ตอนที่ 12 ของต่างหน้าที่มารดาทิ้งไว้ให้ (1)
รถม้าคันงามหลังใหญ่จอดอยู่ข้างถนน เยี่ยนไหฺวจิงในชุดเสื้อคลุมสีขาวบางลงจากรถม้านานแล้ว ภายใต้การคุ้มกันขององครักษ์เขาดูราวกับเทพเซียนที่ถูกขับไล่ให้ลงมาจุติยังโลกมนุษย์ แม้จะอยู่ห่างไกลก็รู้สึกถึงกลิ่นอายไม่ธรรมดาบนตัวเขา
เว่ยเย่ว์อู่รู้สึกได้ว่าเยี่ยนไหฺวจิงเหลือบมองนาง ฝีเท้าค่อยๆ ช้าอย่างช่วยไม่ได้ เมื่อเห็นเขาหันกลับแล้วเดินไปทางศาลาด้านข้าง เว่ยเย่ว์อู่จึงก้าวตามไป
เยี่ยนไหฺวจิงหยุดฝีเท้าในศาลา แล้วหันกลับมามองเว่ยเย่ว์อู่ที่เดินมาอย่างช้าๆ ด้วยรอยยิ้มอันอ่อนโยนสง่างามและดวงตาคู่หนึ่งที่ลึกล้ำไร้ก้นบึ้ง พานให้ผู้คนจดจ่อกับความอ่อนโยนและเสน่หานั้น สตรีนางใดอยู่ในสถานการณ์เช่นนี้ย่อมต้องแอบยินดีระคนเขินอายเป็แน่
กระทั่งเว่ยเย่ว์อู่ที่กำลังตื่นเต้นกังวลใจยังอดทอดถอนใจไม่ได้ ซื่อจื่อแห่งเยี่ยนกั๋วกงผู้นี้สมกับที่ได้รับการยกย่องเป็คุณชายอันดับหนึ่งในใต้หล้าจริงๆ
นางมองเขา เขาก็มองนาง!
เมื่อปราศจากแป้งหนาเตอะ ผมที่ปรกหน้าผากก็ถูกเกล้าสูงขึ้นเผยให้เห็นคิ้วเรียวงาม ดวงตาเป็ประกายสดใส แม้จะยังมีความเป็เด็ก แต่ผู้ใดล้วนมองออกว่าคิ้วงามดั่งภาพวาดของสตรีนางนี้งามจนล่มเมืองได้
แผลเล็กๆ ที่หน้าผากตอนนี้เหลือเพียงรอยแผลเป็จางๆ ยาที่หมอจัดให้นางเป็ของดีมาก ใช้เวลาไม่นานก็มองไม่เห็นแผลเป็แล้ว
สายลมพัดปลิวชายชุดของหญิงสาวพลิ้วสะบัดเบาๆ ร่างอรชรในชุดกระโปรงสีขาวปักลายดอกไม้เล็กดุจดั่งภาพวาดทิวทัศน์ที่แต่งแต้มด้วยน้ำหมึก ภายในภาพประกอบด้วยถนนที่อยู่เื้ั รถม้าคันงามหลังใหญ่ที่จอดอยู่ตรงนั้น ล้วนกลายเป็ภาพฉากที่ขับส่งความงามสง่านั้นออกมา
“คุณหนูหกเว่ย มีสิ่งใดจะร้องขอหรือ” เยี่ยนไหฺวจิงถอนสายตากลับนิ่งๆ น้ำเสียงใสกระจ่างเต็มได้ความเยือกเย็น
ทว่าคำพูดนี้ไม่ได้มีความสุภาพแม้แต่น้อย
เขายืนอยู่ในตำแหน่งสูงกว่า ก้มหัวลงเล็กน้อย มองลงมายังเว่ยเย่ว์อู่ที่เพิ่งเดินถึงขั้นบันไดของศาลา ดุจาาผู้ดูิ่สิ่งมีชีวิตทั้งปวง ดูเหมือนจะอบอุ่น ทว่าจริงๆ แล้วสูงส่งและไม่แยแสสิ่งใด
“เยี่ยนซื่อจื่อดูชัดๆ แล้วยังไม่รู้หรือเพคะ” เว่ยเย่ว์อู่หยุดฝีเท้า บนใบหน้าไร้ซึ่งความเอียงอายเฉกเช่นสตรี เงยหน้าขึ้นมองตรงๆ อย่างไม่หลบเลี่ยง ครั้นสบเข้ากับดวงตาที่ดูคล้ายอ่อนโยนลึกซึ้งคู่นั้นกลับแฝงไปด้วยความระแวดระวังซ่อนเร้นรางๆ หากไม่ใช่เพราะนางถูกบีบบังคับให้ทำเช่นนี้ คงไม่กล้าเข้าไปยุ่งเกี่ยวกับบุรุษเช่นนี้แน่!
“คุณหนูหกเว่ยไม่รู้สึกว่ามันน่าเสียดายหรือ” เยี่ยนไหฺวจิงคล้ายกำลังถอนหายใจด้วยความเสียดายแทนเว่ยเย่ว์อู่ กล่าวด้วยรอยยิ้มแฝงนัย
“หากไม่ใช้ตอนนี้ เกรงว่าวันหน้าอาจไม่มีโอกาสได้ใช้แล้ว” รอยยิ้มของเว่ยเย่ว์อู่เบ่งบานราวกับดอกไม้ ทว่าเต็มไปด้วยความเย็นะเื
ตราประทับส่วนตัวชิ้นนั้นเ้าของเดิมก็คือฮูหยินเยี่ยนกั๋วกงมารดาของเยี่ยนไหฺวจิง ต่อมาตกอยู่ในมือของมารดาเว่ยเย่ว์อู่ นางเองก็ไม่รู้แน่ชัดว่าเกิดอะไรขึ้น แต่หลังจากเว่ยเย่ว์อู่โตขึ้นสักหน่อย ท่านยายก็หยิบตราประทับส่วนตัวนี้ออกมาวางลงบนมือนาง แล้วบอกนางว่านี่คือเงื่อนไขที่ฮูหยินเยี่ยนกั๋วกงยินยอมให้มารดาของเว่ยเย่ว์อู่
หากตกอยู่ในอันตรายให้ใช้สิ่งนี้ขอความช่วยเหลือจากฮูหยินเยี่ยนกั๋วกงรวมถึงเมืองเยี่ยนได้
และตอนนี้เว่ยเย่ว์อู่ก็นำมาใช้เป็เงื่อนไขแลกเปลี่ยนให้เยี่ยนไหฺวจิงลงมือสักครั้ง
หากพวกโม่หฺวาถิงคิดจะกดเื่ทั้งหมดเอาไว้ไม่ให้ใครรู้ วิธีที่ดีที่สุดก็คือการฉวยโอกาสตอนที่เยี่ยนไหฺวจิงและนางแยกจากกันที่หน้าประตูเมือง...
“เ้าช่างชาญฉลาดนัก” มุมปากของเยี่ยนไหฺวจิงโค้งขึ้นเล็กน้อย ปรากฏรอยยิ้มบางๆ
“ต่อหน้าเยี่ยนซื่อจื่อผู้มีชื่อเสียงในใต้หล้า เย่ว์อู่ไม่กล้ารับคำว่าฉลาดเพคะ” เว่ยเย่ว์อู่กล่าวด้วยรอยยิ้มเป็ธรรมชาติ นี่ไม่ใช่ครั้งแรกที่นางได้ยินเยี่ยนไหฺวจิงพูดเช่นนี้
นี่ไม่ใช่แค่คำชมเชย แต่ยังแสดงถึงคุณค่าของตัวนางที่ได้รับการยอมรับจากซื่อจื่อแห่งเยี่ยนกั๋วกงที่อยู่ตรงหน้านี้ด้วย!
ในใจของคนอย่างเยี่ยนไหฺวจิง การยอมรับและเห็นคุณค่านับเป็ตัวแทนของโอกาส...