ระบบกลืนกินระดับเทพ : เส้นทางวิวัฒนาการของตัวข้าผู้เป็นสัตว์อสูร (อ่อนแอ)

    เล่มที่ 6 บทที่ 168 ไร้การเสแสร้ง มีเพียงความต่างสุดขั้ว

            เจ้าทึ่มจู้ระเบิดพลังเต็มที่หวังเหมิ่งไม่อาจสลัดหลุดได้ในทันที

            ทำได้เพียงเบิกตากว้างมองดูเสาดินที่เวินโหรวเรียกออกมาพุ่งเข้าม้วนร่างของเขาเอาไว้

            “ตูม!”

            เสาดินพุ่งทะยานขึ้นสูงส่งร่างของทั้งสองขึ้นไปกลางอากาศราวกับมังกรดินกลืนกินเหยื่อ ก่อนจะฟาดพวกเขากลับลงมากระแทกพื้นอย่างรุนแรง

            สิ้นเสียงสนั่นหวั่นไหวร่างของเจ้าทึ่มจู้และหวังเหมิ่งก็หายไปจากตรงนั้นทุกอย่างกลับมาเงียบสงบเหมือนไม่มีอะไรเกิดขึ้น

            เมื่อเห็นความเปลี่ยนแปลงนี้ไป๋ฉางเซิงก็ลอบผ่อนคลายในใจ

            ก่อนหน้านี้ยังกังวลว่าเจ้าทึ่มจู้กับเวินโหรวจะเอาชนะหวังเหมิ่งไม่ได้แต่ตอนนี้ดูเหมือนว่าคณบดีแห่งมหาวิทยาลัยสายต่อสู้นครปีศาจก็คงจะเก่งแค่นี้เองสินะ

            แต่ความคิดของไป๋ฉางเซิงเพิ่งจะโผล่มาเขาก็รู้สึกได้ว่าพื้นดินสั่นขึ้นมาวูบหนึ่ง

            เขานึกว่าตัวเองรู้สึกไปเองจนชะงักไปครู่หนึ่งแต่ไม่กี่อึดใจต่อมา การสั่นสะเทือนนั้นก็ส่งผ่านมาอีกครั้งและครั้งนี้มันรุนแรงกว่าเดิมจนไป๋ฉางเซิงรับรู้ได้อย่างชัดเจน

            แผ่นดินไหวเหรอ?ไม่ใช่อย่างแน่นอน

            ถ้าเป็นแผ่นดินไหวทำไมถึงมีแค่พื้นดินใต้เท้าของพวกเขาที่สั่น?

            ดังนั้นจึงมีความเป็นไปได้แค่อย่างเดียว...

            การต่อสู้ของโหวแห่งยุทธ์สองท่านถึงกับทำให้แผ่นดินสั่นสะเทือนได้เชียวหรือ? พลังกายจะมหาศาลขนาดไหนกัน!

            ไม่สิพวกเขาอยู่ใต้ดินไม่ใช่เหรอ แล้วจะไปเอาแรงมาจากไหนได้?

            คำถามมากมายแล่นผ่านหัวไป๋ฉางเซิงแต่แน่นอนว่าไม่มีใครให้คำตอบเขาได้

            บนท้องฟ้าเวินโหรวขยับนิ้วประสานอินอย่างต่อเนื่อง ปากก็พึมพำอะไรบางอย่างไม่หยุด

            มองเห็นได้ด้วยตาเปล่าเลยว่าพื้นที่บริเวณที่เจ้าทึ่มจู้กับหวังเหมิ่งถูกกลืนหายลงไปนั้นผืนดินเริ่มไหลวนราวกับสายน้ำและเกิดเป็นระลอกคลื่นกระแทกกันอย่างบ้าคลั่ง

            ไป๋ฉางเซิงไม่รู้เลยว่าการต่อสู้ใต้ดินนั้นรุนแรงแค่ไหนแต่สิ่งหนึ่งที่ชัดเจนคือ การต่อสู้ระดับนี้อยู่นอกเหนือจินตนาการของเขาไปไกลโชคดีที่การต่อสู้เกิดขึ้นใต้ดิน ไม่อย่างนั้นด้วยพลังรบของเขาแค่เข้าใกล้ก็อาจจะบาดเจ็บเพราะลูกหลงไปแล้ว

            นี่เหรอคือช่องว่างระหว่างโหวแห่งยุทธ์กับแม่ทัพยุทธ์?

            แล้วถ้าระดับราชันยุทธ์ล่ะจะทรงพลังและสง่างามขนาดไหน?

            ในหัวของไป๋ฉางเซิงนึกถึงภาพ‘พี่ชายคนดี’ ของเขาที่เคยตบหน้าอกรับปากว่า‘ถ้าเขามีกิน ไป๋ฉางเซิงก็ต้องมีกินด้วย’ ขึ้นมา

            อืม...ไม่มีการแกล้งทำหรอก มีแต่ความห่างชั้นล้วนๆ

            ขณะที่ไป๋ฉางเซิงกำลังคิดฟุ้งซ่านอีกด้านหนึ่งเจียงจืออวี๋ที่มองดูพื้นดินที่สั่นไหวและสาดกระเซ็นออกมาก็ขมวดคิ้วแน่น

            เธอส่งพลังจิตไปติดกับร่างของเจ้าทึ่มจู้จึงพอจะมองเห็นภาพการต่อสู้ใต้ดินได้

            เจ้าทึ่มจู้กับเวินโหรวฉลาดมากที่ลากหวังเหมิ่งลงไปใต้ดินเพราะนอกจากจะจำกัดการใช้พลังของหวังเหมิ่งแล้วยังทำให้เขาต้องเจอกับวิกฤตขาดออกซิเจนอีกด้วย

            ในทางกลับกันเจ้าทึ่มจู้ไม่จำเป็นต้องหายใจ และเมื่ออยู่ในดินเวินโหรวก็สามารถแสดงพลังออกมาได้อย่างเต็มที่

            พูดได้เลยว่าตอนนี้เจ้าทึ่มจู้และเวินโหรวได้เปรียบทั้งเรื่องสถานที่และโอกาส

            พวกเขาสามารถดึงข้อได้เปรียบของตัวเองออกมาใช้ได้อย่างเต็มที่ในเวลาสั้นๆสมกับที่เป็นผู้พิทักษ์เงินมายา สิ่งมีชีวิตที่เกิดมาเพื่อการต่อสู้โดยแท้

            แต่ปัญหาคือถึงจะอยู่ในสถานการณ์แบบนี้พวกเขากลับทำได้แค่สู้กับหวังเหมิ่งได้อย่างสูสีเท่านั้นจนดูไม่ออกว่าใครได้เปรียบหรือเสียเปรียบ

            เรื่องนี้ทำให้เจียงจืออวี๋ต้องระมัดระวังอย่างมาก

            สภาพการณ์แบบนี้บอกได้แค่อย่างเดียว

            ต่อให้เจ้าทึ่มจู้กับเวินโหรวรวมหัวกันพลังของพวกเขาก็ยังสู้หวังเหมิ่งไม่ได้!

            ถ้าไม่มีลูกเล่นใหม่มาเสริมเกรงว่าผลสุดท้ายคงไม่มีใครทำอะไรใครได้

            ความจริงเป็นไปตามที่เจียงจืออวี๋คาดหลังจากเจ้าทึ่มจู้รับหมัดของหวังเหมิ่งเข้าไปตรงๆร่างกายของเขาก็ชะงักไปครู่หนึ่ง

            และหวังเหมิ่งก็อาศัยช่องว่างนั้นระเบิดพลังเลือดทั่วร่างออกมาทันทีเขาพุ่งทะยานขึ้นมาราวกับว่าชั้นดินที่หนากว่าสิบเมตรบนหัวนั้นเป็นแค่เศษกระดาษ

            แม้เวินโหรวจะพยายามควบคุมพลังอย่างสุดความสามารถเพื่อกดทับหวังเหมิ่งไว้ใต้ดินแต่เมื่อขาดการจับล็อกของเจ้าทึ่มจู้

            การต้านทานนั้นก็ยื้อไว้ได้แค่พริบตาหวังเหมิ่งก็พังทุกอย่างออกมาโผล่ขึ้นบนพื้นดินได้สำเร็จ

            สภาพของเขาดูเลอะเทอะเล็กน้อยมีดินติดอยู่ทั่วตัว แต่ความจริงแล้วการรุมโจมตีของเจ้าทึ่มจู้และเวินโหรวเมื่อกี้กลับไม่สามารถสร้างแม้แต่รอยขีดข่วนให้เขาได้เลย

            เจ้าทึ่มจู้พุ่งตามขึ้นมาติดๆแล้วรีบขวางอยู่หน้าเจียงจืออวี๋ เพื่อป้องกันไม่ให้อีกฝ่ายลงมือทำร้ายเธอ

            “น่าสนใจ... น่าสนใจจริงๆ”

            “ทั้งที่ไม่มีความผันผวนของพลังเลือดหรือพลังจิตแต่คนหนึ่งกลับมีพละกำลังไม่ด้อยไปกว่าโหวแห่งยุทธ์ระดับกลางส่วนอีกคนก็ใช้ธาตุดินได้คล่องแคล่วไม่แพ้จอมเวทระดับโหวแห่งยุทธ์ทั่วไปเลย”

            “ดูภายนอกเหมือนจะเป็นผลผลิตจากเทคโนโลยีแต่ท่าที่ใช้กลับเป็นวิถียุทธ์โบราณทั้งหมด”

            “สองคนนี้... คงจะเป็นของจากยุคบรรพกาลสินะ?”

            หวังเหมิ่งมองไปที่เจียงจืออวี๋พลางยกมือปัดเศษดินชื้นๆ บนไหล่และหัวออก

            เจียงจืออวี๋ไม่ได้ตอบคำถามหวังเหมิ่งเธอเพียงหันไปมองเจ้าทึ่มจู้กับเวินโหรวแล้วถาม:

            “ไหวไหม? ถ้าไม่ไหว พวกเราจะได้หาทางหนี”

            แม้ในใจจะตัดสินไปแล้วว่าต้องฆ่าหวังเหมิ่งให้ได้แต่เจียงจืออวี๋ยังคงใจเย็นเหมือนเดิม

            การเสี่ยงน่ะทำได้แต่ไม่ใช่ว่าจะต้องเอาชีวิตไปทิ้งทุกครั้ง

            ตราบใดที่เจ้าทึ่มจู้กับเวินโหรวยืนยันว่าไม่สามารถฆ่าหวังเหมิ่งได้การตัดสินใจถอยย่อมเป็นคำตอบที่ถูกที่สุด

            เจ้าทึ่มจู้เกาหัวไม่พูดอะไรเพียงแต่จับจอบเงินประจัญบานในมือแน่นขึ้น

            ส่วนเวินโหรวก็พูดขึ้นด้วยเสียงแผ่วเบาว่า“พวกเราไม่กลัวตาย”

            นี่มันใช่เรื่องกลัวตายที่ไหนกันล่ะ!

            ไป๋ฉางเซิงแอบบ่นในใจรู้สึกว่าเวินโหรวน่าจะไม่เข้าใจสิ่งที่เจียงจืออวี๋สื่อจริงๆ

            แต่เมื่อเจียงจืออวี๋ได้ยินแบบนั้นเธอกลับพยักหน้า “งั้นก็... ลุย!”

            สิ้นคำสั่งเจ้าทึ่มจู้ก็พุ่งออกไปอีกครั้ง หวังเหมิ่งตั้งหมัดรอรับส่วนเวินโหรวก็ขยับมือเรียกเสาดินหวังจะใช้แผนเดิมลากร่างสีเงินและสีดำที่พัวพันกันลงไปใต้ดินอีกรอบ

            แต่แน่นอนว่าครั้งนี้หวังเหมิ่งจะไม่ให้โอกาสพวกเขาง่ายๆ อีก

            เขาหลบไปพลางพร้อมกับตะโกนสั่งผู้ชายที่พามาด้วย

            “เจิ้งตง! ฆ่าเจียงจืออวี๋ซะ!”

            เสียงนั้นไม่ดังนักแต่มันกลับก้องเข้าหูทุกคนที่เหลืออยู่

            ใจของไป๋ฉางเซิงกระตุกวูบธาตุไฟและสายฟ้าเริ่มก่อตัวขึ้นพร้อมกัน เจียงจืออวี๋เองก็จับหอกโลหะในมือแน่นปลายหอกแผ่รังสีอำมหิตออกมา

            ตอนแรกเจิ้งตงไม่อยากลงมือเลย

            การฆ่าเจียงจืออวี๋นั้นต่างจากการฆ่าตาแก่ที่เมืองผู้ฝึกยุทธ์อย่างสิ้นเชิง

            การฆ่าตาแก่คนนั้นหวังเหมิ่งสามารถลบทุกร่องรอยทิ้งได้หมดจนเขาไม่ตกอยู่ในอันตราย

            แต่ถ้าฆ่าเจียงจืออวี๋นั่นหมายถึงการเป็นศัตรูกับสุ่ยมู่แบบถอนตัวไม่ขึ้น

            ถึงตอนนั้นสิ่งที่รอเขาอยู่อาจเป็นการถูกคณบดีทั้งสามท่านของสุ่ยมู่ตามล่าพร้อมกัน

            แม้พวกเขาจะอยู่ในทุ่งร้างและสามารถจัดฉากให้ดูเหมือนเจียงจืออวี๋ตายด้วยคมเขี้ยวสัตว์อสูรเพื่อให้ไม่มีหลักฐาน

            แต่ปัญหาคือ...ราชันยุทธ์จะตามล่าเขา จำเป็นต้องใช้หลักฐานด้วยเหรอ?

            ดังนั้นถ้าเลือกได้เจิ้งตงไม่อยากลงมือกับเจียงจืออวี๋แม้แต่น้อย

            แต่ในขณะเดียวกันเขาก็รู้ดีว่าในเมื่อหวังเหมิ่งกล้าบอกเรื่องพวกนี้กับเขา เขาก็ไม่มีสิทธิ์เลือกอีกต่อไป

            ตลอดสองปีที่เรียนกับหวังเหมิ่งมาเจิ้งตงย่อมรู้จักนิสัยของอาจารย์คนนี้ดี

            เรื่องที่ดีต่อศิษย์น่ะคือเรื่องจริงแต่ก็ไม่มีใครกล้าขัดคำสั่ง ถ้าเขาไม่ลงมือเกรงว่าเขาคงจะตายก่อนเจียงจืออวี๋เสียอีก

            เจิ้งตงไม่ได้พูดอะไรอีกเขาพุ่งตัวออกไป... แล้วตวัดดาบ!   

             

    คล้ายกับเรื่องระบบกลืนกินระดับเทพ : เส้นทางวิวัฒนาการของตัวข้าผู้เป็นสัตว์อสูร (อ่อนแอ) ที่คุณอ่าน