เจ้าทึ่มจู้ระเบิดพลังเต็มที่หวังเหมิ่งไม่อาจสลัดหลุดได้ในทันที
ทำได้เพียงเบิกตากว้างมองดูเสาดินที่เวินโหรวเรียกออกมาพุ่งเข้าม้วนร่างของเขาเอาไว้
“ตูม!”
เสาดินพุ่งทะยานขึ้นสูงส่งร่างของทั้งสองขึ้นไปกลางอากาศราวกับมังกรดินกลืนกินเหยื่อ ก่อนจะฟาดพวกเขากลับลงมากระแทกพื้นอย่างรุนแรง
สิ้นเสียงสนั่นหวั่นไหวร่างของเจ้าทึ่มจู้และหวังเหมิ่งก็หายไปจากตรงนั้นทุกอย่างกลับมาเงียบสงบเหมือนไม่มีอะไรเกิดขึ้น
เมื่อเห็นความเปลี่ยนแปลงนี้ไป๋ฉางเซิงก็ลอบผ่อนคลายในใจ
ก่อนหน้านี้ยังกังวลว่าเจ้าทึ่มจู้กับเวินโหรวจะเอาชนะหวังเหมิ่งไม่ได้แต่ตอนนี้ดูเหมือนว่าคณบดีแห่งมหาวิทยาลัยสายต่อสู้นครปีศาจก็คงจะเก่งแค่นี้เองสินะ
แต่ความคิดของไป๋ฉางเซิงเพิ่งจะโผล่มาเขาก็รู้สึกได้ว่าพื้นดินสั่นขึ้นมาวูบหนึ่ง
เขานึกว่าตัวเองรู้สึกไปเองจนชะงักไปครู่หนึ่งแต่ไม่กี่อึดใจต่อมา การสั่นสะเทือนนั้นก็ส่งผ่านมาอีกครั้งและครั้งนี้มันรุนแรงกว่าเดิมจนไป๋ฉางเซิงรับรู้ได้อย่างชัดเจน
แผ่นดินไหวเหรอ?ไม่ใช่อย่างแน่นอน
ถ้าเป็นแผ่นดินไหวทำไมถึงมีแค่พื้นดินใต้เท้าของพวกเขาที่สั่น?
ดังนั้นจึงมีความเป็นไปได้แค่อย่างเดียว...
การต่อสู้ของโหวแห่งยุทธ์สองท่านถึงกับทำให้แผ่นดินสั่นสะเทือนได้เชียวหรือ? พลังกายจะมหาศาลขนาดไหนกัน!
ไม่สิพวกเขาอยู่ใต้ดินไม่ใช่เหรอ แล้วจะไปเอาแรงมาจากไหนได้?
คำถามมากมายแล่นผ่านหัวไป๋ฉางเซิงแต่แน่นอนว่าไม่มีใครให้คำตอบเขาได้
บนท้องฟ้าเวินโหรวขยับนิ้วประสานอินอย่างต่อเนื่อง ปากก็พึมพำอะไรบางอย่างไม่หยุด
มองเห็นได้ด้วยตาเปล่าเลยว่าพื้นที่บริเวณที่เจ้าทึ่มจู้กับหวังเหมิ่งถูกกลืนหายลงไปนั้นผืนดินเริ่มไหลวนราวกับสายน้ำและเกิดเป็นระลอกคลื่นกระแทกกันอย่างบ้าคลั่ง
ไป๋ฉางเซิงไม่รู้เลยว่าการต่อสู้ใต้ดินนั้นรุนแรงแค่ไหนแต่สิ่งหนึ่งที่ชัดเจนคือ การต่อสู้ระดับนี้อยู่นอกเหนือจินตนาการของเขาไปไกลโชคดีที่การต่อสู้เกิดขึ้นใต้ดิน ไม่อย่างนั้นด้วยพลังรบของเขาแค่เข้าใกล้ก็อาจจะบาดเจ็บเพราะลูกหลงไปแล้ว
นี่เหรอคือช่องว่างระหว่างโหวแห่งยุทธ์กับแม่ทัพยุทธ์?
แล้วถ้าระดับราชันยุทธ์ล่ะจะทรงพลังและสง่างามขนาดไหน?
ในหัวของไป๋ฉางเซิงนึกถึงภาพ‘พี่ชายคนดี’ ของเขาที่เคยตบหน้าอกรับปากว่า‘ถ้าเขามีกิน ไป๋ฉางเซิงก็ต้องมีกินด้วย’ ขึ้นมา
อืม...ไม่มีการแกล้งทำหรอก มีแต่ความห่างชั้นล้วนๆ
ขณะที่ไป๋ฉางเซิงกำลังคิดฟุ้งซ่านอีกด้านหนึ่งเจียงจืออวี๋ที่มองดูพื้นดินที่สั่นไหวและสาดกระเซ็นออกมาก็ขมวดคิ้วแน่น
เธอส่งพลังจิตไปติดกับร่างของเจ้าทึ่มจู้จึงพอจะมองเห็นภาพการต่อสู้ใต้ดินได้
เจ้าทึ่มจู้กับเวินโหรวฉลาดมากที่ลากหวังเหมิ่งลงไปใต้ดินเพราะนอกจากจะจำกัดการใช้พลังของหวังเหมิ่งแล้วยังทำให้เขาต้องเจอกับวิกฤตขาดออกซิเจนอีกด้วย
ในทางกลับกันเจ้าทึ่มจู้ไม่จำเป็นต้องหายใจ และเมื่ออยู่ในดินเวินโหรวก็สามารถแสดงพลังออกมาได้อย่างเต็มที่
พูดได้เลยว่าตอนนี้เจ้าทึ่มจู้และเวินโหรวได้เปรียบทั้งเรื่องสถานที่และโอกาส
พวกเขาสามารถดึงข้อได้เปรียบของตัวเองออกมาใช้ได้อย่างเต็มที่ในเวลาสั้นๆสมกับที่เป็นผู้พิทักษ์เงินมายา สิ่งมีชีวิตที่เกิดมาเพื่อการต่อสู้โดยแท้
แต่ปัญหาคือถึงจะอยู่ในสถานการณ์แบบนี้พวกเขากลับทำได้แค่สู้กับหวังเหมิ่งได้อย่างสูสีเท่านั้นจนดูไม่ออกว่าใครได้เปรียบหรือเสียเปรียบ
เรื่องนี้ทำให้เจียงจืออวี๋ต้องระมัดระวังอย่างมาก
สภาพการณ์แบบนี้บอกได้แค่อย่างเดียว
ต่อให้เจ้าทึ่มจู้กับเวินโหรวรวมหัวกันพลังของพวกเขาก็ยังสู้หวังเหมิ่งไม่ได้!
ถ้าไม่มีลูกเล่นใหม่มาเสริมเกรงว่าผลสุดท้ายคงไม่มีใครทำอะไรใครได้
ความจริงเป็นไปตามที่เจียงจืออวี๋คาดหลังจากเจ้าทึ่มจู้รับหมัดของหวังเหมิ่งเข้าไปตรงๆร่างกายของเขาก็ชะงักไปครู่หนึ่ง
และหวังเหมิ่งก็อาศัยช่องว่างนั้นระเบิดพลังเลือดทั่วร่างออกมาทันทีเขาพุ่งทะยานขึ้นมาราวกับว่าชั้นดินที่หนากว่าสิบเมตรบนหัวนั้นเป็นแค่เศษกระดาษ
แม้เวินโหรวจะพยายามควบคุมพลังอย่างสุดความสามารถเพื่อกดทับหวังเหมิ่งไว้ใต้ดินแต่เมื่อขาดการจับล็อกของเจ้าทึ่มจู้
การต้านทานนั้นก็ยื้อไว้ได้แค่พริบตาหวังเหมิ่งก็พังทุกอย่างออกมาโผล่ขึ้นบนพื้นดินได้สำเร็จ
สภาพของเขาดูเลอะเทอะเล็กน้อยมีดินติดอยู่ทั่วตัว แต่ความจริงแล้วการรุมโจมตีของเจ้าทึ่มจู้และเวินโหรวเมื่อกี้กลับไม่สามารถสร้างแม้แต่รอยขีดข่วนให้เขาได้เลย
เจ้าทึ่มจู้พุ่งตามขึ้นมาติดๆแล้วรีบขวางอยู่หน้าเจียงจืออวี๋ เพื่อป้องกันไม่ให้อีกฝ่ายลงมือทำร้ายเธอ
“น่าสนใจ... น่าสนใจจริงๆ”
“ทั้งที่ไม่มีความผันผวนของพลังเลือดหรือพลังจิตแต่คนหนึ่งกลับมีพละกำลังไม่ด้อยไปกว่าโหวแห่งยุทธ์ระดับกลางส่วนอีกคนก็ใช้ธาตุดินได้คล่องแคล่วไม่แพ้จอมเวทระดับโหวแห่งยุทธ์ทั่วไปเลย”
“ดูภายนอกเหมือนจะเป็นผลผลิตจากเทคโนโลยีแต่ท่าที่ใช้กลับเป็นวิถียุทธ์โบราณทั้งหมด”
“สองคนนี้... คงจะเป็นของจากยุคบรรพกาลสินะ?”
หวังเหมิ่งมองไปที่เจียงจืออวี๋พลางยกมือปัดเศษดินชื้นๆ บนไหล่และหัวออก
เจียงจืออวี๋ไม่ได้ตอบคำถามหวังเหมิ่งเธอเพียงหันไปมองเจ้าทึ่มจู้กับเวินโหรวแล้วถาม:
“ไหวไหม? ถ้าไม่ไหว พวกเราจะได้หาทางหนี”
แม้ในใจจะตัดสินไปแล้วว่าต้องฆ่าหวังเหมิ่งให้ได้แต่เจียงจืออวี๋ยังคงใจเย็นเหมือนเดิม
การเสี่ยงน่ะทำได้แต่ไม่ใช่ว่าจะต้องเอาชีวิตไปทิ้งทุกครั้ง
ตราบใดที่เจ้าทึ่มจู้กับเวินโหรวยืนยันว่าไม่สามารถฆ่าหวังเหมิ่งได้การตัดสินใจถอยย่อมเป็นคำตอบที่ถูกที่สุด
เจ้าทึ่มจู้เกาหัวไม่พูดอะไรเพียงแต่จับจอบเงินประจัญบานในมือแน่นขึ้น
ส่วนเวินโหรวก็พูดขึ้นด้วยเสียงแผ่วเบาว่า“พวกเราไม่กลัวตาย”
นี่มันใช่เรื่องกลัวตายที่ไหนกันล่ะ!
ไป๋ฉางเซิงแอบบ่นในใจรู้สึกว่าเวินโหรวน่าจะไม่เข้าใจสิ่งที่เจียงจืออวี๋สื่อจริงๆ
แต่เมื่อเจียงจืออวี๋ได้ยินแบบนั้นเธอกลับพยักหน้า “งั้นก็... ลุย!”
สิ้นคำสั่งเจ้าทึ่มจู้ก็พุ่งออกไปอีกครั้ง หวังเหมิ่งตั้งหมัดรอรับส่วนเวินโหรวก็ขยับมือเรียกเสาดินหวังจะใช้แผนเดิมลากร่างสีเงินและสีดำที่พัวพันกันลงไปใต้ดินอีกรอบ
แต่แน่นอนว่าครั้งนี้หวังเหมิ่งจะไม่ให้โอกาสพวกเขาง่ายๆ อีก
เขาหลบไปพลางพร้อมกับตะโกนสั่งผู้ชายที่พามาด้วย
“เจิ้งตง! ฆ่าเจียงจืออวี๋ซะ!”
เสียงนั้นไม่ดังนักแต่มันกลับก้องเข้าหูทุกคนที่เหลืออยู่
ใจของไป๋ฉางเซิงกระตุกวูบธาตุไฟและสายฟ้าเริ่มก่อตัวขึ้นพร้อมกัน เจียงจืออวี๋เองก็จับหอกโลหะในมือแน่นปลายหอกแผ่รังสีอำมหิตออกมา
ตอนแรกเจิ้งตงไม่อยากลงมือเลย
การฆ่าเจียงจืออวี๋นั้นต่างจากการฆ่าตาแก่ที่เมืองผู้ฝึกยุทธ์อย่างสิ้นเชิง
การฆ่าตาแก่คนนั้นหวังเหมิ่งสามารถลบทุกร่องรอยทิ้งได้หมดจนเขาไม่ตกอยู่ในอันตราย
แต่ถ้าฆ่าเจียงจืออวี๋นั่นหมายถึงการเป็นศัตรูกับสุ่ยมู่แบบถอนตัวไม่ขึ้น
ถึงตอนนั้นสิ่งที่รอเขาอยู่อาจเป็นการถูกคณบดีทั้งสามท่านของสุ่ยมู่ตามล่าพร้อมกัน
แม้พวกเขาจะอยู่ในทุ่งร้างและสามารถจัดฉากให้ดูเหมือนเจียงจืออวี๋ตายด้วยคมเขี้ยวสัตว์อสูรเพื่อให้ไม่มีหลักฐาน
แต่ปัญหาคือ...ราชันยุทธ์จะตามล่าเขา จำเป็นต้องใช้หลักฐานด้วยเหรอ?
ดังนั้นถ้าเลือกได้เจิ้งตงไม่อยากลงมือกับเจียงจืออวี๋แม้แต่น้อย
แต่ในขณะเดียวกันเขาก็รู้ดีว่าในเมื่อหวังเหมิ่งกล้าบอกเรื่องพวกนี้กับเขา เขาก็ไม่มีสิทธิ์เลือกอีกต่อไป
ตลอดสองปีที่เรียนกับหวังเหมิ่งมาเจิ้งตงย่อมรู้จักนิสัยของอาจารย์คนนี้ดี
เรื่องที่ดีต่อศิษย์น่ะคือเรื่องจริงแต่ก็ไม่มีใครกล้าขัดคำสั่ง ถ้าเขาไม่ลงมือเกรงว่าเขาคงจะตายก่อนเจียงจืออวี๋เสียอีก
เจิ้งตงไม่ได้พูดอะไรอีกเขาพุ่งตัวออกไป... แล้วตวัดดาบ!