หลี่เป่าน้องสาวคนเล็ก

    บทที่ 55 สืบข่าว

    หลี่เป่า น้องสาวคนเล็ก


    บทที่ 55 สืบข่าว




    หลังได้ยินเรื่องแปลกๆ อย่างการแบ่งจ่ายเงินเดือนขุนนางท้องถิ่นแล้ว ทั้งสี่คนยังได้ยินเรื่องแปลกๆ อีกเรื่องหนึ่ง


    "ไปเร็วพวกเราเดี๋ยวเงินหมดก่อน"


    เงินหมด? นี่คือเรื่องแปลกอีกเรื่องหนึ่งหลังจากทั้งสี่คนอยู่ที่เมืองเฉิงตูมาเป็นวันที่สอง


    "ท่านป้า พวกท่านกำลังรีบไปไหนหรือเจ้าคะ"


    เป่าเปาอดไม่ได้ที่จะเอ่ยถามอย่างสงสัย ไม่เพียงแต่หญิงวัยกลางคนผู้นี้ที่กำลังรีบร้อนเดินไปทางตลาดกลางเมือง ชาวเมืองอีกหลายสิบคนเองก็เช่นกัน


    "ไปเอาเงินน่ะสิ ข้าไม่มีเวลามาคุยกับเจ้า ถอยไปถอยไป"


    กล่าวจบหญิงวัยกลางคนก็รีบเร่งออกไปทันที ทำให้ทั้งสี่ที่ไม่เข้าใจคำตอบ ต้องเร่งฝีเท้าตามกลุ่มคนเหล่านั้นไป 


    เมื่อมายังจุดหมายก็พบกับชาวบ้านหลายร้อยคนที่กำลังยืนมุงกันไม่เป็นระเบียบ ทำให้พวกเขาไม่สามารถมองเห็นเหตุการณ์ด้านหน้าได้ชัด ดังนั้นเฟยหลง จิ้นอันและเป่าเปา ตัดสินใจกระโดดขึ้นไปมองเหตุการณ์จากบนหลังคา  และให้จางเหว่ยอดีตเจ้าเมืองทังโจวผู้ไม่มีกำลังภายในหาข่าวอยู่ด้านล่าง


    เมื่อทั้งสามขึ้นมาบนหลังคาก็เห็นทหารสองนายกำลังตั้งโต๊ะอยู่โดยมีชาวบ้านนั่งอยู่ฝั่งตรงข้าม คอยบอกชื่อสกุลที่อยู่ให้อีกฝ่ายจด ก่อนจะให้ประทับลายนิ้วมือลงในกระดาษ จากนั้นทหารอีกคนหนึ่งก็ยื่นเงินให้ชาวบ้านผู้นั้น


    ทหารทั้งสองทำแบบเดิมซ้ำๆ กับชาวบ้านคนอื่น ทำให้ทั้งสามที่มองดูอยู่ด้านบนล้วนมีสีหน้าขมวดมุ่นไม่ต่างกัน เป่าเปากระโดดลงจากด้านบนเดินไปเลียบเคียงถามบุรุษที่เพิ่งได้รับเงินคนล่าสุด


    "พี่ชายๆ ที่นี่เขาทำอะไรกันหรือเจ้าคะ"


    "นี่พวกมาจากต่างเมืองสินะถึงไม่รู้ว่าที่นี่มีใต้เท้าเฉินผู้ชาญฉลาด ช่วยหาวิธีแก้ปัญหาภาษีที่สูงขึ้นให้พวกเราน่ะสิ"


    "ใต้เท้าแจกเงินให้พวกท่านหรือเจ้าคะ"


    "ไม่แจกก็เหมือนแจกนั่นแหละ ใต้เท้าเฉินใจเป็นคนดีมากๆ เขาให้พวกเรากู้ยืมเงินไปลงทุนก่อนค่อยผ่อนจ่ายทีหลังน่ะสิ "


    "แล้วไม่มีดอกเบี้ยหรือเจ้าคะ"


    "กู้เงินที่ไหนไม่มีดอกเบี้ยกันบ้าง"


    "หากมีดอกเบี้ยแล้วมันต่างจากกู้ที่อื่นอย่างไรหรือเจ้าคะ เหตุใดผู้คนถึงรุ่มต่อแถวกันแน่นขนาดนี้"


    "ฮ่าๆๆ เจ้าไม่รู้อะไร กู้กับใต้เท้าเฉิน หากสามารถนำเงินมาคืนได้ภายในหนึ่งเดือนก็จะไม่มีดอกเบี้ยน่ะสิ คนอื่นๆ ถึงอยากจะกู้กัน เอาเงินมาสำรองเอาไว้เผื่อมีความจำเป็นฉุกเฉิน หากไม่มีก็นำเงินไปคืน มีแต่ได้กับได้ทั้งนั้น"


    อย่างนี้นี่เอง เป่าเปาพอจะเข้าใจวิธีการของใต้เท้าเฉินคนนั้นแล้ว ช่างเป็นบุคคลที่ฉลาดแยบยลจริงๆ หากขุนนางผู้นี้เดินทางสายการค้าไม่มายุ่งเกี่ยวกับการเมือง เขาน่าจะเป็นคหบดีที่ประสบความสำเร็จมากๆ ผู้หนึ่งเลยก็เป็นได้


    การที่เขาเลือกเดินสายการเมืองก็ไม่ถือว่าผิด บางทีการได้คนเช่นนี้มาช่วยบริหารเศรษฐกิจอาจจะดีต่อชาวเมือง แต่ต้องดูที่เจตนาของเขาอีกครั้ง


    เป่าเปากลับไปสมทบกับเพื่อนร่วมทางทั้งสามคน ซึ่งทั้งสามคนก็ได้เหตุผลการกู้เงินไม่ต่างจากที่เป่าเปารับรู้มา ทำให้นางรู้สึกว่าการกระทำของทางการครั้งนี้ดูเหมือนจะส่งผลเสียมากกว่าผลดี


    "พี่จิ้นเจ้าคะ ใครเป็นคนเขียนฎีกาถวายฮ่องเต้หรือเจ้าคะ"


    "เจ้าเมืองเฉิงตู"


    "หืม??"


    คนร้องเรียนคือคนที่มีอำนาจสูงสุดในเมืองเนี่ยนะ ดูเหมือนเมืองนี้จะน่าสนใจไม่น้อยเลยทีเดียว จริงๆ เป้าหมายของเป่าเปา กับผู้ช่วยทั้งสองของพี่ชายคือการตรวจสอบเรื่องการก่อสร้างเขื่อนและกำแพงเมือง แต่กลับเจอเข้ากับเรื่องประหลาดในเมือง ทำให้พวกเขาตัดสินใจสืบเรื่องทั้งสองไปพร้อมๆ กัน เพราะเป้าหมายที่ต้องการตรวจสอบคือใต้เท้าเฉินเช่นเดียวกัน


    คนทั้งสี่จึงตัดสินใจแบ่งกันออกเป็นสองกลุ่ม คือเฟยหลงกับจางเหว่ยผู้ช่วยหลี่ต้า ไปตรวจสอบการสร้างเขื่อนและกำแพงเมือง ส่วนจิ้นอันกับเป่าเปาตรวจสอบเรื่องของใต้เท้าเฉิน


    จิ้นอันที่เห็นการแบ่งกลุ่มเช่นนี้ก็ยิ้มจนแก้มปริก่อนจะเอ่ยขึ้นว่า


    "ข้าเหมาะจะอยู่กับเป่าเปาที่สุดแล้ว ฮ่าๆ"


    คนอื่นที่ได้ยินคำพูดนี้ต่างก็ไม่ได้สนใจจิ้นอัน หันไปทำภารกิจของตัวเองต่อไป เหตุผลที่แบ่งกลุ่มเช่นนี้ เพราะภารกิจหลักของผู้ช่วยหลี่ต้าคือมาตรวจสอบการสร้างเขื่อนและกำแพงเมือง ดังนั้นพวกเขาสองคนจึงสมควรไปตรวจสอบสิ่งที่ได้รับมอบหมาย ในขณะที่อีกภารกิจเป็นของจิ้นอัน ดังนั้นอีกกลุ่มจึงเป็นของจิ้นอันและเป่าเปาไปโดยปริยาย


    กลุ่มของเป่าเปาเริ่มจากการสืบเสาะเรื่องทั่วไปของใต้เท้าเฉินจากชาวบ้าน เรื่องซุบซิบนินทาคือเรื่องที่คนชอบมากที่สุด ดังนั้นไม่ว่าเรื่องเล็กเรื่องน้อยแค่ไหน ทั้งสองก็สามารถหาข้อมูลมาได้ทั้งหมด


    ใต้เท้าเฉินเป็นขุนนางท่องถิ่นที่ดูแลด้านการก่อสร้าง แต่เร็วๆ นี้เขามีข้อเสนอเรื่องการแบ่งจ่ายเงินเดือนขุนนาง ทำให้ขุนนางท้องถิ่นส่วนใหญ่ที่เห็นด้วยช่วยกันผลักดันใต้เท้าเฉินให้เป็นผู้ดูแลคลังของเมือง


    เจ้าเมืองเฉิงตูรู้สึกไม่เห็นด้วยตั้งแต่เรื่องการจ่ายเงินขุนนางท้องถิ่นสองรอบต่อเดือน จึงไม่สนับสนุนให้ใต้เท้าเฉินดูแลควบงานคลัง แม้เขาจะเป็นเจ้าเมือง แต่ฝั่งขุนนางท้องถิ่นในเมืองมีคนมากกว่า ทำอย่างไรเขาก็ไม่สามารถชนะคนกลุ่มนั้นได้ จึงทำได้แค่ปล่อยให้มีการจ่ายเงินเดือนสองรอบต่อเดือน และให้ใต้เท้าเฉินดูแลงานคลังที่ปกติจะต้องเป็นเขาเองที่ดูแล


    ก่อนหน้านี้เจ้าเมืองเฉิงตูก็พยายามศึกษาวิธีแลกเปลี่ยนเงินของเมืองทังโจว แต่ยังไม่สามารถหาคหบดีที่น่าเชื่อถือและมีเงินมากพอได้ ทำให้ใต้เท้าเฉินได้โอกาสทำผลงานตัดหน้า เขาจึงถูกทั้งขุนนางท้องถิ่นและชาวบ้านกดดัน


    เวลาผ่านไปไม่นาน ใต้เท้าเฉินได้เสนอแผนการให้ชาวบ้านกู้เงินโดยตนจะยอมเป็นผู้เสียสละใช้เงินส่วนตัวมาปล่อยกู้ และไม่คิดดอกเบี้ยเป็นเวลาหนึ่งเดือนเต็ม หลังจากหนึ่งเดือนจะคิดดอกเบี้ยในระดับทั่วไป ทำให้เขาได้รับคำชื่นชมจากชาวบ้านจนเจ้าเมืองเฉิงตูรู้สึกกังวลใจ


    หลังจากฝากทั้งสองได้ข้อมูลเกี่ยวกับใต้เท้าเฉินมาแล้ว ก็รู้สึกแปลกใจเล็กน้อย ใต้เท้าเฉินผู้นี้มีพื้นเพมาจากการเป็นชาวบ้านที่ทำไร่ทำสวนทั่วไป ไม่ได้เป็นคหบดีหรือมีบรรพบุรุษเป็นขุนนางมาก่อน


    เมื่อหลายปีก่อนจู่ๆ เขาก็สามารถสอบขุนนางท้องถิ่นได้ และได้ถูกจัดให้ดูแลเกี่ยวกับการก่อสร้างในเมือง หลังจากนั้นไม่นานยังได้ดูแลส่วนที่สำคัญอย่างคลังของเมืองอีก ดูอย่างไรก็รู้สึกแปลกๆ อยู่ดี


    "เป่าเปา เจ้าว่าใต้เท้าเฉินผู้นี้มีอะไรแปลกๆ หรือไม่"


    "แปลกสิ แปลกมากด้วย ใช้เวลาไม่กี่ปี สร้างตระกูลจนกลายเป็นตระกูลคหบดีอันดับหนึ่งของเมืองได้อย่างไรกัน?"


    "นั่นสิ หากบอกว่าเขาเป็นคนมีความสามารถด้านการค้า เหตุใดถึงเพิ่งมาเก่งเอาตอนที่เป็นขุนนาง"


    ทั้งสองค่อนข้างปักใจเชื่อว่าความมั่งคั่งที่ตระกูลเฉินมีอยู่ในตอนนี้ย่อมไม่ได้มาจากงานสุจริตแน่ๆ ดังนั้นสิ่งที่ทั้งสองต้องตามหาคือพยานและหลักฐานที่จะมายืนยันความคิดของพวกเขา


    เวลาล่วงเลยไปถึงยามโหย่ว ทั้งสองกลุ่มกลับไปที่โรงเตี๊ยมเพื่อแลกเปลี่ยนข้อมูลกัน แม้จะมีแต่เรื่องน่าสงสัย แต่ไม่มีจุดไหนที่สามารถชี้ได้เลยว่าใต้เท้าเฉินทุจริต ไม่ว่าจากการสอบถามเหล่าผู้รับเหมา พ่อค้าวัสดุอุปกรณ์ล้วนได้รับเงินเต็มเม็ดเต็มหน่วย 


    ขณะที่พวกเขากำลังหารืออยู่นั้น เสียงความวุ่นวายที่นอกโรงเตี๊ยมก็ดังขึ้น


    "ข้าบอกแล้วไงว่าข้าไม่มีเงิน!!"


    "เฮ้ลุง หากไม่มีเงินแล้วมานั่งรถม้าข้าทำไม จ่ายค่ารถมาเสียดีๆ"


    "ก็บอกว่ารอข้าเจอหลานชายก่อนแล้วข้าจะจ่ายทันที นั่นไงๆ จิ้นอันหลานปู่ รีบมาจ่ายเงินให้ปู่เจ้าเร็วเข้า"


    "พ่อหนุ่มเจ้ารู้จักชายชราผู้นั้นด้วยหรือ"


    "เอ่อ ..."


    "หลานชายข้าไม่รู้จักชายสติไม่ดีผู้นั้นหรอก หลานรัก เราไปหาร้านอื่นกันเถอะ แถบนี้บรรยากาศไม่ค่อยจะดี"


    ฮูหยินผู้เฒ่าจิ้นที่โผล่ออกมาจากไหนไม่อาจทราบได้เอ่ยขึ้น นางพาหลานชายและคนทั้งกลุ่มเดินหนีออกไปทิ้งให้จิ้นฝูตกตะลึงพูดอะไรไม่ออก


    "..."


    สุดท้ายจิ้นฝูผู้เป็นปู่ก็ถูกถอดเสื้อผ้าไปขายเพื่อชดใช้ค่ารถม้า หลังจากนั้นเขาก็ได้แต่ไปเคาะประตูห้องภรรยาเพื่อขอขมาที่หนีออกมาหาหลานชายที่นี่


    ข้าจะไม่ทำอีกแล้วววว~


    และแล้วชาวเมืองเฉิงตูก็รู้จักจิ้นฝูผู้นี้ในฐานะตาเฒ่าฟั่นเฟือนนี่เอง