทะเลน่ะเขาไม่รู้

        แต่ตำแหน่งเจ้าแห่งแผ่นดินนี้เขาขอจองไว้เลย

        “ทว่าก่อนจะเริ่มดูดซับต้องแจ้งพวกชิงเอ๋อร์ก่อน”

        จิตสำนึกหมุนวูบอวี๋จื่ออวี๋ส่งกระแสจิตไปยังที่พักของชิงเอ๋อร์ทันที

        .......

        “นายท่าน เรื่องจริงเหรอคะ?”

        เมื่อได้ฟังเรื่องที่อวี๋จื่ออวี๋เล่าชิงเอ๋อร์เอามือปิดปากพลางไม่อยากเชื่อสายตา

        “ใช่แล้ว ไม่มีผิดเพี้ยนแน่นอนวิวัฒนาการรอบใหม่มาถึงแล้ว และครั้งนี้ข้าจะเป็นคนคว้ามันไว้”

        อวี๋จื่ออวี๋บอกเล่าให้ฟังเขาไม่ปกปิดความดีใจทางสีหน้าเลยสักนิด

        สำหรับชิงเอ๋อร์ เขาไม่จำเป็นต้องมีความลับ

        ส่วนคนอื่นน่ะ ขอโทษนะยังไม่มีใครมีคุณสมบัติพอจะมารับรู้โอกาสระดับนี้เลย

        “นี่คงจะเป็น ‘กระแสคลื่นพลังวิญญาณ’ที่อาจารย์ของฉันเคยพูดถึงค่ะ”

        เหมือนจะเริ่มยอมรับความเป็นจริงได้ชิงเอ๋อร์ถอนหายใจยาวพลางเอ่ยคำศัพท์ที่อวี๋จื่ออวี๋ไม่เคยได้ยินมาก่อนออกมา

        “กระแสคลื่นพลังวิญญาณ?”

        ด้วยความสงสัยอวี๋จื่ออวี๋จึงถามขึ้นอย่างงุนงง

        “กระแสคลื่นพลังวิญญาณเป็นเพียงข้อสันนิษฐานของอาจารย์คนหนึ่งเกี่ยวกับพลังวิญญาณค่ะท่านบอกว่าเมื่อนานมาแล้วเคยมีพลังวิญญาณอยู่จริงเพียงแต่พลังวิญญาณมันเปรียบเสมือนกระแสน้ำที่มีช่วงที่พัดขึ้นและพัดลง”

        “หากกระแสพลังวิญญาณพัดลงวิวัฒนาการของสรรพสิ่งจะหยุดชะงัก และจะกลายเป็นสิ่งมีชีวิตธรรมดาไปตลอดกาลและเพราะพลังวิญญาณหายไป เหล่าผู้มีพลังเหนือธรรมชาติจะทนรับไม่ไหวและค่อยๆตายจากไป จนกลายเป็นยุคสิ้นสลายของพลังปาฏิหาริย์อย่างแท้จริงนี่คือสาเหตุว่าทำไมโลกเราถึงมีตำนานเกี่ยวกับเซียนแต่กลับไม่เคยเห็นเซียนตัวจริงเลยสักคน”

        “ทว่าตอนนี้พวกเรากำลังอยู่ในช่วงที่กระแสพลังวิญญาณกำลังพัดขึ้นครั้งใหญ่เมื่อเกิดพายุหนุนสูงขึ้นระลอกแล้วระลอกเล่า...นับจากนี้ไปเรื่องปาฏิหาริย์จะปรากฏให้คนทั่วไปได้เห็นค่ะ...”

        ......

        เมื่อฟังคำอธิบายของชิงเอ๋อร์ประกอบกับที่เห็นว่าพลังวิญญาณห้าสีกำลังพัดขึ้นมาดั่งคลื่นยักษ์อวี๋จื่ออวี๋ก็อดที่จะนับถือยอดฝีมือบางคนในหมู่มนุษย์ไม่ได้

        ข้อสันนิษฐานนี้เมื่อรวมเข้ากับสิ่งที่เห็นตรงหน้ามันมีความเป็นไปได้สูงมากจริงๆ

        หากเป็นเช่นนั้นยุคนี้ก็คงจะเป็นยุคที่ยิ่งใหญ่ที่สุด

        และเขาอวี๋จื่ออวี๋ก็มาได้ถูกจังหวะเหมาะพอดี

        “ฮ่าฮ่าฮ่า...”

        อวี๋จื่ออวี๋ตื่นเต้นยินดีปิดไม่มิดหัวเราะลั่นออกมา

        จากนั้น เขามองไปทางชิงเอ๋อร์พลางสั่งการว่า

        “ชิงเอ๋อร์อีกไม่นานข้าจะจมจิตสำนึกดำดิ่งลงไปใต้ดินเพื่อดูดซับพลังวิญญาณมหาศาลพวกนี้”

        “ส่วนเจ้า จงจัดแจงเหล่าคนสนิทของข้า เช่นมดทองคำ ชิงกัง และสัตว์ป่าตัวอื่นๆ ให้พยายามมุดลงไปใต้ดินตามความเหมาะสมการได้สัมผัสพลังวิญญาณก่อนผู้อื่นสักวันก็นับว่าเป็นวาสนาใหญ่แล้วแน่นอนว่าหากทนไม่ไหวก็ให้รีบถอยออกมาทันที หากแหล่งรวมพลังวิญญาณระเบิดขึ้นมา ต่อให้เป็นเทพเซียนก็ช่วยไม่ได้”

        พูดมาถึงตรงนี้อวี๋จื่ออวี๋มองชิงเอ๋อร์อย่างลึกซึ้งพลางเอ่ยตรงๆ ว่า

        “ช่วงนี้เจ้าก็อย่าเพิ่งไปโลกมนุษย์เลยอาศัยร่างวิญญาณของเจ้า เจ้าสามารถติดตามข้าลงไปใต้ดินได้ง่ายๆ ...”

        “รับทราบค่ะนายท่าน”

        ชิงเอ๋อร์ยกยิ้มมุมปากรับคำ

        โอกาสแบบนี้ทั้งชีวิตคงมีแค่ครั้งเดียว

        เพราะพอพลังวิญญาณคลั่งพุ่งขึ้นมาถึงชั้นผิวโลกไม่รู้ว่ามันจะเบาบางไปตั้งเท่าไหร่

        การจะได้สัมผัสพลังเข้มข้นจนเปลี่ยนหินให้เป็นโลหะเปลี่ยนแผ่นดินให้เหนือสามัญแบบนี้ มันคือโอกาสในรอบพันปีจริงๆ

        หากชิงเอ๋อร์เดาไม่ผิดเมื่อพลังวิญญาณพุ่งขึ้นมาเต็มที่ดาวเคราะห์ดวงนี้ก็จะกลายเป็นโลกแห่งการบำเพ็ญเพียรไปในที่สุดสินะ!

         

คล้ายกับเรื่องEvolution the Big Tree เกิดใหม่ทั้งทีกลายเป็นต้นไม้วิวัฒนาการไปซะแล้ว ที่คุณอ่าน